ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 255 (เล่ม 49)

ผู้ใด ประทุษร้ายต่อนรชนผู้ไม่ประทุษ
ร้าย ผู้เป็นคนบริสุทธิ์ ไม่มีกิเลสเครื่องยียวน
ความชั่วย่อมกลับมาถึงผู้นั้น ซึ่งเป็นคนพาลแน่
แท้ เหมือนธุลีอันละเอียดที่บุคคลซัดไปทวนลม
ฉะนั้น.
บทว่า โย ปุพฺเพ กตกลฺยาโณ ความว่า บุคคลใด มีความดี
อันบุคคลดีบางคน กระทำให้ คือ การทำอุปการะให้. บทว่า
ปจฺฉา ปาเปน หึสติ ความว่า ต่อมาภายหลัง เบียดเบียนบุคคลนั้น
ผู้กระทำอุปการะก่อน ด้วยธรรมชั่ว คือ กรรมไม่ดี ได้แก่ ด้วย
กรรมที่ไร้ประโยชน์. บทว่า อลฺลปาณิหโต โปโส ความว่า ผู้มี
ฝ่ามืออันชุ่ม คือ ผู้มีฝ่ามืออันเปียก ได้แก่ มีฝ่ามืออันล้างสะอาดแล้ว
เป็นการทำอุปการะก่อน เพราะกระทำอุปการะ เบียดเบียนคือ
บีบคั้น โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง อีกอย่างหนึ่ง ถูกเบียดเบียน
ด้วยการเบียดเบียนบุคคลผู้กระทำอุปการะก่อนนั้น ชื่อว่า ผู้มีฝ่ามือ
อันเปียกเบียดเบียน ได้แก่ คนอกตัญญู. บทว่า น โส ภทฺรานิ
ปสฺสติ ความว่า บุคคลนั้น คือ บุคคลตามที่กล่าวกลัว ย่อมไม่เห็น
ย่อมไม่ประสบ คือ ย่อมไม่ได้ในโลกนี้ และในบัดนี้.
พราหมณ์นั้น ถูกเจ้าอังกุระผู้ยกย่องสัปปุริสธรรม กล่าว
ข่มขู่อย่างนี้ ได้เป็นผู้นิ่งเงียบ. ฝ่ายเทพบุตร ฟังคำและคำโต้ตอบ
ของตนทั้ง ๒ นั้น แม้จะโกรธต่อพราหมณ์ ก็คิดเสียว่า ช่างเถอะ
ภายหลังเราจักรู้กรรมที่ควรทำแก่พราหมณ์ ผู้ประทุษร้ายนี้

255
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 256 (เล่ม 49)

เมื่อจะแสดงภาวะที่ตนอันใคร ๆ ข่มขู่มิได้ เป็นอันดับแรก จึงกล่าว
คาถาว่า :-
ไม่เคยมีเทวดา หรือมนุษย์ หรืออิสรชน
คนใด จะมาข่มขู่เราได้โดยง่าย เราเป็นเทพเจ้า
ผู้มีอิทธิฤทธิ์อย่างยอดเยี่ยม เป็นผู้ไปได้ไกล
สมบูรณ์ด้วยรัศมีและกำลัง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เทเวน วา ได้แก่ จะเป็นเทพ
องค์ใด องค์หนึ่งก็ตามที. แม้ในบทว่า มนุสฺเสน วา นี้ ก็นัยนี้
เหมือนกัน. บทว่า อิสฺสริเยน วา ความว่า อันผู้เป็นใหญ่ในหมู่
เทพก็ดี อันผู้เป็นใหญ่ในหมู่มนุษย์ก็ดี. ในความเป็นใหญ่ ๒ อย่างนั้น
ชื่อว่า ความเป็นใหญ่ในหมู่เทพ ได้แก่เทวฤทธิ์ ของท้าวจาตุมหาราช
ท้าวสักกะ และท้าวสุยามะ เป็นต้น, ชื่อว่า ความเป็นใหญ่ในหมู่
มนุษย์ได้แก่บุญฤทธิ์ของพระเจ้าจักรพรรดิ์เป็นต้น. เพราะฉะนั้น
ท่านจึงสงเคราะห์เอาเทวดาและมนุษย์ผู้มีอานุภาพมากด้วย
อิสริยศักดิ์. จริงอยู่ เทพแม้ผู้มีอานุภาพมาก เมื่อไม่มีมนุษย์
ผู้อันผลแห่งบุญสนับสนุนตน ย่อมไม่อาจเพื่อจะครอบงำความวิบัติ
ในการประกอบความเพียร จะป่วยกล่าวไปใยถึงบุคคลนอกนี้
เล่า. ศัพท์ว่า หํ เป็นนิบาต ใช้ในอรรถว่า อดทนไม่ได้. บทว่า
น สุปฺปสยฺโห แปลว่า อันใคร ๆ กำจัดไม่ได้. บทว่า ยกฺโขหมสฺมิ
ปรมิทฺธิปตฺโต ความว่า เพราะผลแห่งบุญของตนเราจึงเข้าถึง
ความเป็นเทพบุตร คือ เราเป็นเทพบุตรแท้ ๆ ไม่ใช่เทพบุตร

256
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 257 (เล่ม 49)

เทียม. โดยที่แท้ เรามีฤทธิ์อย่างยิ่ง คือ ประกอบด้วยฤทธิ์ของ
เทพบุตรอันสูงยิ่ง. บทว่า ทูรงฺคโม ได้แก่ สามารถ เพื่อจะไป
ยังที่ไกลโดยทันทีทันใด. ด้วยคำว่า วณฺณพลูปปนฺโน นี้ เทพบุตร
แสดงเฉพาะภาวะที่ตนไม่ถูกใคร ๆ ข่มขู่ด้วยการประกอบมนต์
เป็นต้น ด้วยบททั้ง ๓ ว่า เข้าถึง คือประกอบด้วยรูปสมบัติและ
ด้วยพลังกาย. จริงอยู่ บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยรูป เป็นผู้อันบุคคล
เหล่าอื่นนับถือมาก. เพราะอาศัยรูปสมบัติ จึงไม่ถูกวัตถุที่เป็น
ข้าศึกต่อกัน ฉุดคร่าไปได้เลย เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าว วรรณ-
สมบัติว่า เป็นเหตุที่ใคร ๆ ข่มขู่ไม่ได้.
เบื้องหน้าแต่นี้ไป อังกุระพ่อค้า และเทพบุตร ได้ทำถ้อยคำ
และการโต้ตอบกันว่า :-
ฝ่ามือของท่าน มีสีดังทองคำทั่วไป ทรง
ไว้ซึ่งวัตถุที่บุคคลอื่นปรารถนา ด้วยนิ้วทั้ง ๕
เป็นที่ไหลออกแห่งวัตถุมีรสอร่อย วัตถุมีรส
ต่าง ๆ ย่อมไหลออกจากฝ่ามือของท่าน ข้าพเจ้า
เข้าใจว่า ท่านเป็นท้าวสักกะ
รุกขเทวดาตอบว่า :-
เราไม่ใช่เทพเจ้า ไม่ใช่คนบรรพ์ ไม่ใช่
ท้าวสักกะปุรินททะ ดูก่อนเจ้าอังกุระ ท่านจงทราบ
ว่า เราเป็นเปรต จุติจากโรรุวนคร มาอยู่ที่ต้นไทร
นี้.

257
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 258 (เล่ม 49)

อังกุระพ่อค้าถามว่า :-
เมื่อก่อน ท่านอยู่ในโรรุวนคร ท่านมีปกติ
อย่างไร มีความประพฤติอย่างไร ผลบุญสำเร็จ
ที่ฝ่ามือของท่าน เพราะพรหมจรรย์อะไร
รุกขเทวดาตอบว่า :-
เมื่อก่อนเราเป็นช่างหูก อยู่ในโรรุวนคร
เป็นคนกำพร้า เลี้ยงชีพโดยความลำบากนัก เรา
ไม่มีอะไรจะให้ทาน เรือนของเราอยู่ใกล้เรือน
ของอสัยหเศรษฐี ซึ่งเป็นคนศรัทธา เป็นทานบดี
มีบุญอันทำแล้ว เป็นผู้ละอายต่อบาป พวกยาจก
วณิพก มีนามและโคตรต่าง ๆ กัน ไปบ้านของ
เรานั้น พากันถามถึงเรือนของอสัยหเศรษฐีกะเรา
ว่า ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย พวกเรา
จะไปทางไหน ทานเขาให้กันที่ไหน เราถูกพวก
ยาจกวณิพกถามแล้ว ได้ยกมือเบื้องขวาชี้บอก
เรือนอสัยหเศรษฐีแก่ยาจกวณิพกเหล่านั้นว่า
ท่านทั้งหลาย จงไปทางนี้ ความเจริญจักมีแก่ท่าน
ทั้งหลาย ทานเขาให้อยู่ที่นั่น เพราะเหตุนั้น ฝ่ามือ
ของเรา จึงให้สิ่งที่น่าปรารถนา เป็นที่ไหลออก
แห่งวัตถุมีรสอร่อย ผลบุญย่อมสำเร็จ ที่ฝ่ามือ
ของเรา เพราะพรหมจรรย์นั่น.

258
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 259 (เล่ม 49)

อังกุระพ่อค้าถามว่า :-
ได้ยินว่า ท่านไม่ได้ให้ทานแก่ใคร ๆ ด้วย
มือทั้งสองของตน เป็นแต่เพียงอนุโมทนาทาน
ของคนอื่น ยกมือชี้บอกทางให้ เพราะเหตุนั้น
ฝ่ามือของท่าน จึงให้สิ่งที่น่าใคร่ เป็นที่ไหลออก
แห่งวัตถุมีรสอร่อย ผลบุญย่อมสำเร็จที่ฝ่ามือของ
ท่าน เพราะพรหมจรรย์นั้น ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
อสัยหเศรษฐีผู้เลื่อมใสได้ให้ทานด้วยมือทั้งสอง
ของตน ละร่างกายมนุษย์แล้ว ไปทางทิศไหน
หนอ.
รุกขเทวดาตอบว่า :-
เราไม่รู้ทางไปหรือทางมาของอสัยห-
เศรษฐี ผู้เป็นเจ้าของแห่งทาน ผู้มีรัศมีซ่านออก
จากตน แต่เราได้ฟังมาในสำนักของท้าวเวส-
วัณว่า อสัยหเศรษฐี ถึงความเป็นสหายแห่ง
ท้าวสักกะ
อังกุระพ่อค้ากล่าวว่า :-
บุคคลควรทำความดีแท้ ควรให้ทานตาม
สมควร ใครได้เห็นฝ่ามือ อันให้สิ่งที่น่าใคร่แล้ว
จักไม่ทำบุญเล่า เราไปจากที่นี้ ถึงทวารกะนคร
แล้ว จักรีบให้ทานอันจักนำความสุขมาให้แก่เรา

259
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 260 (เล่ม 49)

แน่แท้ เราจักให้ข้าว น้ำ ผ้า เสนาสนะ บ่อน้ำ
และสะพานในที่เดินไปได้ยาก เป็นทานดังนี้.
รวมเป็นคาถากล่าวและกล่าวโต้ตอบกัน มีอยู่ ๑๕ คาถา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาณิ เต ได้แก่ ฝ่ามือขวาของท่าน.
บทว่า สพฺพโส วณฺโณ ได้แก่ มีวรรณะดุจทองคำทั้งหมด. บทว่า
ปญฺจธาโร ความว่า ชื่อว่า ปัญจธาระ เพราะมีการทรงไว้ซึ่ง
วัตถุอันบุคคลเหล่าอื่นปรารถนาด้วยนิ้วทั้ง ๕. บทว่า มธุสฺสโว
แปลว่า เป็นที่หลั่งออกซึ่งรสอันอร่อย. ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงกล่าวว่า
นานารสา ปคฺฆรนฺติ ความว่า เป็นที่ไหลออกแห่งรสต่าง ๆ ต่าง
ด้วยรสมี รสหวาน รสขม และรสฝาด เป็นต้น. จริงอยู่ ท่านกล่าว
ไว้ว่า รสมีรสหวานเป็นต้น ย่อมไหลออกจากมือ ที่หลั่งซึ่งของเคี้ยว
และของบริโภคต่าง ๆ อันสมบูรณ์ด้วยรส มีรสหวานเป็นต้น อัน
ให้ซึ่งความปรารถนาของเทพบุตร. บทว่า มญฺเญหํ ตํ ปุรินฺททํ
ความว่า ข้าพเจ้า เข้าใจว่า ท่านเป็นท้าวสักกะ, อธิบายว่า ข้าพเจ้า
เข้าใจว่า ท่าน เป็นท้าวสักกะเทวราช ผู้มีอานุภาพมากอย่างนี้
บทว่า นามฺหิ เทโว ความว่า ข้าพเจ้าไม่ใช่เทพเจ้าที่ปรากฏ
มีท้าวเวสวัณ เป็นต้น. บทว่า น คนฺธพฺโพ ความว่า ทั้งไม่ใช่
ข้าพเจ้าเป็นคนธรรพ์. บทว่า นาปิ สกฺโก ปุรินฺทโท ความว่า
ทั้งไม่ใช่ ข้าพเจ้า เป็นท้าวสักกะเทวราชอันใด นามว่า ปุรินททะ
เพราะได้เริ่มตั้งทาน ในอัตตภาพก่อน คือในกาลก่อน. เพื่อจะ
หลีกเลี่ยงคำถามว่า ก็ท่านเป็นอะไร รุกขเทวดา จึงกล่าวคำมี

260
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 261 (เล่ม 49)

อาทิว่า ดูก่อน อังกุระท่านจงทราบว่า เราเป็นเปรต, ดูก่อน
อังกุระ ท่านจงรู้ว่า ข้าพเจ้าตกอยู่ในหมู่เปรต คือ ท่านจงทรงจำ
ข้าพเจ้าว่า เป็นเปรตผู้มีฤทธิ์มากตนหนึ่ง. บทว่า โรรุวมฺนหา อิธาคตํ
ความว่า ข้าพเจ้า จุติจากโรรุวนครแล้วมาในที่นี้ คือที่ต้นไทรนี้
ในทางทรายกันดารด้วยการอุบัติ คือ บังเกิด ในที่นี้.
บทว่า กึ สีโล กึ สมาจาโร โรรุวสฺมึ ปุเร ตฺวํ ความว่า
เมื่อก่อนคือ ในอัตตภาพก่อน ท่านอยู่ที่โรรุวนคร เป็นผู้มีปกติ
อย่างไร มีความประพฤติอย่างไร คือ ท่านสมาทานศีลเช่นไร ซึ่ง
มีลักษณะให้กลับจากบาป มีความประพฤติเช่นไร ด้วยการประพฤติ
มีลักษณะบำเพ็ญบุญที่ให้เป็นไปแล้ว อธิบายว่า ท่านเป็นผู้ประพฤติ
เช่นไร ในการบำเพ็ญกุศลมีทานเป็นต้น. บทว่า เกน เต พฺรหฺมจริเยน
ปุญฺญํ ปาณิมฺหิ อิชฺฌติB> ความว่า ผลบุญในฝ่ามือของท่านนี้ คือ
เห็นปานนี้ ย่อมสำเร็จ คือ ย่อมเผล็ดผลในบัดนี้ เพราะความ
ประพฤติประเสริฐเช่นไร ท่านจงบอกเรื่องนั้น. จริงอยู่ ผลบุญ
ท่านประสงค์เอาว่า บุญในที่นี้ ด้วยการลบบทเบื้องหลัง. จริงอยู่
ต่อแต่นั้นผลบุญนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า บุญ ในประโยค
มีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุญนี้ ย่อมเจริญอย่างนี้ เพราะ
เหตุแห่งการสมาทานกุศลธรรม.
บทว่า ตุนฺนวาโย แปลว่า เราเป็นนายช่างหูก. บทว่า
สุกิจฺฉวุตฺตี ได้แก่ เป็นผู้เลี้ยงชีพโดยความลำบากนัก คือ เป็นผู้
เลี้ยงชีพโดยความลำบากอย่างยิ่ง. บทว่า กปโณ แปลว่า เป็นคน

261
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 262 (เล่ม 49)

กำพร้า อธิบายว่า เป็นคนยากไร้. บทว่า น เม วิชฺชติ ทาตเว
ความว่า เราไม่มีอะไร ที่ควรจะพึงให้ เพื่อจะให้แก่สมณะพราหมณ์
ผู้เดินทาง, แต่เรามีความคิดที่จะให้ทาน.
บทว่า นิเวสนํ แปลว่า เรือน, หรือ ศาลาพักทำการงาน.
บทว่า อสยฺหสฺส อุปนฺติเก ได้แก่ ใกล้เรือนของมหาเศรษฐี
ชื่อว่า อสัยหะ. บทว่า สทฺธสฺส ความว่า ประกอบด้วยความเชื่อ
กรรมและผลแห่งกรรม. บทว่า ทานปติโน ความว่า เป็นผู้เป็นใหญ่
ในทาน ด้วยสมบัติเป็นเหตุบริจาคไม่ขาดระยะ และด้วยการครอบงำ
ความโลภ. บทว่า กตปุญฺญสฺส ได้แก่ ผู้มีสุจริตกรรมที่ทำไว้ใน
กาลก่อน. บทว่า ลชฺชิโน ได้แก่ ผู้มีความละอายต่อบาปเป็นสภาพ.
บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในเรือนของเรานั้น. บทว่า ยาจนกา
ยนฺติ ความว่า คนยาจก ปรารถนาจะขออะไร ๆ กะอสัยหเศรษฐี
จึงพากันมา. บทว่า นานาโคตฺตา ได้แก่ ผู้แสดงอ้างถึงโคตร
ต่าง ๆ. บทว่า วณิพฺพกา ได้แก่ พวกวณิพก. ชนเหล่าใด เที่ยว
ประกาศถึงผลบุญเป็นต้นของทายก และความที่ตนมีความต้องการ
โดยมุ่งถึงเกียรติคุณเป็นต้น. บทว่า ตตฺถ ในบทว่า เต จ มํ ตตฺถ
ปุจฉนฺติ นั้น เป็นเพียงนิบาต. คนยาจกเป็นต้นเหล่านั้น พากัน
ถามถึงเรือนของอสัยหเครษฐีกะเรา. จริงอยู่ ท่านผู้คิดอักษร
ย่อมปรารถนากรรมทั้ง ๒ อย่าง ในฐานะเช่นนี้.
บทว่า กตฺถ คจฺฉาม ภทฺทํ โว กตฺถ ทานํ ปทียติ เป็นบท
แสดงถึงอาการถามของยาจกเหล่านั้น. จริงอยู่ ในที่นี้มีอธิบาย

262
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 263 (เล่ม 49)

ดังนี้ว่า :- ขอความเจริญ จงมีแก่ท่านทั้งหลาย พวกเราได้ยินว่า
อสัยหเศรษฐีย่อมให้ท่าน ดังนี้ จึงพากันมา, เขาให้ทานกันที่ไหน
หรือว่า เราจะไปทางไหน ผู้ที่ไปทางไหน สามารถจะได้ทาน.
บทว่า เตสาหํ ปุฏฺโฐ อกฺขามิ ความว่า ถูกพวกคนเดินทางเหล่านั้น
ถามถึงฐานะที่จะได้อย่างนี้ จึงให้เกิดความคารวะขึ้นว่า เราเป็น
ผู้ไม่สามารถเพื่อจะให้อะไร ๆ แก่คนเช่นนี้ ในบัดนี้ได้ เพราะ
ไม่เคยทำบุญไว้ในปางก่อน แต่เราจะแสดงโรงทานแก่คนเหล่านี้
ให้เกิดปีติขึ้น ด้วยการบอกอุบายแห่งการได้ แม้ด้วยเหตุเพียง
เท่านี้ ก็จะประสบบุญเป็นอันมากได้ จึงเหยียดแขนขวาออกชี้
บอกเรือนอสัยหเศรษฐีแก่คนเหล่านั้น. ด้วยเหตุนั้น รุกขเทวดา
จึงกล่าวว่า ท่านจงประคองแขนขวา ดังนี้เป็นต้น
บทว่า เตน ปาณิ กามทโท ความว่า ด้วยเหตุเพียงการ
อนุโมทนาทานที่คนอื่นทำแล้ว โดยการประกาศทานขอคนอื่นนั้น
โดยเคารพ บัดนี้ ฝ่ามือของเราเป็นเสมือนต้นกัลปพฤกษ์ และเป็น
เหมือนต้นทิพยพฤกษ์ ให้สิ่งที่น่าใคร่ คือให้สิ่งที่ต้องการที่ปรารถนา
ชื่อว่าให้สิ่งที่น่าใคร่และน่าปรารถนา. ก็เพราะเหตุนั้น ฝ่ามือ
ของท่านจึงให้สิ่งที่น่าปรารถนา เป็นที่หลั่งไหลออกแห่งรสอันอร่อย
คือ เป็นที่สละออกซึ่งวัตถุที่น่าปรารถนา.
ศัพท์ว่า กิร ในบทว่า น กิร ตฺวํ อทา ทานํ นี้ เป็นนิบาต
ลงในอรรถแห่งอนุสสวนัตถะ. ได้ยินว่า ท่านไม่สละสิ่งของของตน
คือ ท่านไม่ได้ให้ทานอะไร ๆ แก่ผู้ใดผู้หนึ่ง หรือแก่สมณะ ด้วย

263
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 264 (เล่ม 49)

ฝ่ามือของตน คือ พร้อมด้วยมือของตน. บทว่า ปรสฺส ทานํ
อนุโมทนาโน ความว่า ท่านเมื่ออนุโมทนาทานของคนอื่น ที่คนอื่น
กระทำอย่างเดียว เท่านั้นอยู่ว่า โอ ทานเราให้เป็นไปแล้ว.
บทว่า เตน ปาณิ กามทโท ความว่า เพราะเหตุ ฝ่ามือ
ของท่านจึงให้สิ่งที่น่าใคร่อย่างนี้ อธิบายว่า โอ น่าอัศจรรย์จริง
หนอ คติ แห่งบุญทั้งหลาย.
บทว่า โย โส ทานมทา ภนฺเต ปสนฺโน สกปาณิภิ นี้
รุกขเทวดาเรียกเทพบุตร ด้วยความเคารพว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
อสัยหเศรษฐี ผู้มีความเลื่อมใส ได้ให้ทานด้วยฝ่ามือของตน อธิบาย
ว่า อันดับแรก ผลเช่นนี้คือ อานุภาพเช่นนี้ของท่าน ผู้อนุโมทนา
ทานที่บุคคลอื่นทำไว้แล้ว แต่อสัยหมหาเศรษฐีนั้น ได้ให้มหาทาน
คือ เป็นผู้มีจิตเลื่อมใส ให้มหาทานเป็นไปในกาลนั้น ด้วยทรัพย์
หลายพัน. บทว่า โส หิตฺวา มานุสํ เทหํ ความว่า ท่านละอัตภาพ
มนุษย์ในที่นี้. บทว่า กึ ได้แก่ ทางทิศไหน. คัพท์ว่า นุ ในคำว่า
นุ โส นี้ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า ทิสตํ คโต แปลว่า ไปสู่ทิศ
คือที่. รุกขเทวดาถามถึงอภิสัมปรายภพของอสัยหเศรษฐีว่า คติ
คือความสำเร็จของท่านเศรษฐีนั้นเป็นอย่างไร.
บทว่า อสยฺหสาหิโน ความว่า ชื่อว่า อสัยหเศรษฐี เพราะ
อดกลั้นธุระของสัตบุรุษผู้จำแนกการบริจาคเป็นต้น ซึ่งคนเหล่าอื่น
ผู้มีความตระหนี่คือ ผู้อันความโลภครอบงำ ไม่สามารถเพื่อจะ
อดกลั้นได้. บทว่า องฺคีรสสฺส ผู้มีรัศมีซ่านออกจากตน. จริงอยู่

264