ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 395 (เล่ม 49)

เมื่อชนทั้งหลายพากันขออุปกรณ์บางอย่าง ก็ตอบว่า ไม่มี เมื่อ
ถูกชนเหล่านั้นรบเร้า จงได้ทำสบถด้วยมุสาวาทว่า ถ้าเรากล่าว
ถึงสิ่งที่มีอยู่ว่าไม่มีไซร้ ขอให้เราพึงเป็นผู้มีคูถเป็นอาหาร ในที่
ที่เกิดแล้วเถิด.
สมัยต่อมาชนทั้ง ๔ คนนั้น ทำกาละแล้ว บังเกิดเป็นเปรต
ในดงไฟไหม้ ในคน ๔ คนนั้น พ่อค้าโกง ใช้มือทั้งสองข้าง กอบเอา
แกลบที่ลุกโพลงด้วยผลกรรมแล้ว เกรี่ยลงบนศีรษะของตนเอง
เสวยทุกข์เป็นอันมาก, บุตรของเขาก็ใช้ค้อนเหล็กตีศีรษะตนเอง
เสวยทุกข์ไม่ใช่น้อยเลย หญิงสะใภ้ของเขา ด้วยผลกรรม จึงใช้
เล็บทั้งหลายที่ทั้งกว้างและยาวยิ่งนัก คมเป็นอย่างดี กรีดเนื้อ
แผ่นหลังของตนเองกิน เสวยทุกข์หาประมาณมิได้. พอภริยา
ของเขา น้อมนำข้าวสาลีที่มีกลิ่นหอมบริสุทธิ์ดี ปราศจากด่างดำ
เข้าไปเท่านั้น ก็กลายสำเร็จเป็นคูถ เกลื่อนกล่นด้วยหมู่หนอน
นานาชนิด มีกลิ่นเหม็นและน่าเกลียดยิ่งนัก, ภริยานั้นอามือทั้งสอง
ข้างกอบคูถนั้นกิน เสวยทุกข์อย่างมหันต์.
เมื่อชนทั้ง ๔ คนเหล่านั้น เกิดในหมู่เปรตเสวยทุกข์อย่าง
มหันต์ด้วยอาการอย่างนี้ ท่านพระมหาโมคคัลลานะ. เมื่อจาริก
ไปบนภูเขา วันหนึ่งไปถึงที่นั้น เห็นเปรตเหล่านั้น จึงถามถึงกรรม
ที่เปรตเหล่านั้น กระทำด้วยคาถานี้ว่า :-
ท่านทั้ง ๔ คนนี้ คนหนึ่งกอบเอาแกลบ
ข้าวสารีที่ไฟลุกโชน โปรยใส่ศีรษะตนเอง

395
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 396 (เล่ม 49)

อีกคนหนึ่งทุบศีรษะของตนด้วยค้อนเหล็ก ส่วน
คนที่เป็นหญิง เอาเล็บจิกหลังกินเนื้อและเลือด
ของตนเอง ส่วนท่านกินคูถอันเป็นของไม่สะอาด
ไม่น่าปรารถนา นี้เป็นวิบากแห่งกรรมอะไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภุสานิ ได้แก่ ข้าวรีบ. บทว่า
เอโก แปลว่า ผู้หนึ่ง. บทว่า สาลึ แปลว่า ข้าวสาลี. จริงอยู่
บทว่า สาลึ นี้ เป็นทุติยาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งฉัฏฐีวิภัตติ.
อธิบายว่า โปรยแกลบแห่งข้าวสาลี ที่ไฟลุกโชนลงบนศีรษะของตน.
บทว่า ปุนาปโร ตัดเป็น ปุน อปโร แปลว่า อีกคนหนึ่ง. จริงอยู่
ท่านกล่าวหมายถึงผู้ตัดศีรษะมารดาแล้วเอาฆ้อนเหล็กตีศีรษะ
ตนเองจนถึงศีรษะแตก. บทว่า สกมํสสโลหิตํ มีวาจาประกอบ
ความว่า ย่อมกินเนื้อหลัง และเลือดของตนเอง. บทว่า อกนฺตํ
แปลว่า ไม่น่าชอบใจ คือ น่าเกลียด. บทว่า กิสฺส อยํ วิปาโก
ความว่า นี้เป็นผลแห่งบาปกรรมชนิดไหน ซึ่งพวกท่านเสวย ณ
บัดนี้.
เมื่อพระเถระถามถึงกรรมที่ชนเหล่านั้น กระทำอย่างนี้
ภริยาของพ่อค้าโกง เมื่อจะแจ้งถึงกรรมที่ชนทั้งหมดนั้นกระทำไว้
จึงได้กล่าวคาถาว่า :-
เมื่อก่อน ผู้นี้เป็นบุตรของดิฉัน ได้ตีดิฉัน
เป็นมารดา ผู้นี้เป็นสามีของดิฉัน เป็นพ่อค้าโกง
ข้าวเปลือกปนแกลบ ผู้นี้เป็นลูกสะใภ้ของดิฉัน

396
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 397 (เล่ม 49)

ลักกินเนื้อแล้ว กลับหลอกลวงด้วยมุสาวาท
ดิฉันเมื่อเกิดเป็นมนุษย์ในมนุษยโลก เป็นหญิง
แม่เรือน เป็นใหญ่แก่สกุลทั้งปวง เมื่อสิ่งของมี
อยู่ เหล่ายาจกขอแล้ว เก็บซ่อนไว้เสีย ไม่ได้ให้
อะไร ๆ จากของที่มีอยู่เลยปกปิดไว้ด้วยมุสาวาท
ว่า ของนี้ไม่มีในเรือนของเรา ถ้าเราปกปิดของ
ที่มีไว้ไซร้ ขอคูถจงเป็นอาหารของเรา ภัตรแห่ง
ข้าวสาลีอันมีกลิ่นหอม ย่อมกลับกลายเป็นคูถ
เพราะวิบากแห่งกรรม คือมุสาวาทของดิฉัน ก็
กรรมทั้งหลายไม่ไร้ผล กรรมนั้นย่อมไม่สาบ-
สูญ เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงกินและดื่มแต่มูตรคูถ
อันมีกลิ่นเหม็น มีหนอน.
นางเปรตเมื่อจะแสดงถึงบุตรจึงได้กล่าวว่า อยํ ในคาถานั้น.
บทว่า หึสติ แปลว่า ใช้กำลังเบียดเบียน อธิบายว่า ใช้ไม้ฆ้อนตี.
บทว่า กูฏวาณิโช แปลว่า พ่อค้าเลวทราม อธิบายว่า ทำการค้าด้วย
การหลอกลวง. บทว่า มํสานิ ขาทิตฺวา ความว่า กินเนื้อที่ทั่วไป
ก็คนเหล่าอื่นแล้ว หลอกลวงชนเหล่านั้น ด้วยมุสาวาทว่า เรา
ไม่ได้กิน.
บทว่า อคารินี ได้แก่ หญิงแม่เจ้าเรือน. บทว่า สนฺเตสุ
ความว่า เมื่อเครื่องอุปกรณ์ที่ชนเหล่าอื่นขอยังมีอยู่นั่นแล. บทว่า
ปริคุหามิ แปลว่า ปกปิด. จริงอยู่ คำว่า ปริคุหามิ นี้ ท่านกล่าว

397
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 398 (เล่ม 49)

ด้วยกาลวิปลาส. บทว่า มา จ กิญฺจิ อิโต อทํ ความว่า เราไม่ได้
ให้แม้เพียงสิ่งอะไร ๆ จากสิ่งอันเป็นของของเรานี้ แก่ชนเหล่าอื่น
ผู้ต้องการ. บทว่า ฉาเทมิ ความว่า ปกปิดด้วยมุสาวาทว่า สิ่งนี้
ไม่มีอยู่ในเรือนของเรา.
บทว่า คูถํ เม ปริวตฺตติ ความว่า ข้าวสาลีมีกลิ่นหอม
ย่อมเปลี่ยนไป คือ แปรไปโดยความเป็นคูถ ด้วยอำนาจกรรม
ของเรา. บทว่า อวญฺฌานิ แปลว่า ไม่สูญเปล่า คือ ไม่ไร้ผล.
บทว่า น หิ กมฺมํ วินสฺสติ ความว่า กรรมตามที่ตนได้สั่งสมไว้
ยังไม่ให้ผล จะไม่สูญไปไหนเลย. บทว่า กิมินํ ได้แก่ มีหนอน
คือ เกิดเป็นหมู่หนอนขึ้น. บทว่า มีฬฺหํ แปลว่า คูถ. คำที่เหลือ
ง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง.
พระเถระ ครั้นสดับคำของนางเปรตนั้นอย่างนี้แล้ว จึงได้
กราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงการทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุแล้ว จึงทรงแสดงธรรม
แก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว. เทศนานั้น ได้มีประโยชน์แก่มหาชน
ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาภุสเปตวัตถุที่ ๔

398
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 399 (เล่ม 49)

๕. กุมารเปตวัตถุ
ว่าด้วยเด็กพูดวาจาหยาบเป็นบาปได้
เมื่อจะประกาศเนื้อความนั้น พระสังคีติกาจารย์ได้กล่าว
คาถา ๗ คาถาความว่า
[๑๑๕] พระญาณของพระสุคตศาสดาน่าอัศจรรย์
เป็นเหตุให้พระองค์ทรงพยากรณ์บุคคลได้อย่าง
ถูกต้องว่า บุคคลบางคนมีบุญมาก บางคนมีบุญ
น้อย คฤหบดีผู้นี้เมื่อยังเป็นเด็ก ถูกเขาทิ้งไว้ใน
ป่าช้า เป็นอยู่ได้ด้วยน้ำนมจากนิ้วมือตลอดราตรี
ยักษ์และภูตปีศาจ หรืองูเล็กงูใหญ่ ก็ไม่เบียด-
เบียนเด็กผู้มีบุญอันได้ทำไว้แล้ว แม้สุนัข
ทั้งหลายก็พากันมาเลียเท้าทั้งสองของเด็กนี้
ฝูงเหยี่ยวและสุนัขจิ้งจอก ก็พากันมาเดิน
เวียนรักษา ฝูงนกก็พากันมาคาบเอามลทิน
ครรภ์ไปทิ้ง ส่วนฝูงกาพากันมานำเอานี้ตา
เด็กนี้ หรือใคร ๆ ที่จะทำเมล็ดพรรณผักกาด
ให้เป็นยามิได้มี และไม่ได้ถือเอาการประกอบ

399
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 400 (เล่ม 49)

ฤกษ์ยามทั้งไม่ได้เรี่ยรายซึ่งข้าวเปลือกทั้งปวง
พระผู้มีพระภาคเจ้าอันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว
มีพระปัญญากว้างขวาง ได้ทอดพระเนตรเห็น
เด็กอันบุคคลนำมาทิ้งไว้ในป่าช้าในราตรี ผู้ถึง
แล้วซึ่งความทุกข์อย่างยิ่งเช่นนี้ เหมือนก้อน
แห่งเนยใสหวั่นไหวอยู่ มีความสงสัยว่ารอดหรือ
ไม่รอดหนอ เหลืออยู่แต่สักว่าชีวิต ครั้นแล้วได้
พยากรณ์ว่า เด็กคนนี้จักเป็นผู้มีตระกูลสูง มี
โภคสมบัติในพระนครนี้.
พวกอุบาสกผู้ยืนอยู่ในที่ใกล้พระศาสดาทูลถามว่า :-
อะไรเป็นวัตรเป็นพรหมจรรย์ของเขา นี้
เป็นวิบากแห่งวัตรหรือพรหมจรรย์ที่เขาประพฤติ
แล้วเช่นไร เขาถึงความพินาศเช่นนี้แล้ว จักเสวย
ความสำเร็จเช่นนั้นเพราะกรรมอะไร.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ว่า:-
เมื่อก่อน มหาชนทำการบูชาอย่างโอฬาร
แก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน เด็กนั้น
มิได้มีจิตเอื้อเฟื้อในการบูชา ได้กล่าววาจาหยาบ
คายอันมิใช่ของสัตบุรุษ ภายหลังเด็กนั้นอันมารดา
ตักเตือนให้กลับความวิตกอันลามกนั้นแล้ว กลับ
ได้ปีติและความเลื่อมใส ได้บำรุงพระตถาคต

400
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 401 (เล่ม 49)

ซึ่งประทับอยู่ ณ วิหารเชตวัน ด้วยข้าวยาคู
๗ วัน ข้อนั้นเป็นวัตรเป็นพรหมจรรย์ของเขา
นี้เป็นวิบากแห่งวัตรและพรหมจรรย์ที่เขาประ-
พฤติแล้วนั้น เขาถึงความพินาศเช่นนั้นแล้ว จัก
ได้ความสำเร็จเช่นนั้น เขาตั้งอยู่ในมนุษยโลกนี้
สิ้นร้อยปี เป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยกามคุณทั้งปวง
เมื่อตายไปจักเข้าถึงความเป็นสหายแห่งท้าว
วาสวะ ในสัมปรายภพ.
จบ กุมารเปตวัตถุที่ ๕
อรรถกถากุมารเปตวัตถุที่ ๕
เรื่องแห่งกุมารเปรตนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อจฺเฉรรูปํ สุคตสฺส
ญาณํ ดังนี้. เรื่องนั้นมีอุปุปัตติเหตุเป็นอย่างไร.
ได้ยินว่า ในกรุงสาวัตถี อุบาสกและอุบาสิกาเป็นอันมาก
เป็นหมู่กันโดยธรรม สร้างมณฑปหลังใหญ่ไว้ในพระนคร ประดับ
มณฑปนั้นด้วยผ้านานาพรรณ นิมนต์พระศาสดาและพระภิกษุสงฆ์
มาแต่เช้าตรู่ ให้ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานนั่งบนอาสนะ
ที่ลาดด้วยเครื่องลาดอย่างดีควรแก่ค่ามาก บูชาด้วยสักการะมี
ของหอมและดอกไม้เป็นต้นแล้ว ให้มหาทานเป็นไป. บุรุษคนหนึ่ง
มีจิตถูกมลทินคือความตระหนี้กลุ้มรุม พอเห็นดังนั้น ทนต่อสักการะ
นั้นไม่ได้ จึงกล่าวอย่างนี้ว่า สิ่งทั้งหมดนี้ ทิ้งเสียที่กองหยากเหยื่อ

401
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 402 (เล่ม 49)

ยังจะดีกว่า กว่าการที่จะถวายแก่สมณะโล้นเหล่านี้ ซึ่งหาดีมิได้
เลย. พวกอุบาสกอุบาสิกาได้ฟังดังนั้น เกิดความสลดใจพากันคิดว่า
การที่บุรุษนี้ขวนขวายสร้างกรรมชั่ว อันเป็นเหตุให้ผิดในภิกษุ
สงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานถึงอย่างนี้ จัดว่าเป็นกรรมอันหนัก
หนอ ดังนี้แล้ว จึงได้บอกเรื่องนั้น แก่มารดาของเขาแล้วกล่าวว่า
ไป เธอจงไปขอขมาโทษพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยพระสงฆ์
สาวก. มารดารับคำแล้ว เมื่อจะขู่บุตรให้ยินยอม จึงเข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้า และเยี่ยมภิกษุสงฆ์ แสดงโทษที่บุตรกระทำ
ไว้ให้ขมาโทษแล้ว ได้กระทำการบูชา ด้วยการถวายข้าวยาคู
ตลอด ๗ วัน แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์. เพราะฉะนั้น
ไม่นานนักบุตรก็ทำกาละ บังเกิดในท้องของหญิงแพศยา. ผู้เลี้ยง
ชีพด้วยกรรมที่เศร้าหมอง. ก็พอบุตรเกิดขึ้นเท่านั้น มารดารู้ว่า
เป็นเด็กชาย ก็ให้เขาไปทิ้งเสียที่ป่าช้า. บุตรนั้น อันพลังแห่งบุญของ
ตนคุ้มครองรักษาไว้ในที่นั้น ไม่ถูกอะไร ๆ เบียดเบียน จึงหลับ
เป็นสุขเหมือนหลับที่ตักของมารดา. ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า
เทวดาพากันรับคุ้มครองรักษาบุตรนั้นไว้.
ครั้นเวลาใกล้รุ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากมหา-
กรุณาสมาบัติ ทรงตรวจดูสัตวโลกด้วยพุทธจักษุ ทอดพระเนตร
เห็นเด็กนั้นที่ถูกทอดทิ้งไว้ที่ป่าช้า จงได้เสด็จไปยังป่าช้า ในเวลา
พระอาทิตย์ขึ้น. มหาชนประชุมกันว่า พระศาสดาเสด็จมาในที่นี้
เห็นจะมีเหตุอะไรในที่นี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่บริษัทผู้

402
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 403 (เล่ม 49)

ประชุมกันแล้วว่า เด็กคนนี้ไม่มีใครรู้จัก บัดนี้ถูกทอดทิ้งไว้ใน
ป่าช้า ไร้ที่พึ่งก็จริง ถึงอย่างนั้น เด็กนั้นก็จักได้รับสมบัติอัน
โอฬาร ในอนาคต ปัจจุบัน และอภิสัมปรายภพแล้ว ถูกพวกมนุษย์
เหล่านั้น ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในชาติปางก่อน เด็กคนนี้
ทำกรรมอะไรไว้ ดังนี้จึงทรงประกาศ กรรมที่เด็กกระทำไว้ และ
สมบัติที่เด็กพึงได้รับในอนาคต โดยนัยเป็นต้นว่า :-
หมู่ชนได้กระทำการบูชาอย่างโอฬาร
แก่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แต่
จิตของเด็กนั้นกลับกลายเป็นอย่างอื่น จึงได้กล่าว
วาจาหยาบคาย มิใช่ของสัตบุรุษดังนี้แล้ว
จึงแสดงธรรมอันเหมาะสมแก่อัธยาศัยของบริษัทที่พากันมา
ประชุมแล้ว จึงได้ตรัสพระธรรมเทศนาที่พระองค์ทรงยกขึ้นแสดง
ด้วยพระองค์เองในเบื้องบน. ในเวลาจบสัจจะ สัตว์ ๘๔,๐๐๐ ได้
ตรัสรู้ธรรม. ก็กฏุมพีคนหนึ่ง ผู้มีทรัพย์ ๘๐ โกฏิ ได้รับเด็กนั้น
ต่อพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า เป็นบุตรของเรา. พระผู้มี-
พระภาคเจ้า ทรงพระดำริว่า เด็กนี้ อันบุญกรรมมีประมาณเท่านี้
รักษาไว้แล้ว และมหาชนพากันกระทำการอนุเคราะห์ ดังนี้แล้ว จึง
เสด็จไปยังพระวิหาร.
สมัยต่อมา เมื่อกฏุมพีนั้น ทำกาละแล้ว เธอก็ปกครองทรัพย์
ที่กฏุมพีนั้นมอบให้เก็บรวมทรัพย์ไว้ ได้เป็นคฤหบดี มีสมบัติ
มากในพระนครนั้นเอง ได้เป็นผู้ยินดีในการให้ทานเป็นต้น. ภายหลัง

403
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 404 (เล่ม 49)

วันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า น่าอัศจรรย์
พระศาสดาเป็นผู้อนุเคราะห์สัตว์ทั้งหลาย เด็กชื่อแม้นั้น ในกาลนั้น
เป็นคนอนาถา แต่บัดนี้เสวยสมบัติมาก และกระทำอย่างโอฬาร
พระศาสดา ทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงพยากรณ์ว่า ภิกษุทั้งหลาย
มิใช่เธอจะมีสมบัติแต่เพียงเท่านี้ โดยที่แท้ ในเวลาสิ้นอายุ จัก
บังเกิด เป็นโอรสของท้าวสักกเทวราช ในภพชั้นดาวดึงส์ และจัก
ได้สมบัติอันเป็นทิพย์. ภิกษุทั้งหลายและมหาชน ได้ฟังดังนั้นแล้ว
คิดว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ผู้เห็นกาลไกล ทรง
สดับเหตุนั้นแล้ว เสด็จไป เมื่อเขาพอเกิดมาเท่านั้นก็ถูกทิ้งใน
ป่าช้าผีดิบ เสด็จไปในที่นั้น กระทำการสงเคราะห์เธอดังนี้แล้ว
จึงพากันชมเชยญาณพิเศษของพระศาสดา แล้วได้กราบทูลประวัติ
ของเด็กนั้นในอัตภาพนั้น. พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย เมื่อจะแสดง
ความนั้น จึงได้กล่าวคาถา ๖ คาถาว่า :-
พระญาณของพระสุคตศาสดาน่าอัศจรรย์
เป็นเหตุให้พระองค์ทรงพยากรณ์บุคคลว่า บุคคล
บางคนมีบุญมาก บางคนมีบุญน้อย. กุมารนี้ถูก
ทอดทิ้งในป่าช้าเป็นอยู่ได้ด้วยน้ำนมจากนิ้วมือ
ตลอดราตรี ยักษ์และภูตปีศาจ หรืองูเล็ก งูใหญ่
ก็ไม่เบียดเบียนเด็กผู้มีบุญอันได้ทำไว้แล้ว แม้
สุนัขทั้งหลายก็พากันมาเลียเล็บเท้าทั้งสองของ
เด็กนี้ ฝูงกาและสุนัขจิ้งจอกก็พากันมาเดินเวียน

404