พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 158 (เล่ม 50)

ได้เสด็จเข้าสู่ป่ารัง เราออกจากอาศรมในป่า เที่ยว
แสวงหามูลผลาผลป่า ในเวลานั้น ณ ที่นั้น เราได้เห็น
พระสัมพุทธเจ้า พระนามว่า ปิยทัสสี ผู้มีพระยศใหญ่
ประทับนั่ง เข้าสมาบัติ รุ่งโรจน์อยู่ในป่าใหญ่ เรา
ปักเสา ๔ เสาทำปะรำอย่างเรียบร้อย แล้วเอาดอกรัง
มุงเหนือพระพุทธเจ้า เราทรงปะรำซึ่งมุงด้วยดอกรังไว้
๗ วัน ยังจิตให้เลื่อมใสในกรรมนั้น ได้ถวายบังคม
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด สมัยนั้น พระผู้มีพระภาค-
เจ้าผู้อุดมบุรุษ เสด็จออกจากสมาธิประทับนั่ง ทอด-
พระเนตรดูเพียงชั่วแอก สาวกของพระศาสดา พระ
นามว่า ปิยทัสสี ชื่อว่า วรุณ กับพระอรหันตขีณาสพ
แสนองค์ ได้เข้ามาเฝ้าพระบรมศาสดา ผู้เป็นนายก
วิเศษสุด ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้พิชิตมาร พระ-
นามว่า ปิยทัสสี เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่า
นรชน ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว ได้ทรง
กระทำการแย้มพระสรวลให้ปรากฏ พระอนุรุทธเถระ
ผู้อุปัฏฐาก ของพระศาสดาพระนามว่า ปิยทัสสี ห่ม
จีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลถามพระมหามุนีว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า อะไรเล่าหนอ เป็นเหตุให้
พระศาสดาทรงแย้มพระสรวลให้ปรากฏ เพราะเมื่อมี
เหตุ พระศาสดาจึงจะทรงแย้มพระสรวลให้ปรากฏ
พระศาสดาตรัสว่า มาณพใดทรงปะรำที่มุงด้วยดอกไม้
ไว้ตลอด ๗ วัน เรานึกถึงกรรมของมาณพนั้น จึงได้

158
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 159 (เล่ม 50)

ทำการยิ้มแย้มให้ปรากฏ เราไม่พิจารณาเห็นช่องทาง
ที่ไม่ควรที่บุญจะไม่ให้ผล ช่องทางที่ควรในเทวโลก
หรือในมนุษยโลก ย่อมไม่ระงับไปเลย เขาผู้เพรียบ-
พร้อมด้วยบุญกรรมอยู่ ในเทวโลกมีบริษัทเท่าใด
บริษัทเท่านั้นจักถูกบังด้วยดอกรัง เขาเป็นผู้ประกอบ
ด้วยบุญกรรม จักรื่นเริงอยู่ในเทวโลกนั้น ด้วยการ
ฟ้อน การขับ การประโคม อันเป็นทิพย์ในกาลนั้น
ทุกเมื่อ บริษัทของเขาประมาณเท่าที่มี จักมีกลิ่น
หอมฟุ้ง และฝนดอกรังจักตกลงทั่วไปในขณะนั้น
มาณพนี้จุติจากเทวโลกแล้วจักมาสู่ความเป็นมนุษย์แม้
ในมนุษยโลกนี้ หลังคาดอกรังก็จักทรงอยู่ตลอดกาล
ทั้งปวง ณ มนุษยโลกนี้ การฟ้อน และการขับที่
ประกอบไปด้วยกังสดาล จักแวดล้อมมาณพนี้อยู่เป็น-
นิตย์ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา และเมื่อพระอาทิตย์อุทัย
ฝนดอกรังก็จัดตกลง ฝนดอกรังที่บุญกรรมปรุงแต่ง
แล้ว จักตกลงทุกเวลา ในกัปที่ ๑,๘๐๐ พระศาสดา
ทรงพระนามว่า โคดม ซึ่งสมภพในวงศ์ของพระเจ้า
โอกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก มาณพนี้จักเป็น
ทายาทในธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรส
อันธรรมเนรมิต จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มี
อาสวะจักนิพพาน เมื่อเขาตรัสรู้ธรรมอยู่ จักมีหลังคา
ดอกรัง เมื่อลูกทำฌาปนกิจอยู่ บนเชิงตะกอน ที่เชิง
ตะกอนนั้น ก็จักมีหลังคาดอกรัง พระมหามุนี ทรง

159
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 160 (เล่ม 50)

พระนามว่า ปิยทัสสี ทรงพยากรณ์วิบากแล้ว ทรง
แสดงธรรมแก่บริษัท ให้อิ่มหนำด้วยฝน คือ ธรรม
เราได้เสวยราชสมบัติ ในเทวโลก ในหมู่เทวดา ๓๐ กัป
ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๖๗ ครั้ง เราออกจากเทวโลก
มาในมนุษยโลกนี้ ได้ความสุขอันไพบูลย์ แม้ใน
มนุษยโลกนี้ ก็มีหลังคาดอกรัง นี้เป็นผลแห่งปะรำ
นี้เป็นความเกิดครั้งหลังของเรา ภพสุดท้ายกำลัง
เป็นไป แม้ในภพนี้ หลังคาดอกรังก็จักมีตลอดกาล
ทั้งปวง เรายังพระมหามุนีทรงพระนามว่า โคดม
ผู้ประเสริฐกว่าศากยราชให้ทรงยินดีได้ ละความมีชัย
และความปราชัยเสียแล้ว บรรลุถึงฐานะที่ไม่หวั่นไหว
ในกัปที่ ๑๑๘ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าพระองค์ใด ด้วย
พุทธบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้
หมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็น
ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้มาในสำนักของพระ-
พุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓
เราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราได้ทำสำเร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔
วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำ
สอนของพระพุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็ท่านเป็นผู้มีอภิญญา ๖ อย่างนี้ ยังคืนและวันให้ล่วงไปด้วยผลสุข
เพื่อจะประกาศความที่พระศาสนาเป็นนิยยานิกธรรม โดยเป็นการพยากรณ์
พระอรหัตผล จึงภาษิตคาถาว่า

160
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 161 (เล่ม 50)

เราไม่กลัวภัย พระศาสดาของพวกเราทั้งหลาย
เป็นผู้ฉลาดในธรรมอันไม่ตาย ภัยย่อมไม่ตั้งอยู่ในหน
ทางใด ภิกษุทั้งหลาย ย่อมไป โดยหนทางนั้น ดังนี้.
ในคาถานั้น ที่ชื่อว่า ภัย เพราะเป็นแดงแห่งความกลัว ได้แก่
ชาติและชราเป็นต้น. บทว่า ภยสฺส เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ลงในอรรถแห่งปัญจมี-
วิภัตติ อธิบายว่า เราไม่กลัว นิมิตอันพึงกลัวโดยเป็นภัย ด้วยเหตุมีชาติ
ชราและมรณะเป็นต้น พระเถระกล่าวถึงเหตุไว้ในคาถานั้นว่า สตฺถา โน
อมตสฺส โกวิโท พระศาสดาของพวกเราทั้งหลายเป็นผู้ฉลาด ในธรรมอัน
ไม่ตาย คือ พระศาสดา ของพวกเราทั้งหลาย เป็นผู้ฉลาดในอมตธรรม
ได้แก่ ฉลาดในการให้ธรรมที่เป็นอมฤต แก่ไวเนยสัตว์ทั้งหลาย. บทว่า
ยตฺถ ภยํ นาวติฏฐติ ความว่า ภัยตามที่กล่าวแล้ว ย่อมไม่ตั้งอยู่ คือ
ไม่ได้โอกาสในพระนิพพานใด.
บทว่า เตน ได้แก่ พระนิพพานนั้น. บทว่า วชนฺติ ความว่า
ย่อมถึงที่ ๆ เป็นภัยทีเดียว. อธิบายว่า พระนิพพาน ชื่อว่าที่ ๆ ไม่มีภัย. ถามว่า
ด้วยเหตุไร พระเถระจึงกล่าวว่า วชนฺติ ย่อมไป ตอบว่า เพราะว่า
ภิกษุทั้งหลายย่อมไปโดยทางนั้น อธิบายว่า ภิกษุทั้งหลาย คือผู้ที่เห็นภัยใน
สงสาร ผู้การทำตามโอวาทของพระบรมศาสดา ย่อมไป โดยทางของพระ-
อริยเจ้ามีองค์ ๘. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ยตฺถ ความว่า ภัยแม้ทั้ง ๒๕ อย่าง
มีการเข้าไปตำหนิตนเองเป็นต้น ย่อมไม่ตั้งลง คือ ไม่ได้ที่พำนัก เพราะ
การบรรลุอริยมรรคใด ภิกษุในพระศาสนา ย่อมไปสู่ที่ ๆ ไม่มีภัย ด้วยอริย-
มรรคนั้น แม้เราเองก็ไปแล้วโดยทางนั้น. เพราะเหตุนั้น พระเถระจึงพยากรณ์
พระอรหัตว่า เราไม่กลัวภัย ดังนี้.
จบอรรถกถานิโครธเถรคาถา

161
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 162 (เล่ม 50)

๒. จิตตกเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระจิตตกเถระ
[๑๕๙] ได้ยินว่า พระจิตตกเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
นกยูงทั้งหลายมีขนเขียว ขนคองาม หงอน
งาม พากันร่ำร้องอยู่ในป่าการวี นกยูงเหล่านั้น
พากันร่ำร้องในเวลามีลมหนาว เจือด้วยฝน ย่อมปลุก
บุคคลผู้เจริญฌานซึ่งหลับอยู่ให้ดิน.
อรรถกถาจิตตกเถรคาถา
คาถาของท่านพระจิตตกเถระเริ่มต้นว่า นีลา สุคีวา. เรื่องราว
ของท่านเป็นอย่างไร ?
ได้ยินว่า ท่านสั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน จำเดิมแต่
กาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ในกัปที่ ๙๑ นับ
แต่ภัทรกัปนี้ เกิดในกำเนิดมนุษย์ รู้เดียงสาเสียแล้ว เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงพระนามว่า วิปัสสี มีใจเลื่อมใสแล้ว กระทำการบูชาด้วยดอกไม้ ถวาย
บังคมแล้ว น้อมใจเชื่อในพระบรมศาสดาและในพระนิพพานว่า ขึ้นชื่อว่า
ธรรมอันสงบระงับแล้ว พึงมีในพระศาสนานี้ ดังนี้. ด้วยบุญกรรมนั้น เขา
จุติจากนั้นแล้ว เกิดในภพดาวดึงส์ หมั่นการทำบุญบ่อย ๆ ท่องเที่ยวไปใน
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แล้วเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์ ผู้สมบูรณ์ด้วยสมบัติ
ในพระนครราชคฤห์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ โดยนามมีชื่อว่า จิตตกะ เมื่อ
พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จไปสู่พระนครราชคฤห์ ประทับอยู่ในเวฬุวันวิหาร

162
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 163 (เล่ม 50)

เขาเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ฟังธรรมแล้วได้ศรัทธา บรรพชาแล้วเรียน
กัมมัฏฐาน ที่เหมาะแก่จริต เข้าไปสู่ราวป่า หมั่นเจริญภาวนาทำฌาน
ให้เกิด แล้วเจริญวิปัสสนาที่มีฌานเป็นบาท บรรลุพระอรหัต โดยกาล
ไม่นานเลย. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี ทรงพระ-
นามว่า วิปัสสี ผู้เป็นนายกของโลก โชติช่วงเหมือนต้น
กรรณิการ์ ประทับนั่งที่ซอกเขา เราเก็บดอกกระดึง
ทอง ๓ ดอกมาบูชา ครั้นบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
แล้วเดินบ่ายหน้าไปทางทิศทักษิณ ด้วยกรรมที่ทำไว้
ดีแล้วนั้น และด้วยเจตน์จำนงที่ตั้งไว้ เราละร่าง
มนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในกัปที่ ๙๑
แต่ภัทรกัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าพระองค์ใด ด้วย
พุทธบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธ-
บูชา. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของ
พระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็ท่านครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เข้าไปสู่พระนครราชคฤห์ เพื่อ
ถวายบังคมพระบรมศาสดา อันภิกษุทั้งหลายในวิหารนั้น ถามว่า อาวุโส
ท่านเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว อยู่ในป่าหรือ ? เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล
โดยประกาศถึงการอยู่อย่างไม่ประมาทของตน จึงได้ภาษิตคาถาว่า
นกยูงทั้งหลาย มีขนเขียว ขนคองาม พากัน
ร่ำร้องอยู่ในป่าการวี นกยูงเหล่านั้น พากันร่ำร้อง
ในเวลามีลมหนาวเจือด้วยฝน ย่อมปลุกบุคคลผู้เจริญ
ฌาน ซึ่งหลับอยู่ให้ตื่น ดังนี้.

163
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 164 (เล่ม 50)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นีลาสุคีวา ถอดออกเป็น นีลสุคีวา.
แต่ในคาถานี้ ท่านทำเป็นทีฆะ เพื่อสะดวกในการประพันธ์คาถา. อธิบายว่า
ประกอบด้วยคออันงดงาม เพราะมีขนเป็นแนวยาว. ก็นกยูงเหล่านั้น ชื่อว่า
มีสีเขียว เพราะโดยมากจะมีสีเขียว. ชื่อว่า สุคีวา เพราะเป็นสัตว์ที่มีลำคองาม.
บทว่า สิขิโน ความว่า มีหงอนโดยความมีสิริงามที่หงอน ซึ่งเกิดที่
ศีรษะ. บทว่า โมรา ได้แก่ นกยูงทั้งหลาย. บทว่า การวิยํ ความว่า
ที่ต้นกาลัมพะ. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า การมฺพิยํ เป็นชื่อของป่านั้น. เพราะฉะนั้น
บทว่า การมฺพิยะ จึงได้ความว่า ในป่าชื่อว่า การัมพะ.
บทว่า อภินนฺทนฺติ ความว่า นกยูงเหล่านั้นฟังเสียงฟ้าร้อง ใน
เวลาใกล้ฝนจะตก จะพากันส่งเสียงร้องระงม ดุจจะข่มสรรพสัตว์ มีหงส์เป็นต้น
ด้วยเสียงประสานขานรับความถึงพร้อมของฤดูกาล. บทว่า เต ได้แก่
นกยูงเหล่านั้น.
บทว่า สีตวาตกีฬิตา ความว่า นกยูงเหล่านั้น อันความหนาว
คือลมฝน โชยมาชวนให้ร่าเริง จึงร้องระงมอย่างไพเราะ.
บทว่า สุตฺตํ ได้แก่ หลับเพื่อจะบรรเทาความเมาอาหาร หรือหลับ
เพื่อระงับความเหมื่อยล้าแห่งร่างกาย ในเวลาที่ทรงอนุญาตไว้.
บทว่า ฌานํ ความว่า ผู้มีปกติเพ่งด้วยฌานคือสมถะและวิปัสสนา
ได้แก่ประกอบเนือง ๆ ซึ่งภาวนา.
บทว่า นิโพเธนฺติ ความว่า ปลุกให้ตื่น. อธิบายว่า ปลุกให้ลุกจาก
ที่นอน ด้วยการยังสัมปชัญญะให้เกิดอย่างนี้ว่า แม้นกยูงเหล่านี้ ยังไม่นอน
ตื่นอยู่ ย่อมกระทำกิจที่คนควรกระทำ ส่วนตัวเราเล่า จะนอนเอาประโยชน์อะไร
ดังนี้.
จบอรรถกถาจิตตกเถรคาถา

164
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 165 (เล่ม 50)

๓. โคสาลเถรคาถา
ว่าด้วยคาถาของพระโคสาลเถระ
[๑๖๐] ได้ยินว่า พระโคสาลเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า
เราฉันข้าวมธุปายาส ที่พุ่มกอไผ่ แล้วพิจารณา
ความเกิดและความเสื่อมไปแห่งขันธ์ทั้งหลาย โดย
เคารพ จักกลับไปสู่สานุบรรพตที่เราเคยอยู่ แล้วเจริญ
วิเวกต่อไป.
อรรถกถาโคสาลเถรคาถา
คาถาของท่านพระโคสาลเถระเริ่มต้นว่า อหํ โข เวฬุคุมฺพสฺมึ.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้า
องค์ก่อน ๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกัปที่
๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เห็นบังสุกุลจีวรของพระปัจเจกพุทธเจ้า ห้อยอยู่ที่โคนไม้
ที่ภูเขาลูกใดลูกหนึ่ง มีจิตเลื่อมใสว่า ผ้าบังสุกุลนี้ เป็นธงชัยของพระอรหันต์
หนอ ดังนี้แล้ว บูชาด้วยดอกไม้. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านไปบังเกิดในดาวดึงส์
พิภพ. จำเดิมแต่นั้น ก็ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดใน
ตระกูลที่มั่งคั่ง แคว้นมคธ ในพุทธุปบาทกาลนี้ โดยนามมีชื่อว่า โคสาล
ก็เพราะเหตุที่ท่านมีความคุ้นเคย อันการทำไว้กับพระโสณโกฏิกัณณะ ครั้น
สดับว่า พระโสณโกฏิกัณณะนั้นบวชแล้ว เกิดความสลดใจว่า ก็ขึ้นชื่อว่า

165
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 166 (เล่ม 50)

พระโสณโกฏิกัณณะแม้นั้น มีสมบัติมาก ยังบวชไซร้ ส่วนตัวเราเล่ามีอะไร
เป็นเหตุ ดังนี้แล้ว บวชในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า เรียนกัมมัฏฐาน
อันเหมาะแก่จริยา (ของตน) เมื่อแสวงหาที่อยู่ ก็เลือกอยู่ที่ภูเขา ชื่อว่า สานุ
แห่งหนึ่ง ไม่ไกลจากบ้านเกิดของตน. มารดาของท่านถวายภิกษาทุก ๆ วัน.
วันหนึ่ง มารดาได้ถวายข้าวปายาส ที่เขาหุงด้วยน้ำผึ้งและน้ำตาลกรวด
แก่ท่านผู้เข้าไปสู่บ้านเพื่อบิณฑบาต ท่านรับข้าวมธุปายาสนั้นแล้ว นั่งฉัน
ที่โคนพุ่มไม้ไผ่แห่งใดแห่งหนึ่ง ใต้ร่มเงาของภูเขานั้น ล้างบาตรและมือแล้ว
เริ่มเจริญวิปัสสนา. ท่านเป็นผู้มีจิตตั้งมั่น เพราะมีกายและจิตสบาย โดยได้
โภชนะเป็นที่สบาย เมื่อญาณมีอุทยัพพยญาณเป็นต้น แข็งกล้าดำเนินไปอยู่
ขวนขวายวิปัสสนา แล้วยังภาวนาให้ถึงที่สุด ตามลำดับแห่งมรรค กระทำ
ให้แจ้งซึ่งพระอรหัต โดยไม่ยากลำบากเลย. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่าน
กล่าวไว้ในอปทานว่า
ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อ
อุทังคณะ ที่ภูเขานั้น เราได้เห็นผ้าบังสุกุลจีวรห้อยอยู่
บนยอดไม้ ครั้งนั้น เราร่าเริง มีจิตยินดี เลือกเก็บ
เอาดอกกระดึงทอง ๓ ดอก มาบูชาผ้าบังสุกุลจีวร
ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้ว และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้
เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ใน
กัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น
เพราะบูชาธงชัยแห่งพระอรหันต์ เราไม่รู้จักทุคติเลย.
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระ-
พุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.

166
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาค ๓ ตอน ๑ - หน้าที่ 167 (เล่ม 50)

ก็ท่านครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว มีความประสงค์จะไปยังภูเขาชื่อว่า
สานุเท่านั้น เพื่อต้องการจะอยู่เป็นสุขในทิฎฐธรรม เมื่อจะประกาศข้อปฏิบัติ
ของตน จึงได้ภาษิตคาถาว่า
เราฉันข้าวมธุปายาส ที่พุ่มกอไผ่แล้ว พิจารณา
ความเกิดและความเสื่อมไปแห่งขันธ์ทั้งหลาย โดย
ความเคารพ จักกลับไปสู่สานุบรรพต ที่เราเคยอยู่
แล้วเจริญวิเวกต่อไป ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวฬุคุมฺพสฺมึ ความว่า ใกล้พุ่มไม้ไผ่
คือที่ร่มเงา แห่งพุ่มไผ่นั้น.
บทว่า มธุปายาสํ ความว่า บริโภคข้าวปายาสที่เขาหุงด้วยน้ำผึ้ง.
บทว่า ปทกฺขิณํ ความว่า ด้วยการรับเอาโดยเบื้องขวา อธิบายว่า ด้วยการ
รับเอาพระโอวาทของพระศาสดาโดยชอบ.
บทว่า สมฺมสนฺโต ขนฺธานํ อุทยพฺพยํ ความว่า พิจารณา
ความเกิดขึ้น และความสิ้นไปแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ อธิบายว่า แม้ถ้าว่า ทำกิจ
เสร็จแล้วในบัดนี้ แต่ต้องเริ่มตั้งวิปัสสนาเพื่อเข้าผลสมาบัติ.
บทว่า สานํ ปฏิคฺคณฺหิสฺสามิ ความว่า เราจักมุ่งไปสานุบรรพต
อันเราเคยอยู่แล้วในก่อน.
บทว่า วิเวกมนุพฺรูทเย ความว่า เพิ่มพูนปฏิปัสสัทธิวิเวก และ
กายวิเวกคือผลสมาบัติ หรือจักไป โดยมีการเพิ่มพูนวิเวกนั้นเป็นเหตุ. ก็
พระเถระครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ไปที่สานุบรรพตนั้นนั่นแหละ. ก็คาถานี้แล
ได้เป็นคาถาพยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถระนั้น.
จบอรรถกถาโคสาลเถรคาถา

167