ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 445 (เล่ม 49)

บทว่า เย จ โข ถูปปูชาย วตฺตนฺเต อหรโต มเห ความว่า เมื่อการ
ฉลอง การบูชา อุทิศสถูปของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็น
ไปอยู่ ชนเหล่าใดประกาศอาทีนพ คือ โทษ ในการบูชาพระสถูป
เหมือนข้าพเจ้า ท่านทั้งหลายพึงเลือกเฟ้นบุคคลเหล่านั้นจากบุญ
นั้น. เปรตประกาศความที่ตนเป็นผู้เสื่อมใหญ่ โดยอ้างผู้อื่นว่า
พึงยังบุคคลเหินห่างจากบุญให้เกิด.
บทว่า อายนฺติโย แปลว่า ผู้มาทางอากาศ. บทว่า
มาลาวิปากํ ได้แก่ วิบาก คือผลแห่งการบูชาด้วยดอกไม้ที่ทำไว้
ในพระสถูป. บทว่า สมิทฺธา ได้แก่ สำเร็จด้วยทิพยสมบัติ.
บทว่า ตา ยสสฺสิโน ได้แก่ หญิงเหล่านั้นมีบริวาร.
บทว่า ตญฺจ ทิสฺวาน ความว่า เห็นผลพิเศษอันโอฬารยิ่ง
อันน่าอัศจรรย์ไม่เคยมี ให้เกิดขนพองสยองเกล้า ของบุญอันเกิด
จากการบูชาอันนิดหน่อยยิ่งนักนั้น. บทว่า นโม กโรนฺติ สปฺปญฺญา
วนฺทนฺติ ตํ มหามุนึ ความว่า ข้าแต่ท่านกัสสปะผู้เจริญ หญิงเหล่านี้
ย่อมไหว้ย่อมอภิวาท อธิบายว่า กระทำการนอบน้อม และกระทำ
นมัสการท่านผู้เป็นบุญเขตอันสูงสุด.
ลำดับนั้น เปรตนั้นมีใจสลด เมื่อจะแสดงกรรมที่ตนพึง
การทำต่อไป อันควรแก่ความสลดใจ จึงกล่าวคาถาว่า โสหํ นูน
ดังนี้เป็นต้น. คำนั้นมีอรรถง่ายทั้งนั้น.

445
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 446 (เล่ม 49)

ท่านพระมหากัปปะผู้อันเปรตกล่าวอย่างนี้ จึงกระทำ
เรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ แสดงธรรมแก่บริษัท ผู้ถึงพร้อม
แล้ว.
จบ อรรถกถาธาตุวิวัณณเปตวัตถุที่ ๑๐
จบ ปรมัตถทีปนี
อรรถกถาขุททกนิกาย เปตวัตถุ
จูฬวรรคที่ ๓ ประดับด้วยเรื่อง ๑๒ เรื่อง
รวมเรื่องที่มีในวรรคนี้คือ
๑. อภิชชมานเปตวัตถุ ๒. สานุวาสีเถรเปตวัตถุ ๓. รถการี-
เปตวัถุ ๔. เปตวัตถุ ๕. กุมารเปตวัตถุ ๖. เสรินีเปติวัตถุ
๗. มิคลุททกเปตวัตถุที่ ๑ ๘. มิคุททกเปตวัตถุที่ ๒ ๙. กูฏ-
วินิจฉยิกเปตวัตถุ ๑๐. ธาตุวิวัณณเปตวัตถุ.
จบ จูฬวรรคที่ ๓

446
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 447 (เล่ม 49)

มหาวรรคที่ ๔
๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ
ว่าด้วยเปรตถูกเสียบอยู่ปลายหลาว
[๑๒๑] มีนครของชาววัชชีนครหนึ่งนามว่าเวสาลี
ในนครเวสาลีนั้น มีกษัตริย์ลิจฉวีทรงพระนามว่า
อัมพสักขระ ได้ทอดพระเนตรเห็นเปรตตนหนึ่ง
ที่ภายนอกพระนคร มีพระประสงค์จะทรงทราบ
เหตุ จึงตรัสถามเปรตนั้นในที่นั้นนั่นเองว่า การ
นอน การนั่ง การเดินไปดินมา การลิ้ม การดื่ม
การเคี้ยว การนุ่งห่ม แม้หญิงบำเรอของบุคคล
ผู้ถูกเสียบไว้บนหลาวนี้ ย่อมไม่มี ชนเหล่าใด
ผู้เป็นญาติ เป็นมิตรสหาย เคยเป็น เคยฟังร่วม
กันมา เคยมีความเอ็นดูกรุณา ของบุคคลใด มีอยู่
ในกาลก่อน เดี๋ยวนี้ชนเหล่านั้นแม้จะเยี่ยมเยียน
บุคคลนั้นก็ไม่ได้ บุรุษนี้มีตนอันญาติเป็นต้นสละ
แล้ว มิตรสหายย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ตกยาก พวก
มิตรสหายทราบว่าผู้ใดขาดแคลน ย่อมละทิ้งผู้นั้น
และเห็นใครมั่งคั่งบริบูรณ์ ก็พากันไปห้อมล้อม
คนที่มั่งคั่งด้วยสมบัติย่อมมีมิตรสหายมา ส่วน

447
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 448 (เล่ม 49)

บุคคลผู้เสื่อมจากทรัพย์สมบัติ เป็นผู้ฝืดเคืองด้วย
โภคะ ย่อมหามิตรสหายยาก (นี้เป็นธรรมดาของ
โลก) บุรุษผู้ถูกหลาวเสียบนี้ มีร่างกายเปื้อนด้วย
เลือด ตัวทะลุเป็นช่อง ๆ ชีวิตของบุรุษนี้จักดับ
ไปในวันนี้พรุ่งนี้ เหมือนหยาดน้ำค้างอันติดอยู่
บนปลายหญ้า ฉะนั้น เมื่อเป็นอย่างนี้ เพราะเหตุ
ไร ท่านจึงพูดกะบุรุษผู้ถึงความลำบากอย่างยิ่ง
นอนหงายอยู่บนหลาวไม้สะเดาเช่นนี้ว่า ดูก่อน
บุรุษผู้เจริญ ขอท่านจงมีชีวิตอยู่เถิด การมีชีวิต
อยู่เท่านั้นเป็นของประเสริฐ.
เปรตนั้นกราบทูลว่า:-
ข้าแต่พระราชา บุรุษนี้เป็นสาโลหิตของ
ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ระลึกชาติก่อนได้ ข้า-
พระองค์เห็นแล้วมีความกรุณาแก่เขาว่า ขออย่า
ให้บุรุษผู้เลวทรามนี้ไปตกนรกเลย ข้าแต่กษัตริย์
ลิจฉวี บุรุษผู้ทำกรรมชั่วนี้ จุติจากอัตภาพนี้แล้ว
จักเข้าถึงนรกอันยัดเยียดไปด้วยสัตว์ผู้ทำบาป
เป็นสถานร้ายกาจ มีความเร่าร้อนมาก เผ็ดร้อน
ให้เกิดความน่ากลัว หลาวนี้ประเสริฐกว่านรก
นั้นตั้งหลายพันเท่า ขออย่าให้บุรุษนี้ไปตกนรก
อันมีแต่ความทุกข์โดยส่วนเดียว เผ็ดร้อน ให้เกิด

448
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 449 (เล่ม 49)

ความน่ากลัว มีความทุกข์กล้าแข็งอย่างเดียว
บุรุษนี้ฟังคำของข้าพระองค์อย่างนี้แล้ว ประหนึ่ง
ว่าข้าพระองค์น้อมเข้าไปสู่ทุกข์ในนรกนั้น จะพึง
สละชีวิตของตนเสีย เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์
จะไม่พูดในที่ใกล้เขา ด้วยหวังว่า ชีวิตของบุรุษ
นี้อย่าได้ดับไปเสียเพราะคำของข้าพระองค์เลย
เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงพูดว่า ขอท่านจงมี
ชีวิตอยู่เถิด การมีชีวิตอยู่เป็นของประเสริฐ.
เมื่อเปรตแสดงความประสงค์ของตนอย่างนี้แล้ว พระราชา
ทรงขอโอกาสเพื่อจะตรัสถามความเป็นไปของเปรตนั้นอีก จึงได้
ตรัสพระคาถานี้ความว่า :-
เรื่องของบุรุษนี้เรารู้แล้ว แต่เราปรารถนา
จะถามท่านถึงเรื่องอื่น ถ้าท่านให้โอกาสแก่เรา
เราจะขอถามท่าน และท่านไม่ควรโกรธเรา.
เปรตนั้นกราบทูลว่า :-
ข้าพระองค์ได้ให้ปฏิญาณไว้ในกาลนั้น
แน่นอนแล้ว การไม่บอกย่อมมีแก่ผู้ไม่เลื่อมใส
บัดนี้ข้าพระองค์มีวาจาที่ควรเชื่อถือได้ แม้โดย
พระองค์จะไม่ทรงเลื่อมใส เพราะเหตุนั้น ขอเชิญ
พระองค์ตรัสถามข้าพระองค์ตามพระประสงค์

449
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 450 (เล่ม 49)

เถิด ข้าพระองค์จะกราบทูลตามที่สามารถจะ
กราบทูลได้.
เมื่อเปรตให้โอกาสเช่นนั้นแล้ว พระเจ้าอัมพสักขระจึง
ตรัสถามว่า :-
เราเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยจักษุ เราควรเชื่อ
สิ่งนั้นแม้ทั้งสิ้น ถ้าเราเห็นสิ่งนั้นแล้วไม่เชื่อ ก็
ขอให้ลงโทษถอดยศเราเถิดยักษ์.
เปรตนั้นทูลว่า :-
ขอสัจจปฏิญาณของพระองค์นี้จงมีแก่
ข้าพระองค์ พระองค์ได้ทรงฟังธรรมที่ข้าพระองค์
กล่าวแล้ว จงทรงได้ความเลื่อมใส ข้าพระองค์มี
ความต้องการอย่างอื่น ไม่ได้มีจิตประทุษร้าย
ข้าพระองค์จะกราบทูลธรรมทั้งหมด ที่ข้าพระ-
องค์ได้สดับแล้วบ้าง หรือไม่สดับแล้วบ้าง แก่
พระองค์ ตามที่ข้าพระองค์รู้.
พระเจ้าอัมพสักขระตรัสว่า :-
ท่านขี่ม้าขาวอันประดับประดาแล้ว เข้า
ไปยังสำนักของบุรุษที่ถูกเสียบหลาว ม้าขาวตัวนี้
เป็นม้าน่าอัศจรรย์ น่าดูน่าชม นี้เป็นผลแห่งกรรม
อะไร.

450
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 451 (เล่ม 49)

เปรตนั้นกราลทูลว่า :-
ที่กลางเมืองเวสาลีนั้น มีหลุมที่หนทาง
ลื่น ข้าพระองค์มีจิตเลื่อมใส เอาศีรษะโคศีรษะ
หนึ่งวางทอดที่หลุมให้เป็นสะพาน ข้าพระองค์
และบุคคลอื่นเหยียบบนศีรษะใดนั้นเดินไปได้
สะดวก ม้านี้เป็นม้าน่าอัศจรรย์ น่าดูน่าชม นี้เป็น
ผลแห่งกรรมนั้น.
พระเจ้าอัมพสักขระตรัสถามว่า :-
ท่านมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ และมี
กลิ่นหอมฟุ้งไป ท่านได้สำเร็จฤทธิ์แห่งเทวดา
เป็นผู้มีอานุภาพมาก แต่ท่านเปลือยกาย นี้เป็น
ผลแห่งกรรมอะไร.
เปรตนั้นกราบทูลว่า :-
เมื่อก่อน ข้าพระองค์เป็นคนไม่มักโกรธ
แต่มีใจเลื่อมใสเป็นนิตย์ พูดกับคนทั้งหลายด้วย
วา อ่อนหวาน ข้าพระองค์มีรัศมีทิพย์สว่างไสว
อยู่เนืองนิตย์ นี้เป็นผลแห่งกรรมนั้น ข้าพระองค์
เห็นยศและชื่อเสียงของบุคคลผู้ตั้งอยู่ในธรรม
มีจิตเลื่อมใสกล่าวสรรเสริญ ข้าพระองค์มีกลิ่น
ทิพย์หอมฟุ้งไปเนืองนิตย์ นี้เป็นผลแห่งกรรมนั้น
เมื่อพวกสหายของข้าพระองค์อาบน้ำที่ท่าน้ำ ข้า-

451
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 452 (เล่ม 49)

พระองค์ลักเอาผ้าซ่อนไว้บนบก ไม่มีความ
ประสงค์จะลักขโมย และไม่มีจิตคิดประทุษร้าย
เพราะกรรมนั้นข้าพระองค์จึงเป็นคนเปลือยกาย
เป็นอยู่อย่างฝืดเคือง.
พระเจ้าอัมพสักขระตรัสถามว่า :-
ผู้ใดทำบาปเล่น ๆ นักปราชญ์ทั้งหลาย
กล่าวว่า ผู้นั้นได้รับผลกรรมเช่นนี้ ส่วนผู้ใดตั้งใจ
ทำบาปจริง ๆ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวผลกรรม
ของผู้นั้นว่าเป็นอย่างไร.
เปรตนั้นกราบทูลว่า :-
มนุษย์เหล่าใดมีความดำริชั่ว เป็นผู้เศร้า-
หมองด้วยกาย และวาจา เมื่อตายไป มนุษย์เหล่า .
นั้นย่อมเข้าถึงนรกในสัมปรายภพโดยไม่ต้อง
สงสัย ส่วนชนเหล่าอื่นปรารถนาสุคติยินดียิ่ง
ในทาน มีอัตภาพอันสงเคราะห์แล้ว เมื่อตายไป
ย่อมเข้าถึงสุคติในสัมปรายภพโดยไม่ต้องสงสัย.
เมื่อเปรตนั้น ชี้แจงจำแนกผลกรรมแต่โดยย่ออย่างนี้ พระ-
ราชาไม่ทรงเชื่อ จึงตรัสถามเปรตนั้นว่า :-
เราจะพึงรู้เรื่องนั้นได้อย่างไรว่า นี้เป็นผล
แห่งกรรมดีและกรรมชั่ว หรือเราะพึงเห็น

452
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 453 (เล่ม 49)

อย่างไร จึงจะเชื่อถือได้ หรือแม้ใครจะพึงทำ
ให้เราเชื่อถือเรื่องนั้นได้.
เปรตนั้นกราบทูลว่า :-
พระองค์ได้ทรงเป็นแล้วและได้ทรงสดับ
มาแล้ว ก็จงทรงเชื่อเถิดว่า นี้เป็นผลแห่งกรรมดี
และกรรมชั่ว เมื่อมีกรรมดีและกรรมชั่วทั้งสอง
ก็พึงมีสัตว์ไปสู่สุคติและทุคติ ถ้าสัตว์ทั้งหลาย
ในมนุษยโลกนี้ ไม่พึงทำกรรมดีและกรรมชั่ว
สัตว์ผู้ไปสู่สุคติ ทุคติ อันเลว และประณีต
ก็ไม่มีในมนุษยโลกนี้ แต่เพราะสัตว์ทั้งหลาย
ในมนุษยโลกทำกรรมดีและกรรมชั่วไว้ ฉะนั้น
จึงไปสู่สุคติ ทุคติ เลวบ้าง ประณีตบ้าง นัก
ปราชญ์ทั้งทลายกล่าววิบากแห่งกรรมทั้งสองนั้น
ว่า เป็นที่ตั้งแห่งการเสวยสุขและทุกข์ เทวดา
ย่อมพากันห้อมล้อมพวกชนผู้ได้เสวยผลอันเป็น
สุข คนพาลผู้ไม่เห็นบาปและทั้งสอง ย่อม
เดือดร้อน กรรมที่ข้าพระองค์เองทำไว้ในชาติ
ก่อน ซึ่งจะเป็นเหตุให้ได้เครื่องนุ่งห่มเป็นต้น
ในบัดนี้ มิได้มีแก่ข้าพระองค์ และบุคคลผู้ที่ให้
ผ่านุ้งผ้าห่ม ที่นอนที่นั่ง ข้าวและน้ำ แก่สมณ-
พราหมณ์ทั้งหลายแล้วพึงอุทิศส่วนบุญมาให้

453
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 454 (เล่ม 49)

ข้าพระองค์มิได้มี เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึง
เป็นคนเปลือยกาย มีความเป็นอยู่อย่างฝืดเคือง.
พระเจ้าอัมพสักขระตรัสถามว่า :-
ดูก่อนยักษ์ เหตุอะไร ๆ ที่จะให้ท่านได้
เครื่องนุ่มห่มพึงมีอยู่หรือ ถ้าเหตุที่ควรเชื่อพอจะ
ฟังเป็นเหตุ ได้มีอยู่ ขอท่านจงบอกเหตุนั้นแก่เรา.
เปรตนั้นกราบทูลว่า :-
ในเมืองเวสาลีนี้ มีภิกษุรูปหนึ่งนามว่า
กัปปิตกะเป็นผู้ได้ฌาน มีศีลบริสุทธิ์ เป็นพระ-
อรหันต์ผู้หลุดพ้น มีอินทรีย์อันคุ้มครองแล้ว
สำรวมในพระปาติโมกข์ เยือกเย็น บรรลุผลอัน
สูงสุด มีวาจาสละสลวย รู้ความประสงค์ของ
ผู้ขอว่าง่าย มีหน้าเบิกบาน เป็นผู้มาดีไปดี พูดจา
โต้ตอบดี เป็นเนื้อนาบุญของโลก มีปกติอยู่ด้วย
เมตตา เป็นทักขิไณยบุคคลของเทวดาและมนุษย์
สงบระงับ กำจัดมิจฉาวิตกได้ ไม่มีทุกข์ ไม่มี
ตัณหา หลุดพ้นแล้ว ปราศจากลูกศร ไม่ถือเรา
ถือเขา ไม่คดกายวาจาใจ ไม่มีอุปธิ สิ้นกิเลสเป็น
เครื่องเนิ่นช้าทั้งปวง ได้บรรลุวิชา ๓ มีความรุ่ง
เรือง ไม่มีชื่อเสียงปรากฏ เพราะความเป็นผู้มี
คุณวิเศษอันปกปิดไว้ แม้ใคร ๆ เป็นก็ไม่รู้ว่า

454