พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 258 (เล่ม 50)

ปรากฏว่า " สมิทธิ " เพราะเจริญรุ่งเรืองด้วยทรัพย์สมบัติ และสมบูรณ์
ด้วยคุณสมบัติ.
เขาเห็นพุทธานุภาพ ในสมาคมของพระเจ้าพิมพิสาร ได้มีศรัทธา
บวชแล้ว หมั่นขวนขวายในภาวนาอยู่ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ใน
ตโปทาราม วันหนึ่งท่านคิดอย่างนี้ว่า เป็นลาภแล้วหนอ พระศาสดาของเรา
เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และเราก็บวชในพระธรรมวินัย ที่พระองค์
ตรัสดีแล้ว ทั้งเพื่อนสพรหมจารี ของเราก็เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม เมื่อ
ท่านคิดอยู่อย่างนี้ ก็เกิดปีติโสมนัสเป็นล้นพ้น. มารผู้ลามก ไม่พอใจ จึง
ส่งเสียงร้องดังน่ากลัว ในที่ไม่ห่างพระเถระ ได้เป็นประหนึ่งว่าแผ่นดินจะถล่ม.
พระเถระกราบทูลความนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มารจงใจทำลวงตาเธอ ไปเถิดภิกษุ
เธอไม่ต้องคิดในข้อนั้น จงอยู่ไปเถิด. พระเถระไปในที่นั้น แล้วอยู่ขวนขวาย
วิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว ต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่
ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
เราได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า
สิทธัตถะ เป็นสารถีฝึกนระ ผู้โชติช่วงดังดอก-
กรรณิการ์ ประทับนั่งในระหว่างภูเขา ยังทิศทั้งปวง
ให้สว่างอยู่ ในกาลนั้น เราเอาธนูพาดสายแล้ว ยิง
ลูกธนูไป ตัดดอกไม้พร้อมทั้งขั้ว บูชาแด่พระพุทธเจ้า
ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วย
ดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น
ผลแห่งพุทธบูชา ในกัปที่ ๕๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็น
พระเจ้าจักรพรรดิองค์หนึ่ง พระนามว่า ชุตินธระ

258
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 259 (เล่ม 50)

ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผา
กิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า
เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ส่วนมารไม่รู้ว่าพระเถระผู้อยู่ในที่นั้น บรรลุพระอรหัตแล้ว เป็น
พระขีณาสพ ก็ได้ส่งเสียงร้องดังน่ากลัว โดยนัยก่อนนั่นแหละ. พระเถระฟัง
เสียงนั้นแล้วไม่สะดุ้งกลัว ไม่หวาดเสียว กล่าวว่า มารเช่นท่านตั้งร้อย ตั้งพัน
ก็ไม่ทำให้แม้ขนของเราหวั่นไหวได้ ดังนี้แล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล
ได้ภาษิตคาถาว่า
เราออกบวชเป็นบรรพชิต ด้วยศรัทธา มีสติและ
ปัญญาเจริญ มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว ดูก่อนมาร ถึงท่านจัก
บันดาลรูปต่าง ๆ ที่น่ากลัวให้เกิดขึ้น แต่ก็ไม่อาจทำ
เราให้สะดุ้งกลัวได้เลย ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สทฺธาย ความว่า ด้วยความเชื่อกรรม
และผลแห่งกรรม และด้วยความเชื่อในพระรัตนตรัย อันมีความพอใจในธรรม
เป็นสมุฏฐาน.
พระเถระเรียก (แสดง) ตนเอง ด้วยบทว่า อหํ. บทว่า ปพฺพชิโต
ความว่า เข้าถึง (บรรพชา).
บทว่า อคารสฺมา ความว่า จากเรือน หรือจากการอยู่ครองเรือน.
บทว่า อนคาริยํ ได้แก่ บรรพชา. ก็บรรพชานั้น ท่านเรียกว่า
อนคาริยะ เพราะไม่มีกสิกรรมแลพาณิชยกรรมเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง อัน
เป็นประโยชน์ต่อการครองเรือน ซึ่งเป็นเหตุให้ชื่อว่า "อคาริยะ".
ด้วยบทว่า สติ ปญฺญา จ เม วุฑฺฒา นี้ พระเถระแสดงว่า
จำเดิมแต่ขณะแห่งวิปัสสนา จนถึงพระอรหัตตามลำดับมรรคธรรมเหล่านี้

259
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 260 (เล่ม 50)

คือ สติที่มีการระลึกได้เป็นลักษณะ ปัญญาที่มีการรู้ทั่วเป็นลักษณะ เจริญแล้ว
คืองอกงามแล้วแก่เรา บัดนี้ จะมีธรรมที่ต้องเจริญ (อีก) ก็หามิได้ สติปัญญา
ของเราถึงความไพบูลย์แล้ว ดังนี้.
ด้วยบทว่า จิตฺตญฺจ สุสมาหิตํ นี้ พระเถระแสดงว่า จิตของเรา
ตั้งมั่นดีแล้ว ด้วยสามารถแห่งสมาบัติ ๘ และด้วยสามารถแห่งโลกุตรสมาธิ
บัดนี้ไม่มีกิจที่จะต้องทำจิตนั้นให้ตั้งมั่น (เพราะ) สมาธิถึงความไพบูลย์แล้ว.
บทว่า กามํ กรสฺสุ รูปานิ ความว่า ดูก่อนมารผู้ลามก เพราะ
ฉะนั้น ท่านมากระทำอาการที่น่ารังเกียจอย่างใดอย่างหนึ่ง หลอกเราตาม-
ชอบใจ แต่อาการที่น่ารังเกียจเหล่านั้น ไม่อาจทำให้เราสะดุ้งกลัวได้เลย คือ
ไม่สามารถจะกระทำ แม้เพียงควานหวั่นไหวแห่งร่างกายของเราได้เลย ที่ไหน
จักทำจิตให้เป็นอย่างอื่นไปได้. พระเถระคุกคามมารว่า เพราะฉะนั้น กิริยานั้น
จะมีผลเพียงทำความคับแค้น แก่จิตของท่านเท่านั้น. มารฟังดังนั้นแล้ว คิดว่า
พระเถระรู้ทันเรา แล้วหายไปในที่นั้นเอง.
จบอรรถกถาสมิทธิเถรคาถา

260
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 261 (เล่ม 50)

๗. อุชชยเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระอุชชยเถระ
[๑๘๔] ได้ยินว่า พระอุชชยเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
ช้าแต่พระพุทธเจ้า ผู้แกล้วกล้า ข้าพระองค์
ขอนอบน้อมแด่พระองค์ พระองค์เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว
จากสิ่งทั้งปวง เมื่อข้าพระองค์อยู่ในพระบัญชาของ
พระองค์ จึงเป็นผู้ไม่มีอาสวะ อยู่เป็นสุขสำราญ.
อรรถกถาอุชชยเถรคาถา
คาถาของท่านพระอุชชยเถระเริ่มต้นว่า นโม เต พุทฺธ วีรตฺถุ.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
แม้พระเถระนี้ ก็มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
กระทำบุญเป็นอันมากไว้ในภพนั้น ๆ ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ เห็นพระผู้มี-
พระภาคเจ้า พระนามว่า ติสสะ มีใจเลื่อมใส ทำการบูชาด้วยดอกกรรณิการ์
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านบังเกิดในเทวโลก กระทำบุญแล้วท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ
ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นบุตรของพราหมณ์ ชื่อว่า โสตถิยะ
คนใดคนหนึ่ง ในกรุงราชคฤห์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า อุชชยะ.
เขาเจริญเติบใหญ่แล้ว เป็นผู้เรียนจบไตรเพท มองไม่เห็นสาระใน
ไตรเพทนั้น อันอุปนิสยสมบัติ ตักเตือนอยู่ ไปยังเวฬุวันวิหาร ฟังธรรมใน

261
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 262 (เล่ม 50)

สำนักของพระศาสดา ได้มีศรัทธาบรรพแล้ว เรียนกรรมฐานที่เหมาะแก่จริต
อยู่ในป่า เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่นานเลย. สมดังคาถา-
ประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
ในกาลนั้น เราเห็นต้นกรรณิการ์มีดอกบาน
จึงเก็บมาบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า
ติสสะ ผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว ผู้คงที่ ในกัปที่ ๙๒ แต่
ภัทรกัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด
ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชาในกัปที่ ๓๕ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
มีพลมาก ปรากฏนามว่า อรุณปาณี สมบูรณ์
ด้วยแก้ว ๗ ประการ. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ
คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็ครั้นท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว ไปยังสำนักของพระศาสดา นั่ง ณ
ส่วนข้างหนึ่ง เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล ด้วยอาการชมเชยพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ได้กล่าวคาถาว่า
ข้าแต่พระพุทธเจ้า ผู้แกล้วกล้า ข้าพระองค์
ขอนอบน้อมแต่พระองค์ พระองค์เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว
จากสิ่งทั้งปวง เมื่อข้าพระองค์อยู่ในพระโอวาทของ
พระองค์ จึงเป็นผู้ไม่มีอาสวะ อยู่เป็นสุขสำราญ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นโม แสดงถึงการประณาม. บทว่า
เต แสดงถึงการมอบให้ด้วยกิริยานอบน้อม อธิบายว่า ขอนอบน้อมแด่
พระองค์.

262
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 263 (เล่ม 50)

ก็บทว่า พุทฺธ วีร เป็นคำเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้า. อธิบายว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้า บัณฑิตเรียกว่า พุทธะ เพราะตรัสรู้อรรถ ต่างด้วย
อภิญญาเป็นต้น ด้วยพระสยัมภูญาณ ต่างด้วยอภิญญาเป็นต้น ฉันใด แม้ที่
บัณฑิตเรียกว่า วีระ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะทรงประกอบไปด้วยความเพียร
ใหญ่ ที่ทรงเริ่มตั้งด้วยสามารถแห่งการย่ำยีมารแม้ทั้ง ๕.
บทว่า อตฺถุ แปลว่า จงมี. บทว่า อตฺถุ นั้นสัมพันธ์เข้ากับ
บทว่า นโม.
บทว่า วิปฺปมุตฺโตส สพฺพธิ ความว่า ได้เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว คือ
พรากแล้ว จากกิเลสทั้งปวง และในสังขารทั้งปวง คือ ไม่มีอะไรเลย ที่พระองค์
ยังไม่ทรงหลุดพ้น เพราะเหตุที่ข้าพระองค์อยู่ในโอวาทของพระองค์ จึงเป็นผู้
ไม่มีอาสวะ อยู่เป็นสุข อธิบายว่า ข้าพระองค์อยู่ในพระบัญชา คือ ในพระ-
โอวาท ได้แก่ ในมรรคที่ถึงแล้วของพระองค์ ปฏิบัติอยู่ตามสติ ตามกำลัง
ชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีอาสวะ เพราะละอาสวะ แม้ทั้ง ๔ มีกามาสวะเป็นต้นได้หมดแล้ว
อยู่ ข้าแต่พระพุทธเจ้าผู้แกล้วกล้า ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้เช่นนั้น.
จบอรรถกถาอุชชยเถรคาถา

263
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 264 (เล่ม 50)

๘. สัญชยเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระสัญชยเถระ
[๑๘๕] ได้ยินว่า พระสัญชยเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
ตั้งแต่เราออกบวช เป็นบรรพชิต เราไม่รู้สึกถึง
ความดำริ อันไม่ประเสริฐ ประกอบด้วยโทษเลย.
อรรถกถาสัญชยเถรคาถา
คาถาของท่านพระสัญชยเถระเริ่มต้นว่า ยโต อหํ. เรื่องราวของท่าน
เป็นอย่างไร ?
แม้ท่านก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สั่งสม
บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ ในกาลของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี ได้รวบรวมสิ่งของที่เรี่ยราดกระจัดกระจายอยู่
ในที่ประชุมใหญ่ ๆ กระทำบุญอุทิศพระรัตนตรัย ตัวเองเป็นคนจน จึงได้เป็น
ผู้ขวนขวายในการบำเพ็ญบุญของหมู่คณะเป็นต้นเหล่านั้น ท่านเข้าไปเฝ้าพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า ตามกาลเวลา ถวายบังคมแล้ว มีจิตเลื่อมใสได้ทำหน้าที่
ไวยาวัจกร ต่าง ๆ ต่อภิกษุทั้งหลาย ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านไปบังเกิดใน
เทวโลก กระทำบุญไว้มาก ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่ในสุคติภพด้วยเท่านั้น ใน
พุทธุปบาทกาลนี้ เกิดเป็นบุตรของพราหมณ์ ผู้สมบูรณ์ด้วยสมบัติ ในพระ-
นครราชคฤห์ โดยนามมีชื่อว่า สัญชัย. เขาเจริญวัยแล้ว เห็นพราหมณ์ผู้มี

264
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 265 (เล่ม 50)

ชื่อเสียง มีพรหมายุพราหมณ์ และโปกขรสาติพราหมณ์เป็นต้น เลื่อมใสใน
พระศาสนา ก็บังเกิดความเลื่อมใส เข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา.
พระบรมศาสดา ทรงแสดงธรรมแก่เขาแล้ว เขาฟังธรรมแล้วได้เป็น
พระโสดาบัน แล้วบรรพชาในเวลาต่อมา ก็และเมื่อบรรพชา พอปลายมีดจด
เท่านั้น ก็ได้อภิญญา ๖. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
ได้มีการประชุมใหญ่ (มหาสันนิบาต) แห่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี เราได้
เป็นไวยาวัจกรผู้รับใช้ในกิจทุกอย่าง ก็ไทยธรรม
ที่จะถวายแด่พระสุคตเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
ของเราไม่มี เรามีจิตผ่องใสได้ถวายบังคมพระบาท
ของพระศาสดา ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้
กระทำไวยาวัจกร ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งการทำหน้าที่ไวยาวัจกร และในกัปที่ ๘
แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ นามว่า
สุจินตติะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธ-
เจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ท่านเป็นผู้มีอภิญญา ๖ เมื่อพยากรณ์พระอรหัตผล ได้กล่าวคาถาว่า
ตั้งแต่เราออกบวชเป็นบรรพชิต เราไม่รู้สึกถึง
ความดำริอันไม่ประเสริฐ ประกอบด้วยโทษเลย ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยโต อหํ ปพฺพชิโต ความว่า
จำเดิมแต่ คือนับแต่เราได้บวชแล้ว.

265
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 266 (เล่ม 50)

(อธิบายว่า) จำเดิมแต่เวลาที่เราบวชแล้ว เราไม่รู้จักความดำริอันไม่
ประเสริฐ ประกอบด้วยโทษเลย โดยความหมายก็ว่า เราไม่รู้จักความดำริ
ที่ประกอบด้วยโทษมีราคะเป็นต้น เพราะเหตุนั้นแล จึงชื่อว่าไม่ประเสริฐ คือ
เลว อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าไม่ใช่ของพระอริยเจ้า เพราะพระอริยะเจ้าทั้งหลาย
ไม่ประพฤติ และเพราะผู้ที่ไม่ใช่พระอริยประพฤติ คือเป็นของลามก ได้แก่
มิจฉาวิตก มีกามวิตกเป็นต้น อันได้นามว่า สังกัปปะ เพราะดำริถึงคุณที่
ไม่มีจริงเป็นต้นในอารมณ์ อันตนให้เกิดแล้ว พระเถระพยากรณ์พระอรหัตผล
ว่า เราบรรลุพระอรหัตแล้ว ในเวลาที่ปลายมีดโกนจดเท่านั้น.
จบอรรถกถาสัญชยเถรคาถา
๙. รามเณยยกเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระรามเณยยกเถระ
[๑๘๖] ได้ยินว่า พระรามเณยยกเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
ดูก่อนมาร บุคคลบางจำพวก ย่อมสะดุ้งกลัว
เพราะเสียงคำรามของท่าน และเสียงร้องคำรามแห่ง
เทวดา แต่จิตของเราไม่หวั่นไหว เพราะเสียงเหล่านั้น
เพราะจิตของเรายินดีความเป็นผู้เดียว.

266
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 267 (เล่ม 50)

อรรถกถารามเณยยกเถรคาถา
คาถาของท่านพระรามเณยยกเถระ เริ่มต้นว่า จิหจิหาภินทิเต.
เรื่องราวของท่านเป็นมาอย่างไร ?
แม้พระเถระนี้ ก็มีอธิการอันกระทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ เป็นอันมาก เกิดในเรือนแห่งตระกูลในกาลของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สิขี. บรรลุถึงความเป็นผู้รู้แล้ว เห็น
พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้เลื่อมใสแล้ว ได้ทำการบูชาด้วยดอกไม้ทั้งหลาย.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านบังเกิดแล้วในเทวโลก กระทำบุญแล้ว เกิด
หมุนเวียนไป ๆ มา ๆ อยู่แต่ในสุคติภพเท่านั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ เกิดใน
ตระกูลอันมั่งคั่งในพระนครสาวัตถี เจริญวัยแล้ว เป็นผู้มีความเลื่อมใสเกิดแล้ว
บรรพชา ในกาลที่ทรงรับมอบพระวิหารชื่อว่า เชตวัน เรียนกรรมฐาน
อันสมควรแก่จริต แล้วอยู่ในป่า. ท่านได้มีชื่อว่า รามเณยยกะ เพราะ
สมบัติของตน และข้อปฏิบัติอันสมควร แก่บรรพชิตของท่านเป็นเหตุนำมา
ซึ่งความเลื่อมใส. วันหนึ่ง มารประสงค์ จะหลอกให้พระเถระสะดุ้ง จึงได้
ส่งเสียงร้องน่ากลัว.
พระเถระฟังเสียงนั้นแล้ว ไม่สะดุ้งกลัว เพราะเสียงนั้น รู้ทันว่า นี้
เป็นมาร เมื่อจะแสดงความไม่อาทรในเสียงนั้น ได้กล่าวคาถาว่า
ดูก่อนมารผู้ลามก จิตของเรานั้นย่อมไม่หวั่น
ไหวดิ้นรน เพราะเสียงร้องของนกกระจาบ และเพราะ
เสียงร้องของลิงทั้งหลาย เพราะจิตของเรายินดียิ่งแล้ว
ในพระนิพพาน ดังนี้.

267