ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 415 (เล่ม 49)

นางถูกอุบาสกนั้น ถามถึงกรรมที่ตนกระทำด้วยคาถาอีกว่า :-
ท่านทำกรรมชั่วอะไรไว้ ด้วยกาย วาจา
และใจ หรือ เพราะวิบากแห่งกรรมอะไร ท่านจึง
จากโลกนี้ไปสู่เปตโลก
จึงบอกกรรมที่ตนกระทำไว้ และประโยชน์ที่เขาพึงกระทำ
ให้แก่ตนอีก ด้วยคาถา ๖ คาถานี้ว่า :-
ดิฉัน ได้ค้นทาทรัพย์มาได้กึ่งมาสก ในที่
ที่ไม่มีใครหวงห้าม เมื่อไทยธรรมมีอยู่ ดิฉันไม่
ได้กระทำที่พึ่งแก่ตนไว้ ดิฉันกระหายน้ำ เข้าไป
ยังแม่น้ำ แม่น้ำก็กลับว่างเปล่าไป ในเวลาร้อน
ดิฉันเข้าไปยังร่มไม้ ร่มไม้กลับกลายเป็นแดดไป
ทั้งลมก็กลับกลายเป็นเปลวไฟไป เผาร่างของ
ดิฉันฟุ้งไป ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันควรจะเสวย
ทุกข์มีความกระหายเป็นต้น ตามที่ท่านกล่าว
แล้วนี้ และทุกข์อย่างอื่นอันชั่วช้าทารุณกว่านั้น
ท่านไปถึงหัตถินีนครแล้ว ขอช่วยบอกแก่มารดา
ดิฉันว่า เราเห็นธิดาของท่านตกทุกข์ เกิดใน
ยมโลก เขาจากโลกนี้ไปยังเปตโลก เพราะทำ
บาปกรรมไว้ ทรัพย์ของดิฉันมีอยู่ ๔๐๐,๐๐๐
ดิฉันซ่อนไว้ภายใต้เตียง ไม่ได้บอกแก่ใคร ๆ
ขอมารดาของดิฉัน จงถือเอาทรัพย์จากที่ซ่อนไว้

415
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 416 (เล่ม 49)

นั้นเถิด ให้ทานบ้าง เลี้ยงชีวิตบ้าง ครั้นให้ทาน
แล้ว ขอจงอุทิศส่วนบุญมาให้แก่ดิฉันบ้าง เมื่อนั้น
ดิฉันก็จะมีความสุข สำเร็จความประสงค์ทั้งปวง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนาวเฏสุ ติตฺเถสุ ความว่า
ในถิ่นที่เป็นท่าของแม่น้ำ และสระน้ำเป็นต้น ที่ใคร ๆ ไม่หวงห้าม
คือ ในที่ที่พวกมนุษย์อาบและทำกิจด้วยน้ำเช่นนั้น. บทว่า วิจินึ
อฑฺฒมาสกํ ความว่า ดิฉันถูกความโลภครอบงำ ค้นหา คือแสวงหา
ได้ทรัพย์เพียงกึ่งมาสก ด้วยคิดว่า ไฉนหนอ เราพึงได้อะไร
สักอย่างหนึ่ง ในที่นี้ ที่พวกมนุษย์วางลืมไว้. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า
อนาวเฏสุ ติตฺเถสุ ความว่า เมื่อสมณพราหมณ์ อันเป็นที่พึ่ง
ของสัตว์ทั้งหลาย โดยความเป็นเหตุแห่งความบริสุทธิ์อันเนื่องด้วย
ความพยายามของปวงสัตว์ ซึ่งไม่มีใครหวงห้าม โดยการเข้าไปหา
มีอยู่. บทว่า วิจินึ อฑฺฒมาสกํ ความว่า ดิฉันมีจิตถูกมลทินคือ
ความตระหนี่กลุ้มรุม จึงไม่ให้อะไร ๆ แก่ใคร ๆ จึงเก็บทรัพย์
ไว้เป็นพิเศษกึ่งมาสก จึงไม่สั่งสมบุญไว้. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึง
กล่าวว่า เมื่อไทยธรรมมีอยู่ ดิฉัน จึงไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน ดังนี้
เป็นต้น.
บทว่า ตสิตา ได้แก่ ผู้กระหายแล้ว. บทว่า ริตฺตกา
ความว่า แม่น้ำที่กาพอจะพึงดื่มได้ ไหลไปอยู่ ก็กลับกลายเป็น
แม่น้ำว่างเปล่าจากน้ำ มีเพียงทราย เพราะกรรมชั่วของดิฉัน.

416
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 417 (เล่ม 49)

บทว่า อุณฺเหสุ ได้แก่ ในฤดูร้อน. บทว่า อาตโป ปริวตฺตติ
ความว่า ที่ที่มีร่มเงา เมื่อดิฉันเข้าไป ก็กลับกลายเป็นแดดไป.
บทว่า อคฺคิวณฺโณ ได้แก่ มีสัมผัสเช่นกับไฟ. ด้วยเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า แผดเผาฟุ้งตลบไป ดังนี้เป็นต้น. นางเปรต
เรียกอุบาสกนั้น ด้วยความเคารพว่า ภนฺเต ในบทว่า เอตญฺจ ภนฺเต
อรหามิ นี้ อธิบายว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ดิฉัน สมควรเสวยทุกข์
อันเกิดแต่ความกระหาย เป็นต้น ตามที่กล่าวแล้วนี้ และทุกข์อย่างอื่น
อันลามก ทารุณ กว่านั้น เพราะดิฉันได้กระทำกรรมชั่ว อันเกิด
แต่การกระทำนั้น. บทว่า วชฺเชสิ แปลว่า พึงกล่าว.
บทว่า เอตฺถ นิกฺขิตฺตํ อนกฺขาตํ ความว่า ดิฉันไม่ได้บอกว่า
ทรัพย์มีประมาณเท่านี้ เก็บไว้ในที่นี้. บัดนี้ นางเปรตเมื่อจะแสดง
ปริมาณของทรัพย์นั้น จึงกล่าวว่า ทรัพย์ ๔๐๐,๐๐๐ ดิฉันได้เก็บ
ซ่อนไว้ภายใต้เตียง ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า
ปลฺลงฺกสฺส ได้แก่บัลลังก์อันเป็นที่นอนของตนในกาลก่อน. บทว่า
ตโต ความว่า ขอมารดา จึงถือเอาทรัพย์ส่วนหนึ่ง จากทรัพย์ที่
ดิฉันฝังไว้ แล้วจงให้ทานอุทิศถึงดิฉัน. บทว่า ตสฺสา ได้แก่
มารดาของดิฉัน.
เมื่อนางเปรตนั้น กล่าวอย่างนี้ อุบาสกนั้นรับคำของนางนั้น
แล้ว พิจารณากรณียกิจของตนในที่นั้น จึงไปยังหัตถินีนคร แจ้ง
เรื่องนั้นแก่มารดาของนาง. เพื่อจะแสดงเรื่องนั้น พระสังคีติกาจารย์
ทั้งหลาย จึงกล่าวว่า :-

417
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 418 (เล่ม 49)

อุบาสกนั้น รับคำของนางเปรตนั้นแล้ว
กลับไปสู่หัตถินีนคร บอกแก่มารดาของนางว่า
ข้าพเจ้าเห็นธิดาของท่าน เขาตกทุกข์ เกิดใน
ยมโลก เพราะได้กระทำกรรมชั่วไว้ จึงจากโลก
นี้ ไปสู่เปตโลก นางได้สั่งฉันในที่นั้นว่า ท่าน
ไปถึงหัตถินีนครแล้ว จงบอกแก่มารดาของดิฉัน
ด้วยว่า ธิดาของท่านเราเห็นแล้ว ตกทุกข์ เกิด
อยู่ในยมโลก เพราะทำกรรมชั่วไว้ จึงจากโลก
นี้ไปสู่เปตโลก ทรัพย์ของดิฉันมีอยู่ ๔๐๐,๐๐๐
ดิฉันซ่อนไว้ภายใต้เตียงไม่ได้บอกแก่ใคร ๆ
ขอมารดาของดิฉัน จงถือเอาทรัพย์จากที่ซ่อนไว้
นั้น มาให้ทานบ้าง เลี้ยงชีวิตบ้าง ครั้นให้ทานแล้ว
จงอุทิศส่วนบุญไปได้แก่ดิฉัน เมื่อนั้น ดิฉัน จัก
มีความสุข สำเร็จความประสงค์ทั้งปวง ก็มารดา
ของนางเปรตนั้น ถือเอาทรัพย์ที่นางเปรตซ่อนไว้
นั้น มาให้ทาน ครั้นแล้วอุทิศส่วนบุญไปให้
นางเปรต นางเปรตเป็นผู้มีความสุข แม้มารดา
ของนาง ก็เป็นอยู่สบาย.
คาถาเหล่านั้น รู้ได้ง่ายทีเดียว.
มารดาของนางได้ฟังดังนั้นแล้ว ได้ถวายทานแด่ภิกษุสงฆ์
อุทิศไปให้นาง. เพราะเหตุนั้น นางตั้งอยู่ในความสมบูรณ์ ด้วย

418
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 419 (เล่ม 49)

เครื่องอุปกรณ์ที่ได้มา แสดงตนแก่มารดา บอกเหตุนั้นให้ทราบ
มารดาแจ้งแก่ภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้น
แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงกระทำเรื่องนั้น
ให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ จึงทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว.
เทศนานั้น ได้มีประโยชน์แก่มหาชนฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาเสรินีเปติวัตถุที่ ๖

419
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 420 (เล่ม 49)

๗. มิคลุททเปตวัตถุที่ ๑
ว่าด้วยนายพรานเนื้อใจหยาบตายไปเป็นเปรต
พระนารทเถระถามเปรตตนหนึ่งว่า
[๑๑๙] ท่านเป็นคนหนุ่มแน่น ห้อมล้อมด้วย
เทพบุตรและเทพธิดา รุ่งเรืองอยู่ด้วยกามคุณ อัน
ให้เกิดความกำหนัดยินดีในราตรี เสวยทุกข์ใน
กลางวัน ท่านได้ทำกรรมอะไรไว้ในชาติก่อน.
เปรตนั้นตอบว่า
เมื่อก่อน กระผมเป็นพรานเนื้อ อยู่ที่
กรุงราชคฤห์อันน่ารื่นรมย์ มีภูเขาล้อมรอบ
(ปัญจคีรีนคร) เป็นผู้มีฝ่ามือเปื้อนโลหิต เป็น
คนหยาบช้าทารุณมีใจประทุษร้ายในสัตว์เป็นอัน
มากผู้ไม่ได้กระทำความโกรธเคืองให้ ยินดีแต่
ในการเบียดเบียนสัตว์อื่น เป็นผู้ไม่สำรวมด้วย
กาย วาจา ใจ เป็นนิตย์ อุบาสกคนหนึ่งผู้เป็น
สหายของกระผม เป็นคนใจดีมีศรัทธา ก็อุบาสก
คนนั้น เป็นคนเอ็นดูกระผม ห้ามกระผมอยู่
เนือง ๆ ว่า อย่าทำบาปกรรมเลย พ่อเอ๋ย อย่าไป
ทุคติเลย ถ้าท่านปรารถนาความสุขในโลกหน้า

420
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 421 (เล่ม 49)

จงงดเว้นการฆ่าสัตว์ อันเป็นการไม่สำรวมเสีย
เถิด กระผมฟังคำของสหายผู้หวังดีมีความอนุ-
เคราะห์ด้วยประโยชน์นั้นแล้ว ไม่ทำตามคำสั่ง
สอนทั้งสิ้น เพราะกระผมเป็นคนไม่มีปัญญา
ยินดีในบาปตลาดกาลนาน สหายผู้มีปัญญาดีนั้น
แนะนำกระผมให้ตั้งอยู่ในความสำรวมด้วยความ
อนุเคราะห์ว่า ถ้าท่านฆ่าสัตว์ในกลางวัน ส่วน
กลางคืนจงงดเว้นเสีย กระผมจึงฆ่าสัตว์แต่
เฉพาะกลางวัน กลางคืนเป็นผู้สำรวมงดเว้น
เพราะฉะนั้นกลางคืนกระผมจึงได้รับความสุข
กลางวันได้เสวยทุกข์ ถูกสุนัขรุมกัดกิน คือ
กลางคืนได้เสวยทิพยสมบัติ ด้วยผลแห่งกุศล-
ธรรมนั้น ส่วนกลางวันฝูงสุนัขมีจิตเดือดดาล
พากันห้อมล้อมกัดกินกระผมรอบด้าน ก็ชน
เหล่าใดผู้มีความเพียรเนือง ๆ บากบั่นมั่นใน
ศาสนาของพระสุคต กระผมเข้าใจว่า ชนเหล่า
นั้นจักได้บรรลุอมตบทอันปัจจัยอะไร ๆ ปรุงแต่ง
ไม่ได้อย่างแน่นอน.
จบ ปฐมมิคลุททเปตวัตถุที่ ๗

421
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 422 (เล่ม 49)

อรรถกถาปฐมมิคลุททกเปตวัตถุที่ ๗
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ในพระเวฬุวันมหาวิหาร
ทรงพระปรารภมิคลุททกเปรต จึงตรัสพระคาถานี้ มีคำเริ่มต้นว่า
นรนาริปุรกฺขโต ยุวา ดังนี้.
ได้ยินว่า ในกรุงราชคฤห์ ยังมีพรานคนหนึ่ง เที่ยวล่าเนื้อ
เลี้ยงชีพตลอดคืนและวัน. พรานนั้น ได้มีอุบาสกคนหนึ่งเป็นมิตร.
อุบาสกนั้น เมื่อไม่อาจจะให้นายพรานนั้น กลับจากความชั่วตลอดกาล
ได้ จึงชักชวนในการบุญตอนราตรีว่า มาเถอะสหาย ท่านจง
งดเว้นจากปาณาติบาต ในตอนกลางคืน. เขางดเว้นในตอนกลางคืน
กระทำปาณาติบาตในตอนกลางวันเท่านั้น.
สมัยต่อมา เขาทำกาละแล้ว บังเกิดเป็นเวมานิกเปรต ใกล้
กรุงราชคฤห์ เสวยทุกข์อย่างใหญ่ ตลอดส่วนกลางวัน เพียบพร้อม
พรั่งพร้อมบำเรอด้วยกามคุณ ๕ ในกลางคืน. ท่านนารทะเห็นดังนั้น
จึงสอบถามด้วยคาถานี้ว่า :-
ท่านเป็นคนหนุ่มแน่น ห้อมล้อมด้วย
เทพบุตรและเทพธิดา รุ่งเรืองอยู่ด้วยกามคุณ
อันให้เกิดความกำหนัดยินดีในราตรี เสวยทุกข์
ในกลางวัน ท่านได้กระทำกรรมอะไรไว้ใน
ชาติก่อน.

422
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 423 (เล่ม 49)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นรนาริปุรกฺขโต ความว่า อัน
เทพบุตร เทพธิดา ผู้บำรุงบำเรอ พากันแวดล้อมเข้านั่งใกล้.
บทว่า ยุวา แปลว่า ยังหนุ่มแน่น. บทว่า รชนีเยหิ แปลว่า อันเป็น
เหตุให้ใคร่ คือเป็นเหตุเกิดความกำหนัด. บทว่า กามคุเณหิ
ได้แก่ด้วยส่วนแห่งกาม. บทว่า โสภสิ อธิบายว่า ย่อมรุ่งเรือง
ด้วยความพรั่งพร้อมในกลางคืน. ด้วยเหตุนั้น ท่านนารทะจึงกล่าวว่า
เสวยทุกข์ในตอนกลางวัน ดังนี้ อธิบายว่า เสวยเหตุคือ ความ
คับแค้นมีประการต่าง ๆ ในตอนกลางวัน. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า
รชนี ได้แก่ ในตอนกลางคืน. บทว่า เยหิ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า
กิมกาสิ ปุริมาย ชาติยา ความว่า ในชาติก่อนแต่ชาตินี้ ท่านได้
กระทำกรรมอะไรอันเป็นทางให้เสวยสุขและทุกข์อย่างนี้ ขอท่าน
จงบอกกรรมนั้นเถิด.
เปรตได้ฟังดังนั้น เมื่อจะบอกกรรมที่ตนกระทำไว้ จึงได้
กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
เมื่อก่อน กระผมเป็นพรานเนื้อ อยู่ที่กรุง
ราชคฤห์อันน่ารื่นรมย์มีภูเขาล่อมรอบ (เบญจ-
คีรีนคร) เป็นผู้มีฝ่ามือเปื้อนด้วยโลหิต เป็นคน
หยาบช้า ทารุณ มีใจประทุษร้ายในสัตว์เป็นอัน
มาก ผู้ไม่ได้กระทำความโกรธเคือง ยินดีแต่ใน
การเบียดเบียนสัตว์อื่น เป็นผู้ไม่สำรวมด้วยกาย
วาจา ใจ เป็นนิตย์ อุบาสกคนหนึ่ง ผู้เป็นสหาย

423
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 424 (เล่ม 49)

ของกระผม เป็นคนมีใจดี มีศรัทธา ก็อุบาสก
คนนั้น เป็นคนเอ็นดูกระผม ห้ามกระผมอยู่
เนือง ๆ ว่า อย่าทำกรรมชั่วเลย พ่อเอ๋ย อย่าไป
ทุคคติเลย ถ้าท่านปรารถนาความสุขในโลกหน้า
จงงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ อันเป็นการไม่สำรวม
เสียเถิด กระผมฟังคำของสหายผู้หวังดี มีความ
อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์นั้นแล้ว ไม่ทำตามคำ
สั่งสอนทั้งสิ้น เพราะกระผมเป็นคนไม่มีปัญญา
ยินดีแต่ในบาปตลอดกาลนาน สหายผู้มีปัญญาดี
นั้น แนะนำกระผมให้ตั้งอยู่ในความสำรวม ด้วย
ความอนุเคราะห์ว่า ถ้าท่านฆ่าสัตว์ในตอนกลาง
วัน ส่วนกลางคืนจงงดเว้นเสีย กระผมจึงฆ่า
สัตว์ แต่เฉพาะกลางวัน กลางคืนเป็นผู้สำรวม
งดเว้น เพราะฉะนั้น กลางคืน กระผมจึงได้รับ
ความสุข กลางวันได้เสวยทุกข์ ถูกสุนัขได้กัด
กิน คือกลางคืนได้เสวยทิพยสมบัติ ด้วยผลแห่ง
กุศลกรรมนั้น ส่วนกลางวันฝูงสุนัขมีจิตเดือด
ดาล พากันห้อมล้อมกัดกินกระผมรอบด้าน ก็
ชนเหล่าใด ผู้มีความเพียรเนือง ๆ บากบั่นใน
ศาสนาของพระสุคตเจ้า กระผมเข้าใจว่าชนเหล่า
นั้น จักได้บรรลุอมตบทอันปัจจัยอะไร ๆ ปรุง

424