พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 218 (เล่ม 50)

การฟังเป็นความดี ความประพฤติมักน้อยเป็น
ความดี การอยู่โดยไม่มีห่วงใย เป็นความดีทุกเมื่อ
การถามสิ่งที่เป็นประโยชน์เป็นความดี การทำตาม
โอวาทโดยเคารพ เป็นความดี กิจมีการฟังเป็นต้นนี้
เป็นเครื่องสงบของผู้ไม่มีกังวล ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาธุ แปลว่า เป็นความดี. บทว่า สุตํ
แปลว่า การฟัง. ก็ฟังกถาวัตถุ ๑๐ อันปฏิสังยุตด้วยความเป็นผู้มีความปรารถนา
น้อยเป็นต้น โดยพิเศษอันเข้าไปอาศัยพระนิพพานนั้นแล ท่านประสงค์เอา
แล้วในคาถานี้.
บทว่า สาธุ จริตกํ ความว่า ความประพฤติมีความมักน้อยเป็นต้น
นั้นแหละ ที่ประพฤติแล้ว เป็นความดี อธิบายว่า ความประพฤติดีนั้นแหละ
ท่านเรียกว่า จริตกะ. พระเถระแสดงพาหุสัจจะ และความปฏิบัติอันสมควร
แก่พาหุสัจจะนั้น ว่าเป็นความดี แม้ด้วยบททั้งสอง.
บทว่า สทา ความว่า ในกาลทั้งปวง คือในกาลที่เป็นพระนวกะ
มัชฌิมะ และเถระ หรือในขณะแห่งอิริยาบถทั้งปวง.
บทว่า อนิเกตวิหาโร ความว่า กามคุณ ๕ หรือธรรมคืออารมณ์
๖ อันเป็นโลกิยะ ชื่อว่า นิเกตะ เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้ง โดยเป็นที่อยู่อาศัย
ของกิเลสทั้งหลาย. เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า ดูก่อนคฤหบดี ผู้ที่มีความ
ผูกพันในเบญจกามคุณที่มีรูปเป็นนิมิต อย่างกว้างขวาง เรากล่าวว่า นิเกตสารี
ดังนี้เป็นอาทิ ข้อปฏิบัติเพื่อจะละเบญจกามคุณเหล่านั้น ชื่อว่า อนิเกตวิหาโร.
บทว่า อตฺถปุจฺฉนํ ความว่า การถามของผู้ที่อยากจะรู้ความนั้น
เข้าไปหากัลยาณมิตร แล้วถามถึงประโยชน์ อันต่างด้วยทิฎฐธัมมิกประโยชน์

218
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 219 (เล่ม 50)

สัมปรายิกประโยชน์ และปรมัตถประโยชน์ หรือการถามถึงประโยชน์ของ
สภาวธรรม ต่างโดยกุศลเป็นต้น โดยนัยมีอาทิว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อะไร
เป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ ดังนี้ ชื่อว่า การ
ถามสิ่งที่เป็นประโยชน์.
บทว่า ปทกฺขิณกมฺมํ ความว่า ก็ครั้นถามสิ่งที่เป็นประโยชน์นั้น
แล้ว ตั้งอยู่ในโอวาทของท่าน โดยความเคารพ ชื่อว่า เป็นการปฏิบัติชอบ.
บทว่า สาธุ แม้ในคาถานี้พึงนำมาประกอบเข้าด้วย.
บทว่า เอตํ สามญฺญํ ความว่า การฟังใดที่ท่านกล่าวไว้โดยนัยมี
อาทิว่า สาธุ สุตํ ดังนี้ ก็ดี ความประพฤติมักน้อยใดก็ดี การอยู่โดย
ไม่มีห่วงใยใดก็ดี การถามสิ่งที่เป็นประโยชน์ใดก็ดี การกระทำตามโอวาท
โดยเคารพใดก็ดี นี้เป็นเครื่องหมายของสมณะ คือ บ่งถึงความเป็นสมณะ.
เพราะความเป็นสมณะ ย่อมมีด้วยปฏิปทานี้เท่านั้น ไม่มีด้วยปฏิปทาอื่น ฉะนั้น
บทว่า สามญฺญํ จึงเป็นชื่อของมรรคและผลโดยตรง. ก็หรือข้อปฏิบัตินี้
ชื่อว่า อปัณณกปฏิปทา (ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด) สำหรับภิกษุนั้น. ก็คุณคือ
เครื่องหมายแห่งความเป็นสมณะนี้นั้น ย่อมเกิดมีแก่ภิกษุเช่นใด เพื่อจะแสดง
ภิกษุเช่นนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อกิญฺจนสฺส (ผู้ไม่มีกังวล) ดังนี้ ได้แก่
ผู้ไม่เข้าไปยึดถือเกี่ยวข้อง อธิบายว่า เว้นจากการถือครอบครองสมบัติ
มี นา สวน เงิน ทอง ทาสี และทาสเป็นต้น.
จบอรรถกถากุมาปุตตเถรคาถา

219
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 220 (เล่ม 50)

๗. กุมาปุตตสหายเถร คาถา
ว่าด้วยคาถาของพระกุมาบุตรสหายเถระ
[๑๗๔] ได้ยินว่า พระกุมาบุตรสหายเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่าง
นี้ว่า
ภิกษุทั้งหลายไม่สำรวม กาย วาจา ใจ พากัน
เที่ยวไปสู่ชนบทต่าง ๆ ทอดทิ้งสมาธิ การเที่ยวไปสู่
แคว้นต่าง ๆ จักสำเร็จประโยชน์อะไรเล่า เพราะฉะนั้น
ภิกษุพึงกำจัดความแข่งดี อย่าให้มิจฉาวิตกและกิเลส
มีตัณหาเป็นต้นครอบงำ พึงเจริญฌาน.
อรรถกถากุมาปุตตสหายเถรคาถา
คาถาของท่านพระกุมาบุตรสหายเถระ เริ่มต้นว่า นานาชนปทํ
ยนฺติ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
ได้ยินว่า ท่านมีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ
เข้าไปสั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน ไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในเรือน
มีตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิทธัตถะ
ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว เข้าไปสู่ป่า ตัดท่อนไม้เป็น
อันมาก ทำไม้เท้าถวายสงฆ์. และเขาการทำบุญตามสมควรแก่สมบัติอย่างอื่น
(อีก) แล้วเกิดในหมู่เทพ จำเดิมแต่นั้นก็ท่องเที่ยวอยู่ในสุคติอย่างเดียวเท่านั้น

220
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 221 (เล่ม 50)

เกิดในตระกูลที่มั่งคั่ง ในเวฬุกัณฎกนคร ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้มีนามว่า
" สุทันตะ". อาจารย์บางพวกเรียกว่า "วาสุละ". เขาเป็นสหายรักของท่าน
พระกุมาบุตรเถระ (เคย) ท่องเที่ยว (มาด้วยกัน ) ฟังข่าวว่า กุมาบุตรกุมาร
บวชแล้ว คิดว่า ก็กุมาบุตรกุมารบวชแล้วในพระธรรมวินัยใด ธรรมวินัย
นั้นคงไม่ต่ำต้อยเป็นแน่ ดังนี้แล้ว ด้วยความผูกพันในท่านพระกุมาบุตรเถระ
ผู้เคยเป็นสหายรักนั้น ก็มีความประสงค์จะบวชแม้ด้วยตนเอง เข้าไปสู่สำนัก
ของพระบรมศาสดาแล้ว. พระบรมศาสดาทรงแสดงธรรมแก่เขาแล้ว เขาเกิดมี
ฉันทะในบรรพชาเหลือประมาณ บวชแล้ว เป็นผู้ขวนขวายในภาวนาอยู่ท้ายภูเขา
ร่วมกับพระกุมาบุตรเถระนั่นแหละ. ก็โดยสมัยนั้น ภิกษุมากรูปด้วยกัน เที่ยว
จาริกไปยังชนบท ในชนบทต่าง ๆ ไปบ้าง มาบ้าง เข้าไปถึงที่นั้นแล้ว.
ด้วยเหตุนั้น จึงเกิดโกลาหลขึ้นที่ท้ายภูเขานั้น. พระสุทันตเถระเห็นดังนั้น ก็
เกิดความสลดใจว่า ภิกษุเหล่านี้ บวชในพระศาสนาที่เป็นนิยยานิกธรรม
ระเริงไปกับวิตกในชนบท ย่อมทำจิตที่เป็นสมาธิให้เคลื่อนคลาด กระทำความ
สังเวชนั้นแหละให้เป็นขอสับ ฝึกจิตของตนได้ภาษิตคาถาว่า
ภิกษุทั้งหลายไม่สำรวม กาย วาจา ใจ พากัน
เที่ยวไปสู่ชนบทต่าง ๆ ทอดทิ้งสมาธิ การเที่ยวไปสู่
แคว้นต่าง ๆ จักสำเร็จประโยชน์อะไรเล่า เพราะ
ฉะนั้น ภิกษุพึงกำจัดความแข่งดี อย่าให้มิจฉาวิตก
และกิเลส มีตัณหาเป็นต้นครอบงำ พึงเจริญฌาน
ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นานาชนปทํ ได้แก่ชนบทที่แตกต่างกัน
ลักษณะต่าง ๆ กัน. อธิบายว่า ได้แก่แคว้นเป็นอเนก มีแคว้นกาสี และ
แคว้นโกศลเป็นต้น.

221
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 222 (เล่ม 50)

บทว่า ยนฺติ แปลว่า ย่อมไป. บทว่า วิจรนฺตา ความว่า
เที่ยวจาริกไปสู่ชนบท ด้วยสามารถแห่งวิตก มีอาทิว่า ชนบทโน้นหาภิกษา
ได้ง่าย หาอาหารได้ง่าย ชนบทโน้นปลอดภัย ไม่มีโรค.
บทว่า อสญฺญตา ความว่า ชื่อว่ามีจิตไม่สำรวมแล้ว เพราะละไม่ได้
ซึ่งวิตกในชนบทนั้นนั่นแหละ.
บทว่า สมาธิญฺจ วิราเธนฺติ ความว่า และชื่อว่ายังสมาธิ อันต่าง
ด้วยอุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ อันเป็นพื้นฐานของอุตริมนุสธรรม
แม้ทั้งปวงให้เคลื่อนคลาด. จ ศัพท์ใช้ในอรรถ แห่งความสรรเสริญ. เมื่อไม่ได้
บรรลุสมาธิที่ยังไม่ได้บรรลุ เพราะไม่มีโอกาสเพื่อจะเพ่ง โดยมัวท่องเที่ยวไป
ระหว่างประเทศ ทั้งยังชื่อว่า ทำสมาธิที่ถึงแล้วให้เคลื่อนคลาด เพราะเสื่อมไป
โดยยังไม่ถึงความชำนาญ.
บทว่า สุ ในบาทคาถาว่า กึสุ รฏฺฐจริยา กริสฺสติ เป็นเพียง
นิบาต. พระเถระเมื่อจะตำหนิ จึงกล่าวว่า การท่องเที่ยวไปสู่แว่นแคว้น คือ
ท่องเที่ยวไปตามชนบท ของภิกษุผู้เป็นอย่างนี้ จักกระทำอะไรได้ คือ จักยัง
ประโยชน์อย่างไหนให้สำเร็จ เพราะเป็นสิ่งไร้ประโยชน์.
บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะการเที่ยวไปสู่ประเทศอื่นเช่นนี้ ย่อมไม่
นำประโยชน์มาให้แก่ภิกษุ ทั้งยังชื่อว่า นำซึ่งความฉิบหายมาให้โดยแท้แล
เพราะทำให้พลาดจากสมบัติทั้งหลาย.
บทว่า วิเนยฺย สารมฺภํ ความว่า กำจัดคือเข้าไปสงบระงับความ
แข็งดี อันได้แก่ความเศร้าหมองแห่งจิตที่บังเกิดขึ้น ด้วยสามารถแห่งความ
ยินดีในประเทศที่อยู่ ด้วยการพิจารณาอันสมควรแก่ความเศร้าหมองแห่งจิตนั้น.

222
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 223 (เล่ม 50)

บทว่า ฌาเยยฺย ความว่า พึงเพ่งด้วยฌานแม้ทั้งสองอย่าง คือ
อารัมมณูปนีชฌาน และลักขณูปนิชฌาน.
บทว่า อปุรกฺขโต ความว่า ไม่ยอมให้มิจฉาวิตก หรือกิเลสมีตัณหา
เป็นต้นครอบงำได้. อธิบายว่า ไม่เข้าไปสู่อำนาจแห่งกิเลสเหล่านั้น พึงกระทำ
ไว้ในใจ เฉพาะกรรมฐานอย่างเดียว.
ก็พระเถระครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว กระทำความสังเวชนั้นแหละให้เป็น
ขอสับ เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่าน
กล่าวไว้ในอปทานว่า
ครั้งนั้น เราเข้าไปยังป่าใหญ่ ตัดเอาไม้ไผ่มา
ทำเป็นไม้เท้า ถวายแด่พระสงฆ์ เรากราบไหว้ท่าน
ผู้มีวัตรอันงาม ด้วยจิตเลื่อมใสนั้น เราถวายไม้เท้าแล้ว
เดินบ่ายหน้าไปทางทิศอุดร ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้
เราได้ถวายไม้เท้าใดในกาลนั้น ด้วยการถวายไม้เท้า
นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายไม้เท้า
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระ-
พุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็พระเถระนี้ กระทำเนื้อความใดให้เป็นขอสับ บรรลุพระอรหัตแล้ว
ท่านตั้งใจเฉพาะเนื้อความนี้เท่านั้น ถึงบรรลุพระอรหัตแล้ว ก็ได้กล่าว
คาถานี้แหละ. เพราะเหตุนั้น การกล่าวคาถานั้นแหละ จึงเป็นการพยากรณ์
พระอรหัตของพระเถระนั้น ฉะนี้แล.
จบอรรถกถากุมาปุตตสหายเถรคาถา

223
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 224 (เล่ม 50)

๘. ควัมปติเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระควัมปติเถระ
[๑๗๕] ได้ยินว่า พระควัมปติเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พากันนอบน้อม
พระควัมปติ ผู้ห้ามแม่น้ำสรภูให้หยุดไหลได้ด้วยฤทธิ์
ไม่ติดอยู่ในกิเลส และตัณหาไร ๆ ไม่หวั่นไหวต่อสิ่ง
อะไรทั้งสิ้น เป็นผู้ผ่านพ้นเครื่องข้องทั้งปวง เป็น
มหามุนี ผู้ถึงฝั่งแห่งภพ.
อรรถกถาควัมปติเถรคาถา
คาถาของท่านพระควัมปติเถระเริ่มต้นว่า โย อิทฺธิยา สรภุํ.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
ได้ยินว่า ท่านเป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์
ก่อน ๆ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เห็นพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า สิขี
มีใจเลื่อมใส ได้ทำการบูชาด้วยดอกไม้. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านบังเกิดใน
เทวโลก กระทำบุญไว้มากอย่าง ให้สร้างฉัตร และไพรที ไว้บนเจดีย์ของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า โกนาคมนะ. ก็ท่านบังเกิดในเรือนมี
ตระกูลแห่งใดแห่งหนึ่ง ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า
กัสสปะ. ก็ในตระกูลนั้น ได้มีฝูงโคเป็นอันมาก. พวกนายโคบาลก็เฝ้ารักษา

224
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 225 (เล่ม 50)

ฝูงโคนั้น ถึงมาณพผู้นี้ ก็เที่ยวตรวจดูกิจกรรมที่พวกนายโคบาลขวนขวาย
ประกอบแล้ว ทุกซอกมุมในฝูงโคนั้น. เขาเห็นพระเถระผู้ขีณาสพรูปหนึ่ง
เที่ยวบิณฑบาตในบ้าน แล้วทำภัตกิจนอกบ้าน ณ ประเทศแห่งหนึ่งทุก ๆ วัน
คิดว่า พระคุณเจ้าจักลำบาก ด้วยความร้อนของแดด ดังนี้ จึงให้ยกท่อนซึก
๔ ท่อน มาวางซ้อนกิ่งซึก ๔ กิ่ง บนต้นซึกเหล่านั้น ได้กระทำสาขามณฑป
ถวายแล้ว. ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า ปลูกต้นซึกไว้ใกล้มณฑป เพื่อจะ
อนุเคราะห์เขา พระเถระจึงนั่งใต้ต้นซึกนั้นทุก ๆ วัน.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาจุติจากมนุษยโลกนั้นแล้ว บังเกิดในวิมานชั้น
จาตุมหาราชิกะ. ป่าไม้ซึกใหญ่อันระบุถึงกรรมเก่าของเขาเกิดใกล้ประตูวิมาน
มีดอกไม้เหล่าอื่นที่สมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่น เข้าไปช่วยเสริมความงามทุกฤดูกาล
ด้วยเหตุนั้น วิมานนั้นจึงปรากฏนามว่า " เสรีสกวิมาน". เทวบุตรนั้นท่องเที่ยว
ไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ตลอดพุทธันดรหนึ่ง ในพุทธุปบาทกาลนี้
เป็นผู้มีชื่อว่า ควัมปติ ในบรรดาสหายผู้เป็นคฤหัสถ์ทั้ง ๔ ของพระยสเถระ
สดับว่า ท่านพระยสบวชแล้ว จึงได้ไปยังสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อม
ด้วยสหายของตน. พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่เขาแล้ว ในเวลาจบพระ-
ธรรมเทศนา เขาดำรงอยู่ในอรหัตผล พร้อมด้วยสหายทั้งหลาย. สมดังคาถา
ประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
เมื่อก่อนเราเป็นพรานเนื้อเที่ยวอยู่ในป่า ได้พบ
พระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลี ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง
เรามีจิตเลื่อมใส โสมนัสในพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ประกอบไปด้วยพระมหากรุณา ทรงยินดีในประ-
โยชน์ เกื้อกูลสรรพสัตว์ จึงได้บูชาด้วยดอกอัญชัน

225
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 226 (เล่ม 50)

เขียว ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้า
ด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ
คำสอนของพระพุทธเจ้าเรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เสวยวิมุตติสุขอยู่ในอัญชนวัน
เมืองสาเกต. ก็โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่
เสด็จไปยังเมืองสาเกต แล้วประทับอยู่ในพระวิหารอัญชนวัน เสนาสนะไม่พอ
อาศัย. ภิกษุเป็นอันมากพากันนอนที่เนินทราย ริมน้ำสรภู ใกล้ ๆ พระวิหาร
ครั้งนั้น เมื่อห้วงน้ำหลากมาในเวลาเที่ยงคืน พวกสามเณรเป็นต้น ส่งเสียงร้อง
ดังลั่น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเหตุนั้นแล้ว สั่งท่านพระควัมปติไปว่า
ดูก่อนควัมปติ เธอจงไปจงสะกด (ข่ม) ห้วงน้ำไว้ ทำให้ภิกษุทั้งหลายอยู่
อย่างสบาย. พระเถระรับพระพุทธดำรัสว่า ดีแล้วพระเจ้าข้า แล้วสะกด
กระแสน้ำให้หยุดด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ ห้วงน้ำนั้นได้หยุดตั้งอยู่ดุจยอดเขา แต่
ไกลทีเดียว. จำเดิมแต่นั้นมา อานุภาพของพระเถระ ได้ปรากฏแล้วในโลก.
ครั้นวันหนึ่ง พระบรมศาสดาทอดพระเนตรเห็นพระเถระ นั่งท่ามกลางเทว-
บริษัทจำนวนมาก แล้วแสดงธรรมอยู่ เมื่อจะทรงสรรเสริญพระเถระ เพื่อ
ประกาศคุณของท่าน ด้วยความอนุเคราะห์สัตวโลก จึงได้ทรงภาษิตพระคาถาว่า
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พากันนอบน้อมพระ
ควัมปติ ผู้ห้ามแม่น้ำสรภูให้หยุดไหลได้ด้วยฤทธิ์
ไม่ติดอยู่ในกิเลสและตัณหาไร ๆ ไม่หวั่นไหวต่ออะไร
ทั้งสิ้น เป็นผู้ผ่านพ้นเครื่องข้องทั้งปวง เป็นมหามุนี
เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ ดังนี้.

226
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 227 (เล่ม 50)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทฺธิยา ได้แก่ ฤทธิที่สำเร็จด้วยอธิฏฐาน.
บทว่า สรภุํ ได้แก่ แม่น้ำที่มีนามอย่างนี้ว่า สรภู ตามที่กล่าวขานเรียกกัน
ในโลก. บทว่า อฏฐเปสิ ความว่า บังคับไม่ให้น้ำไหล คือให้ไหลกลับ ให้
ตั้งอยู่เป็นกองน้ำใหญ่ ดุจยอดเขา.
บทว่า อสิโต ตัดบทเป็น น สิโต แปลว่าไม่ติดอยู่ คือเว้นจาก
กิเลสเป็นที่อาศัย คือตัณหาและทิฏฐิ หรือไม่ผูกพัน ด้วยกิเลสเครื่องผูกพัน
แม้ไร ๆ เพราะถอนสังโยชน์กล่าวคือกิเลสเป็นเครื่องผูกพันทั้งหมดได้ ต่อ
แต่นั้นเทวดาและมนุษย์แม้ทั้งปวง ก็พากันนอบน้อมพระควัมปติ ผู้ชื่อว่า
ไม่หวั่นไหว เพราะไม่มีกิเลสเครื่องหวั่นไหวทั้งหลาย ผู้ผ่านพ้นเครื่องข้อง
ทั้งปวง นั้นคือผู้เช่นนั้น ชื่อว่าผู้พ้นเครื่องข้องทั้งปวง เพราะก้าวล่วงธรรม
เป็นเครื่องข้องคือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ และทิฏฐิเสียได้แล้วตั้งอยู่
ชื่อว่าเป็นมหามุนี เพราะเป็นมุนีผู้อเสกขะ ต่อแต่นั้น ชื่อว่า เป็นผู้ถึงฝั่ง
แห่งภพ เพราะถึงพระนิพพาน อันเป็นฝั่งแห่งภพ แม้ทั้งสิ้น อันต่างด้วย
กามภพ และกรรมภพเป็นต้น. บทว่า เทวา นมสฺสนฺติ ความว่า แม้
เทวดาทั้งหลาย ยังนอบน้อม จะป่วยกล่าวไปไยถึงสัตว์นอกนี้.
ในเวลาจบพระคาถา ธรรมาภิสมัยได้มี แก่หมู่ชนเป็นอันมาก. พระ
เถระเมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล ก็ได้กล่าว คาถานี้แหละ ด้วยคิดว่า เรา
จักบูชาพระศาสดา ดังนี้.
จบอรรถกถาควัมปติเถรคาถา

227