พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 168 (เล่ม 50)

๔. สุคันธเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระสุคันธเถระ
[๑๖๑] ได้ยินว่า พระสุคันธเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
ภิกษุบวชยังไม่ครบพรรษา ได้เห็นธรรมเป็น
ธรรมดีงาม บรรลุวิชชา ๓ ได้ทำคำสอนของพระ
พุทธเจ้า สำเร็จแล้ว.
อรรถกถาสุคันธเถรคาถา
คาถาของท่านพระสุคันธเถระเริ่มต้นว่า อนุวสฺสิโก ปพฺพชิโต.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
ได้ยินว่า ในกัปที่ ๙๒ นับแต่ภัทรกัปนี้ ท่านเกิดในกำเนิดมนุษย์
ในกาลของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า ติสสะ รู้เดียงสาแล้ว
เที่ยวไปล่าเนื้อในป่า. พระบรมศาสดา เสด็จไปแสดงรอยพระบาทให้ปรากฏ
เพื่อจะทรงอนุเคราะห์เขา.
เขาเห็นเจดีย์ คือ พระบาทของพระศาสดาแล้ว เพราะมีอธิการอัน
กระทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ จึงเกิดปีติโสมนัสว่า เท้าเหล่านี้
เป็นเท้าของบุคคลผู้เลิศในโลก พร้อมทั้งเทวโลก จึงถือเอาดอกหงอนไก่
มาทำการบูชา แล้วยังจิตให้เลื่อมใส. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาเกิดในเทวโลก
จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว หมั่นกระทำบุญ ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์

168
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 169 (เล่ม 50)

ทั้งหลายไป ๆ มา ๆ (เกิด) เป็นกุฏุมพี ในกาล ของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงพระนามว่า กัสสปะ บำเพ็ญมหาทาน แด่พระบรมศาสดา และภิกษุสงฆ์
ส่งจันทน์ขาวที่มีราคามาก ไปยังพระคันธกุฎี แล้วทำการอบด้วยจันทน์นั้น
ตั้งความปรารถนาว่า ในที่ ๆ ข้าพเจ้าเกิดแล้ว ๆ ขอให้สรีระของข้าพเจ้าจงมี
กลิ่นหอมอย่างนี้. เขากระทำบุญกรรม แม้อื่นเป็นอันมากไว้ในภพนั้น ๆ
ท่องเที่ยวไปในสุคติภพทั้งหลาย นั่นแล เกิดในเรือนของพราหมณ์ ผู้สมบูรณ์
ด้วยสมบัติในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้.
ก็นับจำเดิมแต่เวลาที่เขาผู้จะบังเกิดอยู่ในท้องมารดา สรีระของมารดา
แม้ทั้งสิ้น ก็หอมขจรไปทั่วทั้งเรือน. ส่วนในวันที่เขาเกิด กลิ่นหอมอย่างยิ่ง
ก็หอมฟุ้งไป แม้ในเรือนใกล้เคียงเป็นพิเศษทีเดียว. มารดา บิดาของเขา
กล่าวว่า บุตรของเราตั้งชื่อของตนด้วยตนเอง มาเกิดแล้ว จึงตั้งชื่อเขาว่า
สุคันธะ เหมือนกัน.
เขา เจริญเติบโตขึ้นโดยลำดับ เห็นพระมหาเสลเถระ แล้วฟังธรรม
ในสำนักของท่าน บวชแล้ว เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัต ภายใน ๗
วันเท่านั้น. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
เมื่อก่อน เรากับบิดาและปู่ เป็นคนทำการงาน
ในป่า เลี้ยงชีพด้วยการฆ่าปศุสัตว์ กุศลกรรมของเรา
ไม่มี ใกล้กับที่อยู่ของเรา พระพุทธเจ้าผู้นำชั้นเลิศ
ของโลก ทรงพระนามว่า ติสสะ ผู้มีพระปัญญาจักษุ
ได้ทรงแสดงรอยพระบาทไว้ ๓ รอย เพื่ออนุเคราะห์
เราได้เห็นรอยพระบาท ของพระธรรมศาสดา ผู้ทรง
พระนามว่า ติสสะ ที่พระองค์ทรงเหยียบไว้ เป็นผู้

169
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 170 (เล่ม 50)

ร่าเริง มีจิตยินดี ยังจิตให้เลื่อมใสในรอยพระบาท
เราเห็นต้นหงอนไก่ ที่ขึ้นมาจากแผ่นดิน มีดอกบาน
แล้ว จึงเด็ดมาพร้อมทั้งยอด บูชารอยพระบาทอัน
ประเสริฐสุด เพราะกรรมที่เราทำไว้ดีแล้วนั้น และ
เพราะความตั้งเจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ไปสู่
ดาวดึงสพิภพ เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือ เป็นเทวดา
หรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้น ๆ เรามีผิวกายเหมือนสีดอก
หงอนไก่ มีรัศมี เป็นแดนซ่านออกจากตน ในกัป
ที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น
ด้วยกรรมนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ
บูชารอยพระพุทธบาท เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ
คำสอนของพระพุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็ครั้นท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผลได้
ภาษิต คาถานี้ว่า
ภิกษุบวชยังไม่ทันครบพรรษา มองเห็นธรรม
เป็นธรรมดีงาม บรรลุวิชชา ๓ ได้ทำคำสอนของพระ
พุทธเจ้า เสร็จแล้ว ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุวสฺสิโก ความว่า ไปทีหลัง คือเพิ่ง
เข้าจำพรรษา จึงชื่อว่า อนุวสฺโส ทำ อนุวสฺโสนั่นแหละ เป็นอนุวสฺสิโก.
บทว่า ปพฺพชิโต ความว่า เข้าถึงบรรพชา อธิบายว่า เป็นผู้บวช
แล้ว แต่เพียงเข้าจำพรรษา คือมีพรรษาเดียว. อีกอย่างหนึ่ง หมายความว่า
ตามไป คือไปที่หลังยังไม่ได้พรรษา จึงชื่อว่า อนุวัสสะ. อนุวัสสะ นั้น

170
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 171 (เล่ม 50)

มีแก่ภิกษุนั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อนุวสฺสิโก (ยังไม่ทันได้พรรษา).
ภิกษุใดที่บวชแล้วยังไม่ถึงการนับพรรษา เพราะมีพรรษายังไม่บริบูรณ์
ภิกษุนั้นท่านจึงเรียกอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อวสฺสิโก (ยังไม่
ทันครบพรรษา).
บทว่า ปสฺส ธมฺมสุธมฺมตํ ความว่า ท่านผู้บวชยังไม่ได้พรรษา
มองเห็นธรรมแห่งพระศาสดาของท่าน เป็นธรรมที่ดี คือ เป็นสวากขาตธรรม
ได้แก่ เป็นนิยยานิกธรรมโดยถ่ายเดียว. วิชชา ๓ คือ บุพเพนิวาสญาณ
ทิพยจักขุญาณ อาสวักขยญาณ อันท่านถึงแล้วโดยลำดับ คือกระทำให้แจ้งแล้ว
ต่อแต่นั้นไป ศาสนาของพระพุทธเจ้า คือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
อันเรากระทำเสร็จแล้ว ได้แก่ พระอนุสาสนี คือ พระโอวาท ของพระองค์
เราตามศึกษาแล้ว เพราะเหตุนั้น พระเถระผู้เกิดปีติโสมนัส เพราะอาศัย
ความเป็นผู้มีกิจอันตนทำเสร็จแล้ว จึงกล่าวถึงตน โดยทำให้เป็นเหมือนคน
อื่น ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาสุคันธเถรคาถา
๕. นันทิยเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระนันทิยเถระ
[๑๖๒] ได้ยินว่า พระนันทิยเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
จิตของภิกษุใด ได้บรรลุผลญาณ สว่างรุ่งเรือง
อยู่เป็นนิตย์ ท่านมาเบียดเบียนภิกษุนั้นเข้า จัดได้รับ
ทุกข์แน่นอน นะมาร.

171
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 172 (เล่ม 50)

อรรถกถานันทิยเถรคาถา
คาถาของท่านพระนันทิยเถระเริ่มต้นว่า โอภาสชาตํ. เรื่องราวของ
ท่านเป็นอย่างไร ?
ได้ยินว่า ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ เมื่อ
พระศาสดาเสด็จปรินิพพานแล้ว ท่านให้เขาทำไพรที ด้วยไม้แก่นจันทน์ไว้
ในพระเจดีย์ ยังการบูชาสักการะอัน โอฬาร ให้เป็นไปแล้ว จำเดิมแต่นั้น ท่าน
เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอัธยาศัย สั่งสมบุญกรรมอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน
ไว้ในภพนั้น ๆ เป็นอันมาก ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แล้ว
บังเกิดในตระกูลแห่งศากยราช ในกรุงกบิลพัสดุ์ ในพุทธุปบาทกาลนี้.
มารดาบิดาของท่าน เกิดความชื่นชมยินดี เพราะฉะนั้น จึงให้ชื่อว่า
นันทิยะ. นันทิยกุมาร เจริญวัยแล้ว เมื่อพวกเจ้าศากยะทั้งหลายมีเจ้าอนุรุทธะ
เป็นต้น บวชในสำนักของพระบรมศาสนา แม้ตัวท่านเองก็บรรพชาแล้ว
เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัต ต่อกาลไม่นานนัก เพราะเป็นผู้มีอธิการ
อันกระทำไว้แล้ว. สมด้วยคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
พระชินสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุ-
มุตตระ ผู้เป็นเชษฐบุรุษของโลก ผู้ประเสริฐกว่านระ
รุ่งเรืองดุจกองอัคคี ปรินิพพานแล้ว เมื่อพระมหาวีระ
เจ้านิพพานแล้ว ได้มีสถูปอันกว้างใหญ่ ชนทั้งหลาย
เอาสิ่งของที่จะพึงถวายเข้าไปตั้งไว้ที่สถูป ในห้อง
พระธาตุอันประเสริฐสุดในกาลนั้น เรามีจิตเลื่อมใส
มีใจโสมนัสได้ทำไพรที่ไม้จันทน์อันหนึ่ง อันสมบูรณ์

172
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 173 (เล่ม 50)

แก่สถูป และถวายธูปและของหอม ในภพที่เราเกิด
คือ ในอัตภาพเทวดาหรือมนุษย์ เราไม่เห็นความที่
เราเป็นผู้ต่ำทรามเลย นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม. ในกัปที่
๑,๕๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๘ พระ-
องค์ ทรงพระนามว่า สมัตตะ ทุกพระองค์มีพลมาก.
คุณวิเศษเหล่านี้ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ อภิญญา ๖
เราทำให้แจ้งชัดแล้ว เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ
คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็เมื่อพระเถระนี้ บรรลุพระอรหัตแล้ว อยู่ในปาจีนวังสมิคทายวัน
ร่วมกับ พระเถระทั้งหลาย มีพระเถระชื่อว่า อนุรุทธะเป็นต้น. วันหนึ่ง มารผู้มี
บาป มีความประสงค์จะทำให้ท่านกลัว จึงสำแดงรูปที่น่ากลัวแก่ท่าน. พระเถระ
รู้ทันว่า เป็นมารนั่นเอง เมื่อแสดงว่า ดูก่อนมารผู้มีบาป พระอริยบุคคล
เหล่าใด ล่วงพ้นบ่วงแห่งมารได้แล้ว กิริยาของท่าน จักทำอะไรพระอริยบุคคล
เหล่านั้นได้ ตัวท่านนั่นแหละ จักถึงความคับแค้น ความฉิบหาย มีการกระทำ
นั้นเป็นเหตุ จึงได้ภาษิตคาถาว่า
จิตของภิกษุใด ได้บรรลุผลญาณ สว่างรุ่งเรือง
อยู่เป็นนิตย์ ท่านมาเบียดเบียนภิกษุนั้นเข้า จักได้รับ
ทุกข์มหันต์ นะมาร ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอภาสชาตํ ความว่า ชื่อว่ามีแสงสว่าง
เกิดแล้ว ด้วยโอภาสคือญาณ เพราะได้บรรลุมรรคญาณอันเลิศแล้ว. อธิบายว่า
ชื่อว่าผ่องใสเหลือเกิน เพราะความมืดคือกิเลส ถูกญาณอันเลิศนั้น กำจัด
หมดสิ้นแล้วโดยไม่เหลือ.

173
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 174 (เล่ม 50)

บทว่า ผลคฺคํ ความว่า ถึง คือเข้าถึงแล้วซึ่งผล อธิบายว่า ประกอบ
ด้วยอัครผลญาณ.
พระเถระเรียกจิตของพระขีณาสพว่า จิต โดยความเป็นสภาพสามัญ
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อภิณฺหโส. ก็จิตนั้นของพระขีณาสพทั้งหลาย
ไหวอยู่เป็นนิตย์ เพราะน้อมไปในนิโรธ จึงควรที่จะกล่าวว่า ประกอบแล้ว
ด้วยผล เพราะเข้าถึงอรหัตผลสมาบัติ.
บทว่า ตถารูปํ ความว่า มีอย่างนั้นเป็นรูป อธิบายว่า ได้แก่
พระอรหันต์ทั้งหลาย.
บทว่า อาสชฺช ได้แก่ ข่มขู่ คุกคาม.
พระเถระ เรียกมารว่า กัณหะ อธิบายว่า มารนั้น ท่านเรียกว่า
กัณหะ เพราะมีกรรมหยาบช้าและเพราะมีชาติเลวทราม.
บทว่า ทุกฺขํ นิคจฺฉติ ความว่า ท่านจักเข้าถึง คือ ประสบทุกข์
อันทำกายให้ลำบาก ไร้ประโยชน์ โดยการเข้าไปสู่ท้อง (มารดา) เป็นต้น
ในชาตินี้ และอบายทุกข์อันก่อความเดือดร้อน. ในภพหน้า. มารฟังดังนั้นแล้ว
รู้ว่า พระสมณะรู้จักเรา จึงหายไปที่นั้นเอง ฉะนี้แล.
จบอรรถกถานันทิยเถรคาถา

174
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 175 (เล่ม 50)

๖. อภัยเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระอภัยเถระ
[๑๖๓] ได้ยินว่า พระอภัยเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
เราได้ฟังพระวาจาอันเป็นสุภาษิต ของพระ-
พุทธเจ้า ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระอาทิตย์ จึงได้รู้แจ้ง
แทงตลอดซึ่งธรรมอันละเอียด เหมือนบุคคลยิงปลาย
ขนทราย ด้วยลูกศร ฉะนั้น.
อรรถกถาอภัยเถรคาถา
คาถาของท่านพระอภัยเถระเริ่มต้นว่า สุตฺวา สุภาสิตํ วาจํ.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
ได้ยินว่า ท่านบวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า
ปทุมุตตระ เป็นพระธรรมกถึก ในเวลาจะแสดงธรรม กล่าวชมพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ด้วยคาถา ๔ คาถาก่อน แล้วจึงแสดงธรรมในภายหลัง. ด้วยกำลัง
แห่งบุญกรรมนั้น ขึ้นชื่อว่า การปฏิสนธิในอบาย ไม่เคยมีแก่ท่านตลอดแสน
แห่งกัป. สมดังที่ท่านกล่าวคำเป็นคาถาไว้ว่า
พระอภัยเถระ ผู้มีจิตเลื่อมใสแล้ว กล่าว
สรรเสริญพระชินเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ

175
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 176 (เล่ม 50)

ผู้เป็นพระสยัมภู ท่านเป็นผู้มีศรัทธาโอฬาร ไม่ต้อง
ไปสู่อบายภูมิ ตลอดแสนกัป ดังนี้.
ท่านเป็นผู้มีห้วงแห่งบุญ ห้วงแห่งกุศล หาประมาณมิได้ ได้เป็น
เช่นนั้น เพราะสมบัติมีเขตสมบัติเป็นต้น และเพราะบุรพเจตนา ปัจฉิมเจตนา
และสันนิฏฐานเจตนา ของท่านโอฬารเหลือเกิน. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
วิบากของผู้ที่เลื่อมใสในอจินไตย ย่อมเป็นอจินไตย ดังนี้. ก็บุญที่ท่านสั่งสม
ไว้ในภพนั้น ๆ ย่อมเป็นอุปัตถัมภกปัจจัยแก่ท่าน. จริงอย่างนั้น ท่านได้ทำการ
บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี ด้วยดอกลำเจียก ด้วยผลบุญ
อันพิเศษโอฬารเช่นนี้ ท่านท่องเที่ยวไปแต่ในสุคติภพเท่านั้น เกิดเป็นพระโอรส
ของพระเจ้าพิมพิสาร ในพุทธปบาทกาลนี้ ท่านได้มีนามว่า อภัย. เรื่องราว
ของท่าน จักแจ่มแจ้งข้างหน้า (ต่อไป). ท่านอันนิครนถนาฏบุตรให้ศึกษา
ปัญหา ๒ เงื่อน แล้วถูกส่งไปด้วยสั่งว่า ท่านจงถามปัญหานี้ แล้วยกวาทะข่ม
พระสมณโคดม ดังนี้ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ทูลถามปัญหานั้น
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสถึงความที่ปัญหานั้น เป็นอเนกังสพยากรณ์
ความปราชัยจึงมีแก่พวกนิครนถ์ และท่านก็รู้ความที่พระศาสดาเป็นพระสัมมา-
สัมพุทธเจ้า จึงประกาศความเป็นอุบาสก.
ต่อแต่นั้น เมื่อพระเจ้าพิมพิสารสวรรคตแล้ว ท่านเกิดความสังเวช
แล้ว บวชในพระศาสนาเป็นพระโสดาบัน เพราะทรงแสดง ตาลัจฉิคคฬูปมสูตร
ปรารภวิปัสสนากระทำให้แจ้งพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่าน
กล่าวไว้ในอปทานว่า
พระพุทธเจ้าผู้อุดมบุรุษ ประทับอยู่ ณ ฝั่งน้ำ
วินตานที เราได้พบพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลี

176
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 177 (เล่ม 50)

เป็นเอกอรรคบุคคล มีพระทัยตั้งมั่นดี ครั้งนั้น เรามี
จิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส บูชาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ
สุด ด้วยดอกลำเจียก ซึ่งมีกลิ่นหอมเหมือนน้ำผึ้ง ใน
กัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้บูชาด้วยดอกไม้ใด
ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของ
พระพุทธเจ้าเรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็ท่านครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล โดย
ประกาศข้อปฏิบัติของตน จึงได้ภาษิตคาถาว่า
เราได้ฟังพระวาจาอันเป็นสุภาษิตของพระพุทธเจ้า
ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ จึงได้รู้แจ้งแทงตลอด
ซึ่งพระธรรม อันละเอียดเหมือนบุคคลยิงปลาย-
ขนทราย ด้วยลูกศรฉะนั้น ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุตฺวา ความว่า เงี่ยโสตลง เข้าไปทรงไว้
ด้วยการแล่นไปตามแห่งโสตทวาร.
บทว่า สุภาสิตํ ความว่า ตรัสดีแล้ว คือตรัสแล้วโดยชอบนั่นเอง
ได้แก่ ธรรมกถาที่ประกาศอริยสัจ ๘ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ไม่ทรงยังอะไร ๆ
ให้ผิดพลาด ตรัสแล้ว โดยยังประโยชน์ ตามที่พระองค์ทรงประสงค์ให้สำเร็จ
โดยส่วนเดียว เพราะความเป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ และเพราะความเป็นผู้มี
มหากรุณา. อธิบายว่า พระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าที่พ้นไปจากสัจจธรรม
ไม่มีเลย.

177