ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 185 (เล่ม 49)

นันทิเสนถามว่า
เอาละ เราจะให้ผ่านุ่งแก่ท่าน ขอท่านจง
นุ่งผ้านี้แล้วจงมา เราจักนำท่านไปเรือน ท่าน
ไปเรือแล้วจักได้ผ้า ข้าวและน้ำ ทั้งจักได้ชม
บุตรและลูกสะใภ้ของท่าน.
นางเปรตนั้นตอบว่า
ผ้านั้นถึงท่านจะให้ที่มือของฉัน ด้วยมือ
ของท่าน ก็ย่อมไม่สำเร็จประโยชน์แก่ฉัน ขอ
ท่านจงเลี้ยงดูภิกษุทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วยศีล
ปราศจากราคะ เป็นพหูสูต ให้อิ่มหนำด้วยข้าว
และน้ำ แล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้ฉัน เมื่อท่านทำ
อย่างนั้น ฉันจักมีความสุข สำเร็จความปรารถนา
ทั้งปวง. เมื่อนันทิเสนอุบาสกรับคำแล้ว ได้ให้
ทานเป็นอันมาก คือ ข้าว น้ำ ของเคี้ยว ผ้า เสนา-
สนะ ร่ม ของหอม ดอกไม้ และรองเท้าต่าง ๆ
และเลี้ยงดูภิกษุทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ปราศ-
จากราคะ เป็นพหูสูตให้อิ่มหยกด้วยข้าวและน้ำ
แล้วทิศส่วนกุศลไปให้นางนันทา ข้าว น้ำ และ
เครื่องนุ่งห่มอันเป็นวิบาก ย่อมบังเกิดในทันตา
นั้นนั่นเอง นี้เป็นผลแห่งทักษิณา ในขณะนั้นนั่น
เอง นางเปรตนั้นมีร่างกายบริสุทธิ์สะอาด นุ่งห่ม

185
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 186 (เล่ม 49)

ผ้าอันดีมีค่ายิ่งกว่าผ้าแคว้นกาสี ประดับด้วย
วัตถาภรณ์อันวิจิตร เข้าไปหาสามี.
นันทิเสนอุบาสกจึงถามว่า
ดูก่อนนางเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่ง
นักส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศสถิตอยู่ ดุจดาว
ประกายพรึก ท่านมีวรรณะงามเช่นนี้ อิฐผลย่อม
สำเร็จแก่ท่านในวิมานนี้ และโภคะทุกสิ่งทุกอย่าง
อันเป็นที่พอใจ ย่อมเกิดแก่ท่านเพราะกรรมอะไร
ดูก่อนนางเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก ฉันขอถาม
ท่าน เมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไร อนึ่ง
ท่านมีอานุภาพรุ่งเรื่อง และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่ว
ทุกทิศอย่างนี้ เพราะกรรมอะไร.
นางนันทาเทพธิดาตบว่า
ข้าแต่ท่านนันทิเสน เธอก่อน ฉันชื่อ
นันทาเป็นภรรยาของท่าน ได้ทำกรรมชั่วช้า จึง
จากมนุษยโลกนี้ไปสู่เปตโลก ฉันอนุโมทนาทาน
ที่ท่านให้แล้ว จึงไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ ดูก่อน
คฤหบดี ขอท่านพร้อมด้วยญาติทั้งปวงจงมีอายุ
ยืนนานเถิด ดูก่อนคฤหบดี ท่านประพฤติธรรม
และให้ทานในโลกนี้แล้ว จะเข้าถึงถิ่นฐานอันไม่
เศร้าโศก ปราศจากธุลี ปลอดภัย อันเป็นที่อยู่ของ

186
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 187 (เล่ม 49)

ท้าวสวัตตี ท่านกำจัดมลทิน คือความตระหนี่
พร้อมด้วยรากแล้ว อันใคร ๆ ไม่ติเตียนได้ จัก
เข้าถึงโลกสวรรค์.
จบ นันทาเปติวัตถุที่ ๔
อรรถกถานันทาเปติวัตถุที่ ๔
เมื่อพระศาสดา ประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรง
ปรารภนางเปรตชื่อว่า นันทา จึงตรัสคาถานี้ มีคำเริ่มต้นว่า
กาฬี ทุพฺพณฺณรูปาสิ ดังนี้.
ได้ยินว่า ในหมู่บ้านตำบลหนึ่ง ไม่ไกลแต่กรุงสาวัตถีนัก
ยังมีอุบาสกคนหนึ่ง ชื่อว่า นันทิเสน เป็นผู้มีศรัทธา มีความเลื่อมใส.
ส่วนภริยาของเขา ชื่อว่า นันทา ไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส
เป็นคนตระหนี่ ดุร้าย กล่าววาจาหยาบ ไม่เคารพยำเกรงสามี
ด่าบริภาษแม่ผัว ด้วยวาจาว่าเป็นโจร. สมัยต่อมานางนันทานั้น
ทำกาละแล้ว ไปบังเกิดในกำเนิดเปรต แสดงตนในที่ไม่ไกลหมู่บ้าน
นั้นนั่นเอง. นันทิเสนอุบาสกเห็นนางนั้น จึงได้กล่าวคาถาว่า :-
ท่านมีผิวพรรณดำ มีรูปร่างน่าเกลียด ตัว
ขรุขระดูน่ากลัว มีตาเหลือง มีเขี้ยวงอกออก
เหมือนหมู เราไม่เข้าใจว่า ท่านจะเป็นมนุษย์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาฬี แปลว่า มีสีดำ. จริงอยู่
วรรณะของนางเปรตนั้น เป็นเสมือนถ่านที่ถูกเผาแล้ว. บทว่า

187
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 188 (เล่ม 49)

ผรุสา ได้แก่ มีตัวขรุขระ. บทว่า ภีรุทสฺสนา แปลว่า น่าสะพึงกลัว
คือ มีอาการน่ากลัว. บาลีว่า ภารุทสฺสนา ดังนี้ก็มี, อธิบายว่า
เห็นเข้าน่ากลัวอย่างหนัก คือ ไม่น่าดู เพราะมีผิวพรรณน่าเกลียด
เป็นต้น. บทว่า ปิงฺคลา แปลว่า ผู้มีนัยน์ตาเหลือง. บทว่า กฬารา
ผู้มีเขี้ยวเหมือนหมู. บทว่า น ตํ มญฺญานิ มานุสึ ความว่า เราไม่
สำคัญท่านว่าเป็นมนุษย์ แต่เราสำคัญท่านว่า เป็นนางเปรต.
นางเปรตได้ฟังดังนั้น เมื่อจะประกาศตนจึงกล่าวคาถาว่า :-
ท่านนันทิเสน เมื่อก่อนดิฉันชื่อนันทา
เป็นภรรยาของท่าน ได้ทำกรรมชั่วไว้ จึงจาก
มนุษยโลกนี้ ไปสู่เปตโลก.
บรรดาบทเหล่านั้น. บทว่า อหํ นนฺทา นนฺทิเสน ความว่า
พี่นันทิเสนขา ดิฉันชื่อว่า นันทา. บทว่า ภริยา เต ปุเร อหุํ ความว่า
ในชาติก่อน ดิฉันได้เป็นภรรยาของพี่. เบื้องหน้าแต่นี้ไป อุบาสก
นั้นจึงถามว่า :-
ท่านทำกรรมชั่วอะไรไว้ ด้วยกาย วาจา
ใจ เพราะวิบากของกรรมอะไร ท่านจึงจาก
มนุษยโลกนี้ไปสู่เปตโลก.
ลำดับนั้นนางเปรต จึงได้ตอบกะนันทิเสนอุบาสกว่า
ดิฉัน เป็นหญิงดุร้าย มีวาจาหยาบคาย ไม่
เคารพพี่ กล่าวคำชั่วหยาบกะพี่ จึงจากมนุษยโลก
นี้ ไปสู่เปตโลก.

188
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 189 (เล่ม 49)

นันทิเสนอุบาสก จึงถามอีกว่า :-
เอาเถอะ เราจะให้ผ้านุ่งแก่เจ้า เจ้าจงนุ่งผ้า
นี้ ครั้นนุ่งผ้านี้แล้ว จงมา ฉันจะนำเจ้าไปสู่เรือน
เจ้าไปเรือนแล้ว จักได้ผ้า ข้าว และน้ำ ทั้งจักได้
ชมบุตรและลูกสะใภ้ของเธออีกด้วย.
ลำดับนั้น นางเปรตจึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถา แก่นันทิเสน
อุบาสกนั้นว่า :-
ผ้านั้น ถึงพี่จะให้ที่มือของฉัน ด้วยมือ
ของพี่เอง ก็ไม่สำเร็จประโยชน์แก่ฉันได้ ขอพี่
จงเลี้ยงดูภิกษุทั้งหลาย ผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ผู้
ปราศจากราคะ ผู้เป็นพหูสูต ให้อิ่มหนำด้วยข้าว
และน้ำ แล้วอุทิศส่วนบุญไปให้ดิฉัน เมื่อท่านทำ
อย่างนั้น ดิฉันจักมีความสุข สำเร็จความปรารถนา
ทั้งปวง.
ลำดับนั้น พระสังคีติกาจารย์ กล่าว ๔ คาถานี้ว่า :-
นันทิเสนอุบาสก รับคำแล้ว ได้ให้ทาน
เป็นอันมาก คือข้าว น้ำ ของเคี้ยว ผ้า และ
เสนาสนะ ร่ม ของหอม ดอกไม้ และรองเท้า
หลากชนิด เลี้ยงดูภิกษุทั้งหลาย ผู้สมบูรณ์ด้วย
ศีล ปราศจากราคะเป็นพหูสูต ให้อิ่มหนำด้วยข้าว
และน้ำแล้ว อุทิศส่วนบุญไปให้นางในทันตาเห็น

189
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 190 (เล่ม 49)

วิบาก คือข้าว เครื่องนุ่งห่ม และน้ำดื่ม ก็เกิดขึ้น
นี้เป็นผลแห่งทักษิณา ลำดับนั้น นางเปรตมี
ร่างกายบริสุทธิ์สะอาด นุ่งห่มผ้าอย่างดี มีค่ายิ่ง
กว่าผ้าแคว้นกาสี ประดับด้วยวัตถาภรณ์อันวิจิตร
เข้าไปหาสามี.
ต่อแต่นั้น เป็นคาถากล่าวโต้ตอบระหว่างอุบาสกกับนางเปรต
ว่า :-
ดูก่อน เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก
ส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศสถิตอยู่ ดุจดาวประกาย
พรึก ท่านมีวรรณะงดงามเช่นนี้ เพราะกรรม
อะไร อิฐผลย่อมสำเร็จแก่ท่านในวิมานนี้ เพราะ
กรรมอะไร และโภคะทุกสิ่งทุกอย่างอันเป็นที่
พอใจ เกิดขึ้นแก่ท่านเพราะกรรมอะไร ดูก่อน
เทพธิดา ผู้มีอานุภาพมาก เราขอถามท่าน เมื่อ
เป็นมนุษย์ ท่านทำบุญอะไรด้วย ท่านมีอานุภาพ
รุ่งเรืองและมีรัศมีสว่างไสวไปทุกทิศอย่างนี้
พี่นันทิเสน เมื่อก่อนดิฉันชื่อนันทา
เป็นภริยาของท่าน ได้ทำกรรมชั่วช้า จึงจาก
มนุษยโลกนี้ไปสู่เปตโลก ดิฉันได้อนุโมทนา
ทานที่ท่านให้แล้ว จึงไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ ก่อน
คฤหบดี ขอท่านพร้อมด้วยชาติทั้งปวง จงมีอายุ

190
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 191 (เล่ม 49)

ยืนนานเถิด ดูก่อนคฤหบดี ท่านประพฤติธรรม
และให้ทานในโลกนี้แล้ว จะเข้าถึงถิ่นฐานอันไม่
เศร้าโศก ปราศจากธุลี ปลอดภัย อันเป็นที่อยู่
ของท้าววสวัตตี กำจัดมลทินคือความตระหนี่
พร้อมทั้งราก ใคร ๆ ไม่ติเตียนได้ จักเข้าถึง
โลกสวรรค์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทานํ วิปุลมากิริ ความว่า ท่าน
พึงยังมหาทานให้เป็นไป ในเขตแห่งพระทักขิไณยบุคคล เหมือน
หว่านพืชคือไทยธรรม. คำที่เหลือ เหมือนเรื่องที่ถัดกันมานั่นแล.
นางเทพธิดานั้น ครั้นประกาศทิพยสมบัติของตน และเหตุแห่ง
ทิพยสมบัตินั้น แก่นันทิเสนอุบาสกอย่างนี้แล้ว จึงได้ไปยังสถานที่
อยู่ของตนตามเดิม. อุบาสกแจ้วเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุ
ทั้งหลาย จึงกราบทูล แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ ทรงแสดงธรรมแก่
บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว. เทศนานั้น ได้มีประโยชน์แก่มหาชน
ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถานันทาเปติวัตถุที่ ๔

191
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 192 (เล่ม 49)

๕. มัฏฐกุณฑลีเปตวัตถุ
พราหมณ์ถามว่า
[๑๐๒] ท่านตกแต่งร่างกาย ใส่ต่างหูเกลี้ยง ฯลฯ
(เหมือนในมัฏฐกุณฑลีวิมานที่ ๙ สุนิกขิตตวรรค
ที่ ๗ ในวิมานวัตถุ)
จบ มัฏฐกุณฑลีเปตวัตถุที่ ๕
อรรถกถามัฏฐกุณฑลีเปตวัตถุที่ ๕
เมื่อพระศาสดา ประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรง
ปรารภมัฏฐกุณฑลีเทพบุตร จึงตรัสคำเริ่มต้นว่า อลงฺกโต
มฏฺฐกุณฺฑลี ดังนี้. ข้อที่จะพึงกล่าวในเรื่องมัฏฐกุณฑลีนั้น ท่านได้
กล่าวไว้แล้วในอรรถกถา มัฏฐกุณฑลีวิมานวัตถุ ในอรรถกถา
วิมานวัตถุ ชื่อ ปรมัตถทีปนี เพราะฉะนั้น พึงทราบโดยนัยดังกล่าว
ไว้ในอรรถกถาวิมานวัตถุนั้นนั่นแหละ.
ก็ในที่นี้ เรื่องของมัฏฐกุณฑลีนั้น ท่านยกขึ้นรวบรวมไว้ใน
บาลีวิมานวัตถุ เพราะมัฏฐกุณฑลีเทพบุตรเป็นเทวดาในวิมานก็จริง
ถึงกระนั้น เพราะเหตุที่เทพบุตรนั้น เพื่อจะกำจัดความเศร้าโศกของ
อทินนปุพพกะพราหมณ์ ผู้ไปป่าช้า เดินเวียนรอบป่าช้าร้องไห้

192
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 193 (เล่ม 49)

เพราะความเศร้าโศกถึงบุตร จึงแปลงรูปเทวดาของตน เป็นคน
มีร่างกายประพรมด้วยจันทน์เหลือง ประคองแขนทั้ง ๒ คร่ำครวญ
อยู่ แสดงตนโดยอาการที่ถูกทุกข์ครอบงำ เหมือนเปรต. แม้จะ
เป็นเปรตโดยอ้อม ก็ย่อมได้ เพราะปราศจากอัตตภาพมนุษย์ ดังนั้น
พึง เห็นว่า เรื่องของมัฏฐกุณฑลีนั้น ท่านจึงยกขึ้นรวบรวมไว้ใน
บาลีเปตวัตถุ.
จบ อรรถกถามัฏฐกุณฑลีเปตวัตถุที่ ๕

193
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 194 (เล่ม 49)

๖. กัณหเปตวัตถุ
ว่าด้วยความปรารถนากระต่ายจากดวงจันทร์
โรหิไณยอำมาตย์กราบทูลว่า
[๑๐๓] ข้าแต่พระองค์ผู้กัณหโคตร ขอพระองค์
จงลุกขึ้นเถิด จะมัวบรรทมอยู่ทำไม จะมี
ประโยชน์อะไรแก่พระองค์ด้วยการบรรทม
อยู่เล่า ข้าแต่พระเกสวะ บัดนี้พระภาคาร่วมพระ
อุทรของพระองค์ ซึ่งเป็นดุจพระหทัยและนัยน์-
เนตรเบื้องขวาของพระองค์ มีลมกำเริบคลั่งเพ้อ
ถึงกระต่ายไปเสียแล้ว. พระเจ้าเกสวะ ได้ทรง
ฟังคำของโรหิไณยอำมาตย์แล้ว อันความเศร้า-
โศกถึงพระภาดาครอบงำ ก็รีบเสด็จลุกขึ้นทันที
จับพระหัตถ์ทั้งสองของฆฏบัณฑิตไว้มั่นแล้ว
เมื่อจะทรงปราศรัย จึงตรัสพระคาถา มีความว่า
เหตุไรหนอ เธอจึงทำดุจเป็นคนบ้าเที่ยว
ไปทั่วนครทวารกะนี้ เพ้ออยู่ว่า กระต่าย ๆ เธอ
ปรารถนากระต่ายเช่นไร ฉันจักให้นายช่างทำ
กระต่ายทอง กระต่ายแก้วมณี กระต่ายโลหะ
กระต่ายรูปิยะ กระต่ายสังข์ กระต่ายหิน กระต่าย
แก้วประพาฬ ให้แก่เธอ หรือว่ากระต่ายอื่น ๆ

194