ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 65 (เล่ม 49)

เพราะความหิว ดิฉันไม่ได้ดื่มน้ำที่ควรดื่ม ขอ
ท่านจงดูดิฉันผู้ถึงความวอดวายเช่นนี้เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น นางเปรตเรียกพระเถระด้วยความ
เคารพว่า ภทนฺเต. บทว่า ทุคฺคตา แปลว่า ถึงทุคติ. บทว่า
ยมโลกิกา ได้แก่ รู้แจ้งเปตโลกอันได้นามว่า ยมโลก โดยภาวะ
ที่นับเนื่องในเปตโลกนั้น. บทว่า อิโต คตา ความว่า จากมนุษยโลก
นี้แล้วไป คือเกิดยังเปตโลก.
บทว่า กาเลน ได้แก่ ในเวลาราตรีสว่าง. จริงอยู่ บทว่า
กาเลน นี้ เป็นตติยาวิภัติใช้ในอรรถสัตตมีวิภัติ. บทว่า ปญฺจ ปุตฺตานิ
แปลว่า ซึ่งบุตร ๕ คน. จริงอยู่ บทว่า ปุตฺตานิ นี้ ท่านกล่าวด้วย
ลิงควิปลาศ. บทว่า สายํ ปญฺจ ปุนาปเร ได้แก่ คลอดบุตรอื่นอีก
ในเวลาเย็น. มีวาจาประกอบความว่า. กินบุตรทั้ง ๕ คน. บทว่า
วิชายิตฺวาน ความว่า คลอดบุตรวันละ ๑๐ คน. บทว่า เตปิ นา
โหนฺติ เม อลํ ความว่า บุตรทั้ง ๑๐ คนนั้น ไม่เพียงพอเพื่อบันเทา
ความหิวของเราสักวันหนึ่ง. ก็ในที่นี้ เพื่อสะดวกแก่คาถา ท่าน
จึงกล่าวให้เป็นทีฆะว่า นา. บทว่า ปริฑยฺหติ ธูมายติ ขุทาย หทยํ มม
ความว่า ส่วนแห่งหทัยของดิฉัน ผู้อันความหิวบีบคั้น ย่อมหม่นไหม้
เดือดร้อน คือเร่าร้อนอยู่ทุกด้าน ด้วยไฟในท้อง. บทว่า ปานียํ
น ลเภ ปาตุํ ความว่า ดิฉันถูกความกระหายครอบงำ เมื่อเที่ยวไป
ในที่นั้น ๆ ไม่ได้ เพื่อจะดื่มน้ำ. บทว่า ปสฺส มํ พฺยสนํ คตํ ความว่า
นางเปรตได้ประกาศทุกข์ที่ตนเสวย แก่พระเถระว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ

65
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 66 (เล่ม 49)

ขอท่านจงดูดิฉันถึงความวอดวายเช่นนี้ อันทั่วไปสละไม่ทั่วไป
แก่การเข้าถึงความเป็นเปรตเถิด.
พระเถระได้ฟังดังนั้น เมื่อจะถามถึงกรรมที่นางเปรตนั้น
กระทำ จึงกล่าวคาถาว่า
เมื่อก่อน เธอทำความชั่วอะไรไว้ด้วยกาย
วาจา และใจ หรือเธอกินเนื้อบุตรทั้งหลาย เพราะ
วิบากแห่งกรรมอะไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺกฏํ ได้แก่ ทุจริต. บทว่า
กิสฺสกมฺมวิปาเกน ได้แก่ ด้วยวิบากแห่งกรรมเช่นไร อธิบายว่า
ด้วยวิบากแห่งปาณาติบาต หรืออทินนาทานเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง.
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า เกน กมฺมวิปาเกน ด้วยวิบากแห่งกรรม
อะไร.
ลำดับนั้น นางเปรตเมื่อจะประกาศกรรมที่ตนกระทำแก่
พรเถระ จึงได้กล่าวคาถาทั้งหลายว่า
เมื่อก่อน หญิงร่วมผัวของดิฉันคนหนึ่ง
มีครรภ์ ดิฉันคิดชั่วต่อเขา มีจิตคิดประทุษร้าย
ได้การทำครรภ์ให้ตกไป เขามีครรภ์ ๒ เดือน
เท่านั้น ไหลออกเป็นโลหิต ในกาลนั้น มารดา
ของเขาโกรธดิฉัน เชิญพวกญาติมาประชุมซัก
ถาม ให้ดิฉันทำการสบถ และขู่เข็ญให้ดิฉันกลัว
ดิฉันนั้นได้กล่าวคำสบถและมุสาวาทอย่าง

66
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 67 (เล่ม 49)

ร้ายกาจว่า ถ้าดิฉันทำชั่วดังนั้น ขอให้ดิฉันกิน
เนื้อบุตรเถิด ดิฉันมีกายอันเปื้อนด้วยหนองและ
โลหิตกินเนื้อบุตรทั้งหลาย เพราะวิบากแห่งกรรม
คือการทำให้ครรภ์ตกและการพูดมุสาวาททั้ง ๒
นั้น.
หญิงผู้ร่วมผัว ท่านเรียกว่า สปตี ในคาถานั้น. บทว่า
ตสฺสา ปาปํ อเจตยึ ได้แก่ ได้คิดถึงกรรมชั่วหยาบแก่หญิงร่วมผัว
นั้น. บทว่า ปทุฏฺฐมนสา แปลว่า มีจิตคิดประทุษร้าย หรือมีจิตชั่ว.
บทว่า เทฺวมาสิโก ได้แก่ เขาตั้งครรภ์เพียง ๒ เดือน ชื่อว่า
เทฺวมาสิกะ มีครรภ์ ๒ เดือน. บทว่า โลหิตญฺเญว ปคฺฆริ ความว่า
ครรภ์วิบัติไหลออกเป็นโลหิต. บทว่า ตทสฺสา มาตา กุปิตา มยฺหํ
ญาตี สมานยิ ความว่า ในกาลนั้น มารดาของหญิงร่วมผัวนั้น
โกรธดิฉัน จึงประชุมพวกญาติของตน. ปาฐะว่า ตตสฺสา ดังนี้ก็มี.
บทว่า ตตสฺสา นั้น แยกบทเป็น ตโต อสฺสา
บทว่า สปถํ แปลว่า การสาปแช่ง. บทว่า ปริภาสาปยิ
ได้แก่ ขู่ให้กลัว. บทว่า สปถํ มุสาวาทํ อภาสิสํ ความว่า เมื่อดิฉัน
แสดงถึงกรรมชั่วที่ตนทำนั้นแหละว่าไม่ได้ทำ กล่าวมุสาวาท
คือ คำที่ไม่เป็นจริง ได้แก่คำสบถว่า ถ้ากรรมชั่วนั้น ดิฉันได้ทำ
แล้ว ขอให้ดิฉันพึงเป็นเช่นนี้. บทว่า ปุตฺตมงฺสานิ ขาทามิ สเจ ตํ
ปกตํ มยา นี้ เป็นบทแสดงอาการที่กระทำสบถในเวลานั้น, อธิบาย
ว่า ถ้าดิฉันได้ทำความชั่ว คือ การทำครรภ์ให้ตกไปนั้น, ในอนาคต

67
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 68 (เล่ม 49)

คือในการที่ดิฉันเกิดในภพใหม่ ขอให้ดิฉันพึงกินเฉพาะเนื้อบุตร
ของดิฉันเท่านั้น. บทว่า ตสฺส กมฺมสฺส ได้แก่ ปาณาติบาตกรรม
ที่หญิงหมันนั้นกระทำ ด้วยการทำให้ครรภ์ตกไปนั้น. บทว่า
มุสาวาทสฺส จ ได้แก่ มุสาวาทกรรมด้วย. บทว่า อุภยํ ได้แก่
ด้วยวิบากแห่งกรรมทั้ง ๒. จริงอยู่ บทว่า อุภยํ นี้ เป็นปฐมาภัติ
ใช้ในอรรถตติยาวิภัติ. มีวาจาประกอบความว่า บทว่า ปุพฺพ-
โลหิตมกฺขิตา ความว่า ดิฉันเปื้อนหนองและเลือดด้วยอำนาจการ
ไหลออกและด้วยอำนาจการแตกออก เคี้ยวกินเนื้อบุตร.
นางเปรตนั้น ครั้นประกาศวิบากแห่งกรรมของตนอย่างนี้แล้ว
จึงได้กล่าวกะพระเถระทั้งหลายอย่างนี้อีกว่า ข้าแต่ท่านทั้งหลาย
ผู้เจริญ ดิฉันเป็นภรรยาของกฎุมพีชื่อโน้นในบ้านนี้เอง เป็นหญิง
มีความริษยาเปนปกติ กระทำกรรมชั่วจึงบังเกิดในกำเนิดเปรต
อย่างนี้. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดังดิฉันขอโอกาส ขอท่านทั้งหลาย
จงไปยังเรือนของกฏุมพีคนนั้นเถิด กฏุมพีนั้นจักถวายทานแก่ท่าน
ทั้งหลาย ท่านทั้งหลายพึงให้เขาอุทิศทักษิณานั้นแก่ดิฉัน เมื่อเป็น
เช่นนี้ ดิฉันจะหลุดพ้นจากเปตโลกนี้. พระเถระทั้งหลายได้ฟัง
ดังนั้นแล้ว เมื่อจะอนุเคราะห์นางตั้งอยู่ในสภาวะการยกขึ้น เข้าไป
บิณฑบาตยังบ้านกฏุมพีนั้น. กฏุมพีเห็นพระเถระทั้งหลายแล้วเกิด
ความเลื่อมใส ต้อนรับแล้วรับบาตร นิมนต์ให้นั่งบนอาสนะ เริ่ม
ให้ฉันด้วยอาหารอันประณีต. พระเถระทั้งหลายแจ้งเรื่องนั้นแก่
กฏุมพี แล้วจึงให้เขาอุทิศทานนั้น แก่นางเปรตนั้น. ก็ขณะนั้น

68
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 69 (เล่ม 49)

นั่นเอง นางเปรตนั้นปราศจากทุกข์นั้นแล้วได้รับสมบัติอันยิ่ง
แสดงตนแก่กฏุมพีในเวลาราตรี. ลำดับนั้น พระเถระทั้งหลาย
ไปยังกรุงสาวัตถีโดยลำดับ กราบทูลความนั้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้พร้อมมูลกันอยู่
โดยยกเรื่องนั้นขึ้นเป็นอุบัติเหตุ. ในเวลาจบเทศนา มหาชนได้รับ
ความสลดใจ เว้นขาดจากความริษยาและความตระหนี่. เทศนานั้น
ได้มีประโยชน์แก่มหาชนด้วยประการฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาปัญจปุตตขาทกเปติวัตถุที่ ๖

69
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 70 (เล่ม 49)

๗. สัตตปุตตขาทิกเปติวัตถุ
ว่าด้วยนางเปรตเปลือยกายมีกลิ่นเหม็น
พระเถระถามหญิงเปรตตนหนึ่งว่า
[๙๒] ท่านเปลือยกายมีผิวพรรณเลวทราม มี
กลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งไป หมู่แมลงวันพากันตอม
เกลื่อนกล่น ท่านเป็นใครหนอนายืนอยู่ที่นี่.
หญิงเปรตนั้นตอบว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันเป็นเปรต ถึงทุคติ
เกิดในยมโลก เพราะทำกรรมอันลามกจึงต้อง
จากโลกนั้นไปสู่เปตโลก เวลาเช้าตลอดบุตร ๗
คน เวลาเย็นอีก ๗ คน แล้วกินบุตรเหล่านั้นหมด
ทั้ง ๑๔ คนนั้น ก็ยังไม่อาจบรรเทาความหิว
ของดิฉันได้ หัวใจของดิฉันเร่าร้อนอยู่เป็นนิจ
เพราะความหิว ดิฉันเป็นดุจถูกเผาด้วยไฟในที่
อันร้อนยิ่ง ไม่ได้ประสบความเย็นเลย.
พระเถระถามว่า
ท่านทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วย กาย วาจา
ใจ หรือท่านกินเนื้อบุตร เพราะวิบากแห่งกรรม
อะไร.

70
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 71 (เล่ม 49)

หญิงเปรตนั้นตอบว่า
เมื่อก่อนดิฉันมีบุตร ๒ คน บุตร ๒ คน
นั้นกำลังหนุ่มแน่น ดิฉันเป็นผู้เข้าถึงกำลังคือบุตร
(ถือตัวว่ามีบุตร) จึงได้ดูหมิ่นสามีของตน ภาย
หลังสามีของดิฉันโกรธ จึงได้หาภรรยามาใหม่
ก็ภรรยาใหม่นั้นมีครรภ์ ดิฉันคิดชั่วต่อเขา มีใจ
ประทุษร้าย ได้ทำให้ครรภ์ตกไป ภรรยาใหม่มี
ครรภ์ ๓ เดือนเท่านั้น ตกเป็นโลหิตเน่า มารดา
ของเขาโกรธดิฉัน แล้วเชิญพวกญาติมาประชุม
ซักถาม ให้ดิฉันทำการสบถและขู่เข็ญดิฉันให้
กลัว ดิฉันได้กล่าวคำสบถและมุสาวาทอย่างแรง
ว่า ถ้าดิฉันทำชั่วอย่างนี้ ขอให้ดิฉันกินเนื้อบุตร
เถิด ดิฉันมีกายเปื้อนหนองและโลหิต กินเนื้อ
บุตรทั้งหลาย เพราะวิบากแห่งกรรมคือการทำ
ครรภ์ให้ตกไป และมุสาวาททั้งสองนั้น.
จบ สัตตปุตตขาทิกเปติวัตถุที่ ๗
อรรถกถาสัตตปุตตขาทกเปติวัตถุที่ ๗
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภ
นางเปรตผู้กินบุตร ๗ คน จึงตรัสคำนี้มีคำเริ่มต้นว่า นคฺคา
ทุพฺพณฺณรูปาสิ ดังนี้.

71
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 72 (เล่ม 49)

ได้ยินว่า อุบาสกคนหนึ่งในหมู่บ้านตำบลหนึ่งไม่ไกล
กรุงสาวัตถี ได้มีบุตร ๒ คน ตั้งอยู่ในปฐมวัย สมบูรณ์ด้วยรูปโฉม
ประกอบด้วยศีลและอาจาระ. มารดาของบุตรทั้ง ๒ นั้น คิดว่าเรา
เป็นผู้มีบุตร จึงดูหมิ่นสามีด้วยกำลังแห่งบุตร. สามีนั้นถูกภรรยา
ดูหมิ่น มีใจเบื่อหน่าย จึงนำหญิงอื่นมาครอง. ไม่นานนัก หญิงนั้น
ก็ตั้งครรภ์. ลำดับนั้น ภรรยาหลวงเป็นหญิงมีความริษยาเป็นปกติ
เอาอามิสไปล่อหมอคนหนึ่ง ให้หมอนั้นทำครรภ์ของหญิงนั้นซึ่ง
ตั้งมา ๓ เดือน ให้ตก. ลำดับนั้น หญิงนั้นอันพวกญาติและพี่น้องชาย
ถามว่า เธอทำครรภ์ของนางนี้ให้ตกไปหรือ จงกล่าวมุสาว่า
ไม่ได้ทำให้ตกไป คนเหล่านั้นไม่เชื่อจึงกล่าวว่า เธอจงสบถ แล้ว
ได้กระทำสบถว่า ขอให้ดิฉันคลอดบุตรทั้งเช้า ทั้งเย็น ครั้งละ ๗ คน
แล้วเคี้ยวกินเนื้อบุตร ขอให้ดิฉันมีกลิ่นเหม็น และแมลงวันจับกลุ่ม
อยู่เป็นนิจ.
ครั้นต่อมา นางทำกาละแล้วบังเกิดในกำเนินเปรต ด้วยวิบาก
ของการทำครรภ์ให้ตกไป และพูดมุสานั้นนั่นแล จึงเคี้ยวกินเนื้อบุตร
โดยนัยดังกล่าวแล้ว เที่ยวไปในที่ไม่ไกลบ้านนั้นนั่นเอง. ก็สมัยนั้น
พระเถระหลายรูปออกพรรษาในหมู่บ้าน มายังกรุงสาวัตถีเพื่อ
เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พักแรมในส่วนหนึ่งไม่ไกลบ้านนั้น. ลำดับ
นั้น นางเปรตนั้นแสดงตนแก่พระเถระเหล่านั้น. พระมหาเถระ
ถามเธอด้วยคาถาว่า :-

72
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 73 (เล่ม 49)

เธอเปลือยกายมีผิวพรรณขี้เหร่ มีตัวเน่า
ส่งกลิ่นฟุ้ง แมลงวันจับกลุ่ม เธอเป็นใครหนอ
มายืนอยู่ในที่นี้.
หญิงเปรตถูกพระเถระถามจึงได้ให้คำตอบด้วย ๓ คาถาว่า
ท่านผู้เจริญ ดิฉันเป็นเปรตถึงทุคติเกิดใน
ยมโลก เพราะทำกรรมชั่ว จึงต้องจากโลกนี้ไป
ยังเปตโลก เวลาเช้าคลอดบุตร ๗ คน เวลาเย็น
อีก ๗ คน. แล้วเคี้ยวกินบุตรเหล่านั้นหมด
ทั้ง ๑๔ คนนั้นก็ยังไม่อาจบันเทาความหิว
ของดิฉันได้ หัวใจของดิฉันเร่าร้อนหม่นไหม้
อยู่เป็นนิตย์ เพราะความหิว ดิฉันเป็นดุจถูกไฟ
เผาอยู่กลางแดด ไม่ได้ประสบความเย็นเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิพฺพุตึ ได้แก่ ระงับทุกข์ อัน
เกิดแต่ความหิวกระหาย. บทว่า นาชิคจฺฉามิ แปลว่า ไม่ได้รับ.
ด้วยบทว่า อคฺคิทฑฺฒาว อาตเป นี้ มีวาจาประกอบความว่า เรา
เป็นเสมือนถูกไฟไหม้กลางแดดที่ร้อนจัด ย่อมไม่ได้รับความเย็น.
พระมหาเถระได้ฟังดังนั้น เมื่อจะถามถึงกรรมที่นางเปรต
นั้นกระทำ จึงกล่าวคาถาว่า :-
เธอทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วย กาย วาจา
ใจ หรือ เธอกินเนื้อบุตร เพราะวิบากแห่งกรรม
อะไร ?

73
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ – หน้าที่ 74 (เล่ม 49)

ลำดับนั้น นางเปรตเมื่อจะบอกถึงการที่ตนเกิดในเปตโลก
และเหตุที่เคี้ยวกินเนื้อบุตร จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า :-
เมื่อก่อนดิฉัน มีบุตร ๒ คน บุตร ๒ คน
นั้น กำลังหนุ่มแน่น ดิฉันอาศัยกำลังคือบุตร จึง
ได้ดูหมิ่นสามีของตน ภายหลังสามีของดิฉันโกรธ
จึงได้หาภริยามาใหม่ และภริยาใหม่นั้นมีครรภ์
ดิฉันคิดชั่วต่อเขา มีจิตคิดประทุษร้าย ได้ทำให้
ครรภ์ตกไป ภริยาคนใหม่มีครรภ์ ๓ เดือนเท่านั้น
ตกเป็นโลหิตเน่า มารดาของเขาโกรธแล้ว เชิญ
พวกญาติของดิฉันมาประชุมกัน ซักถามให้ดิฉัน
ทำการสบถ และขู่เข็ญดิฉันให้กลัว ดิฉันได้กล่าว
คำสบถและมุสาวาทอย่างแรงว่า ถ้าดิฉันทำความ
ชั่วอย่างนี้ ขอให้ดิฉันกินเนื้อบุตรเถิด ดิฉันมีกาย
เปื้อนหนองและเลือด กินเนื้อบุตรทั้งหลาย เพราะ
วิบากแห่งกรรม คือการทำครรภ์ให้ตกไป และ
มุสาวาททั้ง ๒ นั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุตฺตพลูเปตา ได้แก่ อาศัยกำลัง
คือบุตร คือ ได้กำลังด้วยอำนาจบุตร. บทว่า อติมญฺญิสํ แปลว่า
ดูหมิ่นเกินไป. บทว่า ปูติโลหิตโก ปติ ได้แก่ ครรภ์ไหลออกเป็น
โลหิตเน่า. คำที่เหลือทั้งหมด เป็นเสมือนคำที่เป็นลำดับมานั่นเอง.

74