ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 115 (เล่ม 49)

บทว่า ปริภาสกา แปลว่า ผู้ด่า. บทว่า ปริจารยนฺติ ความ ว่า
ชนเหล่านั้น ย่อมยังอินทรีย์ของตนให้เที่ยวไป ในกามคุณอันเป็นทิพย์
ตามความสุข ทั้งข้างโน้น ข้างนี้, หรือ ยิ่งชนผู้เป็นบริวารให้ทำการ
บำเรอตน ด้วยวิบากเป็นเครื่องไหลออกแห่งบุญญานุภาพของตน.
บทว่า มยญฺจ สุสฺสาม นโฬว ฉินฺโน ความว่า ส่วนข้าพเจ้าทั้ง ๒
ซูบซีดอยู่เหมือนไม้อ้อที่เขาตัดทิ้ง คือ ที่เขาโยนไปกลางแดด ฉะนั้น
ได้แก่ เป็นผู้เหือดแห้ง แห้งผาก ด้วยความหิวกระหายและด้วยการ
ใช้ไม้ทำร้ายกัน.
เปรตเหล่านั้น ครั้นประกาศความชั่วของตนอย่างนี้แล้ว
จึงแจ้งว่า พวกเราเป็นลุงและงาของท่าน. สามเณรได้ฟังดังนั้นแล้ว
เกิดความสลดใจ เมื่อจะถามว่า ทำอย่างไรหนอ โภชนะจึงจะสำเร็จ
แก่พวกคนทำความชั่วเห็นปานนี้ได้ จึงกล่าวคาถานี้ว่า
อะไรเป็นโภชนะของท่าน อะไรเป็นที่
นอนของท่าน และท่านมีบาปธรรมเป็นอย่างยิ่ง
ยังอัตภาพให้เป็นไปอย่างไรได้ และโภคะเป็น
อันมากมีอยู่ไม่น้อย ท่านเบื่อหน่ายความสุข ได้
ประสบทุกข์ในวันนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กึ ตุมฺหากํ โภชนํ ความว่า
สิ่งเช่นไร เป็นโภชนะของท่าน. บทว่า กึ สยานํ ความว่า สิ่งเช่นไร
เป็นที่นอนของท่าน. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า กึ สยานา ดังนี้ก็มี,
อธิบายว่า สิ่งเช่นไร เป็นที่นอนของท่าน คือ ท่านนอนในที่นอน

115
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 116 (เล่ม 49)

เช่นไร บทว่า กถญฺจ ยาเปถ ความว่า ท่านยังอัตภาพให้เป็นไป
ด้วยประการไร. บาลีว่า กถํ โว ยาเปถ ดังนี้ก็มี, อธิบายว่า
ท่านยังอัตตภาพให้เป็นไปด้วยอาการอย่างไร. บทว่า สุปาปธมฺมิโน
ได้แก่ ผู้มีบาปธรรม ด้วยดี คืออย่างยิ่ง. บทว่า ปหูตโภเคสุ
ความว่า เมื่อโภคะอันหาที่สุดมิได้ คืออย่างยิ่ง มีอยู่. บทว่า
อนปฺปเกสุ แปลว่า ไม่น้อย คือมาก. บทว่า สุขํ วิราธาย ได้แก่
เบื่อหน่าย คือไม่ยินดีความสุข เพราะไม่ทำบุญอันเป็นเหตุให้เกิด
ความสุข. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สุขสฺส วิราเธน ก็มี. บทว่า
ทุกฺขชฺช ปตฺตา ความว่า วันนี้คือบัดนี้ ท่านได้รับความทุกข์อัน
นับเนื่องในกำเนิดเปรตนี้.
เปรตทั้งหลาย ถูกสามเณรถามอย่างนั้นแล้ว เมื่อจะแก้
ข้อความที่สามเณรถาม จึงได้ภาษิตคาถา ๕ คาถาว่า :-
ข้าพเจ้าทั้งสอง ตีซึ่งกันและกันแล้ว กิน
หนองและเลือดของกันและกัน ได้ดื่มหนองและ
เลือดเป็นอันมาก ก็ยังไม่หายอยาก มีความหิว
อยู่เป็นนิตย์ สัตว์ทั้งหลายไม่ได้ให้ทาน ละไป
แล้ว เกิดในยมโลก ย่อมร่ำไรอยู่ เหมือนข้าพเจ้า
ทั้ง ๒ ฉะนั้น สัตว์เหล่าใดได้ประสพโภคะต่าง ๆ
แล้วไม่ใช้สอยเอง ไม่ทำบุญ สัตว์เหล่านั้น จัก
ต้องหิวกระหายในปรโลก ภายหลังถูกความหิว
แผดเผาไหม้อยู่สิ้นกาลนาน ครั้นทำกรรมทั้ง

116
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 117 (เล่ม 49)

หลายมีผลเผ็ดร้อน เป็นทุกข์ เป็นกำไรแล้ว ย่อม
ได้เสวยทุกข์ บัณฑิตทั้งหลาย รู้ทรัพย์และข้าว
เปลือกเป็นอย่างหนึ่ง รู้ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ใน
มนุษยโลกนี้ เป็นอย่างหนึ่ง รู้ทรัพย์ ข้าวเปลือก
และชีวิตมนุษย์ เป็นอีกอย่างหนึ่ง จากสิ่งนอกนี้
แล้ว พึงทำที่พึ่งของตน ชนเหล่าใด เป็นผู้ฉลาด
ในธรรม ฟังคำของพระอรหันต์ทั้งหลายแล้ว มา
รู้ชัดอย่างนี้ ชนเหล่านั้น ชื่อว่า ไม่ประมาทใน
ทาน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ธาตา โหม ความว่า ข้าพเจ้า
ยังไม่หายอยาก คือ ยังไม่หายอิ่มหนำ. บทว่า นจฺฉาทิมฺหเส แปลว่า
ยังไม่อิ่มใจ, คือ ไม่ยังความชอบใจให้เกิดขึ้น, อธิบายว่า พวกเรา
ไม่ได้ดื่มหนองและเลือดนั้นตามความชอบใจของตน. บทว่า อิจฺเจว
แก้เป็น เอวเมว แปลว่า ฉันนั้นนั่นแล. บทว่า มจฺจา ปริเทวยนฺติ
ความว่า พวกมนุษย์แม้เหล่าอื่น ผู้ทำบาปไว้ ย่อมรำพัน ย่อม
คร่ำครวญ เหมือนพวกเรา. บทว่า อทายกา ได้แก่ เป็นผู้ไม่ให้
เป็นปกติ คือเป็นผู้ตระหนี่. บทว่า ยมสฺส ฐายิโน ได้แก่ เป็นผู้
มีปกติตั้งอยู่ ในฐานะแห่งพระยายม อันเข้าใจกันว่า ยมโลก คือ
ในเปตวิสัย. บทว่า เย เต วิทิจฺจ อธิคมฺม โภเค ความว่า ชนเหล่านั้น
เหล่าใด ได้ประสบคือได้รับ โภคะต่าง ๆ อันเป็นความสุขพิเศษ
ในบัดนี้ และในต่อไป. บทว่า น กุญฺชเร นาปิ กโรนฺติ ปุญฺญํ

117
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 118 (เล่ม 49)

ความว่า ย่อมไม่บริโภค แม้ด้วยตนเองเหมือนพวกเรา เมื่อจะให้
แก่ชนเหล่าอื่น ก็ไม่ทำบุญอันสำเร็จด้วยทาน.
บทว่า เต ขุปฺปิปาสุปคตา ปรตฺถ ความว่า สัตว์เหล่านั้น
จะต้องถูกความหิวกระหายครอบงำ ในโลกหน้า คือ ในปรโลก
ได้แก่ในเปตวิสัย. บทว่า จิรํ ฌายเร ฑยฺหมานา ความว่า ถูกไฟ
คือทุกข์ อันมีความหิวเป็นต้น เป็นเหตุ คือ ถูกไฟคือความเดือดร้อน
อันเป็นไปโดยนัยมีอาทิว่า พวกเราไม่ได้กระทำกุศลไว้เลย ทำแต่
ความชั่ว ดังนี้ แผดเผาไหม้อยู่คือ ทอดถอนอยู่. บทว่า อนุโภนฺติ
ทุกฺขํ กฎุกปฺผลานิ ความว่า คนเหล่านั้นครั้นทำบาปกรรม อันมีผล
ไม่น่าปรารถนาแล้ว ย่อมเสวยทุกข์ คือทุกข์อันเป็นไปในอบาย
ตลอดกาลนาน.
บทว่า อิตฺตรํ ความว่า ไม่ตั้งอยู่ตลอดกาลนาน คือ ไม่เที่ยง
มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา. บทว่า อิตฺตรํ อิธ ชีวิตํ ความว่า
แม้ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ในมนุษยโลกนี้ นิดหน่อย คือมีประมาณ
เล็กน้อย. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ผู้ใดเป็นอยู่
ได้นาน ผู้นั้นก็เป็นอยู่เพียง ๑๐๐ ปี หรือเกินไปเพียงเล็กน้อย.
บทว่า อิตฺตรํ อิตฺตรโต ญตฺวา ความว่า ใคร่ครวญด้วยปัญญาว่า
เครื่องอุปกรณ์มีทรัพย์และธัญญาหารเป็นต้น และชีวิตของมนุษย์
ทั้งหลาย มีนิดหน่อยคือ มีชั่วขณะ ได้แก่ไม่นาน. บทว่า ทีปํ
กยิราถ ปณฺฑิโต ความว่า บุรุษผู้มีปัญญา พึงทำเกาะคือที่พึ่ง
ของตนให้เป็นที่ตั้งอาศัย แห่งหิตสุขในปรโลก. บทว่า เย เต เอวํ

118
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 119 (เล่ม 49)

ปชานนฺติ ความว่า ชนเหล่านั้น เหล่าใด ย่อมรู้ตามความเป็นจริง
ว่า โภคะและชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เป็นของนิดหน่อย ชนเหล่านั้น
ย่อมไม่ประมาทในทานตลอดกาลทุกเมื่อ. บทว่า สุตฺวา อรหตํ
วโจ ความว่า ได้ฟังคำของพระอรหันต์ทั้งหลาย คือของพระ-
อริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น, อธิบายว่าเพราะฟัง. คำที่
เหลือ ปรากฏชัดแล้วทีเดียว.
เปรตเหล่านั้น ถูกสามเณรถามแล้วอย่างนี้ จึงบอกความ
นั้นแล้ว ประกาศว่า พวกเราเป็นลุงและป้าของท่าน. สามเณรได้ฟัง
ดังนั้นแล้ว เกิดความสลดใจ บันเทาความกลุ้มใจเสียได้ ซบศีรษะ
ลงที่แทบเท้าทั้ง ๒ ของพระอุปัชฌาย์แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าแต่
ท่านผู้เจริญ ข้อที่ท่านผู้อนุเคราะห์ อาศัยความเอ็นดูพึงกระทำนั้น
เป็นอันท่านกระทำแล้ว แก่กระผม กระผมจะรักษาไว้ โดยไม่ให้
ตกไปสู่ความพินาศเป็นอันมาก, บัดนี้ เราไม่มีความต้องการ
ด้วยการครองเรือน เราจักยินดียิ่งในการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์.
ลำดับนั้น ท่านสังกิจจะ ได้บอกกัมมัฏฐานอันเหมาะสมแก่อัธยาศัย
ของสามเณรนั้น. สามเณรนั้นหมั่นประกอบพระกัมมัฏฐาน ไม่นาน
นักก็บรรลุพระอรหัต. ฝ่ายท่านสังกิจจะ ได้กราบทูลเรื่องนั้น
แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. พระศาสดา ทรงกระทำเรื่องนั้น
ให้เป็นอัตถุปัตติเหตุ ทรงแสดงธรรมโดยพิสดาร แก่บริษัทผู้
พรั่งพร้อมแล้ว. พระเทศนานั้น ได้มีประโยชน์แก่มหาชนฉะนี้แล.
จบ อรรถกถานาคเปตวัตถุที่ ๑๑

119
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 120 (เล่ม 49)

๑๒. อุรคเปตวัตถุ
ว่าด้วยมาอย่างไรไปอย่างนั้น
พราหมณ์ได้ฟังดังนั้นแล้ว เมื่อจะบอกเหตุแห่งการไม่เศร้าโศก
จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า
[๙๗] บุตรของเรา ละสรีระอันคร่ำคร่าของตน
ไป เหมือนงูลอกคราบฉะนั้น เมื่อสรีระแห่งบุตร
ของเรา ใช้สอยไม่ได้ ละไปแล้ว มีกาละอัน
กระทำแล้วอย่างนี้ บุตรของเราเมื่อญาติเผาอยู่
ย่อมไม่รู้สึกถึงความร่ำไรของญาติทั้งหลาย
เพราะฉะนั้น เราจึงไม่เศร้าโศกถึงเขา คติอันใด
ของเขามีอยู่ เขาได้ไปสู่คติอันนั้นแล้ว.
นางพราหมณีกล่าวว่า
บุตรของดิฉัน ดิฉันไม่ได้เชิญมา ก็มาแล้ว
จากปรโลก ดิฉันไม่ได้อนุญาตให้ไป ก็ไปแล้ว
จากมนุษยโลกนี้ เขามาอย่างไร เขาก็ไปอย่างนั้น
ทำไมจะต้องไปร่ำไรในการไปจากโลกนี้ของเขา
เล่า บุตรของดิฉันเมื่อพวกญาติเผาอยู่ ย่อมไม่
รู้สึกถึงความร่ำไรของหมู่ญาติ เพราะฉะนั้น ดิฉัน
จึงไม่ร้องไห้ถึงบุตรนั้น คติอันใดของเขามีอยู่
เขาได้ไปสู่คติอันนั้นแล้ว.

120
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 121 (เล่ม 49)

น้องสาวกล่าวว่า
ถ้าดิฉันร้องไห้ ก็จะเป็นผู้ซูบผอม ผล
อะไรจะพึงมีแก่ดิฉันในการร้องไห้นั้น ความไม่
สบายใจก็จะพึงมีแก่ญาติและมิตรสหายทั้งหลาย
โดยยิ่ง พี่ชายของดิฉันอันญาติเผาอยู่ ย่อมไม่
รู้สึกถึงความร่ำไรของญาติทั้งหลาย เพราะฉะนั้น
ดิฉันจึงไม่ร้องไห้ถึงพี่ชายของดิฉันนั้น คติอันใด
ของเขามีอยู่ เขาได้ไปสู่คติอันนั้นแล้ว.
ส่วนภรรยาของเขากล่าวว่า
ผู้ใดเศร้าโศกถึงคนที่ล่วงลับไปแล้ว ผู้
นั้นก็เปรียบเหมือนทารกร้องไห้ถึงพระจันทร์
อันลอยอยู่ในอากาศฉะนั้น สามีของดิฉันอันญาติ
เผาอยู่ ย่อมไม่รู้สึกถึงความร่ำไรของพวกญาติ
เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่ร้องไห้ถึงเขา คติอันใด
ของเขามีอยู่ เขาได้ไปสู่คติอันนั้นแล้ว.
ส่วนนางทาสีกล่าวว่า
ข้าแต่ท่านผู้เป็นเหล่ากอแห่งพรหม หม้อ
น้ำอันแตกแล้ว พึงประสานให้ติดอีกไม่ได้ ฉันใด
ผู้ใดเศร้าโศกถึงผู้ล่วงลับไปแล้ว ผู้นั้นก็เปรียบ
เหมือนฉันนั้น นายของดิฉันอันพวกญาติเผาอยู่
ย่อมไม่รู้สึกถึงความร่ำไรของญาติทั้งหลาย

121
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 122 (เล่ม 49)

เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่ร้องไห้ถึงท่าน คติอันใด
ของท่านมีอยู่ ท่านได้ไปสู่คติอันนั้นแล้ว.
จบ อุรคเปตวัตถุที่ ๑๒
อรรถกถาอุรคเปตวัตถุที่ ๑๒
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภ
อุบาสกคนหนึ่ง จึงตรัสคำเริ่มต้นว่า อุรโคว ตจํ ชิณฺณํ ดังนี้.
ได้ยินว่า ในกรุงสาวัตถี บุตรของอุบาสกคนหนึ่ง ได้ถึง
แก่กรรมลง. เพราะเหตุที่บุตรตายลง อุบาสกนั้น จึงถึงความ
เศร้าโศกร่ำไร ออกไปข้างนอก ไม่อาจจะทำการงานอะไร ๆ ได้
จึงอยู่แต่ในเรือนเท่านั้น. ครั้นในเวลาใกล้รุ่ง พระศาสดาเสด็จ
ออกจากพระมหากรุณาสมาบัติ ทรงตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักษุ
ทรงเห็นอุบาสกนั้น ในเวลาเช้า ทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและ
จีวร ได้เสด็จไปยังเรือนของอุบาสกนั้นแล้ว ประทับยืนอยู่ที่ประตู.
ฝ่ายอุบาสก ทราบว่าพระศาสดาเสด็จมา จึงรีบลุกขึ้นไปต้อนรับ
แล้ว รับบาตรจากพระหัตถ์ แล้วให้เสด็จเข้าบ้าน ให้คนปูลาด
อาสนะถวาย. พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่งบนอาสนะที่เขา
ปูลาดไว้แล้ว ฝ่ายอุบาสกไหว้พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ส่วน
ข้างหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะอุบาสกนั้นว่า ดูก่อนอุบาสก
ทำไมจึงปรากฏดูเหมือนเศร้าโศกไป. อุบาสกกราบทูลว่า พระเจ้าข้า

122
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 123 (เล่ม 49)

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า บุตรที่รักของข้าพระองค์ตายไป เพราะ
เหตุนั้น ข้าพระองค์จึงเศร้าโศก. ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า
เมื่อจะทรงบันเทาความเศร้าโศกของเขา จึงตรัสอรุคชาดกว่า :-
ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในเมืองพาราณสี แคว้นกาสี ได้มี
ตระกูลพราหมณ์ ชื่อว่า ธรรมปาละ. ในตระกูลพราหมณ์นั้น
มีคนเหล่านี้คือ พราหมณ์ พราหมณี บุตร ธิดา ลูกสะใภ้ และทาสี
ทั้งหมดได้มีความยินดีในการเจริญมรณานุสสติ. บรรดาชนเหล่านั้น
คนผู้ที่จะออกไปจากเรือน จะให้โอวาทคนที่เหลือแล้ว ไม่ห่วงใย
ออกไป. ครั้นวันหนึ่ง พราหมณ์กับบุตรออกจากเรือนไปไถนา.
บุตร สุมหญ้าใบไม้สละฟืนแห้ง ๆ อยู่. งูเห่าตัวหนึ่งในที่นั้น
เลื้อยออกจากโพรงไม้ เพราะกลัวถูกเผาไฟจึงกัดบุตรคนนี้ของ
พราหมณ์. เขาสลบไปเพราะกำลังพิษล้มลงตรงนั้นเอง ตายแล้ว เกิด
เป็นท้าวสักกเทวราช. พราหมณ์เห็นบุตรตายแล้ว จึงพูดกะบุรุษ
คนหนึ่ง ผู้เดินไปใกล้ที่ทำงานอย่างนี้ว่า สหายเอ๋ย ท่านจงไปเรือน
ของเรา แล้วบอกนางพราหมณีอย่างนี้ว่า จงอาบน้ำ นุ่งผ้าขาว
ถือเอาภัตรและดอกไม้ของหอมเป็นต้น สำหรับคนผู้เดียวแล้วจง
รีบมา. บุรุษนั้นไปที่เรือนนั้นแล้ว บอกให้ทราบอย่างนั้น. ฝ่ายชน
ในเรือนก็ได้ทำตาม. พราหมณ์ อาบน้ำ บริโภคอาหารแล้วลูบไล้
มีชนบริวารห้อมล้อม ยกร่างของบุตรขึ้นเชิงตะกอน จุดไฟเผา
ไม่เศร้าโศก ไม่เดือดร้อน ได้ยินมนสิการถึงอนิจจสัญญา เหมือน
เผาท่อนไม้.

123
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 124 (เล่ม 49)

ลำดับนั้น บุตรของพราหมณ์ บังเกิดเป็นท้าวสักกะ. และ
ท้าวสักกะนั้น ก็ได้เป็นพระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลาย. พระองค์
ทรงพิจารณาชาติก่อนของพระองค์ และบุญที่ได้ทำไว้ เมื่อจะ
อนุเคราะห์บิดาและพวกญาติ จึงแปลงเพศเป็นพราหมณ์มาใน
ที่นั้น เห็นพวกญาติไม่เศร้าโศก จึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญเผามฤค
จงให้เนื้อแก่ข้าพเจ้าบ้าง ข้าพเจ้าหิวจริง. พราหมณ์กล่าวว่า
ไม่ใช่มฤค แต่เป็นมนุษย์นะพราหมณ์. ท้าวสักกะกล่าวว่า ผู้นี้
เป็นศัตรูของพวกท่านหรือไง. พราหมณ์กล่าวว่า ไม่ใช่ศัตรู
เขาเป็นบุตรรุ่นหนุ่ม มีคุณมาก เป็นโอรสเกิดในอก. ท้าวสักกะ
กล่าวว่า เมื่อบุตรรุ่นหนุ่มมีคุณเห็นปานนั้นตายไป ทำไมพวกท่าน
จึงไม่เศร้าโศกกันเล่า. พราหมณ์ได้ฟังดังนั้น เมื่อจะบอกเหตุที่
ไม่เศร้าโศก จึงกล่าว ๒ คาถาว่า :-
บุตรของเรา ละสรีระอันคร่ำคร่าของตน
ไป เหมือนงูลอกคราบ เมื่อสรีระใช้สอยไม่ได้
ละไปแล้วทำกาละไปแล้วอย่างนี้ บุตรของเรา
เมื่อญาติเผาอยู่ ย่อมไม่รู้ถึงความร่ำไรของพวก
ญาติได้ เพราะฉะนั้น เราจึงไม่เศร้าโศกถึงเขา.
คติอันใดของเขามีอยู่ เขาก็ได้ไปสู่คติอันนั้นแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุรโค ความว่า ชื่อว่า อุรคะ
เพราะไปด้วยอก. คำว่า อุรโค นี้ เป็นชื่อของงู. บทว่า ตจํ ชิณฺณํ
ได้แก่ หนังคือคราบของตน อันคร่ำคร่าคือเก่า เพราะความ

124