พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 245 (เล่ม 49)

ก่อนอังกุระ มหาทานท่านได้ให้แล้วสิ้น
กาลนาน ท่านมาในสำนักของเรา ไฉนจึงนั่งอยู่
ไกลนัก.
เมื่อพระพุทธเจ้าผู้เป็นอุดมบุรุษ ประทับ
อยู่ที่บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ภายใต้ต้นปาริ-
ฉัตตกพฤกษ์ ณ ดาวดึงส์ ครั้งนั้น เทวดาในหมื่น
โลกธาตุ พากันมานั่งประชุมเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า
ซึ่งประทับบนยอดเขา เทวดาไร ๆ ไม่รุ่งโรจน์
เกินกว่าพระสัมพุทธเจ้าด้วยรัศมี พระสัมพุทธ-
เจ้าเท่านั้น ย่อมรุ่งโรจน์ล่วงหมู่เทวดาทั้งปวง
ครั้งนั้น อังกุรเทพบุตรนี้นั่งอยู่ไกล ๑๒ โยชน์
จากที่พระพุทธเจ้าประทับ ส่วนอินทกเทพบุตร
นั่งในที่ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า รุ่งเรื่องกว่าอัง
กุรเทพบุตร พระสัมพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็น
อังกุรเทพบุตรกับอินทกเทพบุตรแล้ว เมื่อจะ
ทรงประกาศทักขิไณยบุคคล จึงได้ตรัสพระ-
พุทธพจน์นี้ความว่า ดูก่อนอังกุรเทพบุตร มหา-
ทานท่านให้แล้วสิ้นกาลนาน ท่านมาสู่สำนักของ
เรา ไฉนจึงนั่งอยู่ไกลนัก อังกุรเทพบุตร อัน
พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระองค์อันอบรมแล้ว
ทรงตักเตือนแล้ว ได้กราบทูลว่า จะทรงประสงค์

245
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 246 (เล่ม 49)

อะไร ด้วยทานของข้าพระองค์นั้น อันว่างเปล่า
จากทักขิไณยบุคคล อินทกเทพบุตรนี้ให้ทาน
นิดหน่อย รุ่งเรื่องยิ่งกว่าข้าพระองค์ ดุจพระ-
จันทร์ในหมู่ดาวฉะนั้น.
อินทกเทพบุตรทูลว่า
พืชแม้มากที่บุคคลหว่านแล้วในนาดอน
ผลย่อมไม่ไพบูลย์ ทั้งไม่ยังชาวนาให้ปลื้มใจ
ฉันใด ทานมากมายอันบุคคลเข้าไปตั้งไว้ใน
บุคคลผู้ทุศีล ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมไม่มีผล
ไพบูลย์ ทั้งไม่ยังทายกให้ปลาบปลื้ม พืชแม้น้อย
อันบุคคลหว่านแล้วในนาดี เมื่อฝนหลั่งสายน้ำ
โดยสม่ำเสมอ ผลย่อมยังชาวนาให้ปลาบปลื้มใจ
แม้ฉันใด ทานแม้น้อยอันบุคคลบริจาคแล้วใน
ท่านผู้มีศีล มีคุณความดี ผู้คงที่บุญย่อมมีผลมาก
ฉันนั้นเหมือนกัน ทานอันบุคคลให้แล้วในเขตใด
มีผลมาก ควรเลือกให้ในเขตนั้น ทายกเลือกให้
ทานแล้วย่อมไปสู่สวรรค์ ทานที่เลือกให้พระสุคต
ทรงสรรเสริญ ทักขิไณยบุคคลเหล่าใดมีอยู่ใน
โลกนี้ ทานที่ทายกให้แล้วในทักขิไณยบุคคลเหล่า
นั้น ย่อมมีผลมาก เหมือนพืชที่หว่านแล้วในนาดี
ฉะนั้น.
จบ อังกุรเปตวัตถุที่ ๙

246
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 247 (เล่ม 49)

อรรถกถาอังกุรเปตวัตถุที่ ๙
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภ
อังกุรเปรต จึงตรัสพระคาถานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยสฺส อตฺถาย
คจฺฉาม. ก็ในที่นี้ ไม่มีอังกุรเปรตก็จริง แต่เพราะความประพฤติ
ของอังกุรเปรตนั้นเกี่ยวเนื่องด้วยเปรต ฉะนั้น ความประพฤติ
ของอังกุรเปรตนั้น ท่านจึงกล่าวว่าอังกุรเปตวัตถุ.
ในข้อนั้นมีสังเขปกถาดังต่อไปนี้ :- ยังมีกษัตริย์ ๑๑
พระองค์ คือ พระนางอัญชนเทวี และน้องชาย ๑๐ พระองค์ คือ
วาสุเทพ พลเทพ จันทเทพ สุริยเทพ อัคคิเทพ วรุณเทพ อัชชุนะ
ปัชชุนะ ฆฏบัณฑิต และอังกุระ อาศัยครรภ์ของพระนางเทวคัพภา
ผู้พระธิดาของพระเจ้ามหากังสะ ในอสิตัญชนนคร ซึ่งพระเจ้ากังสะ
ปกครองในอุตตราปถชนบท เพราะอาศัยเจ้าอุปสาครผู้โอรส
ของพระเจ้ามหาสาครผู้เป็นใหญ่ในอุตตรมธุรชนบท บรรดา
กษัตริย์เหล่านั้น กษัตริย์ผู้น้องชายมีวาสุเทพเป็นต้น ใช้จักรปลง
พระชนมชีพพระราชาทั้งหมด ๖๓,๐๐๐ นคร ทั่วชมพูทวีป นับ
ตั้งต้นแต่อสิตัญพชนนครจนถึงกรุงทวารวดีเป็นที่สุด แล้วประทับ
อยู่ในทวารวดีนคร แบ่งรัฐออกเป็น ๑๐ ส่วน แต่ไม่ได้นึกถึง
พระนางอัญชนเทวี ผู้เป็นพระเชษฐภคินี แต่เมื่อระลึกขึ้นได้จึง
กล่าวว่า เราจะแบ่งเป็น ๑๑ ส่วน เจ้าอังกุระน้องชายคนสุดท้อง
ของกษัตริย์เหล่านั้นกล่าวว่า ท่านจงแบ่งส่วนของหม่อมฉันให้แก่

247
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 248 (เล่ม 49)

พระเชษฐภคินีเถิด หม่อมฉันจะทำการค้าขายเลียงชีพ ท่านทั้งหลาย
จงสละส่วยในชนบทของตน ๆ ให้แก่หม่อมฉัน กษัตริย์เหล่านั้น
รับพระดำรัสแล้วจึงเอาส่วนของเจ้าอังกุระให้แก่พระเชษฐภคินี
พระราชาทั้ง . พระองค์ประทับอยู่ในกรุงทวารวดี.
ส่วนอังกุรประกอบการค้า บำเพ็ญมหาทานเป็นนิตยกาล
ก็อังกุระนั้นมีทาสผู้หนึ่ง เป็นเจ้าหน้าที่คลังมุ่งหวังประโยชน์
ท่านอังกุระชอบใจ ได้ขอกุลธิดาคนหนึ่งมาให้เขา เมื่อตั้งครรภ์
บุตรเท่านั้น เขาก็ตายไป เมื่อบุตรคนนั้นเกิดแล้ว ท่านอังกุระได้เอา
ค่าจ้างที่ได้ให้แก่บิดาของเขาให้แก่เขา ครั้นเมื่อเด็กนั้นเจริญวัย
จึงเกิดการวินิจฉัยขึ้นในราชสกุลว่า เขาเป็นทาสหรือไม่. พระนาง
อัญชนเทวีได้สดับดังนั้นจึงตรัสเปรียบเทียบโดยแม่โคนม แล้ว
ตรัสว่า แม้บุตรของมารดาผู้เป็นไท ก็ต้องเป็นไทเท่านั้น ดังนี้
แล้วจึงให้พ้นจากความเป็นทาสไป.
แต่เพราะความอาย เด็กจึงไม่อาจอยู่ในที่นั้นได้ จึงได้ไป
ยังโรรุวนคร พาธิดาของช่างหูกคนหนึ่งในนครไป เลี้ยงชีพด้วย
การทอผ้า สมัยนั้น เขาได้เป็นมหาเศรษฐี ชื่อว่า อสัยหะ ใน
โรรุวนคร เขาได้ให้มหาทานแก่สมณพราหมณ์ คนกำพร้า คน
เดินทาง วณิพก และยาจกทั้งหลาย. ช่างหูกนั้นเกิดปีติและโสมนัส
เหยียดแขนขวาออกชี้ให้ดูนิเวศน์ของอสัยหเศรษฐีแก่ชนผู้ไม่รู้จัก
เรือนของเศรษฐีว่า ขอคนทั้งหลายจงไปในที่นั่นแล้วจะได้สิ่งที่
ควรได้. กรรมของเขามาแล้วในพระบาลีนั่นแล.

248
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 249 (เล่ม 49)

สมัยต่อมา เขาทำกาละแล้ว. บังเกิดเป็นภุมเทพยาดาที่ต้นไทร
ต้นหนึ่งในมรุภูมิ มือขวาของเขาได้ให้สิ่งที่น่าใคร่ทุกอย่าง ก็ใน
โรรุวนครนั้นนั่นเอง มีบุรุษคนหนึ่ง เป็นคนขวนขวายในทานของ
อสัยหเศรษฐี แต่ไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส เป็นมิจฉาทิฏฐิ
ไม่เอื้อเฟื้อต่อการบำเพ็ญบุญ ทำกาละแล้วบังเกิดเป็นเปรต ไม่
ไกลแต่ที่อยู่ของเทพบุตรนั้น. ก็กรรมที่เขาทำมาแล้วในพระบาลี
นั่นแล ฝ่ายอสัยหมหาเศรษฐีทำกาละแล้ว เข้าถึงความเป็นสหาย
ของท้าวสักกเทวราชในภพดาวดึงส์.
ครั้นสมัยต่อมา เจ้าอังกุระบรรทุกสินค้าด้วยเกวียน ๕๐๐
เล่ม และพราหมณ์คนหนึ่งบรรทุกสินค้าด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม
รวมความว่า ชนทั้ง ๒ คน บรรทุกสินค้าด้วยเกวียน ๑,๐๐๐ เล่ม เดินไป
ตามทางมรุกันดาร พากันหลงทาง เที่ยวอยู่ในที่นั้นนั่นเองหลายวัน
จนหมดหญ้า น้ำ และอาหาร เจ้าอังกุระให้ทูตม้าแสวงหาน้ำดื่ม
ทั้ง ๔ ทิศ. ลำดับนั้น เทพผู้มีมืออันให้สิ่งที่ต้องการองค์นั้น เห็นชน
เหล่านั้นได้รับความวอดวายอันนั้น จึงคิดถึงอุปการะที่เจ้าอังกุระ
ได้กระทำไว้แก่ตนในกาลก่อน จึงคิดว่าเอาเถอะ บัดนี้เราจักพึง
เป็นที่พึ่งของเจ้าอังกุระนี้ ดังนี้แล้วจึงได้ชี้ให้ดูต้นไทรอันเป็นที่อยู่
ของตน. ได้ยินว่า ต้นไทรนั้น สมบูรณ์ด้วยกิ่งและค่าคบ มีใบทึบ
มีร่มเงาสนิท มีย่านหลายพันย่าน ว่าโดยความยาวกว้างและสูง
ประมาณ ๑ โยชน์. เจ้าอังกุระเห็นดังนั้นแล้ว เกิดความหรรษา
ร่าเริง ให้ตั้งข่ายภายในต้นไทรนั้น. เทวดา เหยียบหัตถ์ขวาของ

249
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 250 (เล่ม 49)

ตนออก ให้คนทั้งหมดอิ่มหนำด้วยน้ำดื่มเป็นอันดับแรกก่อน ต่อ
แต่นั้น จึงได้ให้สิ่งที่เขาปรารถนาแก่เขา.
เมื่อมหาชนนั้น อิ่มหนำตามความต้องการ ด้วยข้าวและน้ำ
เป็นต้นนานาชนิดอย่างนี้ ภายหลัง เมื่ออันตรายในหนทางสงบลง
พราหมณ์ผู้เป็นพ่อค้านั้น ใส่ใจโดยไม่แยบคาย คิดอย่างนี้ว่า เรา
จากนี้ไปยังแคว้นกัมโพชะแล้ว จักกระทำอะไร เพื่อให้ได้ทรัพย์.
แต่เราจะพาเทพนี้แหละไปด้วยอุบายอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นสู่ยาน
ไปยังนครของเราเอง ครั้นคิดอย่างนี้แล้ว เมื่อจะบอกความนั้น
แก่เจ้าอังกุระ จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
เราทั้งหลายเที่ยวหาทรัพย์ไปสู่แคว้น
กัมโพชะ เพื่อประโยชน์ใด เทพบุตรนี้เป็นผู้ให้สิ่ง
ที่เราอยากได้นั้น พวกเราจักนำเทพบุตรนี้ไป.
หรือจักจับเทพบุตรนี้ ข่มขี่เอาด้วยการวิงวอน
หรือ อุ้มใส่ยาน นำไปสู่ทวารกนครโดยเร็ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยส อตฺถาย แปลว่า เพราะเหตุ
แห่งประโยชน์ใด. บทว่า กมฺโพชํ ได้แก่ แคว้นกัมโพชะ. บทว่า
ธนหารกา ได้แก่ ผู้หาทรัพย์ที่ได้มาด้วยการค้าขายสินค้า. บทว่า
กามทโท ได้แก่ ผู้ให้สิ่งที่ปรารถนาต้องการ. บทว่า ยกฺโข ได้แก่
เทพบุตร. บทว่า นยามเส ได้แก่ จักนำไป. บทว่า สาธุเกน แปลว่า
ด้วยการอ้อนวอน. บทว่า ปสยฺห ได้แก่ ข่มขี่เอาตามอำเภอใจ.

250
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 251 (เล่ม 49)

บทว่า ยานํ ได้แก่ ยานอันนำมาซึ่งความสุขสบาย. บทว่า ทฺวารกํ
ได้แก่ทวารวดีนคร. ข้ออธิบาย ในหนหลัง มีดังต่อไปนี้ พวกเรา
ปรารถนาจะจากที่นี้ไปยังแคว้นกัมโพชะ เพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์
ที่จะพึงให้สำเร็จด้วยการไปนั้น ย่อมสำเร็จในที่นี้เอง. เพราะ
เทพบุตรนี้ เป็นผู้ให้สมบัติที่น่าใคร่ เพราะฉะนั้น เราจึงขออ้อนวอน
เทพบุตรนี้ แล้วอุ้มเทพบุตรนี้ ขึ้นสู่ยาน ตามอนุมัติของเทพบุตร
นั้น หรือถ้าไม่ไปตามที่ตกลงกันไว้ จะข่มขี่เอาตามพลการแล้ว
จับเทพบุตรนั้นมัดแขนไพล่หลังไว้ในยาน ออกจากที่นี้แล รีบไปยัง
ทวารวดีนคร.
ฝ่ายเจ้าอังกุระ อันพราหมณ์พูดอย่างนี้แล้ว ตั้งอยู่ใน
สัปปุริสธรรม เมื่อจะปฏิเสธคำจึงกล่าวคาถานี้ว่า :-
บุคคลอาศัยนั่งนอนที่ร่มเงาของต้นไม้ใด
ไม่ควรทักรานกิ่งของต้นไม้นั้น เพราะการ
ประทุษร้ายมิตร เป็นความเลวทราม.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ภญฺเชยฺย แปลว่า ไม่พึงตัด.
บทว่า มิตฺตทุพฺโภ ได้แก่ การประทุษร้ายมิตร คือ นำความพินาศ
ให้เกิดแก่มิตรเหล่านั้น. บทว่า ปาปโก ได้แก่ คนไม่ดี คือ คนมัก
ประทุษร้ายต่อมิตร. จริงอยู่ ต้นไม้ที่มีร่มเงาเยือกเย็นอันใด ย่อม
บันเทาความกระวนกระวาย ของคนผู้ถูกความร้อนแผดเผา ใคร ๆ
ไม่ควรคิดร้ายต่อต้นไม้นั้น. ก็จะป่วยกล่าวไปใยถึงหมู่สัตว์เล่า.
ท่านแสดงว่า เทพบุตรนี้ เป็นสัตบุรุษ เป็นบุรพการีบุคคล ผู้บันเทา

251
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 252 (เล่ม 49)

ทุกข์ ผู้มีอุปการะมากแก่เราทั้งหลาย เราไม่ควรคิดร้ายอะไร ๆ
ต่อเทพบุตรนั้น โดยที่แท้เทพบุตรนั้นเราควรบูชาทีเดียว
พราหมณ์ได้ฟังดังนั้น คิดว่า มูลเหตุของประโยชน์ เป็นเหตุ
กำจัดความคดโกง ดังนี้แล้ว อาศัยทางอันเป็นแบบแผน ตั้งอยู่
ในฝ่ายขัดแย้งต่อเจ้าอังกุระ จึงกล่าวคาถาว่า :-
บุคคลอาศัยนั่งนอน ที่ร่มเงาของต้นไม้ใด
พึงตัดแม้ลำต้นของต้นไม้นั้นได้ ถ้ามีความต้อง
การเช่นนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺโถ เจ ตาทิโส สิยา ความว่า
ถ้าพึงมีความต้องการด้วยทัพพสัมภาระเช่นนั้น, อธิบายว่า แม้
ลำต้นของต้นไม้นั้นก็ควรตัด จะป่วยกล่าวไปใยถึงกิ่งเป็นต้นเล่า.
เมื่อพราหมณ์กล่าวอย่างนี้แล้ว เจ้าอังกุระเมื่อจะประคอง
เฉพาะสัปปุริสธรรม จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-
บุคคลอาศัยนั่งนอน ที่ร่มเงาของต้นไม้ใด
ไม่พึงทำลายแม้ใบของต้นไม้นั้น เพราะการ
ประทุษร้ายต่อมิตร เป็นความเลวทราม.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ตสฺส ปตฺตํ ภินฺเทยฺย ความว่า
ไม่พึงทำแม้เพียงใบใบหนึ่ง ของต้นไม้นั้นให้ตกไป จะป่วยกล่าว
ไปใย ถึงกิ่งเป็นต้นเล่า.
พราหมณ์เมื่อจะประคองวาทะของตนแม้อีก จึงกล่าวคาถา
ว่า :-

252
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 253 (เล่ม 49)

บุคคลอาศัยนั่งนอนที่ร่นเงาของต้นไม้ใด
พึงถอนต้นไม้นั้นพร้อมทั้งรากได้ ถ้าพึงประสงค์
เช่นนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมูลมฺปิ ตํ อพฺพุเห ความว่า
พึงถอน คือพึงรื้อขึ้นซึ่งต้นไม้นั้นพร้อมทั้งราก คือ พร้อมด้วยราก
ในที่นั้น.
เมื่อพราหมณ์กล่าวอย่างนี้แล้ว เจ้าอังกุระมีความประสงค์
จะทำแบบแผนนั้นให้ไร้ประโยชน์อีก จึงได้กล่าวคาถา ๓ คาถา
เหล่านี้ว่า :-
ก็บุรุษพึงพักอยู่ในเรือนของบุคคลใด
ตลอดราตรีหนึ่ง หรือพึงได้ข้าวน้ำในที่ใด ไม่ควร
มีจิตคิดร้ายต่อบุคคลนั้น. ความเป็นผู้กตัญญู อัน
สัตบุรุษทั้งลาย สรรเสริญแล้ว บุคคลพึงพัก
อาศัย ในเรือนของบุคคลใด แม้เพียงคืนเดียว
พึงได้รับการบำรุงด้วยข้าวและน้ำ ไม่ควรมีจิต
คิดประทุษร้าย ต่อบุคคลนั้น บุคคลมีมือไม่
เบียดเบียน ย่อมแผดเผาบุคคลผู้ประทุษร้ายมิตร
บุคคลใด ทำความดีไว้ในปางก่อน ภายหลัง
เบียดเบียนด้วยความชั่ว ผู้นั้นชื่อว่า เป็นคน
อกตัญญู ย่อมไม่พบเห็นความเจริญทั้งหลาย.

253
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 254 (เล่ม 49)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺส แปลว่า ต่อบุคคลใด. บทว่า
เอกรตฺติมฺปิ ความว่า พึงอยู่อาศัยในเรือนอย่างเดียว แม้เพียงราตรี
เดียว. บทว่า ยตฺถนฺนปานํ ปุริโส ลเภถ ความว่า บุรุษบางคน พึงได้
โภชนะอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นข้าวหรือน้ำ ในสำนักของ
ผู้ใด. บทว่า น ตสฺส ปาปํ มนสาปิ จินฺตเย ความว่า บุคคลไม่พึง
มีจิตคิดร้ายต่อสิ่งที่ไม่ดี คือสิ่งที่ไร้ประโยชน์ต่อบุคคลนั้น ได้แก่
เป็นผู้ไม่รักใคร่ จะป่วยกล่าวไปใยถึงกายและวาจาเล่า. หากมี
คำถามว่า ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร ? ตอบว่า เพราะความเป็นผู้
กตัญญู อันสัตบุรุษทั้งหลาย สรรเสริญแล้ว อธิบายว่า ขึ้นชื่อว่า
ความเป็นผู้กตัญญู อันบุรุษผู้สูงสุด มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น สรรเสริญ
แล้ว.
บทว่า อุปฏฺฐิโต แปลว่า พึงให้เข้าไปนั่งใกล้ คือ พึง
อุปัฏฐากด้วยข้าวและน้ำ เป็นต้นว่า ท่านจงรับสิ่งนี้ ท่านจงบริโภค
สิ่งนี้. บทว่า อทุพฺภปาณี ได้แก่ ผู้มีมือไม่เบียดเบียน คือ ผู้สำรวม
มือ. บทว่า ทหเต มิตฺตทุพิภึ ความว่า ย่อมแผดเผาคือ ย่อมทำ
บุคคลผู้มักประทุษร้ายต่อมิตรนั้นให้พินาศ ว่าโดยอรรถ ชื่อว่า
ย่อมแผดเผา ย่อมแผดเผาบุคคลผู้ไม่ประทุษร้าย ผู้อันคนอื่น
กระทำความผิดในบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยอัธยาศัยที่เป็นประโยชน์
ผู้ไม่ประทุษร้าย คือ นำมาซึ่งความพินาศแก่บุคคลนั้นนั่นแล. โดย
ไม่แปลกกัน. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า :-

254