ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 405 (เล่ม 49)

รักษา ฝูงนกก็พากันมาคาบเอามลทินครรภ์ไปทิ้ง
ส่วนฝูงกาพากันมาเอาขี้ตาไปทิ้ง มนุษย์และ
อมนุษย์ไร ๆ มิได้จัดแจงรักษาเด็กนี้ หรือใคร ๆ
ที่จะทำเมล็ดพรรณผักกาดให้เป็นยามิได้มี และ
ไม่ได้ถือเอาการประกอบฤกษ์ยาม ทั้งไม่ได้เรี่ย-
รายซึ่งข้าวเปลือกทั้งปวง พระผู้มีพระภาคเจ้า
อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว มีพระปัญญา
กว้างขวาง ได้ทอดพระเนตรเห็นเด็กอันบุคลล
นำมาทิ้งไว้ในป่าช้าในราตรี ผู้ถึงซึ่งความทุกข์
อย่างยิ่งเช่นนี้ เหมือนก้อนเนยใสหวั่นไหวอยู่
มีความสงสัยว่า รอดหรือไม่รอด เหลืออยู่แต่สัก
ว่าชีวิต ครั้นได้รับพยากรณ์ว่า เด็กนี้จักเป็นผู้มี
สกุลสูง มีโภคสมบัติในพระนครนี้
พวกอุบาสกผู้ยืนอยู่ในที่ใกล้พระศาสดาทูลถามว่า
อะไรเป็นวัตรเป็นพรหมจรรย์ของเขา
นี้เป็นวิบากแห่งวัตรหรือพรหมจรรย์ ที่เขา
ประพฤติแล้วเช่นไร เขาถึงความพินาศเช่นนี้แล้ว
จักเสวยความสำเร็จเช่นนั้น เพราะกรรมอะไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อจฺเฉรรูปํ ได้แก่ มีสภาวะน่า
อัศจรรย์. บทว่า สุคตสฺส ญาณํ ได้แก่ พระญาณแห่งพระสัมมา-
สัมพุทธเจ้าอันไม่ทั่วไปกับสาวกอื่น ซึ่งท่านกล่าวหมายเอาพระ-

405
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 406 (เล่ม 49)

สัพพัญญุตญาณมีอาสยานุสยญาณเป็นต้นเท่านั้น. เพื่อจะเลี่ยง
คำถามว่า พระญาณนี้นั้น ไม่เป็นวิสัยของพระสาวกอื่น เป็นอย่างไร
จึงกล่าวว่า พระศาสดาทรงพยากรณ์ตามชั้นของบุคคล. ด้วยคำนั้น
ท่านแสดงว่า ความที่พระญาณเป็นภาวะน่าอัศจรรย์ ย่อมรู้ได้ด้วย
เทศนาของพระศาสดาเท่านั้น.
บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงพยากรณ์ พระองค์จงตรัสว่า บุคคล
บางคนมีบุญมาก บางคนมีบุญน้อย ดังนี้. ความแห่งคำนั้นมีอธิบาย
ดังนี้ว่า บุคคลบางพวกในโลกนี้ มีกุศลธรรมมาก เป็นผู้เสื่อมจาก
ชาติเป็นต้น ด้วยอำนาจอกุศลที่ตนได้แล้วเป็นปัจจัยก็มี บ้างพวกมี
มีบุญน้อยก็มี บางพวกมีบุญธรรมน้อยกว่าก็มี เป็นผู้รุ่งเรือง เพราะ-
ความเป็นบุญรุ่งเรืองมากด้วยเหตุมีเขตุตสมบัติเป็นต้น ก็มี.
บทว่า สิวถิกาย แปลว่า ในป่าช้า. บทว่า อวฺคุฏฺฐเสนฺเหน
ได้แก่ ด้วยน้ำนมอันไหลออกจากนิ้วมือ อธิบายว่า ด้วยน้ำนม
อันไหลออกจากนิ้วมือของเทวดา. บทว่า น ยกฺขภูตา น สรีสปา วา
ความว่า สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นปีศาจภูต ยักขภูต
หรืองูใหญ่น้อยที่เที่ยวไป หรือเดินไป ไม่พึงเบียดเบียน คือไม่พึง
ทำร้าย.
บทว่า ปลิหึสุ ปาเท ความว่า เลียเท้าทั้งสองด้วยลิ้นของตน.
บทว่า ธงฺกา แปลว่า พวกเหยี่ยว. บทว่า ปริวตฺตยนฺติ ความว่า
เที่ยวเวียนรักษาไป ๆ มา ๆ เพื่อให้รู้ว่าไม่มีโรคว่า ใคร ๆ อย่าพึง
เบียดเบียนกุมารนั้นเลย. บทว่า คพฺภาสยํ แปลว่า มลทิลครรภ์.

406
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 407 (เล่ม 49)

บทว่า ปกฺขิคณา ได้แก่ ฝูงนกมีแร้ง และเหยี่ยวเป็นต้น. บทว่า
หรนฺติ แปลว่า ขจัดไป. บทว่า อกฺขิมูลํ ได้แก่ ขี้ตา.
บทว่า เกจิ ได้แก่ พวกเป็นมนุษย์ แต่อมนุษย์จัดแจงรักษา.
บทว่า โอสธํ ได้แก่ ยาอันบำบัดโรคในกาลนั้น และกาลต่อไป.
ด้วยบทว่า สาสปธูปนํ วา ท่านแสดงว่า ผู้ที่จะทำยาด้วยเมล็ด
พรรณผักกาด เพื่อจะรักษาเด็กผู้แรกเกิดนั้น ไม่มี. บทว่า
นตฺขตฺตโยคมฺปิ น อคฺคเหสุํ ความว่า ไม่ยึดเอาแม้ด้วยการประกอบ
ฤกษ์, อธิบายว่า ใคร ๆ ไม่กระทำกรรมแรกเกิดให้แก่เธออย่างนี้
ว่า เด็กนี้เกิดในฤกษ์โน้น ดีถิโน้น ครู่โน้น. บทว่า น สพฺพธญฺญานิปิ
อากิรึสุ ความว่า เมื่อจะกระทำมงคล ไม่ได้กระทำข้าวเปลือกมี
ข้าวสาลีเป็นต้นอันเจือด้วยน้ำมันเมล็ดพรรณผักกาดที่เขาประกอบ
ให้เป็นยาแก่เด็กนั้น.
บทว่า เอตาทิสํ แปลว่า เห็นปานนั้น. บทว่า อุตฺตมกิจฺฉปตฺตํ
ความว่า ได้รับความยากอย่างยิ่ง คือ ได้รับทุกข์อย่างยิ่ง. บทว่า
รตฺตาภตํ ได้แก่ ที่เขานำมาในราตรี. บทว่า โนนีตปิณฺฑํ วิย ได้แก่
เสมือนกับก้อนเนยใส, ท่านกล่าวอย่างนั้น เพราะเป็นเพียงชิ้นเนื้อ.
บทว่า ปเวธมานํ ได้แก่ สั่นอยู่โดยภาวะที่มีกำลังน้อย. บทว่า
สํสยํ ความว่า ชื่อว่ามีความสงสัย เพราะมีความสงสัยว่า เขาจะ
มีชีวิตอยู่หรือไม่หนอ. บทว่า ชีวิตสาวเสสํ ได้แก่ เหลืออยู่แต่เพียง
ชีวิตอย่างเดียว เพราะไม่มีทรัพย์อันเป็นเหตุดำรงชีวิต.

407
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 408 (เล่ม 49)

บทว่า อคฺคกุลิโก ภวิสฺสติ โภคโต จ ความว่า จักเป็นผู้
มีสกุลสูง คือ มีสกุลสูงสุดอันมีโภคะเป็นเหตุ คือด้วยอำนาจโภคะ.
คาถาว่า กิสฺส วตํ เป็นต้นนี้ พึงทราบว่า อุบาสกผู้อยู่ใน
สำนักของพระศาสดากราบทูลด้วยอำนาจคำถามถึงกรรมที่เขา
ทำไว้ และคาถานั้นแลอุบาสกผู้ประชุมกันอยู่ในป่าช้าได้กล่าวไว้
แล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิสฺส แปลว่า พึงเป็นกรรมอะไร.
บทว่า วตํ ได้แก่ การสมาทานวัตร. บทว่า กิสฺส มีวาจาประกอบ
การเปลี่ยนวิภัติอีกว่า วัตรและพรหมจรรย์ที่เธอสั่งสมไว้ดีเช่นไร.
บทว่า เอตาทิสํ ความว่า ชื่อว่าเห็นปานนั้น เพราะเกิดในท้อง
หญิงแพศยา ถูกทอดทิ้งในป่าช้า. บทว่า พฺยสนํ แปลว่า ความพินาศ.
บทว่า เอตาทิสํ แปลว่า เห็นปานนั้น, อธิบายว่า มีประการดังกล่าว
แล้ว โดยนัยมีอาทิว่า เป็นอยู่ตลอดราตรีด้วยน้ำนมที่ไหลออกจาก
นิ้วมือ และโดยนัยมีอาทิว่า เด็กนี้จักมีสกุลสูงแห่งนครนี้. บทว่า
อิทฺธึ ได้แก่ เทวฤทธิ์ อธิบายว่า ทิพยสมบัติ.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ถูกอุบาสกเหล่านั้นทูลถามแล้ว
ได้ทรงพยากรณ์ในเวลานั้น โดยประการที่พระสังคีติกาจารย์
ทั้งหลายเมื่อจะแสดงได้กล่าวคาถา ๔ คาถาว่า :-
มหาชนได้ทำการบูชาอย่างโอฬาร แก่
ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน เด็กนั้น
ได้มีจิตเอื้อเฟื้อในการบูชา ได้กล่าววาจาหยาบ-
คายอันมิใช่ของสัตบุรุษ ภายหลังเด็กนั้นอัน

408
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 409 (เล่ม 49)

มารดาตักเตือนให้กลับความวิตกอันลามกนั้น
แล้ว กลับได้ปีติและความเลื่อมใส ได้บำรุง
พระตถาคต ซึ่งประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร
ด้วยข้าวยาคู ๗ วัน ข้อนั้นเป็นวัตรเป็นพรหม-
จรรย์ของเขา นี้เป็นวิบากแห่งวัตรและพรหม-
จรรย์ที่เขาประพฤติแล้วนั้น เขาถึงความพินาศ
เช่นนี้แล้ว จักได้ความสำเร็จเช่นนั้น เขาตั้งอยู่
ในมนุษยโลกนี้ สิ้น ๑๐๐ ปี เป็นผู้พรั่งพร้อม
ด้วยกายคุณทั้งปวง เมื่อตายไปจักเข้าถึงความ
เป็นสหายแห่งท้าววาสวะในสัมปรายภพ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชนตา ได้แก่ หมู่ชน อธิบายว่า
คณะแห่งอุบาสก. บทว่า ตตฺร ได้แก่ ในการบูชานั้น. บทว่า
อสฺส ได้แก่ ของทารกนั้น. บทว่า จิตฺตสฺสหุ อญฺญถตฺตํ ความว่า
ในภพก่อน จิตของเขามีภาวะเป็นอย่างอื่น คือ ไม่เอื้อเฟื้อ ไม่เคารพ
ไม่มีปีติ. บทว่า อสพฺภํ ได้แก่ ได้กล่าววาจาหยาบอันไม่ควรที่จะฟัง
ในที่ประชุมแห่งสาธุชน.
บทว่า โส ได้แก่ เด็กนี้นั้น. บทว่า ตํ วิตกฺกํ ได้แก่ วิตก
อันลามกนั้น. บทว่า ปวิโนทยิตฺวา ได้แก่ สงบระงับด้วยสัญญัติ
ที่มารดากระทำ. บทว่า ปีตึ ปสาทํ ปฏิลทฺธา ได้แก่ กลับได้ คือ
ทำปีติและความเลื่อมใสให้เกิด. บทว่า ผาคุยา อุปฏฺฐาสิ ได้แก่ บำรุง
ด้วยการถวายข้าวยาคู. บทว่า สตฺตรตฺตํ แปลว่า ตลอด ๗ วัน.

409
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 410 (เล่ม 49)

บทว่า ตสฺส วตํ ตํ ปน พฺรหฺมจริยํ ความว่า ความเลื่อมใส
และการให้แห่งจิตของตนซึ่งมีประการยังเรากล่าวในหนหลังนั้น
เป็นวัตรและเป็นพรหมจรรย์ของบุคคลนี้ อธิบายว่า ไม่มีสิ่งไรอื่น.
บทว่า ฐตฺวาน ความว่า ตั้งอยู่ในมนุษยโลกนี้แหละจนสิ้น
อายุ. บทว่า อภิสมฺปรายํ ได้แก่ ในภพใหม่. บทว่า สหพฺยตํ
คจฺฉติ วาสวสฺส ได้แก่ จักเข้าถึงความเป็นสหาย โดยความเป็น
บุตรแห่งท้าวสักกะจอมเทพ. ก็คำว่า สหพฺยตํ คจฺฉติ วาสวสฺส
นี้ เป็นคำปัจจุบันกาล ใช้ในอรรถอันเป็นอนาคต. คำที่เหลือในบท
ทั้งปวงง่ายทั้งนั้น ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถากุมารเปตวัตถุที่ ๕

410
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 411 (เล่ม 49)

๖. เสรินีเปติวัตถุ
ว่าด้วยคนตระหนี่ไปเกิดเป็นเปรต
อุบาสกคนหนึ่งถามนางเปรตเสรินีว่า
[๑๑๖] ท่านเปลือยกาย มีผิวพรรณน่าเกลียด ซูบ
ผอม สพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ผอมยิ่งนักจนเห็น
แต่ซี่โครง ท่านเป็นใคร มายืนอยู่ที่นี้.
นางเปรตเสรินีตอบว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันเป็นเปรต ตกทุกข์
เกิดในยมโลก ทำกรรมอันลามกไว้ จึงจากโลกนี้
ไปสู่เปตโลก.
อุบาสกถามว่า
ท่านทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา
ใจ หรือเพราะวิบากแห่งกรรมอะไร ท่านจึงจาก
โลกนี้ไปสู่เปตโลก.
นางเปรตเสรินีตอบว่า
เมื่อสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้เป็นที่พึ่งอัน
หาโทษมิได้ มีอยู่ ดิฉันถูกความตระหนี่ครอบงำ
จึงไม่สั่งสมบูรณ์แม้เพียงกึ่งมาสก เมื่อไทยธรรม
มีอยู่ ไม่ทำที่พึ่งแก่ตน ดิฉันหิวน้ำ เข้าไปใกล้
แม่น้ำ แม่น้ำกลับว่างเปล่าไป ในเวลาร้อน ดิฉัน

411
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 412 (เล่ม 49)

เข้าไปสู่ร่มไม้ ร่มไม้กลับกลายเป็นแดดไป ทั้ง
ลมก็กลับกลายเป็นเปลวไฟเผาร่างกายของดิฉัน
ฟุ้งไป ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันควรจะเสวยทุกข์
มีความกระหายเป็นต้น ตามที่กล่าวมาแล้วนี้
และทุกข์อย่างอื่นอันชั่วช้าทารุณกว่านั้น ท่านไป
ถึงหัตถินีนครแล้ว ขอช่วยบอกแก่มารดาของ
ดิฉันว่า เราเห็นธิดาของท่านตกทุกข์ เกิดใน
ยมโลก เขาจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก เพราะทำบาป
กรรมไว้ ทรัพย์ของดิฉันมีอยู่ ๔ แสน ดิฉันซ่อน
ไว้ภายใต้เตียง ไม่ได้บอกใคร ๆ ขอมารดาของ
ดิฉันจงถือเอาทรัพย์จากที่ซ่อนไว้นั้น ให้ทานบ้าง
เลี้ยงชีวิตบ้าง ครั้นให้ทานแล้ว ขอจงอุทิศส่วน
บุญมาให้แก่ดิฉันบ้าง เมื่อนั้นจะมีความสุข สำเร็จ
ความประสงค์ทั้งปวง อุบาสกนั้นรับคำของ
นางเปรตเสรินีแล้วกลับไปสู่หัตถินีนคร บอก
แก่มารดาของนางว่า ข้าพเจ้าเห็นนางเสรินีธิดา
ของท่าน เขาตกทุกข์ เกิดในยมโลก เพราะได้ทำ
กรรมชั่วไว้ จึงจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก นางได้สั่ง
ฉันในที่นั้นว่า ท่านไปถึงหัตถินีนครแล้ว จงบอก
แก่มารดาของดิฉันด้วยว่า ธิดาของท่านเราเห็น
แล้ว ตกทุกข์ เกิดอยู่ในยมโลก เพราะทำกรรม

412
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 413 (เล่ม 49)

ชั่วไว้ จึงจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก ทรัพย์ของดิฉัน
มีอยู่ ๔ แสน ดิฉันซ่อนไว้ภายใต้เตียงไม่ได้บอก
ใคร ๆ ขอมารดาของดิฉันจงถือเอาทรัพย์จากที่
ซ่อนนั้นมาให้ทานบ้าง เลี้ยงชีวิตบ้าง ครั้นให้
ทานแล้วขอจงอุทิศส่วนบุญไปให้แก่ดิฉัน เมื่อนั้น
ดิฉันจักมีความสุขสำเร็จความประสงค์ทั้งปวง
ก็มารดาของนางเปรตเสรินีนั้น ถือเอาทรัพย์ที่
นางเปรตเสรินีซ่อนไว้นั้นมาให้ทาน ครั้นแล้ว
อุทิศส่วนบุญไปให้นางเปรตเสรินี นางเปรตเสรินี
เป็นผู้มีความสุขแม้มารดาของนางก็เป็นอยู่สบาย.
จบ เสรินีเปติวัตถุที่ ๖
อรรถกถาเสรินีเปติวัตถุที่ ๖
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร ทรง
ปรารภนางเสรินีเปรต จึงได้ตรัสพระคาถามีคำเริ่มต้นว่า นคฺคา
ทฺพฺพณฺณรูปาสิ ดังนี้.
ได้ยินว่าในหัตถินีบุรี ในแคว้นกุรุรัฐ มีหญิงคนหนึ่งชื่อว่า
เสรินี ได้เป็นผู้อาศัยรูปเลี้ยงชีวิต. ก็ภิกษุทั้งหลายจากที่นั้น ๆ
ได้มาประชุมกันในหัตถินีบุรีนั้น เพื่อต้องการทำอุโบสถ. ได้มี
ภิกษุจำนวนมากมาประชุมกันอีก. มนุษย์ทั้งหลายเห็นดังนั้น
จึงจัดเตรียมเครื่องอุปกรณ์ในการบำเพ็ญทานเป็นอันมาก มีเมล็ดงา

413
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 414 (เล่ม 49)

และข้าวสารเป็นต้น และมีเนยใส เนยข้น และน้ำผึ้งเป็นต้น บำเพ็ญ
มหาทาน. ก็สมัยนั้น นางคณิกาคนนั้นไม่มีศรัทธาไม่มีความเลื่อมใส
จิตถูกกลุ้มรุมด้วยมลทินคือความตระหนี่ แม้จะถูกพวกมนุษย์
เหล่านั้นให้กำลังใจว่า มาซิเธอ ก่อนอื่นจงอนุโมทนาทานนี้ ก็
ประกาศยืนยันความไม่เลื่อมใสแก่มนุษย์เหล่านั้นว่า จะประโยชน์
อะไรด้วยทานที่ให้แก่พวกสมณะโล้น การบริจาคสิ่งของมีประมาณ
เล็กน้อย จักมีแต่ไหน.
สมัยต่อมา นางทำกาละแล้ว บังเกิดเป็นเปรต ที่หลังคู แห่ง
ปัจจันตนครแห่งหนึ่ง. ลำดับนั้น อุบาสกชาวเมืองหัตถินีบุรีคนหนึ่ง
ไปยังนครนั้นเพื่อการค้า ในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี ได้ไปยังหลังคู
ด้วยประโยชน์เช่นนั้น. นางเห็นเขาที่นั้น ก็จำได้เป็นคนเปลือย
มีร่างกายเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก เห็นเข้าน่าสะพึงกลัวยิ่งนัก
ได้ยินแสดงตนอยู่ในที่ไม่ไกล. อุบาสกนั้น เห็นนางนั้นกลัว ถาม
เป็นคาถาว่า :-
ท่านเปลือยกาย มีรูปพรรณน่าเกลียด ซูบ
ผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ดูก่อนนางผู้ซูบผอม
จนเห็นแต่ซี่โครง ท่านเป็นใครหนอ มายืนอยู่ที่นี้.
ฝ่ายนางเปรต จึงประกาศตนแก่อุบาสกนั้นด้วยคาถาว่า :-
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันเป็นเปรต ตกทุกข์
ได้ยาก เกิดในยมโลก ทำกรรมอันลามกไว้ จึง
จากโลกนี้ ไปสู่เปตโลก.

414