ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 365 (เล่ม 49)

๒. สานุวาสีเถรเปตวัตถุ
ว่าด้วยพระเถระทำทานอุทิศถึงเปรต
[๑๑๒] พระเถระชาวกุณฑินครรูปหนึ่ง อยู่ที่
ภูเขาสานุวาสี มีนามว่า โปฏฐปาทะ เป็นสมณะ
ผู้มีอินทรีย์อันอบรมดีแล้ว มารดาบิดาและพี่ชาย
ของท่านเกิดในยมโลก เสวยทุกขเวทนา เพราะ
ทำกรรมลามก จึงจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก เปรต
เหล่านั้นถึงทุคติ มีช่องปากเท่ารูเข็ม ลำบากยิ่ง
นัก เปลือยกายซูบผอม มีความเกรงกลัวสะดุ้ง
หวาดเสียวมาก มีการงานทารุณ ไม่อาจแสดงตน
แก่พระเถระได้ เปรตผู้เป็นพี่ชายของท่านตนเดียว
เปลือยกายรีบไปนั่งคุกเข่าประนมมือแสดงตน
แต่พระเถระ พระเถระไม่ใส่ใจถึง เป็นผู้นิ่งเดิน
เลยไป เปรตนั้นจึงบอกให้พระเถระรู้ว่า ข้าพเจ้า
พี่ชายของท่านไปสู่เปตโลก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
มารดาบิดาของท่านเกิดในยมโลกเสวยทุกข์
เพราะทำบาปกรรม จึงจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก
เปรตผู้เป็นมารดาบิดาของท่านทั้งสองนั้น มีช่อง
ปากเท่ารูเข็ม ลำบากมาก เปลือยกาย ซูบผอม
มีความเกรงกลัวสะดุ้งหวาดเสียวมาก มีการงาน

365
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 366 (เล่ม 49)

ทารุณ ไม่อาจแสดงตนแก่ท่าน ขอท่านจงเป็น
ผู้มีความกรุณา อนุเคราะห์แก่มารดาบิดา จงให้
ทานแล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้พวกเรา พวกเรา
ผู้มีการงานอันทารุณ จักยังอัตภาพให้เป็นไปได้
เพราะทานอันท่านให้แล้ว
พระเถระกับภิกษุอินอีก ๑๒ รูป เที่ยวไป
บิณฑบาตแล้ว กลับมาประชุมในที่เดียวกัน
เพราะเหตุแห่งภัตกิจ พระเถระจึงกล่าวกะภิกษุ
ทั้งหมดนั้นว่า ขอทานทั้งหลายจงให้ภัตตาหารที่
ท่านได้แล้วแก่ผมเถิด ผมจักทำสังฆทานเพื่อ
อนุเคราะห์ญาติทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นจึงมอบ
ถวายพระเถระ พระเถระนิมนต์สงฆ์ถวายสังฆ-
ทานแล้ว อุทิศส่วนกุศลไปให้มารดาบิดาและ
พี่ชาย ด้วยอุทิศเจตนาว่า ขอทานนี้จงสำเร็จแก่
ญาติทั้งหลายของเรา ขอญาติทั้งหลายจงมีความ
สุขเถิด ในลำดับที่อุทิศให้นั่นเอง โภชนะอัน
ประณีต สมบูรณ์ มีแกงและกับหลายอย่าง เกิด
ขึ้นแก่เปรตเหล่านั้น
ภายหลัง เปรตผู้เป็นพี่ชายมีผิวพรรณดี
กำลัง มีความสุข ได้ไปแสดงตนแก่พระเถระ
แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ โภชนะอันมาก

366
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 367 (เล่ม 49)

มายที่พวกข้าพเจ้าได้แล้ว แต่ขอท่านจงดูข้าพเจ้า
ทั้งหลายยังเป็นคนเปลือยกายอยู่ ขอท่านจง
พยายามให้ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ผ้านุ่งผ้าห่มด้วย
เถิด พระเถระเลือกเก็บผ้าจากกองหยากเยื่อเอา
มาทำจีวรแล้ว ถวายสงฆ์อันมาแล้วจากจาตุรทิศ
ครั้นถวายแล้วได้อุทิศส่วนกุศลให้มารดาบิดา
และพี่ชาย ด้วยอุทิศเจตนาว่า ขอทานนี้จงสำเร็จ
แก่ญาติทั้งหลาย ขอพวกญาติของเราจงมีความ
สุขเถิด ในลำดับแห่งการอุทิศนั่นเอง ผ้าทั้งหลาย
ได้เกิดขึ้นแก่เปรตเหล่านั้น
ภายหลัง เปรตเหล่านั้นนุ่งห่มผ้าเรียบร้อย
แล้ว ได้มาแสดงตนแก่พระเถระกล่าวว่า ข้าแต่
ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายมีผิวพรรณดี มีกำลัง
มีความสุข มีผ้านุ่งผ้าห่มมากกว่าผ้าที่มีในแคว้น
ของพระเจ้านันทราช ผ้านุ่งผ้าห่มทั้งหลายของ
พวกเรา ไพบูลย์และมีค่ามาก คือ ผ้าไหม ผ้า
ขนสัตว์ ผ้าเปลือกไม้ ผ้าฝ้าย ผ้าป่าน ผ้าด้าย
แกมไหม ผ้าเหล่านั้นแขวนอยู่ในอากาศ ข้าพเจ้า
ทั้งหลายเลือกนุ่งห่มแต่ผืนที่พอใจ (แต่ว่าพวก
ข้าพเจ้ายังไม่มีบ้านเรือนอยู่) ขอท่านจงพยายาม
ให้พวกข้าพเจ้าได้บ้านเรือนเถิด พระเถระสร้าง

367
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 368 (เล่ม 49)

กุฏีอันมุ่งด้วยใบไม้ แล้วได้ถวายสงฆ์ซึ่งมาแต่
จาตุรทิศ ครั้นแล้วได้อุทิศส่วนกุศลให้มารดา
บิดาและพี่ชาย ด้วยอุทิสเจตนาว่า ขอผลแต่งการ
ถวายกุฏีนี้ จงสำเร็จแก่พวกญาติของเรา ขอพวก
ญาติของเราจงมีความสุขเถิด ในลำดับแห่งการ
อุทิศนั่นเอง เรือนทั้งหลาย คือ ปราสาทและเรือน
อย่างอื่น ๆ อันบุญกรรมกำหนดแบ่งไว้เป็น
ส่วน ๆ เกิดขึ้นแล้วแก่เปรตเหล่านั้น เรือนของ
พวกเราในเปตโลกนี้ ไม่เหมือนกับเรือนใน
มนุษยโลก เรือนของพวกเราในเปตโลกนี้ งาม
รุ่งเรื่องสว่างไสวไปทั่วทั้ง ๘ ทิศ เหมือนเรือน
ในเทวโลก แต่พวกเรายังไม่มีน้ำดื่ม ข้าแต่ท่าน
ผู้เจริญ ขอท่านจงพยายามให้พวกข้าพเจ้าได้น้ำ
ดื่มด้วยเถิด พระเถระจึงตักน้ำเต็มธรรมกรก แล้ว
ถวายสงฆ์ซึ่งมาแต่จาตุรทิศ ครั้นแล้วได้อุทิศ.
ส่วนกุศลให้มารดาบิดาและพี่ชาย ด้วยอุทิศ
เจตนาว่า ขอผลทานนี้จงสำเร็จแก่พวกญาติของ
เรา ขอพวกญาติของเราจงมีความสุขเถิด ใน
ลำดับแห่งการอุทิศนั่นเอง น้ำดื่มคือสระโบกขรณี
กว้าง ๔ เหลี่ยม ลึก มีน้ำเย็น มีท่าราบเรียบ ดี
น้ำเย็นมีกลิ่นหอมหาที่เปรียบมิได้ ดารดาษด้วย

368
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 369 (เล่ม 49)

กอปทุมและอุบล เต็มด้วยละอองเกษรบัวอันร่วง
บนวารี ได้เกิดขึ้น เปรตเหล่านั้นอาบและดื่มกิน
ในสระนั้นแล้ว ไปแสดงตนแก่พระเถระแล้ว
กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ น้ำดื่มของพวก
ข้าพเจ้ามากเพียงพอแล้ว บาปย่อมเผล็ดผลเป็น
ทุกข์แก่พวกข้าพเจ้า พวกข้าพเจ้าพากันเที่ยวไป
ลำบากในภูมิภาคอันมีก้อนกรวดและหน่อหญ้าคา
ขอท่านพยายามให้พวกข้าพเจ้าได้ยานอย่างใด
อย่างหนึ่งเถิด พระเถระได้รองเท้าแล้ว ถวายสงฆ์
ซึ่งมาแต่จาตุรทิศ ครั้นแล้วอุทิศส่วนกุศลให้
มารดาบิดาและพี่ชาย ด้วยอุทิศเจตนาว่า ขอผล .
ทานนี้จงสำเร็จแก่พวกญาติของเรา ขอพวกญาติ
ของเราจงมีความสุขเถิด ในลำดับแห่งการอุทิศ
นั่นเอง เปรตทั้งหลายได้พากันมาแสดงตนให้
ปรากฏด้วยรถ แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
พวกข้าพเจ้าเป็นผู้อันท่านอนุเคราะห์แล้ว ด้วย
การให้ข้าว ผ้านุ่งผ้าห่ม เรือน น้ำดื่ม และยาน
เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าทั้งหลายจึงมาเพื่อจะไหว้
ท่านผู้เป็นมุนีมีความกรุณาในโลก.
จบ สานุวาสีเถรเปตวัตถุที่ ๒

369
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 370 (เล่ม 49)

อรรถกถาสานุวาสีเถรเปตวัตถุที่ ๒
เมื่อพระคาสดาประทับอยู่ ในพระเวฬุวันมหาวิหาร ทรง
พระปรารภเปรตผู้เป็นญาติ ของท่านพระสานุวาสีเถระ จึงตรัส
พระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า กุณฺฑินาคริโย เถโร ดังนี้.
ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในกรุงพาราณสี พระราชโอรส
ของพระราชาทรงพระนามกิตวะ ทรงกรีฑาในพระราชอุทยาน
เมื่อเสด็จกลับทรงทอดพระเนตรเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า พระองค์
หนึ่งนามว่า สุเนตต์ กำลังเที่ยวบิณฑบาต ออกจากพระนคร เป็น
ผู้เมาด้วยความเมา เพราะความเป็นใหญ่ มีจิตคิดประทุษร้ายว่า
สมณะโล้นนี้ ไม่กระทำอัญชลีอะไร ๆ แก่เรา เดินไป เสด็จลงจาก
คอช้างแล้ว ถามว่า ท่านได้บิณฑบาตบ้างไหม ? จึงรับบาตรจากมือ
แล้ว ทุ่มลงที่พื้นดินให้ตกไป. ลำดับนั้น พระราชโอรสนั้นมีความ
อาฆาตในฐานะอันไม่สมควร มีจิตคิดประทุษร้าย พระปัจเจก-
พุทธเจ้านั้น ผู้ไม่แสดงความวิการ เพราะท่านถึงความคงที่ ผู้
มีจิตผ่องใส อันตกแต่ง (ประกอบ) ด้วยโสมนัสเวทนา แผ่ไปด้วย
อำนาจกรุณา ตรวจดูอยู่ในที่ทุกสถาน จึงตรัสว่า ท่านไม่รู้จักเรา
ผู้เป็นพระราชโอรสของพระเจ้ากิตวะดอกหรือ ท่านมองดูอยู่
จะทำอะไรเราได้ เมื่อไม่อาจจึงหลีกไป. ก็พอพระราชโอรสหลีกไป

370
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 371 (เล่ม 49)

เท่านั้น ก็เกิดความเร่าร้อนในร่างกายเป็นกำลัง เปรียบเหมือน
ความเร่าร้อนแห่งไฟในนรก. เพราะวิบากกรรมนั้น พระราชโอรส
นั้น จึงมีกายถูกความเร่าร้อนเป็นอันมากครองงำ ถูกทุกขเวทนา
อย่างแรงกล้าเสียดแทง ทำกาละแล้ว บังเกิดในอเวจีมหานรก.
พระราชโอรสนั้น นอนหงาย นอนคว่ำ กลิ้งเกลือก พลิกขวา
พลิกซ้าย โดยประการเป็นอันมากในที่นั้น ไหม้อยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี จุติจาก
อัตตภาพนั้นแล้ว เสวยทุกข์อันเกิดแต่ความหิวกระหาย ในหมู่เปรต
ตลอดกาลนับประมาณมิได้ จุติจากอัตตภาพนั้นแล้ว ในพุทธุปบาท
กาลนี้ บังเกิดในเกวัฏฏคาม ใกล้กุณฑินคร, เขาเกิดญาณอันระลึก
ชาติได้, เพราะเหตุนั้น เขาเมื่ออนุสรณ์ถึงทุกข์ที่ตนเคยเสวยใน
กาลก่อน แม้เจริญวัยแล้ว ก็ไม่ยอมไปจับปลากับพวกหมู่ญาติ
เพราะกลัวบาป. เมื่อพวกญาติเหล่านั้นพากันไป เขาก็แอบเสีย
ไม่ปรารถนาจะฆ่าปลา เละเขาก็ไปทำลายข่าย หรือจับปลาเป็น ๆ
มาปล่อยในน้ำเสีย พวกญาติ เมื่อไม่ชอบใจการกระทำเช่นนั้นของ
เขา จึงไล่เขาออกจากบ้าน. แต่เธอมีพี่ชายอยู่คนหนึ่ง ซึ่งมีความ
รักเขามาก.
สมัยนั้น ท่านพระอานนท์ อาศัยกุณฑินคร อยู่ในสานุบรรพต.
ลำดับนั้น บุตรชาวประมงนั้น ถูกพวกญาติทอดทิ้ง เที่ยวเร่ร่อน
ไปทุกแห่งที่ถึงสถานที่แห่งนั้นแล้ว เข้าไปหาพระเถระในเวลาฉัน
ภัตตาหาร พระเถระถามเธอแล้ว รู้ว่าเธอต้องการอาหาร จึงให้
ภัตตาหารแก่เธอ เธอบริโภคภัตตาหารเสร็จแล้ว รู้เรื่องนั้นแล้ว

371
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 372 (เล่ม 49)

รู้ถึงความเลื่อมใสในธรรมกถา จึงกล่าวว่า จักบวชไหมคุณ ?
เธอเรียนถวายว่า จักบวช ขอรับ. พระเถระ ครั้นให้เธอบรรพชา
แล้ว พร้อมกับเธอ ได้ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า. ลำดับนั้น พระ-
ศาสดา ตรัสกะพระเถระนั้นว่า อานนท์ เธอ พึงช่วยอนุเคราะห์
สามเณรนี้เถิด. แต่เพราะสามเณรไม่เคยกระทำกุศลไว้ เธอจึง
มีลาภน้อย. ลำดับนั้น พระศาสดาเมื่อจะทรงอนุเคราะห์เธอ จึง
แนะให้เธอตักน้ำดื่มให้เต็มหม้อ เพื่อให้ภิกษุบริโภค. อุบาสกและ
อุบาสิกาทั้งหลายเห็นดังนั้น จึงเริ่มตั้งนิตยภัตเป็นอันมากแก่เธอ.
สมัยต่อมา เธอได้อุปสมบทแล้ว บรรลุพระอรหัต เป็นพระเถระ
พร้อมกับภิกษุ ๑๒ รูป ได้อยู่ที่สานุบรรพต. ฝ่ายพวกญาติของ
เธอ ประมาณ ๕๐๐ คน มิได้ก่อสร้างกุศลกรรมไว้ สร้างแต่บาป
ธรรมมีมัจฉริยะเป็นต้น ทำกาละแล้ว บังเกิดในหมู่เปรต. ฝ่าย
มารดาบิดาของเขา ระลึกอยู่ว่า ในกาลก่อนผู้นี้ ถูกพวกเราขับไล่
ออกจากเรือน จึงไม่เข้าไปหาเธอ ส่งพี่ชายที่รักใคร่ชอบใจในเธอ
ไป. ในเวลาที่พระเถระเข้าไปบิณฑบาตยังบ้าน เธอยันเข่าขวา
ลงที่พื้นดิน กระทำอัญชลี แสดงตน ได้กล่าวคาถามีอาทิว่า มาตา
ปิตา จ เต ภนฺเต มารดา บิดา ของท่านขอรับ. เพื่อจะแสดงความ
เกี่ยวพันกันแห่งคาถา ๕ คาถาเบื้องต้น มีอาทิว่า กุณฺฑินาคริโย
เถโร ดังนี้ พระธรรมสังคาหกาจารย์ จึงยกขึ้นตั้งไว้ว่า :-
พระเถระชาวกุณฑินคร รูปหนึ่ง อยู่ที่
ขาสานุวาสี มีนามว่า โปฏฐปาทะ เป็นสมณะ

372
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 373 (เล่ม 49)

ผู้มีอินทรีย์ อันอบรมดีแล้ว มารดาบิดาและพี่ชาย
ของท่านเกิดในยมโลก เสวยทุกขเวทนา ทำ
กรรมอันลามก จึงจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก เปรต
เหล่านั้นถึงทุคคติ มีช่องปากเท่ารูเข็ม ลำบาก
ยิ่งนัก เปลือยกาย ซูบผอม มีความเกรงกลัวสดุ้ง
หวาดเสียวมาก มีการงานทารุณ ไม่อาจแสดงตน
แก่พระเถระได้ เปรตผู้เป็นพี่ชายของท่านตน
เดียว เปลือยกายรีบไปนั่งคุกเข่า ประนมมือ
แสดงตนแก่พระเถระ พระเถระไม่ใส่ใจถึง เป็น
ผู้นิ่งเดินเลยไป เปรตนั้น จึงบอกให้พระเถระ
ว่า ข้าพเจ้าเป็นพี่ชายของท่าน ไปสู่เปตโลก
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ มารดาบิดาของท่านเกิดใน
ยมโลก เสวยทุกขเวทนา เพราะทำบาปกรรมไว้
จึงจากโลกนี้ ไปสู่เปตโลก เปรตผู้เป็นมารดา
บิดา ของท่านทั้ง ๒ นั้น มีช่องปากเท่ารูเข็ม
ลำบากมาก เปลือยกาย ซูบผอม มีความเกรงกลัว
สะดุ้งหวาดเสียวมาก มีการงานทารุณ. ไม่อาจ
แสดงตนแก่ท่านได้ ขอท่านจงเป็นผู้มีความกรุณา
อนุเคราะห์แก่มารดาบิดาเถิด จงให้ทาน แล้วอุทิศ
ส่วนกุศลไปให้พวกเรา พวกเราผู้มีการงานอัน
ทารุณ จักยังอัตตภาพให้เป็นไปได้ เพราะทาน

373
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 374 (เล่ม 49)

อันท่านให้แล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุณฺฑินาคริโย เถโร ได้แก่พระ-
เถระผู้เกิดเติบโตในนครมีชื่ออย่างนี้ บาลีว่า กุณฺฑิกนคโร เถโร
ดังนี้ก็มี บาลีนั้น ความก็อย่างนี้. บทว่า สานุวาสินิวาสิโก ได้แก่
ผู้มีปกติอยู่ที่สานุบรรพต. บทว่า โปฏฺฐปาโทติ นาเมน ได้แก่ เขามี
ชื่อว่า โปฏฐปาทะ. บทว่า สมโณ แปลว่า เป็นผู้สงบบาป. บทว่า
ภาวิตินฺทฺริโย ความว่า ผู้อบรมสัทธินทรีย์เป็นต้นแล้ว ด้วยอริยมรรค
ภาวนา คือเป็นพระอรหันต์. บทว่า ตสฺส ได้แก่ พระสานุวาสีเถระ
นั้น. บทว่า ทุคฺคตา ได้แก่ ผู้ไปสู่ทุกคติ. บทว่า สูจิกฏฺฏา ได้แก่
ผู้มีช่องปากเท่ารูเข็ม เพราะเป็นเศร้าหมองด้วยของเน่าเปื่อย คือ
อึดอัดอยู่ ได้แก่ ถูกความหิวกระหายอันได้นามว่า สูจิกา บีบคั้นแล้ว
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สูจิกณฺฐา ดังนี้ก็มี อธิบายว่า บีบช่องปาก,
เหมือนกับรูเข็ม. บทว่า กิสนฺตา ได้แก่ ผู้มีกายและจิตลำบาก.
บทว่า นคฺคิโน ได้แก่ เป็นผู้มีรูปร่างเปลือย คือไม่มีท่อนผ้า. บทว่า
กิสา ได้แก่ ผู้มีร่างกายซูบผอม เพราะมีร่างกายเหลือแต่เพียง
หนังหุ้มกระดูก. บทว่า อุตฺตสนฺตา ได้แก่ ถึงความหวาดเสียว
เพราะความเกรงกลัวว่า สมณะนี้เป็นบุตรของเรา. บทว่า มหตฺตาสา
ได้แก่ เกิดมหาภัยขึ้น เพราะอาศัยกรรมที่ตนได้ทำไว้ในปางก่อน
บทว่า น ทสฺเสนฺติ ความว่า ไม่แสดงตน คือ ไม่ยอมเผชิญหน้ากัน.
บทว่า กุรูริโน แปลว่า ผู้มีการงานทารุณ.

374