ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 305 (เล่ม 49)

ต่าง ๆ เพียบพร้อมไปด้วยเทพบุตร เทพธิดา
ผู้เป็นบริวาร ฉันเลือกใช้สอยนุ่งห่มตามชอบใจ
ถึงเพียงนี้ สรรพวัตถุอันปลื้มใจมากมาย ก็ไม่
หมดสิ้นไป ฉันได้รับความสุขความสำราญใน
วิมานนี้ เพราะอาศัยวิบากแห่งกรรมนั้น ฉันกลับ
ไปสู่มนุษยโลกแล้ว จักทำบุญให้มากขึ้น ข้าแต่
ลูกเจ้า ขอท่านจงนำฉันกลับไปสู่ถิ่นมนุษย์เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปพฺพชิตสฺส ภิกฺขุโน นี้ ท่าน
กล่าวหมายเอาพระปัจเจกพุทธเจ้า. จริงอยู่ พระปัจเจกพุทธเจ้า
นั้น เมื่อว่าโดยปรมัตถ์ ย่อมควรที่จะกล่าวได้ว่า เป็นบรรพชิต
เพราะขับไล่ คือละพลังแห่งกามจากสันดานของตนโดยเด็ดขาด และ
ควรกล่าวว่า ภิกษุ เพราะเป็นผู้ทำลายกิเลส. บทว่า สุติตํ ได้แก่
ด้ายอันสำเร็จด้วยฝ้าย. บทว่า อุปสงฺกมฺม ได้แก่ เข้ามายังเรือน
ของฉัน. บทว่า ยาจิตา ความว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า ขอด้วยการ
เที่ยวไปเพื่อภิกษา กล่าวคือ การประกอบด้วยกายวิญญัติ ที่กล่าว
ไว้อย่างนี้ว่า พระอริยเจ้าทั้งหลาย ย่อมยืนเจาจง นี้เป็นการขอ
ของพระอริยเจ้าทั้งหลาย บทว่า ตสฺส ได้แก่ ถวายด้ายนั้น. บทว่า
วิปาโก วิปุลผลูปลพฺภติ ความว่า บัดนี้ได้ คือ เสวยผลอันไพบูลย์
คือวิบากอันตั้งขึ้นอย่างใหญ่หลวง. บทว่า พหุกา แปลว่า มิใช่น้อย
บทว่า วตฺถโกฏิโย ได้แก่ โกฏิแห่งผ้า อธิบายว่า ผ้าหลายแสน
ประเภท.

305
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 306 (เล่ม 49)

บทว่า อเนกจิตฺตํ ได้แก่ วิจิตรด้วยรูปภาพต่าง ๆ หรือ มี
รูปภาพอันวิจิตรด้วยรัตนะ มีแก้วมุกดาและแก้วมณีเป็นต้น มากมาย.
บทว่า นรนาริเสวิตํ ได้แก่ เพียบพร้อมไปด้วยเทพบุตรและเทพ-
ธิดาผู้เป็นบริวาร. บทว่า สาหํ ภุญฺชามิ ความว่า ฉะนั้น จะเลือก
ใช้สอยวิมานนั้น. บทว่า ปารุปามิ ความว่า ฉันจะนุ่งและห่มผ้า
ตามที่ปรารถนาต้องการ ในบรรดาผ้าหลายโกฏิ. บทว่า ปหูตวิตฺตา
ความว่า สรรพวัตถุอันเป็นเครื่องอุปกรณ์แก่ทรัพย์เครื่องปลื้มใจ
มากมาย คือ มีทรัพย์มาก็มีโภคะมาก บทว่า น จ ตาว ขียติ ความว่า
สรรพวัตถุอันเป็นเครื่องปลื้มใจนั้น ย่อมไม่หมดสิ้นไป คือไม่ถึง
ความสิ้นไป ได้แก่ไม่ถึงความหมดเปลือง.
บทว่า ตสฺเสว กมฺมสฺส วิปากมนฺวฺยา ความว่า ฉันได้รับ
ความสุขอันเป็นวิบาก และความสำราญ กล่าวคือ ความอร่อยอัน
น่าปรารถนา โดยความเป็นเหตุเป็นปัจจัย อาศัยบุญกรรมที่สำเร็จ
ด้วยการให้ด้ายนั้นนั่นเอง ในวิมานนี้. บทว่า คนฺตฺวา ปุนเทว
มานุสํ ได้แก่ ฉันกลับไปสู่มนุษยโลกอีกทีเดียว. บทว่า
ปุญฺญานิ ความว่า ข้าพเจ้าทำบุญอันให้สำเร็จความสุขพิเศษแก่ฉัน,
ซึ่งเป็นเหตุให้ดิฉันได้สมบัตินี้. บทว่า นยยฺยปุตฺต มํ ความว่า
ข้าแต่ลูกเจ้า เจ้าจงนำ คือ จงพาฉันกลับไปสู่มนุษยโลก.
อมนุษย์นั้น ครั้นได้ฟังดังนั้นแล้ว เมื่อไม่ปรารถนาจะไป
ด้วยความอนุเคราะห์ เพราะค่าที่ตนมีจิตปฏิพัทธ์ในนางนั้น จึง
กล่าวคาถาว่า :-

306
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 307 (เล่ม 49)

ท่านมาอยู่ในวิมานนี้กว่า ๗๐๐ ปี เป็น
คนแก่เฒ่าแล้ว จักไปอยู่ในมนุษยโลกทำไม อนึ่ง
ญาติของท่าน ตายไปหมดแล้ว ท่านจากเทวโลก
นี้ไปสู่มนุษยโลกนั้นแล้ว จักกระทำอย่างไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตฺต นี้ เป็นการแสดงไขถึง
การลบวิภัตติ. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สตฺต นี้ เป็นปฐมมาวิภัตติ
ใช้ในอรรถบัญจมีวิภัตติ. บทว่า วสฺสสตา แปลว่า กว่าร้อยปี, อธิบายว่า
ท่านมาอยู่ในที่นี้ คือมาสู่วิมานนี้เลย ๗๐๐ ปี คือ ท่านอยู่ในที่นี้
๗๐๐ ปี. บทว่า ชิณฺณา จ วุฑฺฒา จ ตหึ ภวิสฺสสิ ความว่า
ท่านมีอัตภาพอันอุตุและอาหารอันเป็นทิพย์ สนับสนุนอุปถัมภ์อยู่
ในวิมานนี้ ตั้งอยู่โดยอาการเป็นหนุ่มทีเดียว ตลอดกาลมีประมาณ
เท่านี้ ด้วยอานุภาพแห่งกรรม. อนึ่งท่านไปจากเทวโลกนี้ จักเป็น
คนแก่เพราะชราแก่ตามวัย ในมนุษยโลกนั้น เพราะกรรมสิ้นไป
และเพราะอำนาจแห่งฤดูและอาหารของมนุษย์. เพื่อจะหลีกเลี่ยง
คำถามว่า จะทำอย่างไร ตอบว่า เพราะญาติของท่านทั้งหมดตาย
ไปหมดแล้ว อธิบายว่า แม้ญาติของท่านทั้งหมดนั่นแหละ ตายไป
หมดแล้ว เพราะกาลเวลาล่วงไปนาน เพราะฉะนั้น ท่านจากเทวโลก
นี้ ไปยังมนุษยโลกนั้น จักกระทำอย่างไร, อธิบายว่า ท่านจงยัง
อายุให้สิ้นไปในที่นี้ ไม่ให้เหลือเศษไว้ คือ จงอยู่ในที่นี้.
หญิงนั้น อันอมนุษย์นั้นกล่าวแล้วอย่างนี้ เมื่อไม่เชื่อคำของ
อมนุษย์นั้น จึงกล่าวคาถาอีกว่า :-

307
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 308 (เล่ม 49)

เมื่อฉันอยู่ในวิมานนี้ ๗ ปี เท่านั้น ได้เสวย
ทิพยสมบัติ และความสุขอิ่มหนำแล้ว ฉันกลับ
ไปสู่ถิ่นมนุษย์แล้ว จักทำบุญให้มากขึ้น ข้าแต่
ลูกเจ้า ขอท่านจงนำฉันกลับไปสู่ถิ่นมนุษย์เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตฺเตว วสฺสานิ อิธาคตาย เม
ความว่า ข้าแต่ลูกเจ้า เมื่อฉันอยู่ในที่นี้ ชะรอยว่าล่วงไปถึง ๗ ปี
ทีเดียว, นางกำหนดกาลเวลาที่ล่วงไปเป็นอันมากไม่ได้ จึงได้กล่าว
อย่างนั้น เพราะค่าที่ตนเพียบพร้อมไปด้วยทิพยสมบัติ และสุขสมบัติ
ถึง ๗๐๐ ปี.
ก็วิมานเปรตนั้น ถูกนางถามอย่างนี้แล้ว จึงพร่ำสอนเธอ
มีประการต่าง ๆ แล้วกล่าวว่า บัดนี้เธอ จักไม่อยู่ในที่นั้น เกิน
๗ วัน ทรัพย์ที่เราให้แม่ของเจ้าฝังไว้มีอยู่ เจ้าจงให้ทรัพย์นั้นแก่
สมณพราหมณ์ แล้วจงปรารถนาความอุบัติในที่นี้แหละ จึงจับแขน
นางวางไว้ที่กลางบ้าน กล่าวว่า เจ้าพึงโอวาท ชนแม้เหล่าอื่น
ผู้มาในที่นี้ว่า ท่านทั้งหลาย จงทำบุญตามกำลังเถิด ดังนี้แล้วจึงไป.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า :-
เวมานิกเปรตนั้น จับแขนหญิงนั้น นำกลับ
ไปสู่บ้าน ที่นางเกิด แล้วพูดกะหญิงนั้น ซึ่งกลับ
เป็นคนแก่ มีกำลังน้อยที่สุดว่า ท่านพึงบอกชน
แม้อื่นที่มายังที่นี้ว่า ท่านทั้งหลาย จงทำบุญเถิด
ท่านทั้งหลาย จะได้รับความสุข.

308
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 309 (เล่ม 49)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โส ได้แก่ วิมานเปรตนั้น. บทว่า
ตํ ได้แก่หญิงคนนั้น. บทว่า คเหตุวาน ปสยฺห พาหายํ ได้แก่ จับแขน
หญิงนั้น เหมือนบังคับนำไป. บทว่า ปจฺจานยิตฺวาน ได้แก่ นำ
กลับมายังบ้านที่นางเกิดเจริญเติบโต. บทว่า เถรึ ได้แก่ เป็นคนแก่,
อธิบายว่า คนแก่ คนเฒ่า. บทว่า สุทุพฺพลํ ได้แก่ มีกำลังน้อยที่สุด.
เพราะค่าที่ตนเป็นคนคร่ำคร่าเพราะชรานั่นเอง. ได้ยินว่า พร้อม
กับการไปจากวิมานนั้นนั่นแล นางเป็นคนคร่ำคร่า แก่เฒ่า ล่วงกาล
ผ่านวัย. บทว่า วชฺเชสิ แปลว่า พึงกล่าว. ก็เพื่อจะแสดงอาการแห่ง
คำที่จะพึงกล่าว ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า อญฺญมฺปิ ชนํ คำนั้น
มีอธิบายดังนี้ว่า :- แน่ะนางผู้เจริญ ถึงท่านก็พึงทำบุญ แม้คน
อื่นที่มาในที่นี้ เพื่อต้องการเยี่ยมบ้าน ท่านก็พึงว่ากล่าวสั่งสอนว่า
ท่านผู้มีหน้าผ่องใส ท่านจงเพ่งดูศีรษะ และท่อนผ้าที่ถูกไฟไหม้
ก็จงทำบุญมีทานและศีลเป็นต้น และว่า เมื่อทำบุญแล้ว ท่านจะได้
รับความสุข อันเป็นผลแห่งบุญนั้น โดยแท้จริงทีเดียว ไม่ควรทำ
ความสงสัยในบุญนั้น.
ก็แล เมื่อวิมานเปรตนั้นกล่าวอย่างนี้แล้วจึงไป หญิงนั้น ไป
ยังที่อยู่ของหมู่ญาติตน ให้ญาติเหล่านั้นรู้จักตนแล้ว จึงถือเอา
ทรัพย์ที่ญาติเหล่านั้นมอบให้ เมื่อจะให้ทานแก่สมณะและพราหมณ์
จึงได้ให้โอวาทแก่ชนผู้มาแล้ว ๆ สู่สำนักของตน จึงกล่าวสอนด้วย
คาถาว่า :-

309
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 310 (เล่ม 49)

เราได้เห็นเปรตทั้งหลาย ผู้ไม่ได้ทำความดี
ไว้ เดือดร้อนอยู่ฉันใด มนุษย์ทั้งหลายก็ฉันนั้น
ก็หมู่สัตว์คือเทวดาและมนุษย์ กระทำกรรมอัน
มีความสุขเป็นวิบากแล้ว ย่อมเป็นผู้ดำรงอยู่ใน
ความสุข.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกเตน ได้แก่ ไม่บังเกิด คือ
ตนไม่ได้สั่งสมไว้. บทว่า สาธุนา ได้แก่ มีกุศลกรรม. บทว่า
สาธุนานี้ เป็นตติยาวิภัตติ ใช้ในลักษณะแห่งอิตถัมภูตะ. บทว่า
วิหญฺญนฺติ แปลว่า ถึงความคับแค้น. บทว่า สุขเวทนียํ ได้แก่
บุญกรรมอันมีสุขเป็นวิบาก. บทว่า สุเข  ิตา ได้แก่ดำรงอยู่ใน
ความสุข. บาลีว่า สุเขฐิตา ดังนี้ก็มี, อธิบายว่า เจริญยิ่ง คือ แผ่ไป
ด้วยความสุข. ก็ในข้อนี้ มีอธิบายดังนี้ว่า เราเห็นพวกเปรต เหมือน
พวกมนุษย์ เดือดร้อนอยู่เพราะไม่ได้ทำกุศลไว้ ทำแต่อกุศล ถึง
ความคับแค้น ด้วยความหิวและกระหายเป็นต้น เสวยทุกข์อย่างมหันต์.
แต่เราได้เห็นหมู่สัตว์ ผู้กระทำกรรมอันเป็นเหตุอำนวยความสุข
ผู้นับเนื่องในเทวดาและมนุษย์ ด้วยกุศลกรรมที่ตนทำไว้นั้น และ
อกุศลกรรมที่ตนไม่ได้กระทำไว้ ดำรงอยู่ในความสุข. บทว่า สุเข
ฐิตา นี้. เป็นบทกล่าวบ่งถึงตน. เพราะฉะนั้น ท่านเมื่อเว้นความชั่ว
ให้ห่างไกลแล้ว จงประกอบขวนขวายในการบำเพ็ญบุญ.
หญิงนั้น เมื่อให้โอวาทอย่างนี้ ได้บำเพ็ญมหาทาน ตลอด
๗ วัน เพื่อสมณและพราหมณ์เป็นต้น ในวันที่ ๗ ตายไป บังเกิด

310
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 311 (เล่ม 49)

ในภพชั้นดาวดึงส์. ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มี-
พระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็น
อัตถุปปัตติเหตุแล้ว จึงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว. แต่
เมื่อว่า. โดยความแปลกกัน พระองค์ทรงประกาศถึงความที่ทานที่
บำเพ็ญในพระปัจเจกพุทธเจ้า ว่า ผลมากมีอานิสงส์มาก. มหาชน
ได้ฟังดังนั้นแล้ว เป็นผู้ปราศจากความตระหนี่อันเป็นมลทิน ยินดี
ยิ่งในบุญมีทานเป็นต้น ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาสุตตเปตวัตถุที่ ๑๑

311
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 312 (เล่ม 49)

๑๒. กัณณมุณฑเปติวัตถุ
ว่าด้วยภรรยานอกใจตายไปเป็นเปรต
พระเจ้าพาราณสีตรัสถามนางเวมานิกเปรตว่า
[๑๐๙] สระโบกขรณีนี้มีน้ำใสสะอาด มีบันได
ทองคำ ลาดด้วยทรายทองคำ ในสระนั้นมีกลิ่น
หอมฟุ้งน่ารื่นรมย์ใจ ดาดดื่นไปด้วยหมู่ไม้นานา
มีลมรำเพยมาพัดเอากลิ่นหอมต่างๆ มา ดารดาษ
ด้วยบัวต่าง ๆ เกลื่อนกล่นด้วยบัวขาวมีกลิ่น
หอมเจริญใจ อันลมรำเพยพัดฟุ้งขจร ระงมไป
ด้วยเสียงหงส์และนกกะเรียน นกจักพรากมาร่ำ
ร้องไพเราะจับใจ เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงนก
ต่าง ๆ ส่งเสียงร้องอยู่อึงมี มีหมู่รุกขชาติอันมี
ดอกและผลนานาพรรณ ไม่มีเมืองใดในมนุษย์
เหมือนเมืองของท่านนี้ ปราสาทเป็นอันมากของ
ท่าน ล้วนแล้วด้วยทองคำและเงิน รุ่งเรืองงาม
สง่าไปทั่วทั้ง ๔ ทิศโดยรอบ นางทาสี ๕๐๐ คอย
บำเรอท่านประดับด้วยกำไรทอง นุ่งห่มผ้าทองคำ
บัลลังก์ของท่านมีมาก ซึ่งสำเร็จด้วยทองคำและ
เงิน ปูลาดด้วยหนังชะมดและผ้าโกเชาว์อันบุคคล
จัดแจงไว้แล้ว ท่านจะเข้านอนบนบัลลังก์ใด ก็

312
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 313 (เล่ม 49)

สำเร็จดังความปรารถนาทุกอย่าง เมื่อถึงเที่ยงคืน
ท่านลุกจากบัลลังก์นั้นลงไปสู่สวนใกล้สระโบก-
ขรณี ยืนอยู่ที่ฝั่งสระนั้นอันมีหญ้าเขียวอ่อน
งดงาม ลำดับนั้น สุนัขหูด้วนก็ขึ้นมาจากสระนั้น
กัดอวัยวะน้อยใหญ่ของท่าน เมื่อใด ท่านถูกสุนัข
กัดกินแล้วเหลือแต่กระดูก เมื่อนั้น ท่านจึงลงสู่
สระโบกขรณี ร่างกายก็กลับมีเหมือนเดิม ภาย
หลังจากเวลาลงสระโบกขรณี ท่านกลับมีอวัยวะ
น้อยใหญ่เต็มบริบูรณ์ งดงามดูน่ารัก นุ่งห่มแล้ว
มาสู่สำนักของเรา ท่านได้ทำกรรมชั่วอะไรไว้
ด้วยกาย วาจา ใจ และเพราะวิบากแห่งกรรม
อะไร สุนัขหูด้วนจึงกัดกินอวัยวะน้อยใหญ่ของ
ท่าน.
นางเวมานิกเปรตกราบทูลว่า
มีคฤหบดีคนหนึ่ง เป็นอุบาสกผู้มีศรัทธา
อยู่ในเมืองกิมพิละ หม่อมฉันเป็นภรรยาของ
อุบาสกนั้น เป็นคนทุศีล ประพฤตินอกใจเขา เมื่อ
หม่อมฉันนอกใจเขาอย่างนั้น สามีหม่อมฉันจึง
พูดว่า การที่เธอประพฤตินอกใจฉันนั้นเป็นการ
ไม่เหมาะไม่สมควร และหม่อมฉันได้กล่าว
มุสาวาทสบถอย่างร้ายแรงว่า ฉันไม่ได้ประพฤติ

313
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 314 (เล่ม 49)

นอกใจท่านด้วยกายหรือด้วยใจ ถ้าฉันประพฤติ
นอกใจท่านด้วยกายหรือด้วยใจ ขอให้สุนัขหูด้วน
ตัวนี้กัดกินอวัยวะน้อยใหญ่ของฉันเถิด วิบาก
แห่งกรรมอันลามก คือ การประพฤตินอกใจ
สามีและมุสาวาททั้งสอง อันหม่อมฉันได้เสวย
แล้วตลอด ๗๐๐ ปี เพราะกรรมอันลามกนั้น
สุนัขหูด้วนจึงกัดกินอวัยวะน้อยใหญ่ของหม่อม
ฉัน ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ พระองค์มีอุปการะ
แก่หม่อนฉันมา พระองค์เสด็จมาที่นี่ เพื่อ
ประโยชน์แก่หม่อมฉัน หม่อมฉันพ้นดีแล้วจาก
สุนัขหูด้วน ไม่มีความโศก ไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ
ขอเดชะ หม่อมฉันขอถวายบังคมพระองค์
หม่อมฉันขอประนมอัญชลีวิงวอนว่า ขอพระองค์
จงเสวยกามสุขอันเป็นทิพย์ รื่นรมย์อยู่กับหม่อม
ฉันเถิด.
พระราชาตรัสว่า
กามสุขอันเป็นทิพย์เราเสวยแล้ว และ
รื่นรมย์แล้วกับท่าน ดูก่อนนางผู้ประกอบด้วย
ความงาม เราขออ้อนวอนท่าน ขอท่านจงรีบนำ
ฉันกลับเสียเถิด.
จบ กัณณมุณฑเปติวัตถุที่ ๑๒

314