ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 325 (เล่ม 49)

บทว่า กณฺณมุณฺโฑ แปลว่า มีหูขาด คือมีหูด้วน. บทว่า
ขายิตา อาสิ ความว่า ท่านเป็นผู้อันสุนัขหูขาดกัดแล้ว. บทว่า
อฏฺฐิสงฺขลิกา กตา แปลว่า กัดให้เหลือเพียงร่างกระดูก. บทว่า
ยถา ปุเร ได้แก่ เหมือนในกาลก่อนแต่เวลาที่สุนัขจะกัด.
บทว่า ตโต ได้แก่ ภายหลังจากลงสู่สระโบกขรณี. บทว่า
องฺคปจฺจงฺคี แปลว่า มีสรรพางค์กายครบถ้วน. บทว่า สุจารุ
แปลว่า น่ารื่นรมย์ใจด้วยดี. บทว่า ปิยทสฺสนา แปลว่า น่าชม.
บทว่า อายาสิ แปลว่า ย่อมมา.
นางเปรตนั้น ถูกพระราชาตรัสถามแล้วอย่างนี้ เมื่อจะกล่าว
ประวัติของตนตั้งแต่ต้นแด่พระราชานั้น จึงกล่าวคาถา ๕ คาถาว่า :-
มีคฤหบดี คนหนึ่ง เป็นอุบาสก มีศรัทธา
อยู่ในเมืองกิมิละ หม่อมฉันเป็นภริยาของอุบาสก
นั้น ประพฤตินอกใจเขา เมื่อหม่อมฉันประพฤติ
นอกใจเขาอย่างนั้น สามีหม่อมฉันจึงคิดว่า การ
ที่เธอประพฤตินอกใจฉันนั้น เป็นการไม่เหมาะ
ไม่สมควร และหม่อมฉันได้กล่าวมุสาวาทสบถ
อย่างร้ายแรงว่า ฉันไม่ได้ประพฤตินอกใจท่าน
ด้วยกายหรือด้วยใจ ถ้าฉันประพฤตินอกใจท่าน
ด้วยกายหรือด้วยใจไซร้ ขอให้สุนัขหูด้วนตัวนี้
กัดกินอวัยวะน้อยใหญ่ของฉันเถิด วิบากแห่ง
กรรมอันลามก คือการประพฤตินอกใจสามี และ

325
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 326 (เล่ม 49)

มุสาวาททั้ง ๒ อันหม่อมฉันได้เสวยแล้วตลอด
๗๐๐ ปี เพราะกรรมอันชั่วนั้น สุนัขหูด้วนจึง
กัดกินอวัยวะน้อยใหญ่ของหม่อมฉัน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิมิลายํ ได้แก่ ในพระนครมีชื่อ
อย่างนั้น. มีวาจาประกอบความว่า บทว่า อติจารินี ความว่า จริงอยู่
ภริยาท่านเรียกว่ามีความประพฤตินอกใจ เพราะประพฤตินอกใจ
สามี เมื่อดิฉันประพฤตินอกใจ สามีหม่อมฉันนั้น จึงได้กล่าวคำนี้
กะหม่อมฉัน. บทว่า เนตํ ฉนฺนํ เป็นต้น เป็นการแสดงอาการที่
สามีกล่าวแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เนตํ ฉนฺนํ ความว่า
การประพฤตินอกใจนั้น เป็นการไม่สมควร. บทว่า น ปติรูปํ เป็น
ไวพจน์ของบทว่า เนตํ ฉนฺนํ นั้นนั่นเอง บทว่า ยํ เป็นกิริยา
ปรามาส. บทว่า อติจราสิ แปลว่าประพฤตินอกใจ อีกอย่างหนึ่ง
บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน, อธิบายว่า การที่ท่านประพฤตินอกใจ
เรานั้น เป็นการไม่เหมาะไม่ควร.
บทว่า โฆรํ แปลว่า ร้ายแรง. บทว่า สปถํ แปลว่า คำสาป. บทว่า
ภาสิสํ แปลว่า ได้กล่าวแล้ว. บทว่า สจาหํ ตัดเป็น เสจ อหํ. บทว่า ตํ ได้แก่
ตฺวํ แปลว่าท่าน. บทว่า ตสฺส กมฺมสฺส ได้แก่ กรรมอันลามก คือกรรมแห่ง
บุคคลผู้ทุศีลนั้น. บทว่า มุสาวาทสฺส จ ได้แก่ พูดมุสาวาทว่า ฉันไม่ได้
ประพฤตินอกใจท่าน. บทว่า อุภยํ ได้แก่ วิบากของกรรมทั้ง ๒. บทว่า
อนุภูตํ ความว่า ที่หม่อมฉันเสวยอยู่. บทว่า ยโต จากกรรมชั่วใด.

326
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 327 (เล่ม 49)

ก็แลนางเปรตนั้น ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เมื่อจะระบุอุปการะ
ที่พระราชาทำแก่ตนจึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
ข้าแต่พระองค์ผู้สมมุติเทพ พระองค์มี
อุปการะแก่หม่อมฉันมาก พระองค์เสด็จมาใน
ที่นี้ เพื่อประโยชน์แก่หม่อมฉัน หม่อนฉันพ้นดี
แล้วจากสุนัขหูด้วน ไม่มีความเศร้าโศก ไม่มี
ภัยแต่ที่ไหน ๆ ขอเดชะ หม่อมฉันขอถวายบังคม
พระองค์ หม่อมฉันขอประนมอัญชลีวิงวอนว่า
ขอพระองค์จงเสวยกามสุข อันเป็นทิพย์ รื่นรมย์
อยู่กับหม่อมฉันเถิด.
นางเปรตเรียกพระราชาด้วยคำว่า เทว ในคาถานั้น. บทว่า
กณฺณมุณฺฑสฺส ได้แก่สุนัขหูด้วน. จริงอยู่ คำว่า กณฺณมุณฺฑสฺส นี้
เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ใช้ในอรรถแห่งปัญจมีวิภัตติ. ลำดับนั้น พระราชา
ทรงมีพระทัยเบื่อหน่ายด้วยการอยู่ในที่นั้น จึงประกาศอัธยาศัย
ในการเสด็จไป. นางเปรตได้ฟังดังนั้น มีจิตปฏิพัทธ์ต่อพระราชา
เมื่อจะวอนพระราชาให้ประทับอยู่ในที่นั้นนั่นเอง จึงกล่าวคาถา
ว่า ตาหํ เทว นนสฺสามิ ขอเดชะ หม่อมฉันขอถวายบังคมพระองค์.
พระราชามีพระประสงค์จะเสด็จไปพระนคร โดยส่วนเดียว
เทียว เมื่อจะประกาศอัธยาศัยของพระองค์อีก จึงได้กล่าวคาถา
สุดท้ายว่า :-

327
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 328 (เล่ม 49)

กามสุขอันเป็นทิพย์ เราได้เสวยแล้ว และ
รื่นรมย์แล้วกับท่าน ดูก่อนนางผู้ประกอบด้วย
ความงดงาม เราขออ้อนวอนต่อท่าน ขอท่าน
จงรีบนำฉันกลับไปเสียเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตาหํ ตัดเป็น ตํ อหํ. บทว่า
สุภเค แปลว่า ผู้ประกอบด้วยความงดงาม. บทว่า ปฏินยาหิ มํ
แปลว่า ขอเธอจงนำฉันกลับไปยังพระนครของฉันเถิด. คำที่เหลือ
ในบททั้งปวง ปรากฏชัดแล้วทั้งนั้น.
ลำดับนั้น นางเวมานิกเปรตนั้น ครั้นสดับพระดำรัสของ
พระราชาแล้ว เมื่อจะอดกลั้น ความพลัดพรากจากกันมิได้ มีหัวใจ
ว้าวุ่น เพราะอาดูรด้วยความเศร้าโศก มีร่างกายสั่นหวั่นไหว
ถึงจะอ้อนวอนด้วยอุบายมีประการต่าง ๆ เมื่อไม่อาจจะให้พระราชา
ประทับอยู่ในที่นั้นได้ จึงนำพระราชาพร้อมด้วยรัตนะอันควรแก่
ค่ามาก เป็นจำนวนมาก ไปยังพระนคร ให้เสด็จขึ้นสู่ปราสาท
คร่ำครวญรำพรรณแล้ว จึงไปยังที่อยู่ของตนตามเดิม. ฝ่าย
พระราชา ครั้นเห็นดังนั้นแล้ว จึงเกิดความสลดพระทัย บำเพ็ญ
บุญกรรมมีทานเป็นต้น ได้เป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าของพวกเรา เสด็จอุบัติขึ้น
ในโลก ทรงประกาศพระธรรมจักรอันบวร ประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี
โดยลำดับ วันหนึ่ง ท่านพระมหาโมคคัลลานะ เที่ยวจาริกไปยัง
บรรพต เห็นหญิงนั้น พร้อมด้วยบริวาร จึงถามถึงกรรมที่นางทำไว้.

328
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 329 (เล่ม 49)

นางเล่าเรื่องทั้งหมดนั้น ตั้งแต่ต้นแก่พระเถระ. พระเถระแสดง
ธรรมแก่หญิงเหล่านั้น. พระเถระกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มี-
พระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็น
อัตถุปปัตติเหตุแล้ว จึงทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว.
มหาชนได้ความสลดใจ งดจากความชั่ว บำเพ็ญบุญกรรมมีทาน
เป็นต้น ได้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถากัณณมุณฑเปติวัตถุที่ ๑๒

329
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 330 (เล่ม 49)

๑๓. อุพพรีเปติวัตถุ
ว่าด้วยพระราชพระนามว่าพรหมทัตต์มี ๘๖,๐๐๐ องค์
[๑๑๐] พระเจ้าพรหมทัตผู้เป็นใหญ่ ได้เสวย
ราชสมบัติในแคว้นปัญจาลราช เมื่อวันคืนล่วง
ไป ๆ พระองค์ก็เสด็จสวรรคต พระนางเจ้า
อุพพรีมเหสีเสด็จไปยังพระเมรุมาศ แล้วทรง
กรรแสงอยู่ เมื่อพระนางไม่เห็นพระเจ้าพรหม-
ทัต กรรแสงว่า พรหมหัต ๆ ก็ดาบสผู้เป็น
มุนีสมบูรณ์ด้วยจรญาณ ได้มาที่พระนาง
อุพพรีประทับอยู่นั้น ท่านได้ถามชนทั้งหลายที่มา
ประชุมกันในที่นั้นว่า นี่เป็นเมรุมาศของใคร มี
กลิ่นหอมต่าง ๆ ฟุ้งตลบไป หญิงนี้เป็นภรรยา
ของใคร เมื่อไม่เห็นพระเจ้าพรหมทัตผู้เป็นใหญ่
ซึ่งเสด็จไปแล้วไกลจากโลกนี้ คร่ำครวญอยู่ว่า
พรหมทัต ๆ ชนที่มาประชุมกันอยู่ในที่นั้น
กล่าวตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ นี่เป็นพระเมรุมาศ
ของพระเจ้าพรหมทัต ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ นี่
เป็นพระเมรุมาศของพระเจ้าพรหมทัต มีกลิ่น
หอมฟุ้งตลบไป หญิงนี้เป็นพระมเหสีของท้าวเธอ
เมื่อไม่เห็นพระเจ้าพรหมทัตพระราชสวามี

330
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 331 (เล่ม 49)

ซึ่งเสด็จไปไกลจากโลกนี้ ทรงกรรแสงอยู่ว่า
พรหมทัต ๆ.
ดาบสจึงถามว่า
พระราชานีพระนานว่าพรหมทัต ถูกเผา
ในป่าช้านี้ ๘๖,๐๐๐ พระองค์แล้ว บรรดาพระเจ้า
พรหมทัตเหล่านั้น พระนางทรงกรรแสงถึง
พระเจ้าพรหมทัตพระองค์ไหน.
พระนางอุพพรีตรัสตอบว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระราชาพระองค์ใด
เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าจุฬนี ทรงเป็นใหญ่
อยู่ในแคว้นปัญจาลราช ดิฉันเศร้าโศกถึงพระ-
ราชาพระองค์นั้น ผู้เป็นพระราชสวามี ทรงประ
ทานสิ่งของที่น่าใครทุกอย่าง.
ดาบสกล่าวว่า
พระราชาทุกพระองค์ทรงพระนามว่า
พรหมทัตเหมือนกัน ทั้งหมดเป็นพระราชโอรส
ของพระเจ้าจุฬนี เป็นใหญ่อยู่ในแคว้นปัญจาล-
ราช พระนางเป็นพระมเหสีของพระราชาเหล่า
นั้นทั้งหมดโดยลำดับกันมา เหตุไรพระนางจึง
เว้นพระราชาองค์ก่อน ๆ มากรรแสงถึงแต่
พระราชาองค์หลังเล่า.

331
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 332 (เล่ม 49)

พระนางอุพพรีตรัสตอบว่า
ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ดิฉันเกิดเป็นแต่หญิง
ตลอดกาลนานเท่านั้นหรือ หรือเกิดเป็นบุรุษบ้าง
ท่านพูดถึงแต่การที่ดิฉันเป็นหญิงในสงสารเป็น
อันมาก.
ดาบสตอบว่า
บางคราวพระนางเกิดเป็นหญิง บางคราว
ก็เกิดเป็นบุรุษ บางคราวก็เข้าถึงกำเนิดปสุสัตว์
ที่สุดแห่งอัตภาพทั้งหลาย อันเป็นอดีต ย่อมไม่
ปรากฏอย่างนี้.
พระนางอุพพรีตรัสว่า
ท่านดับความกระวนกระวายทั้งปวงของ
ดิฉัน ผู้เร่าร้อนอยู่ให้หายเหมือนบุคคลเอาน้ำดับ
ไฟที่ราดน้ำมัน ฉะนั้น ท่านได้บรรเทาความโศก
ถึงพระสวามีองดิฉันผู้ถูกความโศกครอบงำ
แล้วถอนขึ้นแล้วหนอซึ่งลูกศรคือความโศกอัน
เสียบแทงที่หทัยของดิฉัน ข้าแต่ท่านผู้เป็นมุนี
ดิฉันเป็นผู้มีลูกศรคือ ความโศกอันท่านถอนขึ้น
ได้แล้ว เป็นผู้เย็นลงแล้ว ดิฉันจะไม่เศร้าโศก
ไม่ร้องไห้อีกเพราะได้ฟังคำของท่าน

332
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 333 (เล่ม 49)

พระนางอุพพรี ฟังคำสุภาษิตของดาบส
ผู้เป็นสมณะนั้นแล้ว ถือบาตรและจีวรออกบวช
เป็นบรรพชิต ครั้นออกบวชแล้ว เจริญเมตตาจิต
เพื่อเข้าถึงพรหมโลก พระนางอุพพรีนั้น เมื่อ
ท่องเที่ยวไปสู่บ้านหนึ่งจากบ้านหนึ่ง สู่นิคมและ
ราชธานีทั้งหลาย ได้เสด็จสวรรคตที่บ้านอุรุเวลา
พระนางเบื่อหน่ายความเป็นหญิง เจริญเมตตาจิต
เพื่อบังเกิดในพรหมโลก จึงได้เป็นผู้เข้าถึง
พรหมโลก.
จบ อุพพรีเปติวัตถุที่ ๑๓
อรรถกถาอุพพรีเปติวัตถุที่ ๑๓
เรื่องนางอุพพรีเปรตนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อหุ ราชา พฺรหฺมทตฺโต
ดังนี้. พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรง
ปรารภอุบาสิกาคนหนึ่ง. เล่ากันมาว่า ในกรุงสาวัตถี ได้มีสามี
ของอุบาสิกาคนหนึ่งตายไป. อุบาสิกานั้นก็อาดูรเพราะความทุกข์
ในการพลัดพรากจากสามี เศร้าโศก เดินร้องไห้ไปยังป่าช้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเห็นอุปนิสัยสมบัติแห่งโสดาปัตติผลของนาง
ทรงมีพระมนัสอันพระกรุณากระตุ้นเตือน จึงเสด็จไปยังเรือน
ของนาง ประทับนั่งบนบัญญัตอาสน์. อุบาสิกาเข้าไปเฝ้าพระ-

333
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 334 (เล่ม 49)

ศาสดา ถวายบังคมแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง. ลำดับนั้น พระ-
ศาสดาตรัสกะนางว่า อุบาสิกา เธอเศร้าโศกไปทำไม. เมื่อนาง
ทูลว่า อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า หม่อมฉันเศร้าโศก เพราะพลัดพราก
จากสามีสุดที่รัก ทรงมีพระประสงค์จะให้นางปราศจากความ
เศร้าโศก จึงได้นำอดีตนิทานมาว่า :-
ในอดีตกาล ในกปิลนครแคว้นปัญจาละ ได้มีพระราชา
พระนามว่า พรหมทัต พระองค์ทรงละการลุแก่อคติ ทรงยินดี
ในการทำประโยชน์แก่ประชาชนในแว่นแคว้นของพระองค์ ไม่
ทรงให้ราชธรรม ๑๐ ประการเสียหายครองราชสมบัติอยู่ บาง
คราวประสงค์จะทรงสะดับว่า ในแว่นแคว้นของพระองค์ มีใคร
พูดอะไรกันบ้าง จึงปลอมเป็นช่างหูก พระองค์เดียวไม่มีเพื่อน
เสด็จออกจากนคร เที่ยวไปจากบ้านถึงบ้าน จากชนบทถึงชนบท
ทรงเห็นแว่นแคว้นทั่วไปไม่มีเสี้ยนหนาม ไม่ เบียดเบียน (ทั้ง)
พวกคนตื่นตัวอยู่ย่างไม่ต้องปิดประตูเรือน ทรงเกิดความโสมนัส
จึงเสด็จกลับมุ่งมายังพระนคร จึงเสด็จเข้าไปยังเรือนของหญิงหม้าย
ยากจนคนหนึ่งในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง. นางเห็นพระองค์จึงกล่าวถามว่า
ดูก่อนเจ้า ท่านเป็นใครและมาจากไหน. พระราชาตรัสว่า นาง
ผู้เจริญ ฉันเป็นช่างหูก เที่ยวรับจ้างทำการทอผ้า ถ้าท่านมีกิจใน
การทอผ้า ท่านจงให้อาหารและค่าจ้าง ฉันจะทำงานให้แม้แก่ท่าน
หญิงหม้ายกล่าวว่า ฉันไม่มีงานหรือค่าจ้าง ดูก่อนเจ้า ท่านจง
ทำงานของคนอื่นเถิด. พระราชานั้น ประทับอยู่ที่นั้น ๒-๓ วัน

334