เป็นทายาทของพระพุทธเจ้าแก่ภิกษุนั้น จึงกล่าวว่า พิจารณาแผ่นดินนี้ ด้วย
ความสำคัญว่า กระดูกทั้งสิ้นเป็นอารมณ์ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เกวลํ แปลว่า ทั้งสิ้นคือไม่มีส่วนเหลือ.
บทว่า อฏฐิกสญฺญาย ได้แก่ ด้วยการภาวนาว่าเป็นกระดูก.
บทว่า อผริ ความว่า แผ่ไปแล้ว ด้วยสามารถแห่งการน้อมใจเอาว่า
เป็นกระดูก.
บทว่า ปฐวี ได้แก่ ปฐพีคืออัตภาพ. อธิบายว่า อัตภาพท่านเรียกว่า
ปฐพีในคาถานี้ ดุจในประโยคมีอาทิว่า โก อิมํ ปฐวึ วิเจสฺสติ ใครจัก
พิจารณาแผ่นดินนี้. บทว่า มญฺเญหํ ตัดบทเป็น มญฺเญ อหํ. ปาฐะว่า
มญฺญาหํ ดังนี้ก็มี.
บทว่า โส ได้แก่ภิกษุนั้น. เราเข้าใจว่า เธอจักทิ้ง คือจักละกามราคะ
ได้โดยพลัน คือต่อกาลไม่นานเลย. เพราะเหตุไร ? เพราะอัฏฐิกสัญญาเป็น
ปฏิปักษ์โดยตรงต่อกามราคะ ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้ ภิกษุใดพิจารณา
แผ่นดินนี้ ด้วยความสำคัญว่ากระดูก อันตนได้แล้วในส่วนหนึ่ง หรือทั้งสิ้น
คือทั่วอัตภาพของตน ว่าเป็นกระดูกทั้งนั้น ภิกษุนั้นกระทำฌานมีกระดูกเป็น
อารมณ์นั้นให้เป็นบาท พิจารณาอยู่ จักละกามราคะได้ด้วยอนาคามิมรรค
โดยกาลไม่นานเลย หรือจักละตัณหา อันได้ชื่อว่ากาม เพราะอรรถว่าใคร่
ได้ชื่อว่าราคะ เพราะอรรถว่า กำหนัดทั้งหมดได้. พระเถระนั้นสดับคาถานี้
แล้ว คิดว่า เทวดานี้กล่าวอย่างนี้ เพื่อจะยังความอุตสาหะให้เกิดแก่เราดังนี้
แล้ว อธิษฐานความเพียรรุดหน้าไม่ถอยกลับ เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัต
แล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า