ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 345 (เล่ม 49)

จิตขึ้นเป็นประธาน. บทว่า พฺรหฺมโลกูปปติติยา ความว่า ก็และ
พระนางเมื่อเจริญเมตตาจิตนั้น ก็เจริญเพื่อเข้าถึงพรหมโลก ไม่ใช่
เพื่อเป็นบาทแห่งวิปัสสนาเป็นต้น. จริงอยู่เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่
เสด็จอุบัติ ดาบสและปริพาชกเจริญธรรมมีพรหมวิหารเป็นต้น
ก็เจริญเพียงเพื่อภวสมบัติเท่านั้น.
บทว่า คามา คามํ ได้แก่ จากบ้านหนึ่ง ไปบ้านหนึ่ง. บทว่า
อาภาเวตฺวา แปลว่า เจริญแล้ว คือ พอกพูนแล้ว. บางอาจารย์
กล่าวว่า อภาเวตฺวา ก็มี. อ อักษร ของบทว่า อภาเวตฺวา ของ
อาจารย์บางพวกนั้น เป็นเพียงนิบาต. บทว่า อิตฺถิ จิตฺตํ วิราเชตฺวา
ความว่า คลายความคิด คือ ความมีอัธยาศัย ได้แก่ ความชอบใจ
ในความเป็นหญิง คือ เป็นผู้มีจิตปราศจากความยินดี ในความ
เป็นหญิง. บทว่า พฺรหฺมโลกูปคา ความว่า ได้เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก
โดยการถือปฏิสนธิ. คำที่เหลือ ง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยดังกล่าวแล้ว
ในหนหลัง.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ได้ทรง
กระทำความเศร้าโศก ของอุบาสิกานั้น โดยจตุสัจจเทศนาเบื้องบน.
ในเวลาจบสัจจะ อุบาสิกานั้น ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. และ
เทศนา ได้มีประโยชน์แก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาอุพพรีเปติวัตถุที่ ๑๓
จบ ปรมัตถทีปนี
อรรถกถาขุททกนิกาย เปตวัตถุ

345
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 346 (เล่ม 49)

รวมเรื่องที่มีในอุพพรีวรรคนี้ คือ
๑. สังสารโมจกเปติวัตถุ ๒. สารีปุตตเถรมาตุเปติวัตถุ
๓. มัตตาเปติวัตถุ ๔. นันทาเปติวัตถุ ๕. มัฏฐกุณฑลีเปตวัตถุ
๖. กัณหเปตวัตถุ ๗. ธนปาลเปตวัตถุ ๘. จูฬเสฏฐีเปตวัตถุ
๙. อังกุรเปตวัตถุ ๑๐. อุตตรมาตุเปติวัตถุ ๑๑. สุตตเปตวัตถุ
๑๒. กรรณมุณฑเปติวัตถุ ๑๓. อุพพรีเปติวัตถุ.
จบ อุพพรีวรรคที่ ๒
อุพพรีวรรคที่ ๒
ประดับด้วยเรื่อง ๑๓ เรื่อง

346
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 347 (เล่ม 49)

จูฬวรรคที่ ๓
๑. อภิชชมานเปตวัตถุ
ว่าด้วยเปรตเปลือยมีร่างเป็นเปรตกึ่งหนึ่ง
โกสิยมกาอำมาตย์ของพระเจ้าพิมพิสาร ถามเปรตตนหนึ่งว่า
[๑๑๑] ดูก่อนเปรต ท่านเป็นผู้เปลือยกาย มี
ร่างกายเป็นเปรตกึ่งหนึ่ง ทัดทรงดอกไม้ ตกแต่ง
ร่างกาย เดินไปในน้ำอันไม่ขาดสาย ในแม่น้ำ
คงคานี้ ท่านจักไปไหน ที่อยู่ของท่านอยู่ที่ไหน.
เพื่อจะแสดงเนื้อความที่เปรตนั้นและโกสิยมหาอำมาตย์
กล่าวแล้ว พระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวคาถาความว่า
เปรตนั้นกล่าวว่า ข้าพเจ้าจักไปยังบ้าน
จุนทัฏฐิละ อันอยู่ในระหว่างแห่งวาสภคามกับ
เมืองพาราณสี แต่บ้านนั้นอยู่ใกล้เมืองพาราณสี
มหาอำมาตย์อันปรากฏชื่อว่าโกลิยะเป็นเปรต
นั้นแล้ว ได้ให้ข้าวสัตตูและคู่ผ้าสีเหลืองแก่เปรต
นั้น เมื่อเรือหยุดเดิน ได้ให้ข้าวสัตตูและคู่ผ้าแก่
อุบาสก เมื่อคู่ผ้าอันโกลิยะอำมาตย์ให้ช่างกัลบก
แล้ว ผ้านุ่งผ้าห่มก็ปรากฏแก่เปรตทันที ภายหลัง
เปรตนั้นนุ่งห่มผ้าดีแล้ว ทัดทรงดอกไม้ตบแต่ง

347
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 348 (เล่ม 49)

ร่างกายด้วยอาภรณ์ ทักษิณาย่อมเข้าไปสำเร็จ
แก่เปรตนั้น ผู้อยู่แล้วในที่นั้น เพราะฉะนั้น
บัณฑิตผู้มีปัญญา พึงให้ทักษิณาบ่อย ๆ เพื่อ
อนุเคราะห์แก่เปรตทั้งหลาย
เปรตเหล่าอื่น บางพวกนุ่งผ้าขี้ริ้วขาด
รุ่งริ่ง บางพวกนุ่งผม หลีกไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่เพื่อ
หาอาหาร บางพวกวิ่งไปแม้ในที่ไกลไม่ได้แล้ว
กลับมา บางพวกสลบแล้วเพราะความหิวกระ-
หาย นอนกลิ้งไปบนพื้นดิน บางพวกล้มลงที่
แผ่นดินในที่ตนวิ่งไปนั้น ร้องไห้ร่ำไรว่า เมื่อก่อน
เราทั้งหลายไม่ได้ทำกุศลไว้ จึงได้ถูกไฟคือความ
หิวและความกระหายเผาอยู่ ดุจถูกไฟเผาแล้ว
ในที่ร้อน เมื่อก่อน พวกเรามีธรรมอันลามก เป็น
หญิงแม่เรือนมารดาทารกในตระกูล เมื่อไทย
ธรรมทั้งหลายมีอยู่ไม่กระทำที่พึ่งแก่ตน เออ
ก็ข้าวและน้ำมีมากแต่เราไม่กระทำการแจกจ่าย
ให้ทาน และไม่ได้อะไรในบรรพชิตทั้งหลาย
ผู้ปฏิบัติชอบ อยากทำแต่กรรมที่คนดีไม่พึงทำ
เป็นคนเกียจคร้านใคร่แต่ความสำราญและกินมาก
ให้แต่เพียงโภชนะก้อนหนึ่ง ด่าปฏิคาหกผู้รับ
อาหาร เรือน พวกทาสีทาสาและผ้าอาภรณ์ของ

348
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 349 (เล่ม 49)

เราเหล่านั้น ไม่สำเร็จประโยชน์แก่พวกเรา พวก
เขาไปบำเรอคนอื่นหมด เรามีแต่ส่วนแห่งทุกข์
เราจุติจากเปรตนี้แล้ว จักไปเกิดในตระกูลอัน
ต่ำช้าเลวทราม คือ ตระกูลจักสาน ตระกูลช่างรถ
ตระกูลนายพราน ตระกูลคนจัณฑาล ตระกูลคน
กำพร้า ตระกูลช่างกัลบก นี้เป็นคติแห่งความ
ตระหนี่ ส่วนทายกทั้งหลายผู้มีกุศลอันทำไว้แล้ว
ในชาติก่อน ปราศจากความตระหนี่ ย่อมยัง
สวรรค์ให้บริบูรณ์ และย่อมยังนันทนวันให้
สว่างไสวรื่นรมย์แล้วในเวชยันตปราสาทสำเร็จ
ความปรารถนา ครั้นจุติจากเทวโลกแล้ว ย่อม
เกิดในตระกูลสูง มีโภคะมาก คือในตระกูลแห่ง
บุคคลมีเรือนยอด และปราสาทราชมณเฑียร มี
บัลลังก์อันลาดแล้วด้วยผ้าโกเชาว์ มีเหล่าบุรุษ
และสตรีถือพัดอันประดับแล้วด้วยแววหางนกยูง
คอยพัดอยู่ ในเวลาเป็นทารกก็ทัดทรงดอกไม้
ตบแต่งร่างกาย หมู่ญาติและพี่เลี้ยงนางนมผลัด
ก็น้อม ไม่ต้องลงสู่พื้น อันชนทั้งหลายผู้
ปรารถนาความสุข เข้าไปบำรุงอยู่ทั้งเช้าและเย็น
ตลอดชาติ ส่วนใหญ่แห่งเทวดาเหล่าไตรทศ
ชื่อว่านันทนวัน อันเป็นสถานไม่เศร้าโศก น่า

349
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 350 (เล่ม 49)

รื่นรมย์นี้ ย่อมไม่มีแก่ชนทั้งหลายผูไม่ได้ทำบุญ
ไว้ ย่อมมีแต่เฉพาะเหล่าชนผู้มีบุญอันทำไว้แล้ว
เท่านั้น ความสุขในโลกนี้และในปรโลก ย่อมไม่
มีแก่เหล่าชนผู้ไม่ทำบุญ ความสุขในโลกนี้และ
โลกหน้า ย่อมมีเฉพาะแก่เหล่าชนผู้ทำบุญไว้
ปรารถนาความเป็นสหายแห่งเทวดาเหล่าไตร-
ทศเทพ พึงทำบุญกุศลไว้ให้มาก เพราะว่าบุคคล
ผู้ทำบุญไว้แล้ว ย่อมบันเทิงใจอยู่ในสวรรค์
เพียบพร้อมไปด้วยโภคสมบัติ.
จบ อภิชชมานเปตวัตถุที่ ๑
จูฬวรรคที่ ๓
อรรถกถาอภิชชมานเปตวัตถุที่ ๑
เมื่อพระศาสดาเสด็จประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร
ทรงปรารภเปรตพรานตนหนึ่ง จึงตรัสพระคาถานี้ มีคำเริ่มต้นว่า
อภิชฺชมาเน วาริมฺหิ ดังนี้.
ได้ยินว่าในกรุงพาราณสี ได้มีพรานคนหนึ่งอยู่ในบ้าน
ชื่อว่า จุนทัฏฐิละ เลยวาสภคาม ฝั่งแม่น้ำคงคาในด้านอีกทิศหนึ่ง
เขาล่าเนื้อในป่าย่างเนื้อล่ำ ๆ กิน ที่เหลือเอาห่อใบไม้หามมาเรือน
พวกเด็กเล็ก ๆ เห็นเขาที่ประตูบ้านจึงวิ่งเหยียดมือร้องขอว่า จง

350
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 351 (เล่ม 49)

ให้เนื้อฉัน จงให้เนื้อฉัน เขาได้ให้เนื้อแก่เด็กเหล่านั้นคนละน้อย ๆ.
ภายหลังวันหนึ่ง พวกเด็กเห็นเขาที่ประตูบ้าน ผู้ไม่ได้เนื้อ ประดับ
ดอกราชพฤกษ์และหอบเอาไปบ้านเป็นจำนวนมาก จึงวิ่งเหยียด
มือร้องขอว่า จงให้เนื้อฉัน จงให้เนื้อฉัน เขาได้ให้ดอกนมแมว
แก่เด็กเหล่านั้นคนละดอก.
ครั้นสมัยต่อมา เขาทำกาละแล้วบังเกิดในหมู่เปรต เป็นผู้
เปลือยกายมีรูปน่าเกลียด เห็นเข้าน่าสะพึงกลัว ไม่รู้จักข้าวและ
น้ำแม้แต่ในความฝัน ทัดทรงกำดอกราชพฤกษ์และดอกโกสุมบน
ศีรษะ คิดว่าเราจักได้อะไร ๆ ในสำนักของพวกญาติในจุนทัฏฐิลคาม
เมื่อน้ำในแม่น้ำคงคาไหลไม่ขาดสาย จึงเดินทวนกระแสน้ำไป. ก็
สมัยนั้น อำมาตย์ของพระเจ้าพิมพิสาร ชื่อว่า โกลิยะ ปราบ
ปัจจันตนครซึ่งกำเริบเสิบสานให้สงบแล้วก็กลับมา จึงส่งพล
บริวารมีพลช้าง ละพลม้าเป็นต้นไปทางบก ส่วนตนเองมาทางเรือ
ตามกระแสแม่น้ำคงคา เห็นเปรตนั้นกำลังเดินไปอย่างนั้น เมื่อจะ
ถามจึงกล่าวคาถาว่า :-
ดูก่อนเปรต ท่านเป็นผู้เปลือยกาย มี
ร่างกายเป็นเปรตกึ่งหนึ่ง ทัดทรงดอกไม้ ตกแต่ง
ร่างกายเดินไปในน้ำที่ไหลไม่ขาดสายในแม่น้ำ
คงคานี้ ท่านจักไปไหน ที่อยู่ของท่านอยู่ที่ไหน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิชฺชนาเน ได้แก่ ไม่แยกกัน
คือ ยังติดกันโดยการย่างเท้า. บทว่า วาริมฺหิ คงฺคาย ได้แก่ น้ำใน

351
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 352 (เล่ม 49)

แม่น้ำคงคา. บทว่า อิธ คือ ในที่นี้. บทว่า ปุพฺพทฺธเปโตว ความว่า
มีร่างกายข้างหน้ากึ่งหนึ่ง ไม่เหมือนเปรต คือเหมือนเทพบุตร
ไม่นับเนื่องในกำเนิดเปรต. เพื่อจะเลี่ยงคำถามว่า อย่างไร ? ท่านจึง
กล่าวว่า เป็นผู้ทัดทรงดอกไม้ประดับประดา. อธิบายว่า ประดับ
ประดาด้วยดอกไม้ คล้องไว้ที่ศีรษะ. บทว่า กสฺส วาโส ภวิสฺสติ
ความว่า ที่อยู่ของท่าน อยู่ในบ้านไหน หรือในประเทศไหน ท่าน
จงบอกเรื่องนั้น.
บัดนี้ เพื่อจะแสดงคำที่เปรตนั้นและโกลิยอำมาตย์กล่าว
ในกาลไร พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวคาถาว่า :-
เปรตนั้นกล่าวว่า ข้าพเจ้าจักไปยังบ้าน
จุนทัฏฐิละอันอยู่ในระหว่างวาสภคามกับกรุง
พาราณสี แต่บ้านนั้นอยู่ใกล้กรุงพาราณสี ก็
มหาอำมาตย์อันปรากฏชื่อว่า โกลิยะเห็นเปรต
นั้นแล้ว ได้ให้ข้าวสตูและคูผ้าสีเหลืองแก่เปรต
นั้น เมื่อเรือหยุดเดินได้ให้ข้าวสตูและคู่ผ้าแก่
อุบาสกช่างกัลบก เมื่อคู่ผ้าอันโกลิยะให้ช่าง
กัลบกแล้ว ผ้านุ่งผ้าห่มก็ปรากฏแก่เปรตทันที
ภายหลัง เปรตนั้นนุ่งห่มผ้าดีแล้ว ทัดทรงดอกไม้
ตกแต่งร่างกายด้วยอาภรณ์ ทักษิณาย่อมสำเร็จ
แก่เปรตนั้นผู้อยู่ในที่นั้น เพราะฉะนั้น บัณฑิต

352
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 353 (เล่ม 49)

ผู้มีปัญญาพึงให้ทักษิณบ่อย ๆ เพื่ออนุเคราะห์
แก่เปรตทั้งหลาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า. จุนฺทฎฺฐิลํ ได้แก่ บ้านอันมีชื่อ
อย่างนั้น. บทว่า อนฺตเร วาสภคามํ พาราณสึ จ สนฺติเก ได้แก่
ในระหว่างวาสภคามและกรุงพาราณสี. จริงอยู่ บทว่า อนฺตเร
วาสภคามํ พาราณสึ จ สนฺติเก นี้ เป็นทุติยาวิภัติ ใช้ในอรรถแห่ง
ฉัฏฐีวิภัติ เพราะประกอบด้วย อนฺตรา ศัพท์. จริงอยู่ บ้านนั้น
อยู่ในที่ใกล้กรุงพาราณสีแล. ก็ในข้อนั้น มีอธิบายดังนี้ว่า ในระหว่าง
วาสภคามและกรุงพาราณสี ข้าพเจ้าจักไปบ้านชื่อว่า จุนทัฏฐิลคาม
ไม่ไกลแต่กรุงพาราณสี.
บทว่า โกลิโย อิติ วิสฺสุโต ได้แก่ มีชื่อปรากฏอย่างนี้ว่า
โกลิยะ. บทว่า สตฺตุํ ภตฺตญฺจ ได้แก่ ข้าว และภัต. บทว่า
ปิตกญฺจ ยุคํ อทา ความว่า ได้ให้คู่ผ้าคู่หนึ่งสีเหลือง คือ สีเหมือน
ทองคำ. หากเมื่อเขาถามว่า ได้ให้เมื่อไร ? จึงกล่าวตอบว่า ได้ให้
เมื่อเรือหยุด. บทว่า กปฺปกสฺส อทาปยิ มีวาจาประกอบความว่า
ได้หยุดเรือซึ่งกำลังแล่น ได้ให้แก่อุบาสกช่างกัลบกคนหนึ่งในที่นั้น
เมื่อโกลิยอำมาตย์ให้คู่ผ้านั้น. บทว่า ฐาเน คือ โดยทันที ได้แก่
ในขณะนั้นนั่นเอง. บทว่า เปตสฺส ทิสฺสถ ความว่า ได้ปรากฏใน
ร่างของเปรต คือ ผ้านุ่งและผ้าห่มได้สำเร็จแก่เปรตนั้น. ด้วยเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า ภายหลังเปรตนั้นนุ่งห่มดีแล้ว ทัดทรงดอกไม้
ตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องอาภรณ์ อธิบายว่า นุ่งห่มผ้าดีแล้ว ประดับ

353
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 354 (เล่ม 49)

ประดาตกแต่งด้วยอาภรณ์คือดอกไม้. บทว่า ฐาเน  ิตสฺส เปตสฺส
อุปกปฺปถ ความว่า ก็เพราะทักษิณานั้นตั้งอยู่ในฐานะอันควรแก่
พระทักขิไณยบุคคล ย่อมสำเร็จ คือ ได้ถึงการประกอบเป็นพิเศษ
แก่เปรตนั้น. บทว่า ตสฺมา ทชฺเชถ เปตานํ อนุกมฺปาย ปุนปฺปุนํ
ความว่า พึงให้ทักษิณาบ่อย ๆ เพื่ออนุเคราะห์เปรต คือ เพื่ออุทิศ
เปรต.
ลำดับนั้น โกลิยมหาอำมาตย์นั้น เมื่อจะอนุเคราะห์เปรตนั้น
จึงให้สำเร็จทานวิธีมาตามกระแสน้ำ เมื่อพระอาทิตย์อุทัยได้ถึง
กรุงพาราณสี. ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาทางอากาศ เพื่อ
อนุเคราะห์เปรตเหล่านั้น ได้ประทับยืนที่ฝั่งแม่น้ำคงคา ฝ่าย
โกลิยมหาอำมาตย์ลงจากเรือแล้ว หรรษาร่าเริง นิมนต์พระผู้มี-
พระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ขอพระองค์
ทรงรับภัตตาหารของข้าพระองค์ในวันพรุ่งนี้ เพื่ออนุเคราะห์
ข้าพระองค์. พระศาสดาทรงรับด้วยดุษณีภาพ. โกลิยมหาอำมาตย์
นั้นได้ทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับแล้ว จึงให้สร้างสาขา
มณฑปใหญ่ในภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ในขณะนั้นนั่นเอง ให้ประดับ
ประดาด้วยผ้าต่างชนิดอันวิจิตรด้วยสีย้อมต่าง ๆ ทั้งเบื้องบน
และด้านข้าง ๆ ทั้ง ๔ ด้าน ได้ให้ปูอาสนะถวายแด่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าในที่นั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอาสนะที่
ตบแต่งไว้.

354