พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 248 (เล่ม 50)

ภายหลังเจริญวิปัสสนาแล้ว จึงได้บรรลุพระอรหัต. ตามมติของเกจิอาจารย์
เหล่านั้น ความของบททั้งหลายที่ว่า จงเจริญฌานไปเถิด สุมังคละ ท่านจง
เป็นผู้ไม่ประมาทอยู่เถิด ดังนี้ ย่อมถูกต้องโดยแท้ แม้ด้วยสามารถแห่ง
วิปัสสนามรรค.
จบอรรถกถาสุมังคลเถรคาถา
๔. สานุเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระสานุเถระ
[๑๘๑] ได้ยินว่า พระสานเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
คุณโยมแม่ ชนทั้งหลายพากันร้องไห้ถึงคนที่ตาย
แล้ว ร้องไห้ถึงคนที่ยังเป็นอยู่ แต่หายหน้าจากไป
ส่วนฉันยังชีวิตอยู่ ทั้งปรากฏตัวอยู่ เหตุไรคุณโยม
จึงมาร้องไห้ถึงฉันเล่า ?.
อรรถกถาสานุเถรคาถา
คาถาของท่านพระสานุเถระเริ่มต้นว่า มตํ วา อมฺม โรทนฺติ.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
แม้พระสานุเถระ ก็มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
เข้าไปสั่งสมบุญ อันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ ในกัปที่ ๙๔

248
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 249 (เล่ม 50)

แต่ภัทรกัปนี้ เขานำน้ำเข้าไปถวาย เพื่อประโยชน์แก่การล้างพระหัตถ์ ล้าง
พระบาท และบ้วนพระโอฐ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ
ในเวลาจะเสวย พระศาสดามีพระประสงค์จะทรงล้างพระหัตถ์ และล้างพระ
บาท. เขาคอยกำหนดอาการของพระศาสดา แล้วนำน้ำเข้าไปถวาย. พระผู้มี
พระภาคเจ้า ทรงล้างพระหัตถ์และพระบาทแล้ว ทรงเสวย ได้มีพุทธประสงค์
จะบ้วนพระโอฐ. ท่านก็รู้แม้พระอาการนั้น เข้าไปถวายน้ำล้างพระโอฐ
พระศาสดาทรงล้างพระโอฐแล้ว ทำการชำระพระโอฐเสร็จแล้ว พระผู้มี-
พระภาคเจ้า ทรงอาศัยความอนุเคราะห์จึงทรงยินดีไวยาวัจกิจที่เขาจัดถวาย
ด้วยอาการอย่างนี้.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในเทวโลก กระทำบุญ แล้วท่องเที่ยว
ไป ๆ มา ๆ อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในพุทธุปบาทกาลนี้ ถือปฏิสนธิ
ในเรือนของอุบาสกคนหนึ่ง ในพระนครสาวัตถี เมื่อเขาอยู่ในท้องมารดา
บิดาก็จากไป (อยู่ที่อื่น) พอครบ ๑๐ เดือน อุบาสิกาก็คลอดบุตร ตั้งชื่อ
เขาว่า สานุ.
เมื่อสานุกุมารเติบโตขึ้นโดยลำดับ อุบาสิกาก็จัดให้สานุกุมารผู้มีอายุ
ได้ ๗ ขวบเท่านั้น บรรพชาในสำนักของภิกษุทั้งหลาย ด้วยคิดว่า สานุกุมาร
นี้จักเป็นผู้ไม่มีอันตราย เจริญเติบโต มีความสุขโดยส่วนเดียว ด้วยอุบาย
อย่างนี้. เขามีนามปรากฏว่า สานุสามเณร เป็นผู้มีปัญญา สมบูรณ์ด้วย
วัตรเป็นพหูสูต เป็นพระธรรมกถึก เป็นผู้มีอัธยาศัยประกอบด้วยเมตตาใน
สัตว์ทั้งหลาย ได้เป็นที่รัก เป็นที่พอใจ ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ดังนี้
เรื่องราวทั้งหมด พึงทราบ (อย่างพิสดาร) โดยนัยที่มาแล้วในสานุสูตรนั่นแล.
ในอดีตชาติ มารดาของสานุสามเณรนั้น เกิดในกำเนิดแห่งยักษ์ ยักษ์ทั้งหลาย
ซึ่งเป็นผู้มากไปด้วยความเคารพ ยำเกรง ย่อมนับถือนาง ด้วยคิดว่า หญิงนี้

249
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 250 (เล่ม 50)

เป็นมารดาของพระสานุเถระ เมื่อกาลเวลาผ่านไปอย่างนี้ จิตคิดอยากจะสึก
ก็เกิดขึ้นแก่สานุสามเณร ผู้ฟุ้งซ่านอยู่ เพราะไม่มีโยนิโสมนสิการ ดุจ
ประกาศโทษของความเป็นปุถุชน. ยักษิณีผู้เป็นมารดาของสานุสามเณร รู้เหตุ
นั้น จึงบอกแก่มารดาผู้เป็นมนุษย์ว่า สานุสามเณรผู้เป็นบุตรของท่าน เกิด
ความคิดว่า เราจะสึก. เพราะฉะนั้น ท่านจงไปกล่าวอย่างนี้ว่า
ท่านพึงบอกสานุสามเณรผู้ฟื้นขึ้นแล้ว ยักษ์สั่ง
คำนี้ไว้ว่า ท่านอย่าได้กระทำกรรมอันลามก ทั้งในที่
แจ้งและที่ลับ ถ้าท่านจะกระทำหรือกำลัง กระทำกรรม
อันลามกไซร้ ถึงท่านจะเหาะหนีไป ไม่พ้นจากทุกข์
ดังนี้.
ก็และครั้น กล่าวอย่างนี้แล้ว นางยักษิณีผู้เป็นมารดา ก็อันตรธานไปใน
ที่นั้นเอง. ส่วนมารดาผู้เป็นมนุษย์ ฟังคำนั้นแล้ว ถึงความปริเทวนาการ และ
ความเศร้าโศก ได้เป็นผู้มีใจเต็มไปด้วยความทุกข์.
ครั้นในเวลาเช้า สานุสามเณร นุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปยัง
สำนักของมารดา เห็นมารดาร้องไห้อยู่ จึงกล่าวว่า แม่จ๋า แม่ร้องไห้เพราะ
อาศัยอะไร และมารดาตอบว่า เพราะอาศัยเจ้า จึงได้กล่าวคาถาแก่มารดาว่า
แม่จ๋า คนทั้งหลาย เขาพากันร้องไห้ถึงคนที่ตาย
แล้ว ร้องไห้ถึงคนที่ยังเป็นอยู่ แต่หายหน้าจากไป
ส่วนฉันยังมีชีวิตอยู่ ทั้งปรากฏตัวอยู่ เหตุไร แม่จึงมา
ร้องให้ถึงฉันเล่า ?
คาถานั้น มีใจความดังนี้ แม่จ๋า ธรรมดาญาติหรือมิตร ผู้ร้องไห้
ก็ย่อมร้องไห้ถึงญาติหรือมิตรของตนผู้ตายไปแล้ว เพราะล่วงลับไปสู่ปรโลก
แล้ว อีกอย่างหนึ่ง ญาติก็ดี มิตรก็ดี คนใด ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ปรากฏเพราะ

250
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 251 (เล่ม 50)

เดินทางไปประเทศอื่น ก็ย่อมร้องไห้ถึงญาติหรือมิตรผู้นั้น ก็เหตุแม้ทั้งสอง
อย่างนี้ไม่มีในฉัน เมื่อเป็นเช่นนั้น แม่เห็นฉัน ผู้ยังมีชีวิตอยู่ ทรงร่างอยู่
ยืนอยู่ข้างหน้า จะร้องไห้ไปทำไมเล่าแม่จ๋า คือการที่แม่ร้องไห้ถึงฉัน ไม่มี
เหตุ (อันควร) เลย ดังนี้.
มารดาของสานุสามเณร ฟังคำนั้นแล้ว เมื่อจะแสดงว่าการสึก จัด
เป็นมรณะในวินัยของพระอริยเจ้า โดยทำนองแห่งสุดบทที่ว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ก็ภิกษุใด ลาสิกขาเวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว นั่นเป็นมรณะของ
เธอ ดังนี้ จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า
ลูกเอ๋ย ญาติและมิตรทั้งหลายย่อมร้องไห้ถึงคน
ที่ตายแล้ว หรือยังเป็นอยู่แต่หายไป แต่คนใดละกาม
ทั้งหลายแล้ว จะกลับมาในกามนี้อีก ลูกรัก ญาติและ
มิตรทั้งหลาย ย่อมร้องไหถึงคนนั้น เพราะเขาเป็นอยู่
ต่อไปอีก ก็เหมือนตายแล้ว แน่ะพ่อ เรายกเจ้าขึ้นจาก
เถ้ารึงที่ยังร้อนระอุแล้ว ท่านอยากจะตกลงไปสู่เถ้ารึง
อีกหรือ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเม จชิตฺวาน ความว่า ละวัตถุกาม
ทั้งหลาย โดยมีอัธยาศัยน้อมไปในเนกขัมมะ ก็การละวัตถุกามนั้น พึงทราบ
ด้วยสามารถแห่งการละกิเลสกาม ด้วยองค์แห่งมรรคนั้น. ก็บรรพชาท่าน
ประสงค์เอาว่า เป็นการสละกาม ในคาถานี้.
บทว่า ปุนราคจฺฉเต อิธ ความว่า กลับมาในเรือนนี้อีกนั่นเอง.
ท่านกล่าวหมายถึง การเวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว. บทว่า ตํ วาปิ ความว่า
บุคคลใดบวชแล้วสึก พวกเราย่อมร้องไห้ถึงบุคคลแม้นั้นแหละ ซึ่งเป็นดุจ

251
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 252 (เล่ม 50)

ตายแล้ว. ถ้าจะมีคำถามขึ้นว่า เพราะเหตุไร ? ตอบว่า เพราะถึงเขาจะเป็น
อยู่ต่อไปอีก ก็เหมือนคนตายแล้ว คือ ผู้ใด หลังจากสึกไป ยังมีชีวิตอยู่
ผู้นั้นชื่อว่า ตายแล้วจากประโยชน์ทีเดียว เพราะตายจากคุณธรรม. บัดนี้เพื่อ
จะให้สานุสามเณรนั้นเกิดความสลดใจยิ่งขึ้น มารดาจึงกล่าวคำ มีอาทิว่า
กุกฺกุฬา ดังนี้.
ใจความของคาถานั้น ก็ว่า ภาวะของคฤหัสถ์ ชื่อว่าเป็นดุจเถ้ารึง
เพราะคล้ายกับนรก ชื่อว่า กุกกุฬะ ด้วยอรรถว่าเผาไหม้ เพราะดุจถูกไฟเผา
แล้วทั้งกลางวันและกลางคืน อันเราผู้มีความอนุเคราะห์ ยกขึ้นแล้ว คือถอน
ขึ้นแล้ว ดูก่อนพ่อสานุ ท่านยังปรารถนาเพื่อจะตกไปสู่เถ้ารึง คือประสงค์จะ
ตกไปสู่เถ้ารึงหรือ ดังนี้.
สานุสามเณรฟังคำนั้นแล้ว เกิดความสลดใจ เริ่มวิปัสสนา แล้ว
บรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ ใน
อปทานว่า
เราเห็นพระสมณะผู้ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว กำลังเสวย
อยู่ ได้เอาน้ำในหม้อถวาย แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระนามว่า สิทธัตถะ วันนี้เราเป็นผู้ไม่เศร้าหมอง
ปราศจากมลทิน สิ้นสงสัย ผลย่อมเกิดแก่เราในภพ
ที่เกิดอยู่ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายน้ำใน
กาลนั้น ด้วยการถวายน้ำนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้
เป็นผลแห่งการถวายน้ำ ในกัปที่ ๖๑ แต่ภัทรกัปนี้ ได้
มีพระเจ้าจักรพรรดิ พระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า
วิมละ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก.

252
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 253 (เล่ม 50)

เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธ-
เจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็พระเถระ ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว คิดว่า การเริ่มเจริญวิปัสสนา
และการบรรลุพระอรหัต เกิดแก่เรา ด้วยสามารถแห่งคาถานี้ ดังนี้ แล้ว
จึงได้ยกคาถานั้นแหละ โดยเป็นคาถาอุทาน.
จบอรรถกถาสานุเถรคาถา
๕. รมณียวิหารีเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระรมณียวิหารีเถระ
[๑๘๒] ได้ยินว่า พระรมณียวิหารีเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
โคอาชาไนยตัวสมบูรณ์ พลาดล้มแล้ว ย่อมกลับ
ลุกขึ้นตั้งตัวได้ ฉันใด ท่านทั้งหลายจงทรงจำเราไว้
ว่า เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้สมบูรณ์ด้วย
ทัสสนะ ฉันนั้นเถิด.
อรรถกถารมณียวิหารีเถรคาถา
คาถาของท่านพระรมณียวิหารีเถระ เริ่มต้นว่า ยถาปิ ภทฺโท
อาชญฺโญ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?

253
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 254 (เล่ม 50)

แม้พระเถระนั้น ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้า
องค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญไว้เป็นอันมากในภพนั้น ๆ ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้
เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี แล้วมีจิตเลื่อมใส ถวายบังคม
ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วทำการบูชาด้วยดอกหงอนไก่ ด้วยบุญกรรมนั้น
เขาเกิดในเทวโลกแล้วกระทำบุญ ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่ในเทวดาและ
มนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นบุตรของเศรษฐีคนใดคนหนึ่ง ในกรุงราชคฤห์ ใน
พุทธุปบาทกาลนี้ ถึงความหมกมุ่นในกามคุณ เพราะความเมาในความเป็น
หนุ่มอยู่.
วันหนึ่ง เขาเห็นบุรุษคนหนึ่ง เป็นชู้กับเมียเขา ถูกลงโทษมีอย่างต่าง ๆ
เกิดความสลดใจ ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดาแล้วบวช ถึงจะบวชแล้ว
เพราะความเป็นคนมีราคจริต จึงปัดกวาดบริเวณจนสะอาด ตั้งน้ำฉัน น้ำใช้
ไว้อย่างดี ตกแต่งเตียงตั่งอย่างเรียบร้อย. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงมีนามปรากฏว่า
" รมณียวิหารี ".
เพราะเป็นผู้หนาแน่นด้วยราคะ ท่านจึงทำกิจโดยไม่แยบยล ต้องอาบัติ
ในเพราะตั้งใจทำน้ำสุกกะให้เคลื่อนแล้ว มีวิปฏิสารว่า น่าตำหนิตัวเราจริงหนอ
เราเป็นอย่างนี้ พึงบริโภคอาหารที่เขาถวายด้วยศรัทธา (ได้อย่างไร) เดินไป
โดยคิดว่า จักสึก นั่งพักที่โคนไม้ในระหว่างทาง. ก็เมื่อหมู่เกวียนเดินผ่านทาง
นั้นไป โคที่เขาเทียมเกวียนตัวหนึ่งเหน็ดเหนื่อย ลื่นตกไปในทางที่ไม่สม่ำเสมอ
เจ้าของเกวียนจึงปลดมันออกจากแอก ให้หญ้าให้น้ำ พอหายเหนื่อยแล้ว ก็
เทียมมันเข้าที่แอกอีก เดินทางต่อไป. พระเถระเห็นดังนั้นก็คิดว่า โคตัวนี้
แม้พลาดไปแล้วหนหนึ่ง ยังลุกขึ้นนำธุระของตนไปได้ ฉันใด แม้เราก็ฉันนั้น
แม้จะพลั้งพลาดไปบ้าง ครั้งหนึ่ง ด้วยอำนาจกิเลส ก็ควรจะลุกขึ้นบำเพ็ญ
สมณธรรม ดังนี้แล้ว เกิดโยนิโสมนสิการ กลับไปแจ้งข่าวความเป็นไปของตน

254
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 255 (เล่ม 50)

แก่พระอุบาลีเถระ ออกจากอาบัติโดยวิธีที่กล่าวแล้วนั้น กระทำศีลให้บริสุทธิ์
ดุจเดิม เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถา
ประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
เราได้เห็นรอยพระบาท อันประดับด้วยจักรและ
เครื่องอลังการ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า
วิปัสสี ผู้แสวงหาคุณใหญ่ ทรงเหยียบไว้ จึงเดินตาม
รอยพระบาทไป เราได้เห็นต้นหงอนไก่ มีดอกบาน
จึงเก็บเอามาบูชาพร้อมทั้งราก เราร่าเริง มีจิตโสมนัส
ได้ไหว้รอยพระบาทอันอุดม ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้
เราได้บูชารอยพระพุทธบาทด้วยดอกไม้ใด ด้วยการ
บูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
ในกัปที่ ๕๗ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิพระองค์หนึ่ง
ทรงพระนามว่า วีตมละ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗
ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ
คำสอนของพระพุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เสวยวิมุตติสุข ได้กล่าวคาถา
อันแสดงถึงการบรรลุอริยธรรม พร้อมกับข้อปฏิบัติเบื้องต้นของตนว่า
โคอาชาไนยตัวสมบูรณ์ พลาดล้มแล้ว ย่อมกลับ
ลุกขึ้นตั้งตัวได้ ฉันใด ท่านทั้งหลายจงทรงจำเราไว้ว่า
เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้สมบูรณ์ด้วย
ทัสสนะนั้นเถิด ดังนี้.

255
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 256 (เล่ม 50)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขลิตฺวา แปลว่า พลาดแล้ว. บทว่า
ปฏิติฏฺฐติ แปลว่า กลับลุกขึ้นตั้งหลักได้ คือ กลับยืนอยู่ในที่เดิมได้อีก.
บทว่า เอวํ ความว่า โคอาชาไนยตัวเจริญ นำภาระไปถึงแหล่งที่มี
อันตราย ลื่นล้มลงไปครั้งหนึ่ง เพราะเหตุที่ไม่เสมอกัน ไม่ทอดทิ้งธุระด้วย
เหตุนั้น แม้ถึงจะพลาดไป ก็กลับลุกขึ้นตั้งตัวได้ เพราะสมบูรณ์ด้วยกำลัง
ความปราดเปรียว และความพยายามยืนหยัดอยู่ได้ โดยสภาพของตนนั่นแล
แล้วนำภาระไปได้ ฉันใด ภิกษุผู้ประสบความลำบากเพราะกิเลสก็ฉันนั้น.
ท่านทั้งหลายจงทรงจำข้าพเจ้า ผู้ชื่อว่าสมบูรณ์ด้วยทัสสนะ เพราะถึงจะพลาด
พลั้งไป เพราะความผิดพลาดจากการกระทำ ก็ยังทำความพลาดพลั้งนั้น ให้
กลับบริสุทธิ์ดุจเดิม เพราะสมบูรณ์ด้วยกำลังและความเพียร โดยมีความเห็น
ชอบในมรรค. เพราะเหตุนั้นแล จึงชื่อว่า เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพราะเกิดแล้วโดยอริยชาติในภพสุดท้าย ชื่อว่าเป็นบุตรผู้เกิดแต่พระอุระ
เพราะความเป็นผู้มีอภิชาติอันความพยายามให้เกิดแล้ว ที่พระอุระของพระ-
สัมมาสัมพุทธเจ้านั้นและชื่อว่าเป็นอาชาไนย เพราะมีหน้าที่คล้ายกับโคอาชาไนย
ตัวเจริญ.
จบอรรถกถารมณียวิหารีเถรคาถา

256
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 257 (เล่ม 50)

๖. สมิทธิเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระสมิทธิเถระ
[๑๘๓] ได้ยินว่า พระสมิทธิเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
เราออกบวชเป็นบรรพชิต ด้วยศรัทธา มีสติ
และปัญญาอันเจริญ มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว ดูก่อนมาร
ถึงท่านจักบันดาลรูปต่าง ๆ ที่น่ากลัวให้เกิดขึ้น แต่ก็
ไม่สามารถทำให้เราสะดุ้งกลัวได้เลย.
อรรถกถาสมิทธิเถรคาถา
คาถาของท่านพระสมิทธิเถระ เริ่มต้นว่า สทฺธายาหํ ปพฺพชิโต.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
แม้พระเถระนี้ ก็มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
สั่งสมบุญไว้เป็นอันมากในภพนั้น ๆ ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เป็นผู้มีใจ
เลื่อมใสแล้ว ถือเอาดอกไม้พร้อมทั้งขั้ว ผูกให้เป็นช่อบูชาแล้ว.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาเกิดในเทวโลก การทำบุญเป็นอันมาก ท่องเที่ยว
ไป ๆ มา ๆ อยู่แต่ในสุคติภพ เกิดในเรือนมีตระกูล ในพุทธุปบาทกาลนี้.
จำเดิมแต่เขาเกิดแล้ว ตระกูลนั้นก็เจริญมั่งคั่ง ด้วยทรัพย์และข้าวเปลือกเป็นต้น
และอัตภาพของเขา ก็สวยงาม น่าดู มีคุณสมบัติ. เพราะฉะนั้น เขาจึงมีนาม

257