ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 385 (เล่ม 49)

อวัยวะทั้งปวงงามรุ่งเรืองยิ่งนัก วิมานของท่าน
นี้ปราศจากละอองธุลี ตั้งอยู่ที่ภาคพื้นอันราบ
เรียบ มีสวนนันทนวันอันให้ที่เกิดความยินดีเพลิด
เพลินเจริญใจ ดูก่อนนารีผู้มีรูปร่างน่าดูน่าชม
เราปรารถนาเพื่อจะอยู่บันเทิงกับท่านในสวน
นันทนวันของท่านนี้.
นางเวมานิกเปรตกล่าวว่า
ท่านจงทำกรรมอันจะให้ท่านได้เสวยผล
ในวิมานของเรานี้ และจิตของท่านจงน้อมมาใน
วิมานนี้ด้วย ท่านทำกรรมอันบันเทิงในที่นี้แล้ว
จักได้อยู่ร่วมกับเราสมความประสงค์ มาณพนั้น
รับคำนางเวมานิกเปรตนั้นแล้ว จึงได้ทำกรรม
อันเป็นกุศลอันส่งผลให้เกิดในวิมานนั้น ครั้น
แล้วได้เข้าถึงความเป็นสหายของนางเวมานิก
เปรตนั้น.
จบ รถการีเปติวัตถุที่ ๓
จบ ภาณวารที่ ๒

385
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 386 (เล่ม 49)

อรรถกถารถการีเปติวัตถุที่ ๓
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ในพระนครสาวัตถี ทรง
ปรารภนางเปรตตนหนึ่ง จึงตรัสพระคาถานี้มีคำเริ่มต้นว่า
เวฬุริยถมฺภํ รุจิรํ ปภสฺสรํ ดังนี้.
ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงพระนามว่ากัสสปะ หญิงคนหนึ่งสมบูรณ์ด้วยศีลและอาจาระ
มีกัลยาณมิตรเป็นที่อิงอาศัย เลื่อมใสยิ่งในพระศาสนา ได้สร้าง
อาวาสไว้แห่งหนึ่ง น่าดูยิ่ง มีฝา เสา บันได และพื้นภูมิอันวิจิตร
อันจำแนกไว้ด้วยดี นิมนต์ภิกษุทั้งหลายให้นั่งในอาวาสนั้น อังคาส
ด้วยอาหารอันประณีต แล้วมอบถวายแด่ภิกษุสงฆ์. สมัยต่อมา
นางทำกาละแล้ว เกิดเป็นนางวิมานเปรต อาศัยสระชื่อรถการะที่
ขุนเขาหิมพานต์ ด้วยอำนาจบาปกรรมอย่างหนึ่ง. ด้วยอานุภาพบุญ
ที่นางถวายอาวาสแก่สงฆ์ วิมานอันล้วนด้วยรัตนะทุกอย่าง กว้าง
ขวาง โดยรอบน่าเลื่อมใส น่ารื่นรมย์ใจอย่างยิ่ง งดงามเสมือน
นันทนวัน ณ สระโบกขรณี ย่อมเกิดขึ้นแก่นางและนางเองก็มี
ผิวพรรณดังทองคำ งดงามน่าชมน่าเลื่อมใส.
นางเว้นจากพวกบุรุษเสีย เสวยทิพยสมบัติอยู่ ณ ที่นั้น
เมื่อนางไม่มีบุรุษอยู่ในที่นั้นเป็นเวลานาน ก็เกิดความเบื่อหน่าย
ขึ้น นางรำคาญขึ้นแล้วคิดว่า อุบายนี้ใช้ได้ จึงทิ้งมะม่วงสุกอัน
เป็นทิพย์ลงในแม่น้ำ. คำทั้งหมดพึงทราบโดยนัยอันมาแล้วในเรื่อง

386
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 387 (เล่ม 49)

นางกรรณมุณฑเปรตนั่นแหละ. ก็ในเรื่องนี้ ยังมีมาณพคนหนึ่ง
ชาวกรุงพาราณสี เห็นผลมะม่วงผลหนึ่ง ในบรรดามะม่วงสุก
เหล่านั้น ในแม่น้ำคงคา จึงไปสู่ที่อยู่ของนางโดยทำนองนั้น นาง
เห็นดังนั้น จึงนำเขาไปยังที่อยู่ของตน การทำปฏิสันถารแล้วนั่ง.
เขาเห็นความสมบูรณ์ของสถานที่อยู่ของนางเมื่อจะถามจึงกล่าว
คาถาเหล่านี้ว่า
ดูก่อนนางเทวีผู้มีอานุภาพมา ท่านขึ้นสู่
วิมานมีเสาเป็นวิการแห่งแก้วไพฑูรย์ งามผุดผ่อง
มีรูปภาพอันวิจิตรต่าง ๆ อยู่ในวิมานนั้น ดุจ
พระจันทร์เพ็ญลอยเด่นอยู่ในท้องฟ้า ฉะนั้น.
อนึ่ง รัศมีของท่านมีสีดังทองคำ ท่านมีรูปอัน
อุดม น่าดูน่าชมยิ่งนัก นั่งอยู่แต่ผู้เดียวบนบัลลังก์
อันประเสริฐ มีค่ามาก สามีของท่านไม่มีหรือ
ก็สระโบกขรณีของท่านเหล่านี้ มีอยู่โดยรอบ
มีบัวต่าง ๆ เป็นอันมาก มีบัวขาวมาก เกลื่อน
กล่นด้วยทรายทองโดยรอบ, ในสระโบกขรณีนั้น
หาเปือกตมและจอกแหนมิได้ มีหงส์น่าดูน่าชม
น่ารื่นรมย์ใจ เที่ยวแวะเวียนไปในน้ำทุกเมื่อ
หงส์ทั้งปวงนั้นมีเสียงไพเราะ พากันนาประชุม
ร่ำร้องอยู่ เสียงร่ำร้องของหงส์ในสระโบกขรณี
ของท่านมิได้ขาดเสียง ดุจเสียงกลอง ท่านมียศ

387
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 388 (เล่ม 49)

งามรุ่งเรือง ลงนั่งอยู่ในเรือ ท่านมีคิ้วโก้งดำดี
มีหน้ายิ้มแย้ม พูดจาน่ารักใคร่ มีอวัยวะทั้งปวง
งามรุ่งเรืองยิ่งนัก. วิมานนี้ปราศจากละอองธุลี
ตั้งอยู่ที่ภาคพื้นอันราบเรียบ มีสวนนันทนวันอัน
ให้เกิดความยินดี เพลิดเพลินเจริญใจ ดูก่อน
นารีผู้มีร่างน่าดูน่าชม เราปรารถนาเพื่อจะอยู่
บันเทิงกับท่าน ในสวนนันทนวันของท่านนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺถ โยคว่าในวิมานนั้น. บทว่า
อจฺฉสิ ได้แก่ ท่านนั่งอยู่ในเวลาที่ปรารถนาแล้ว ๆ. มาณพเรียก
นางเปรตนั้นว่า เทวิ. บทว่า มหานุภาเว ได้แก่ ผู้ประกอบด้วย
อานุภาพทิพย์อันใหญ่. บทว่า ปถทฺธนิ ได้แก่ ทางไกลอันเป็น
ทางของตน อธิบายว่า ทางพื้นอากาศ. บทว่า ปณฺณรเสว จนฺโท
ความว่า โชติช่วงอยู่ ดุจพระจันทร์อันมีดวงบริบูรณ์ในวันเพ็ญ.
บทว่า วณฺโณ จ เต กนกสฺส สนฺนิโก ความว่า ก็ผิวพรรณ
ของท่านดุจทองสิงดีอันสุกปลั่ง น่ารื่นรมย์ใจยิ่งนัก. ด้วยเหตุนั้น
มาณพจึงกล่าวว่า มีรูปอันอุดมน่าดูน่าชมยิ่งนัก. บทว่า อตุเล
ได้แก่ อันควรค่ามาก. อีกอย่างหนึ่ง คำว่า อตุเล เป็นคำเรียก
เทวดา อธิบายว่า มีรูปไม่มีใครเหมือน. บทว่า นตฺถิ จ ตุยฺห สามิโก
ความว่า ก็สามีของท่านไม่มีหรือ.
บทว่า ปหูตมลฺยา ได้แก่ มีดอกไม้หลายชนิด มีดอกบัวเป็นต้น.
บทว่า สุวณฺณจุณฺเณหิ แปลว่า ด้วยทรายทอง. บทว่า สมนฺตโมตฺถตา

388
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 389 (เล่ม 49)

แปลว่า เกลื่อนกล่นโดยรอบ. บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในสระโบกขรณี
ทั้งหลายนั้น. บทว่า ปงฺโก ปณโก จ ความว่า ไม่มีเปือกตมหรือ
จอกแหนในน้ำ.
บทว่า หํสา จิเม ทสฺสนียา มโนรมา ความว่า หงส์เหล่านี้
ดูน่าเป็นสุข น่ารื่นรมย์ใจ. บทว่า อนุปริยนฺติ ได้แก่ ท่องเที่ยวไป.
บทว่า สพฺพทา ได้แก่ ในทุกฤดูกาล. บทว่า สมยฺย แปลว่า ประชุม
กัน. บทว่า วคฺคู แปลว่า ไพเราะ. บทว่า อุปนทนฺติ แปลว่า
เพรียกร้องอยู่. บทว่า พินฺทุสฺสรา ได้แก่ มีเสียงไม่แตกพร่า
คือ มีเสียงกลมกล่อม. บทว่า ทุนฺทุภีนํ ว โฆโส ความว่า เสียงร้อง
ของพวกหงส์ในสระโบกขรณีของท่าน ดุจเสียงกลอง เพราะเป็น
เสียงไพเราะและกลมกล่อม.
บทว่า ททฺทลฺลมานา ได้แก่ รุ่งเรืองอย่างยิ่ง. บทว่า ยสสา
ได้แก่ ผู้มีเทพฤทธิ์. บทว่า นาวาย ได้แก่ ในเรือโกรน. จริงอยู่
มาณพเห็นนางเปรตนั่งอยู่บนบัลลังก์อันมีค่ามากในเรือทองคำ
กำลังเล่นกีฬาในน้ำ ณ สระโบกขรณีอันมีกอปทุม จึงได้กล่าว
อย่างนั้น: บทว่า อวลมฺพ ความว่า ลงนั่งไม่อิงพนัก. คำว่า
ติฏฺฐสิ นี้ เป็นคำห้ามการไป เพราะฐานะศัพท์ มีอันห้ามการไป
เป็นอรรถ. บาลีว่า นิสชฺชสิ ดังนี้ก็มี พึงเห็นความแห่งบทว่า
นิสชฺชสิ เป็น นิสชฺชสิ นั่นเอง. บทว่า อาฬารปมฺเห ได้แก่
มีขนตาดำ ยาว งอน. บทว่า หสิเต แปลว่า มีหน้ายิ้มแย้มร่าเริง
ยิ่งนัก. บทว่า ปิยํวเท แปลว่า พูดจาน่ารักใคร่. บทว่า

389
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 390 (เล่ม 49)

สพฺพงฺคกลฺยาณิ แปลว่า งามด้วยอวัยวะทั้งปวง คือ มีอวัยวะ
ทุกส่วนงดงาม. บทว่า วิโรจสิ แปลว่า รุ่งเรืองยิ่งนัก.
บทว่า วิรชํ ปลว่า ปราศจากธุลี คือ ไม่มีโทษ. บทว่า
สเม  ิตํ ได้แก่ ตั้งอยู่ที่ภาคพื้นอันราบเรียบ หรือตั้งอยู่ที่ภาคพื้น
อันเสมอ เพราะงดงามทั้ง ๔ ด้าน อธิบายว่า งามรอบด้าน. บทว่า
อุยฺยานวนฺตํ ได้แก่ ประกอบด้วยสวนนันทนวัน. บทว่า รตินนฺทิ-
วฑฺฒนํ ความว่า ชื่อว่ารตินันทิวัฑฒนะ เพราะทำความยินดีและ
ความเพลิดเพลินใจให้เจริญ, อธิบายว่า ทำสุขและปีติให้เจริญ.
คำว่า นาริ เป็นคำร้องเรียกนางเปรตนั้น. บทว่า อโนมทสฺสเน
ได้แก่ เห็นเข้าไม่น่าติเตียน เพราะมีอวัยวะน้อยใหญ่บริบูรณ์.
บทว่า นนฺทเน ได้แก่ ผู้กระทำความบันเทิงใจ. บทว่า อิธ แปลว่า
ในสวนนันทนวันนี้ หรือในวิมานนี้. บทว่า โมทิตุํ มีวาจาประกอบ
ความว่า เราปรารถนาเพื่อจะอภิรมย์.
เมื่อมาณพนั้นกล่าวอย่างนั้นแล้ว วิมานเปติเทวดานั้นเมื่อ
จะให้คำตอบแก่มาณพนั้น จึงกล่าวคาถาว่า :-
ท่านจงกระทำกรรมอันจะให้ท่านได้
เสวยผลในวิมานของเรานี้ และจิตของท่าน
จงน้อมมาในวิมานนี้ด้วย ท่านทำกรรมอัน
บันเทิงในที่นี้แล้ว จักได้อยู่ร่วมกับเราสมความ
ประสงค์.

390
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 391 (เล่ม 49)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กโรหิ กมฺมํ อิธ เวทนียํ ความว่า
ท่านจงทำ คือพึงได้ประสบกุศลธรรมอันเผล็ดผล คือ ให้ผลใน
ทิพยสถานนี้. บทว่า อิธ นิหิตํ ได้แก่ น้อมนำจิตเข้าไปในวิมานนี้,
บาลีว่า อิธ นินฺนํ ดังนี้ก็มี อธิบายว่า จิตของท่านจงน้อม โอน
เอื้อมไปในที่นี้. บทว่า มมํ แปลว่า ซึ่งเรา. บทว่า ลจฺฉสิ
แปลว่า จักได้.
มาณพนั้นได้ฟังคำของนางวิมานเปรตนั้นแล้ว จากที่นั้น
ไปยังถิ่นมนุษย์ ตั้งจิตนั้นไว้ในที่นั้น การทำบุญกรรมอันเกิดแต่จิต
นั้น ไม่นานนัก กระทำกาละแล้วบังเกิดในวิมานนั้น เข้าถึงความ
เป็นสหายกับนางเปรตนั้น พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าว
คาถาสุดท้ายว่า :-
มาณพนั้นรับคำของนางเปรตนั้นแล้ว
ได้กระทำกรรมอันเป็นกุศลส่งผลให้เกิดในวิมาน
นั้น ครั้นแล้วได้เข้าถึงความเป็นสหายของนาง
เวมานิกเปรตนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาธุ เป็นนิบาตใช้ในอรรถ
สัมปฏิจฉนัตถะ. บทว่า ตสฺสา ได้แก่ นางเวมานิกเปรตนั้น. บทว่า
ปฏิสฺสุณิตฺวา ได้แก่ รับคำของนางเวมานิกเปรตนั้น. บทว่า ตหึ
เวทนียํ ได้แก่ กุศลกรรมอันมีผลเป็นสุขที่จะพึงได้รับกับนาง
เวมานิกเปรตนั้น ในวิมานนั้น. บทว่า สหพฺยตํ คือ ซึ่งความอยู่

391
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 392 (เล่ม 49)

ร่วมกัน. มีวาจาประกอบความว่า มาณพนั้นเข้าถึงความเป็น
สหายกับนางเวมานิกเปรตนั้น. คำที่เหลือง่ายทั้งนั้น.
เมื่อคนเหล่านั้นเสวยทิพยสมบัติในวิมานนั้น ตลอดกาลนาน
อย่างนี้ เพราะสิ้นกรรม บุรุษจึงกระทำกาละ แต่หญิงเพราะบุญ
กรรมของตนถึงเขตสมบัติ จึงอยู่จนครบอายุในวิมานนั้น ตลอด
พุทธันดรหนึ่ง. ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายเสด็จ
อุบัติขึ้นในโลก ทรงประกาศธรรมจักรอันบวร ประทับอยู่ใน
พระเชตวันมหาวิหารโดยลำดับ วันหนึ่ง ท่านพระมหาโมคคัลลานะ
จาริกไปบนภูเขา เห็นวิมานและนางเวมานิกเปรตนั้น จึงถาม
ด้วยคาถามีอาทิว่า วิมานมีเสาแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์งดงามผุดผ่อง
และนางเวมานิกเปรตนั้นได้เล่าประวัติของตนทั้งหมดแก่ท่าน
พระมหาโมคคัลลานะ ตั้งแต่ต้น. พระเถระได้ฟังดังนั้นมายังกรุง
สาวัตถีกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
กระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ ทรงแสดงธรรมแก่บริษัท
ถึงพร้อมแล้ว มหาชนได้ฟังดังนั้นแล้ว ได้เป็นผู้ยินดีในบุญธรรม
มีทานเป็นต้น ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถารถการีเปติวัตถุที่ ๓

392
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 393 (เล่ม 49)

๔. ภุสเปตวัตถุ
ว่าด้วยบุพกรรมของเปรตทั้ง ๔
พระมหาโมคคัลลานะ ได้ถามบุพกรรมของเปรตทั้ง ๔
ด้วยคาถานี้ ความว่า :-
[๑๑๔] ท่านทั้ง ๔ นี้ คนหนึ่งกอบเอาแกลบข้าว
สาลีที่ไฟลุกโชนโปรยใส่ศีรษะของตนเอง อีก
คนหนึ่งทุบศีรษะของตนด้วยฆ้อนเหล็ก ส่วน
คนที่เป็นหญิงเอาเล็บจิกหลังกินเนื้อและเลือดของ
ตนเอง ส่วนท่านกินคูถอันเป็นของไม่สะอาด ไม่
น่าปรารถนา นี้เป็นวิบากกรรมอะไร.
ภรรยาของพ่อค้าโกงตอบว่า
เมื่อชาติก่อน ผู้นี้เป็นบุตรของดิฉัน ได้ดี
ศีรษะของฉันผู้เป็นมารดา ผู้นี้เป็นสามีของดิฉัน
เป็นพ่อค้าโกงข้าวเปลือกปนแกลบ ผู้นี้ลูกสะใภ้
ของดิฉัน ลักกินเนื้อแล้วกลับหลอกลวงด้วย
มุสาวาท ดิฉันเมื่อเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก
เป็นหญิงแม่เรือน เป็นใหญ่กว่าสกุลทั้งปวง เมื่อ
สิ่งของมีอยู่ เหล่ายาจกขอก็เก็บซ่อนเสีย ไม่ได้
ให้อะไรจากของที่มีอยู่ ปกปิดไว้ด้วยมุสาวาทว่า
ของนี้ไม่มีในเรือนของเรา ถ้าเราปกปิดของที่มีไว้

393
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 394 (เล่ม 49)

ขอคูถจงเป็นอาหารของเรา ภัตแห่งข้าวสาลีอัน
มีกลิ่นหอม ย่อมกลับกลายเป็นคูถเพราะวิบาก
แต่งกรรม คือ มุสาวาทของดิฉัน ก็กรรมทั้งหลาย
ไม่ไร้ผล กรรมนั้นย่อมไม่สาบสูญ เพราะฉะนั้น
ดิฉันจึงกินและดื่มแต่มูตร อันมีกลิ่นเหม็น
มีหนอน.
จบภุสเปตวัตถุที่ ๔
อรรถกถาภุสเปตวัตถุที่ ๔
เมื่อพระศาสดา ประทับอยู่ในกรุงสาวัตถุ ทรงปรารภ
เปรต ๔ ตน จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ภุสานิ
เอโก สาลี ปุนาปโร ดังนี้.
ได้ยินว่า ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ไกลแต่กรุงสาวัตถี
มีพ่อค้าโกงคนหนึ่ง เลี้ยงชีพด้วยอเนสนากรรมมีการโกงด้วยตราชั่ง
เป็นต้น. เขาถือเอาฟ่อนข้าวสาลี เคล้าด้วยดินแดง ทำให้หนักกว่า
เดิม ปนกับข้าวสาลีแดงแล้วขาย. บุตรของเขาโกรธว่า คุณพ่อ
ไม่ยอมให้เกียรติยกย่องมิตรสหายของเรา ผู้มาสู่เรือนเสียเลย
ได้ถือเอาเชือกหนัก ๒ เส้น ตีศีรษะมารดา. หญิงสะใภ้ของเขา
ลักกินเนื้อที่เก็บไว้สำหรับชนทั้งปวงแล้ว เมื่อถูกชนเหล่านั้น
ซักไซร้จึงให้คำสบถว่า ถ้าเรากินเนื้อนั้นจริง ก็ขอให้เราพึง
เฉือนเนื้อสันหลังของตนแล้วกินทุก ๆ ภพไปเถิด. ฝ่ายภริยาของเขา

394