ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 135 (เล่ม 49)

ฝ่ามือ ที่ดิฉันได้รับนี้เถิด ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ
ผ้าในแว่นแคว้นของพระเจ้านันทราชมีประมาณ
เท่าใด ผ้านุ่งผ้าห่มของดิฉันมีมากกว่านั้นอีก คือ
ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ผ้าป่าน ผ้าฝ้าย ผ้าแม้เหล่านั้น
ทั้งกว้างทั้งยาว ทั้งมีค่ามาก ห้อยอยู่ในอากาศ
ดิฉันเลือกเอาแต่ผืนที่พอใจนุ่งห่ม ขอพระคุณเจ้า
จงดูผลแห่งการถวายน้ำดื่มขันหนึ่งซึ่งดิฉันได้รับ
อยู่นี้ สระโบกขรณี ๔ เหลี่ยมลึก อันบุญกรรม
สร้างให้ดีแล้ว มีน้ำใส มีท่าราบเรียบ มีน้ำเย็น
มีกลิ่นหอม หาสิ่งเปรียบมิได้ ดารดาษไปด้วย
ดอกปทุมและดอกอุบล เต็มไปด้วยน้ำอันดารดาษ
ไปด้วยเกษรบัว ดิฉันปราศจากภัย ย่อมรื่นรมย์
ชื่นชมบันเทิงใจ ข้าแต่พระคุณจ้าผู้เจริญ ดิฉันมา
เพื่อจะไหว้พระคุณเจ้าผู้เป็นมุนี ผู้มีความกรุณา
ในโลก.
จบ สังสารโมจกเปติวัตถุที่ ๑

135
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 136 (เล่ม 49)

อุพพรีวรรคที่ ๒
อรรถกถาสังสารโมจกเปติวัตถุที่ ๑
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภ
นางเปรตตนหนึ่ง ในบ้านชื่อว่า อิฏฐกวดี แคว้นมคธ จึงตรัสคำเริ่มต้น
ว่า นคฺคา ทุพฺพณฺณรูปาสิ ดังนี้.
ได้ยินว่า ในแคว้นมคธ ได้มีหมู่บ้าน ๒ หมู่ คือ หมู่บ้าน
อิฏฐกวดี และหมู่บ้านทีฆราชิ. ใน ๒ หมู่บ้านนั้น มีพวกคนมิจฉา-
ทิฏฐิ. พวกสังสารโมจกะเป็นอันมากอยู่ประจำ. ก็ในอดีตกาล
ในที่สุด ๕๐๐ ปี มีหญิงคนหนึ่ง บังเกิดในตระกูลสังสารโมจกะ
ตระกูลหนึ่ง ในบ้านอิฏฐกวดีนั้นแหละ ด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ
ฆ่าแมลงชนิดตั๊กแตนเป็นจำนวนมาก แล้วบังเกิดเป็นเปรต.
นางเสวยทุกข์มีความหิวกระหายเป็นต้น ถึง ๕๐๐ ปี เมื่อ
พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ทรง
ประกาศพระธรรมจักรอันบวร เสด็จเข้าไปอาศัยเมืองราชคฤห์
ประทับอยู่ในพระเวฬุวันโดยลำดับ นางกับมาเกิดในตระกูล
สังสารโมจกะนั้นแล ตระกูลหนึ่ง ในหมู่บ้านอิฏฐกวดี ในเวลา
ที่นางมีอายุ ๗-๘ ขวบ ได้สามารถเล่นรถกับพวกเด็กหญิงอื่น ๆ
ได้ ท่านพระสารีบุตรเถระ. อาศัยบ้านนั้นนั่นเหละ อยู่ในอรุณวดี-
วิหาร วันหนึ่ง พร้อมด้วยภิกษุ ๑๒ รูป เดินเลยไปตามนางใกล้

136
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 137 (เล่ม 49)

ประตูบ้านนั้น. ในขณะนั้น เด็กหญิงชาวบ้านเป็นจำนวนมาก
ออกจากบ้านไปเล่นอยู่ใกล้ประตู มีใจเลื่อมใส จึงรีบมาไหว้
พระเถระและภิกษุเหล่านั้น ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ตามที่เห็น
มารดาบิดาปฏิบัติ. ส่วนหญิงคนนี้นั้น เป็นธิดาแห่งตระกูลที่ไม่มี
ศรัทธา ขาดความประพฤติของคนดี เพราะไม่ได้สั่งสมกุศลไว้
เสียนาน จึงไม่เอื้อเฟื้อ ยืนอยู่เหมือนคนไม่มีโชค. พระเถระเห็น
ความประพฤติในกาลก่อนของนาง การที่นางมาเกิดในตระกูล
สังสารโมจกะในบัดนี้ และการที่นางสมควรแก่การเกิดในนรก
ต่อไป ทราบว่า ถ้าหญิงคนนี้ จักไหว้เราไซร้ จักไม่บังเกิดในนรก
แม้เมื่อเกิดเป็นเปรต จักได้สมบัติเพราะอาศัยเราเหมือนกัน ดังนี้
เป็นผู้มีใจถูกกรุณาตักเตือน จึงกล่าวกะเด็กหญิงเหล่านั้นว่า
พวกเจ้าไหว้ภิกษุทั้งหลาย แต่เด็กหญิงคนนี้ ยืนอยู่เหมือนคนไม่มี
โชค. ลำดับนั้น เด็กหญิงเหล่านั้น จึงพากันจับมือนางฉุดคร่ามา
ให้ไหว้เท้าพระเถระโดยพลการ.
สมัยต่อมา นางเจริญวัย บิดามารดายกให้แก่กุมารคนหนึ่ง
ในตระกูลสังขารโมจกะ ในบ้านทีฆราชิ พอครรภ์แก่เต็มที่ก็ตายไป
บังเกิดเป็นเปรต เปลือยกายรูปร่างน่าเกลียด ถูกความหิวกระหาย
ครอบงำ พบเห็นเข้า น่าเกลียดเป็นอย่างยิ่ง เที่ยวไปในตอน
กลางคืน แสดงตนแก่ท่านพระสารีบุตรเถระแล้ว ยืนอยู่ ณ ส่วน
ข้างหนึ่ง.

137
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 138 (เล่ม 49)

พระเถระเห็นนางนั้น จึงถามด้วยคาถาว่า :-
ท่านเปลือยกาย มีรูปร่างน่าเกลียด ซูบ
ผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ดูก่อนนางผู้ซูบผอม
มีแต่ซี่โครง ท่านเป็นใครเล่า มายืนอยู่ในที่นี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมนิสนฺถตา ได้แก่ มีตัวสะพรั่ง
ไปด้วยหมู่แห่งเส้นเอ็น เพราะไม่มีเนื้อและเลือด. บทว่า อุปฺผาสุลิเก
ได้แก่ มีซี่โครงโผล่ขึ้นมา. บทว่า กิสิเก ผู้มีร่างกายผ่ายผอม.
เมื่อตอนแรกพระเถระกล่าวว่า กิสา แล้วกล่าวซ้ำว่า กิสิเก อีก
เพื่อจะแสดงว่า นางเป็นผู้ผอมอย่างยิ่ง เพราะเป็นผู้มีร่างกาย
เหลือเพียงกระดูกหนังและเส้นเอ็น. นางเปรตได้ฟังดังนี้แล้ว
เมื่อจะประกาศตน จึงกล่าวคาถาว่า :-
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันเป็นเปรตเข้าถึง
ทุคติ เกิดในยมโลก เพราะทำบาปกรรมไว้ จึง
จากมนุสสโลกนี้ไปสู่เปตโลก.
ถูกพระเถระถามถึงกรรมที่ทำไว้อีกว่า :-
ท่านทำกรรมชั่วอะไร ด้วยกาย วาจา และ
ใจ ไว้เล่า เพราะวิบากของกรรมอะไร ท่านจึง
จากมนุสสโลกนี้ ไปสู่เปตโลกดังนี้.
เมื่อนางจะแสดงว่า ดิฉันไม่เคยให้ทานเลย เป็นคนตระหนี่
จึงเกิดในกำเนิดเปรต เสวยทุกข์มหันต์ถึงอย่างนี้ จึงได้กล่าว
๓ คาถาว่า :-

138
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 139 (เล่ม 49)

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ชนเหล่าใดเป็นบิดา
ก็ดี มารดาก็ดี หรือว่าเป็นญาติก็ดี มีจิตเลื่อมใส
จึงชักชวนดิฉันว่า จงให้ทานแก่สมณพราหมณ์
คนผู้อนุเคราะห์แก่ดิฉันเช่นนั้น มิได้มี. ตั้งแต่
นี้ไป ดิฉันจึงเป็นเปรตเปลือยกาย มีความหิว
และความกระหายเบียดเบียน เที่ยวไปเช่นนี้ ถึง
๕๐๐ ปี นี้ เป็นผลแห่งบาปกรรมของดิฉัน. ข้าแต่
พระผู้เป็นเจ้า ดิฉันมีจิตเลื่อมใสจะขอไหว้ท่าน
ข้าแต่ท่านผู้แกล้วกล้า มีอานุภาพมาก ขอท่านจง
อนุเคราะห์แก่ดิฉันเถิด ขอท่านจงให้ทานอย่างใด
อย่างหนึ่ง แล้วอุทิศกุศลมาให้ดิฉัน ขอท่านจง
เปลื้องดิฉันจากทุคคติด้วยเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุกมฺปกา ได้แก่ ผู้อนุเคราะห์
ด้วยประโยชน์อันจะเป็นไปในภพหน้า. นางเรียกพระเถระว่า
ท่านผู้เจริญ. มีวาจาประกอบความว่า บทว่า เย มํ นิโยเชยฺยุํ
ความว่า ชนเหล่าใด จะเป็นมารดาบิดา หรือญาติก็ตาม เป็นผู้
มีจิตเลื่อมใสเช่นนี้ จะพึงชักจูงเราว่า จงให้ทานแก่สมณพราหมณ์
เถิด, ชนผู้อนุเคราะห์เช่นนั้น ไม่ได้มีแก่ดิฉันเลย.
บทว่า อิโต อหํ วสฺสสตานิ ปญฺจ ยํ เอวรูปา วิจรามิ นคฺคา
นี้ นางเปรตนั้น หวนระลึกถึงอัตตภาพเปรตของตน โดยชาติที่ ๓
แต่ชาตินี้ จึงกล่าวโดยความประสงค์ว่า แม้ขณะนี้ดิฉัน ก็เที่ยวไป

139
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 140 (เล่ม 49)

ถึง ๕๐๐ ปี อย่างนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ แปลว่า เพราะ
เหตุใด. มีวาจาประกอบความว่า ดิฉันเป็นเปรตเปลือยกาย เห็น
ปานนี้ เพราะไม่ได้ทำบุญมีทานเป็นต้นไว้ตั้งแต่นี้ไป ก็จะเที่ยว
ไปถึง ๕๐๐ ปี. บทว่า ตณฺหาย แปลว่า กัดกิน, อธิบายว่า เบียดเบียน.
บทว่า วนฺทามิ ตํ อยฺย ปสนฺนจิตฺตา ความว่า ข้าแต่พระผู้
เป็นเจ้า ดิฉันเป็นผู้มีจิตเลื่อมใส ขอไหว้ท่าน. นางเปรตแสดงว่า
บัดนี้ ดิฉันอาจจะทำบุญได้ ประมาณเท่านี้แหละ. บทว่า อนุกมฺป มํ
ความว่า ขอท่านจงอนุเคราะห์ คือ จงทำความเอ็นดู เฉพาะดิฉัน
บทว่า ทตฺวา จ เม อาทิส ยํ หิ กิญฺจิ ความว่า ขอท่านจงให้ไทยธรรม
อะไร ๆ ก็ได้ แก่สมณพราหมณ์ แล้วจงอุทิศทักษิณานั้น แก่ดิฉัน
เถิด. นางเปรตกล่าวด้วยประสงค์ว่า เราจักพ้นจากกำเนิดเปรตนี้
ด้วยการให้ทักษิณานั้น. เพราะเหตุนั้นนั่นแหละ นางเปรตจึงกล่าวว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงปลดเปลื้องดิฉันจากทุคคติเถิด
เมื่อนางเปรตกล่าวอ้อนวอนอย่างนั้น เพื่อจะแสดงประการที่
พระเถระปฏิบัติ พระสังคีติกาจารย์ จึงกล่าวคาถา ๓ คาถาว่า :-
พระสารีบุตรผู้มีใจอนุเคราะห์ จึงรับคำ
ของนางแล้ว ถวายคำข้าว ๑ คำ และผ้าประมาณ
เท่าฝ่ามือผืนหนึ่ง และน้ำดื่ม ๑ ขัน แก่ภิกษุรูป
หนึ่ง แล้วอุทิศทักษิณาไปให้นางเปรตนั้น. พอ
ท่านพระสารีบุตรอุทิศส่วนบุญให้ วิบากคือข้าว
นำและเครื่องนุ่งห่ม ก็เกิดทันที นี้เป็นผลแห่ง

140
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 141 (เล่ม 49)

ทักษิณา. ภายหลังนางเปรตนั้น มีร่างกายบริสุทธิ์
นุ่งห่มผ้าอันสะอาด มีค่ามากยิ่งกว่าผ้าแคว้นกาสี
มีวัตถาภรณ์วิจิตรงดงาม เข้าไปทาท่านพระ-
สารีบุตรเถระ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภิกฺขูนํ ได้แก่ ภิกษุรูปหนึ่ง.
จริงอยู่ คำว่า ภิกฺขูนํ นี้ ท่านกล่าวโดยวจนวิปลาส. อาจารย์บาง
พวกกล่าวว่า อาโลปํ ภิกฺขุโน ทตฺวา ถวายข้าว ๑ คำ แก่ภิกษุ
รูปหนึ่ง. บทว่า อาโลปํ ได้แก่คำข้าว, อธิบายว่า โภชนะประมาณ
๑ คำ. บทว่า ปาณิมตฺตญฺจ โจลกํ ความว่า ท่อนผ้าประมาณ
ฝ่ามือ ๑. บทว่า ถาลกสฺส จ ปานียํ ความว่า น้ำประมาณเต็มขัน
ใบ ๑. คำที่เหลือ มีนัยดังกล่าว ในขัลลาฏิยเปติวัตถุแล.
ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตร เห็นนางเปรตนั้น มีอินทรีย์
ผ่องใส มีผิวพรรณผุดผ่อง มีผ้าและอาภรณ์เครื่องประดับอันเป็น
ทิพย์ ส่องสว่างไปรอบด้าน ด้วยรัศมีของตน ผู้เข้าไปหาแล้ว
ยืนอยู่ ประสงค์จะให้นางเปรตนั้น ประกาศผลกรรม โดยประจักษ์
จึงได้กล่าวคาถา ๓ คาถาว่า :-
ดูก่อน นางเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม
ยิ่งนัก ส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่ดุจ
ดาวประกายพรึก ท่านมีวรรณะเช่นนี้ เพราะ
กรรมอะไร อิฐผลย่อมสำเร็จแก่ท่านในวิมาน
นี้ เพราะกรรมอะไร และโภคะทุกสิ่งทุกอย่าง

141
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 142 (เล่ม 49)

อันเป็นที่น่ารัก เกิดขึ้นแก่ท่าน เพราะกรรม
อะไร ? ดูก่อนเทพธิดา ผู้มีอานุภาพมาก เราขอ
ถามท่า ท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้
อนึ่ง ท่านมีอานุภาพอันรุ่งเรือง และมีรัศมีอัน
สว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะกรรมอะไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิกฺกนฺเตน แปลว่า มีใจเอิบอาบ
ยิ่ง อธิบายว่า มีรูปงาม. บทว่า วณฺเณน ได้แก่ มีผิวพรรณ. บทว่า
โอภาเสนฺตี ทิสา สพฺพา ได้แก่ โชติช่วงทั่วทั้ง ๑๐ ทิศ คือ ทำให้
มีแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน. เมื่อจะหลีกเลี่ยงคำถามว่า เปรียบ
เหมือนอะไร ท่านพระสารีบุตรจึงกล่าวว่า เหมือนดาวประกายพรึก
อธิบายว่า ท่านส่องทิศทั้งปวงให้สว่างไสวอยู่ เหมือนดาวอันได้
นามว่า โอสธี เพราะเป็นเครื่องทรงรัศมีอันหนาแน่นไว้ หรือ
เพราะเพิ่มให้กำลังแก่โอสถทั้งหลาย ทำให้มีแสงสว่างรอบด้าน
ตั้งอยู่ฉะนั้น.
ก็ กึ ศัพท์ ในบทว่า เกน นี้ ใช้ในคำถาม. ก็บทว่า เกน นี้
เป็นตติยาวิภัตติ ใช้ในอรรถแห่งเหตุ อธิบายว่า เพราะเหตุไร.
บทว่า เต แปลว่า ของท่าน. บทว่า เอตาทิโส แปลว่า เช่นนี้,
ท่านกล่าวอธิบายว่า ตามที่ปรากฏอยู่ในบัดนี้. บทว่า เกน เต
อิชมิชฺฌติ ความว่า ผลแห่งสุจริตที่ท่านได้ในบัดนี้ ย่อมสำเร็จคือ
เผล็ดผล ในที่นี้เพราะบุญพิเศษอะไร. บทว่า อุปฺปชฺชนฺติ แปลว่า
บังเกิด. บทว่า โภคา ความว่า อุปกรณ์พิเศษแห่งทรัพย์ เครื่อง

142
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 143 (เล่ม 49)

ปลื้มใจมีผ้าและอาภรณ์เป็นต้น อันได้นามว่าโภคะ เพราะอรรถว่า
จะต้องใช้สอย. ด้วยบทว่า เย เกจิ นี้ ท่านพระสารีบุตรสงเคราะห์
เอาโภคะทุกอย่างโดยไม่เหลือ. เหมือนนิเทศที่รวบรวมเอาทั้งหมด
นี้ว่า สังขารทุกอย่าง ดังนี้เป็นต้น. บทว่า มนโส ปิยา ความที่ใจ
พึงรัก อธิบาย เป็นที่ชอบใจ.
บทว่า ปุจฺฉามิ แปลว่า เราขอถาม อธิบายว่า อยากจะรู้.
บทว่า ตํ ได้แก่ ตฺวํ แปลว่า ซึ่งท่าน. บทว่า เทวิ ความว่า ชื่อว่า
เทพธิดา เพราะเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยอานุภาพอันเป็นทิพย์.
ด้วยเหตุนั้น ท่านพระสารีบุตรจึงกล่าวว่า ผู้มีอานุภาพมาก. บทว่า
มนุสฺสภูตา ได้แก่ เกิดในหมู่มนุษย์ คือ ได้ความเป็นมนุษย์.
คำว่า มนุสฺสภูตา นี้ ท่านกล่าวเพราะประสงค์ว่า โดยมากสัตว์
ผู้ดำรงอยู่ในอัตภาพมนุษย์จึงทำบุญได้. คาถาเหล่านี้ มีความ
สังเขปเพียงเท่านี้. ส่วนความพิสดารพึงทราบตามนัยที่กล่าวไว้ใน
อรรถกถาวิมานวัตถุ ชื่อปรมัตถทีปนี.
นางเปรตถูกพระเถระถามซ้ำอย่างนี้ เมื่อจะประกาศเหตุที่
ตนได้สมบัตินั้น จึงได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า :-
เมื่อก่อนดิฉันเป็นเปรต พระคุณเจ้าเป็น
มุนีผู้มีความกรุณาในโลก ได้เห็นดิฉันซูบผอม
เหลือง ถูกความหิวแผดเผา เปลือยกาย มีหนัง
แตก เป็นริ้วรอย เสวยทุกขเวทนา จึงได้ถวาย
ข้าวคำหนึ่ง ผ้าประมาณเท่าฝ่ามือ ๑ ผืน น้ำดื่ม

143
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 144 (เล่ม 49)

๑ ขัน แต่ภิกษุ แล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้ดิฉัน ขอ
ท่านจงดูแลแห่งข้าวคำหนึ่ง ที่พระเจ้าถวาย
แล้ว ดิฉันเป็นผู้ที่ได้รับสิ่งที่น่าปรารถนา บริโภค
อาหารมีกับข้าวมีรสหลายอย่าง ตั้งพัน ๆ ปี ขอ
พระคุณเจ้า จงดูผลแห่งการถวายผ้าประมาณเท่า
ฝ่ามือ ที่ดิฉันได้รับนี้เถิด ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ
ผ้าในแว่นแคว้นของพระเจ้านันทราช มีประมาณ
เท่าใด ผ้านุ่งผ้าห่มของดิฉันมีมากกว่านั้นอีก คือ
ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ผ้าป่าน ผ้าฝ้าย ผ้าแม้เหล่านั้น
ทั้งกว้าง ทั้งยาว ทั้งมีค่ามาก ห้อยอยู่ในอากาศ
ดิฉันเลือกเอาแต่ผืนที่พอใจมานุ่งห่ม ขอพระคุณ
เจ้าจงดูผลแห่งการถวายน้ำดื่ม ๑ ขัน ซึ่งดิฉันได้
รับอยู่นี้ สระโบกขรณี ๔ เหลี่ยมลึก อันบุญกรรม
สร้างให้ดีแล้ว มีน้ำใส มีท่าราบเรียบ น้ำเย็น มี
กลิ่นหอมหาสิ่งเปรียบมิได้ ดาระดาษไปด้วยดอก
ปทุมและดอกอุบล เต็มไปด้วยน้ำอันดาระดาษไป
ด้วยเกสรดอกบัว ดิฉันปราศจากภัย รื่นรมย์
ชื่นชม บันเทิงใจอยู่ ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ
ดิฉันนาเพื่อจะไหว้พระคุณเจ้า ผู้เป็นมุนี มีความ
กรุณาในโลก.

144