พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 475 (เล่ม 49)

ใหญ่. บทว่า กฏุกํ แปลว่า ไม่น่าปรารถนา. บทว่า ภยานกํ แปลว่า
ให้เกิดความกลัว.
บทว่า อเนกภาเตน คุเณน ได้แก่ ด้วยอานิสงส์ หลายส่วน.
บทว่า อยเมว สูโล นิรเยน เตน ความว่า หลาวนี้แหละ ประเสริฐ
กว่านรก อันเป็นที่เกิดของบุรุษนี้นั้น. จริงอยู่ บทว่า นิรเยน
นี้ เป็นตติยาวิภัติ ใช้ในอรรถแห่งปัญจมีวิภัติ. บทว่า เอกนฺตติพฺพํ
ความว่า มีความทุกข์อันแรงกล้าโดยส่วนเดียวแท้ คือ เป็นทุกข์ใหญ่
อย่างแน่นอน.
บทว่า อินญฺจ สุตฺวา วจนํ มเมโส ความว่า บุรุษนี้ ฟังถ้อยคำ
ของเรานี้ ที่กล่าวโดยนัยมีอาทิว่า อิโต จุโต เคลื่อนจากอัตภาพนี้
แล้ว เป็นต้น เป็นผู้เข้าถึงทุกข์ เป็นเหมือนเข้าถึงทุกข์ในนรก ตาม
คำของเรา บทว่า วิชเหยฺย ปาณํ ความว่า พึงสละชีวิตของตน.
บทว่า ตสฺมา แปลว่า เพราะเหตุนั้น. บทว่า มา เม กโต อธิบายว่า
เราไม่ได้พูดคำนี้ ในที่ใกล้แห่งบุรุษนี้ว่า ขอชีวิตของบุรุษนี้ จง
อย่าดับพร้อมกับเราเลย. โดยที่แท้ เราพูดเพียงเท่านี้ว่า จงมีชีวิต
อยู่เถอะท่านผู้เจริญ เพราะชีวิดนั่นแหละ ประเสริฐ.
เมื่อเปรตประกาศความประสงค์ของตนอย่างนี้ พระราชา
เมื่อทรงให้โอกาสเพื่อจะถามประวัติของเปรตนั้นอีก จึงตรัสคาถา
นี้ว่า :-
เรื่องของบุรุษนี้ เรารู้แล้ว แต่เราปรารถนา
จะถามท่านถึงเรื่องอื่น ถ้าท่านให้โอกาสแก่เรา

475
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 476 (เล่ม 49)

เราจะขอถามท่าน และท่านไม่ควรโกรธเรา
เปรตนั้นกราบทูลว่า :-
ข้าพระองค์ ได้ให้ปฏิญญาไว้ในกาลนั้น
แน่นอนแล้ว การไม่บอกย่อมมีแก่ผู้ไม่เลื่อมใส
บัดนี้ ข้าพระองค์มีวาจาที่ควรเชื่อถือได้ แม้โดย
พระองค์จะไม่ทรงเลื่อมใส เพราะเหตุนั้น ขอ
เชิญพระองค์ ตรัสถามข้าพระองค์ ตามพระ
ประสงค์เถิด ข้าพระองค์จะกราบทูลตามที่
สามารถจะกราบทูลได้.
นี้เป็นพระคาถาตรัสและคาถาโต้ตอบระหว่างพระราชากับเปรต.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อญฺญโต แปลว่า อันข้าพเจ้า
รู้แล้ว. บทว่า อิจฺฉามเส แปลว่า ข้าพระองค์ ย่อมปรารถนา.
บทว่า โน แปลว่า แก่พวกเรา. บทว่า น จ กุชฺฌิตพฺพํ ความว่า
ไม่ควรทำความโกรธว่า คนเหล่านี้ ได้ถามสิ่งใดสิ่งหนึ่ง.
บทว่า อทฺธา แปลว่า โดยส่วนเดียว. บทว่า ปฏิญฺญา เม
ความว่า เมื่อว่าโดยความรู้ เราได้ปฏิญญา คือให้โอกาสว่า ท่าน
จงถาม. บทว่า ตทา อหุ คือ ได้มีในกาลนั้น คือในการเห็นครั้งแรก.
บทว่า นาจิกฺขณา อปฺปสนฺนสฺส โหติ ความว่า ไม่ได้พูดแก่ผู้ที่
ไม่เลื่อมใส. จริงอยู่ ผู้เลื่อมใสเท่านั้นย่อมกล่าวอะไร ๆ แก่ผู้
เลื่อมใส แต่ในเวลานั้น ท่านไม่มีความเลื่อมใสในเรา และเราก็ไม่มี
ความเลื่อมใสในท่าน เพราะฉะนั้น ท่านจึงไม่มีความปรารถนา.

476
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 477 (เล่ม 49)

ที่จะกล่าวปฏิญญา. แต่บัดนี้ ข้าพระองค์ไม่ปรารถนาท่าน มีวาจา
ที่จะให้ท่านพอเชื่อถือได้ เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงเป็นผู้ชื่อว่า
มีวาจาพอเชื่อถือได้. บทว่า ปุจฺฉสฺสุ มํ กามํ ยถา วิสยฺหํ ความว่า
ขอพระองค์จงซักถามเรื่องตามที่พระองค์ทรงปรารถนากะข้า-
พระองค์เถิด. แต่ข้าพระองค์จักกราบทูลตามสมควรแก่กำลัง
ความรู้ของตน โดยประการที่ข้าพระองค์สามารถจะกราบทูลได้.
เมื่อเปรตให้โอกาสแก่การถามอย่างนี้ พระราชา จึงตรัส
คาถาว่า :-
เราเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยจักษุ เราควร
เชื่อสิ่งนั้น แม้ทั้งสิ้น ถ้าเราเห็นสิ่งนั้นแล้วไม่เชื่อ
ขอให้ลงโทษ ถอดยศเราเถิด.
คำแห่งคาถานั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้ :- เราเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ด้วยจักษุ เราควรเชื่อสิ่งนั้นแม้ทั้งหมด โดยประการนั้นนั่นแล
ก็แลถ้าเราเห็นสิ่งนั้นแล้ว ไม่เชื่อ ดูก่อนเทพยดา ขอท่านจงลง
นิยสกรรม และนิคคหกรรมแก่เราเถิด. อีกอย่างหนึ่งบทว่า
ยํ กิญฺจหํ จกฺขุนา ปสฺสิสฺสามิ ความว่า เราจักเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ด้วยจักษุ เพราะไม่เป็นอารมณ์แห่งจักษุจึงไม่เห็น. บทว่า สนฺพมฺปิ
ตาหํ อภิสทฺทเหยฺยํ ความว่า เราควรเชื่อสิ่งที่ท่านได้เห็น ได้ยิน
หรือสิ่งอื่น. อธิบายว่า จริงอยู่ เรามีความเชื่อเช่นนั้น ในท่าน.
ส่วนเนื้อความแห่บทหลัง ก็มีอรรถตามที่กล่าวแล้วนั่นแล.

477
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 478 (เล่ม 49)

เปรตได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวคาถาว่า :-
ขอสัจจปฏิญญา ของพระองค์นี้ จงมีแก่ข้า-
พระองค์ พระองค์ได้ฟังธรรมที่ข้าพระองค์กล่าวแล้ว
จงทรงได้ความเลื่อมใส ข้าพระองค์มีความต้องการ
อย่างอื่น ไม่มีจิตคิดประทุษร้ายข้าพระองค์ จัก
กราบทูลธรรมทั้งหมดที่ข้าพระองค์ได้สดับแล้ว
บ้าง หรือไม่ได้สดับแล้วบ้าง แก่พระองค์ตามที่
ข้าพระองค์รู้.
เบื้องหน้าแต่นั้น พระราชาและเปรตทั้งสองนั้น จึงมีคาถา
เป็นเครื่องตรัสโต้ตอบกันดังนี้ว่า :-
พระเจ้าอัมพสักขระตรัสว่า :-
ท่านขี่ม้าอันประดับประดาแล้วเข้าไปยัง
สำนักของบุรุษที่ถูกเสียบหลาว ม้าขาวตัวนี้เป็น
ม้าน่าอัศจรรย์ น่าดู น่าชมนี้ เป็นผลแห่งกรรม
อะไร
เปรตกราบทูลว่า :-
ที่กลางเมืองเวสาลีนั้น มีหลุมที่หนทาง
ลื่น ข้าพระองค์มีจิตเลื่อมใส เอาศีรษะโค ศีรษะ
หนึ่งวางทอดที่หลุมให้เป็นสะพาน ข้าพระองค์
และบุคคลอื่น เหยียบบนศีรษะโคนั้น เดินไป

478
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 479 (เล่ม 49)

ได้สะดวก ม้านี้เป็นม้าน่าอัศจรรย์ น่าดู น่าชม
นี้เป็นผลแห่งกรรมนั่นเอง
พระเจ้าสักขระตรัสถามว่า :-
ท่านมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ และมี
กลิ่นหอมฟุ้งไป ท่านได้สำเร็จฤทธิ์แห่งเทวดา เป็น
ผู้มีอานุภาพมาก แต่เป็นคนเปลือยกาย นี้เป็นผล
แห่งกรรมอะไร.
เปรตนั้นกราบทูลว่า :-
เมื่อก่อนข้าพระองค์เป็นคนไม่มักโกรธ
ทั้งมีจิตเลื่อมใสอยู่เป็นนิตย์ พูดกับคนทั้งหลาย
ด้วยวาจาอ่อนหวาน ข้าพระองค์มีรัศมีเป็นทิพย์
สว่างไสวอยู่เนืองนิตย์ นี้เป็นผลแห่งกรรมนั้น
ข้าพระองค์เห็นยศและชื่อเสียงของบุคคลผู้ตั้งอยู่
ในธรรม มีจิตเลื่อมใสกล่าวสรรเสริญ ข้าพระ-
องค์มีกลิ่นทิพย์หอมฟุ้งไปเนืองนิตย์ นี้เป็นผล
แห่งกรรมนั้น เมื่อพวกสหายของข้าพระองค์
อาบน้ำที่ท่าน้ำ ข้าพระองค์ลักเอาผ้าซ่อนไว้บน
บก ไม่มีความประสงค์จะลักขโมย และไม่มีจิต
คิดประทุษร้าย เพราะกรรมนั้น ข้าพระองค์ จึง
เป็นคนเปลือยกาย เป็นอยู่อย่างฝืดเคือง.

479
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 480 (เล่ม 49)

พระเจ้าอัมพสักขระตรัสถามว่า :-
ผู้ใดทำบาปเล่น ๆ นักปราชญ์ทั้งหลาย
กล่าวว่า ผู้นั้นได้รับผลกรรมเช่นนี้ ส่วนผู้ใดตั้งใจ
ทำบาปจริง ๆ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวผลกรรม.
ของผู้นั้นว่าเป็นอย่างไร ?
เปรตกราบทูลว่า :-
มนุษย์เหล่าใด มีความดำริชั่วร้าย เป็น
ผู้เศร้าหมองด้วยกายและวาจา เพราะกายแตก
ตายไป มนุษย์เหล่านั้น ย่อมเข้าถึงนรกใน
สัมปรายภพ โดยไม่ต้องสงสัย ส่วนชนเหล่าอื่น
ปรารถนาสุคติ ยินดียิ่งในทาน มีอัตภาพอัน
สงเคราะห์แล้ว เพราะกายแตกตายไป ย่อมเข้า
ถึงสุคติในสัมปรายภพ โดยไม่ต้องสงสัย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สจฺจปฺปฏิญฺญา ตว เมสา โหตุ
ความว่า ขอความปฏิญญาของท่านนี้ จงเป็นความสัจจสำหรับ
ข้าพระองค์ว่า ข้าพเจ้าพึงเชื่อสิ่งนั้นทั้งหมด. บทว่า สุตฺวาน
ธญฺมํ ลภ สุปฺปสาทํ ความว่า ท่านฟังคำที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้ว จง
ได้ความเลื่อมใส เป็นอันดี. บทว่า อญฺญตฺถิโก ได้แก่ ข้าพระองค์
ไม่มีความประสงค์จะรู้. บทว่า ยถา ปชานํ ได้แก่ ตามที่คนอื่นรู้อยู่
อธิบายว่า ตามที่พระองค์รู้แล้วหรือว่า ตามที่ข้าพระองค์รู้แล้ว.

480
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 481 (เล่ม 49)

บทว่า กิสฺเสตํ กมฺมสฺส อยํ วิปาโก ความว่า นั่นเป็นผล
แห่งกรรมอะไร คือ นี้เป็นวิบากแห่งกรรมอะไร. อีกอย่างหนึ่ง
บทว่า เอตํ เป็นเพียงนิบาต ก็อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า เป็น
ผลของกรรมอะไรขอท่าน.
บทว่า จิกฺขลฺลมคฺเค แปลว่า ในทางมีโคลน. บทว่า นรกํ
ได้แก่ บ่อ. บทว่า เอกาหํ ตัดเป็น เอกํ อหํ. บทว่า นรกสฺมึ นิกฺขิปึ
ความว่า เราทอดศีรษะโค ๑ ศีรษะ ในบ่อที่มีโคลนโดยประการที่
ผู้เดินจะไม่เหยียบเปือกตม. บทว่า ตสฺส ได้แก่ เอาศีรษะโค
ทำเป็นสะพานนั้น.
บทว่า ธมฺเม ฐิ ตานํ ได้แก่ ผู้ประพฤติเป็นธรรม ประพฤติ
สม่ำเสมอ. บทว่า มนฺเตมิ ได้แก่ กล่าว คือ ระบุถึง. บทว่า
ขิฑฺฑตฺถิโก ได้แก่ ประสงค์จะหัวเราะเล่น. บทว่า โน จ ปทุฏฺฐจิตฺโต
ได้แก่ ไม่มีจิตคิดประทุษร้ายเจ้าของผ้า อธิบายว่า ไม่มีความ
ประสงค์จะลัก ทั้งไม่ประสงค์จะทำให้เสียหาย.
บทว่า อกีฬมาโน ได้แก่ ไม่ประสงค์ คือ มีจิตคิดประทุษร้าย
เพราะความโลภเป็นต้น. บทว่า กึ ตสฺส กมฺมสฺส วิปากมาหุ
ความว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าววิบากทุกข์อันเผ็ดร้อนของกรรม
ชั่วนั้น คือที่ทำไว้อย่างนั้นไว้เพียงไร.
บทว่า ทุฏฺฐสงฺกปฺปมนา ได้แก่ ผู้มีวิตกทางใจอันประทุษร้าย
ด้วยอำนาจความดำริในกามเป็นต้น, ด้วยคำว่า ทุฏฺฐสงฺกปฺปมนา
นั้น ท่านกล่าวถึงมโนทุจริต. บทว่า กาเยน วาจาย จ สงฺกิลิฏฺฐา

481
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 482 (เล่ม 49)

ได้แก่ มีความเศร้าหมองด้วยกายและวาจา ด้วยอำนาจปาณาติบาต
เป็นต้น. บทว่า อาสมานา ได้แก่ หวัง คือ ปรารถนา.
เมื่อเปรตแสดงจำแนกกรรมและผลแห่งกรรมโดยสังเขป
อย่างนี้แล้ว พระราชาไม่ทรงเชื่อข้อนั้น จึงตรัสคาถาว่า :-
เราจะพึงรู้เรื่องนั้นได้อย่างไรว่า นี้เป็น
ผลแห่งกรรมดีและกรรมชั่ว หรือเราจะพึงเห็น
อย่างไร จึงจะเชื่อถือได้ หรือแม้ใครจะพึงทำ
ให้เราเชื่อถือเรื่องนั้นได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตํ กินฺติ ชาเนยฺยมหํ อเวจฺจ
ความว่า เราจะพึงเชื่อโดยไม่มีผู้อื่นเป็นปัจจัย ถึงวิบากของกรรมดี
และกรรมชั่วที่เธอกล่าวจำแนกไว้โดยนัยมีอาทิว่า ต้นมีความ
ดำริชั่วย่อมเศร้าหมองด้วยกายและวาจา และโดยนัยมีอาทิว่า
ก็คนเหล่าอื่นย่อมปรารถนาสุคติ ดังนี้นั้นได้อย่างไร คือโดยเหตุไร.
บทว่า กึ วาหํ ทิสฺวา อภิสทฺทเหยฺยํ ความว่า เราเห็นอย่างไร
อันเป็นตัวอย่างที่ประจักษ์จะพึงเชื่อได้. บทว่า โก วาปิ มํ
สทฺทหาเปยฺย มํ ความว่า หรือใครเป็นวิญญูชน คือ เป็นบัณฑิต
จะพึงให้เราเชื่อข้อนั้น ท่านจงแนะนำบุคคลนั้น.
เปรตได้ฟังดังนั้น เมื่อจะประกาศเรื่องนั้นแก่พระราชานั้น
โดยเหตุ จึงได้กล่าวคาถาว่า :-
พระองค์ได้ทรงเห็นแล้วและได้สดับแล้ว ก็
จงเชื่อเถิดว่า นี้เป็นผลแห่งกรรมดีและกรรมชั่ว

482
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 483 (เล่ม 49)

เมื่อมีกรรมดีและกรรมชั่วทั้งสอง ก็พึงมีสัตว์
ไปสู่สุคติและทุคติ ถ้าสัตว์ทั้งหลายในมนุษยโลก
นี้ ไม่พึงทำกรรมดีและกรรมชั่ว สัตว์ผู้ไปสู่
สุคติ ทุคติ อันเลวและประณีต ก็ไม่มีในมนุษย์
โลกนี้ แต่เพราะสัตว์ทั้งหลายในมนุษยโลก ทำ
กรรมดีและกรรมชั่วไว้ ฉะนั้น จึงไปสู่สุคติ ทุคติ
เลวบ้าง ประณีตบ้าง นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าว
วิบากแห่งกรรมทั้งสองนั้นว่า เป็นที่ตั้งแห่งการ
เสวยสุขและทุกข์ เทวดาย่อมพากันห้อมล้อม
พวกชนผู้ได้เสวยผลอันเป็นสุข คนพาลผู้ไม่เห็น
บาปและบุญทั้งสอง ย่อมเดือดร้อน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิสฺวา จ แปลว่า ทั้งได้ทรงเห็น
โดยประจักษ์. บทว่า สุตฺวา ได้แก่ ทรงสดับธรรมแล้วทรงรู้ คือ
ทรงรู้ตามซึ่งนัยตามแนวแห่งธรรมนั้น. บทว่า กลฺยาณปาปสฺส
ความว่า จงทรงเชื่อเถิดว่า สุขนี้เป็นวิบากแห่งกุศลกรรม และ
ทุกข์นี้เป็นวิบากแห่งอกุศลกรรม. บทว่า อุภเย อสนฺเต ความว่า
เมื่อกรรมทั้งสอง คือ กรรมดีและกรรมชั่วมีอยู่. บทว่า สิยา นุ
สตฺตา สุคตา ทุคฺคตา วา ความว่า เนื้อความดังนี้ว่า สัตว์เหล่านี้
ไปสุคติหรือทุคติ หรือว่า เป็นผู้มั่งคั่งในสุคติหรือเป็นผู้เข็ญใจ
ในทุคติ ดังนี้ จะพึงมีอยู่หรือ คือจะพึงเกิดได้อย่างไร.

483
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 484 (เล่ม 49)

บัดนี้ เปรตจะประกาศเนื้อความตามที่กล่าวแล้วโดยผิด
แผกกัน และโดยคล้อยตามกัน ด้วยคาถา ๒ คาถาว่า โน เจตฺถ
กมฺมานิ และ ยสฺมา จ กมฺมานิ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า
หีนา ปณีตา ได้แก่ ผู้เลวและหยิ่งโดยตระกูล รูปร่าง ความไม่มีโรค
และบริวารเป็นต้น.
บทว่า ทฺวยชฺช กมฺมานํ วิปากมาหุ ความว่า สัตว์ทั้งหลาย
ย่อมกล่าวคือแสดงวิบากแห่งสุจริต และทุจริตแห่งกรรมทั้งสองอย่าง
ในวันนี้ คือ ในบัดนี้. เพื่อจะหลีกเสี่ยงคำถามว่า ข้อนั้น คืออะไร ?
จึงกล่าวว่า การเสวยสุขและทุกข์ อธิบายว่า ควรจะเสวยอิฏฐารมณ์
และอนิฏฐารมณ์. บทว่า ตา เทวตาโย ปริจารยนฺติ ความว่า เหล่าชน
ผู้ได้รับวิบากอันอำนวยสุขโดยส่วนเดียว ย่อมเป็นเทพยดาใน
เทวโลก เปี่ยมด้วยทิพยสุขบำเรออินทรีย์ทั้งหลาย. บทว่า ปจฺเจนฺติ
พาลา ทฺวยตํ อปสฺสิโน ความว่า ชนเหล่าใดเป็นคนพาลไม่เห็น
คือไม่เชื่อกรรมและผลแห่งกรรมทั้งสอง ชนเหล่านั้นเป็นผู้ขวนขวาย
ในบาป เมือเสวยวิบากอันอำนวยความทุกข์ให้ ย่อมไหม้ คือ ย่อม
ได้รับทุกข์ เพราะกรรมในนรกเป็นต้น.
เปรตหมายเอาการย้อนถามว่า ก็ท่านเชื่อกรรมและผล
แห่งกรรมอย่างนี้ เพราะเหตุไร จึงเสวยทุกข์เห็นปานนี้ จึงกล่าว
คาถาว่า :-
กรรมที่ข้าพระองค์ทำไว้ในชาติก่อน ซึ่ง
เป็นเหตุให้ได้เครื่องนุ่งห่มเป็นต้น ในบัดนี้ มิได้

484