พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 35 (เล่ม 49)

โข ใช้ในอรรถว่า อวธารณะ แปลว่า ห้ามเนื้อความอื่น. บทว่า
ทกฺขิณา ได้แก่ ทาน. บทว่า สงฺฆมฺหิ สุปติฏฺฐิตา ได้แก่ ตั้งไว้ดีแล้ว
ในพระสงฆ์ผู้เป็นบุญเขตอันยอดเยี่ยม. บทว่า ทีฆรตฺตํ หิตายสฺส
ได้แก่ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่เปรตนั้น ตลอดกาลนาน. บทว่า
ฐานโส อุปกปฺปติ ได้แก่ ย่อมสำเร็จในขณะนั้นนั่นเอง. อธิบายว่า
ไม่ใช่ในกาลอื่น. จริงอยู่ นี้เป็นธรรมดาในข้อนั้นว่า หากเปรต
อนุโมทนาทาน ในเมื่อทายกถวายทานอุทิศเปรต เปรตก็จะหลุด
พ้นไปด้วยผลแห่งทานนั้น ในขณะนั้นนั่นเอง.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงธรรมอย่างนี้แล้ว ทรง
กระทำให้มหาชนมีใจยินดียิ่งในทานที่อุทิศเปรตแล้ว เสด็จลุกจาก
อาสนะ หลีกไป. วันรุ่งขึ้น ภริยาเศรษฐี และพวกญาติที่เหลือ
เมื่อคล้อยตามเศรษฐี จึงให้มหาทานเป็นไปประมาณ ๓ เดือน
ด้วยอาการอย่างนี้.
ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศล เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มี-
พระภาคเจ้า ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะเหตุไร ภิกษุ
ทั้งหลาย จึงไม่ไปเรือนของหม่อมฉัน ประมาณ ๑ เดือนแล้ว.
เมื่อพระศาสดา ตรัสบอกเหตุนั้นแล้ว ฝ่ายพระราชาเมื่อจะทรง
คล้อยตามเศรษฐี จึงให้มหาทานเป็นไปแก่ภิกษุสงฆ์ ซึ่งมีพระ-
พุทธเจ้าเป็นประธาน. ชาวเมืองเห็นดังนั้น เมื่อจะอนุวัตรตาม
พระราชา จึงให้มหาทานเป็นไปประมาณ ๑ เดือน. ชาวเมืองให้

35
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 36 (เล่ม 49)

มหาทาน ซึ่งมีตุ๊กตาแป้งเป็นเหตุเป็นไปตลอด ๒ เดือน ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาปิฏฐธีตลิกเปตวัตถุ ๔

36
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 37 (เล่ม 49)

๕. ติโรกุฑฑเปตวัตถุ
ว่าด้วยเปรตให้พรแก่ผู้ให้ทานแล้วอุทิศให้ตน
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะพระเจ้าพิมพิสารว่า :-
[๙๐] เปรตทั้งหลายพากันมา สู่เรือนของตน
แล้วยืนอยู่ภายนอกฝาเรือนที่ตรอก และทาง
๓ แพร่ง และยืนอยู่ที่ใกล้บานประตู เมื่อข้าว
น้ำ ของกิน ของบริโภคเป็นอันมาก เขาเข้าไป
ตั้งไว้แล้ว แต่ญาติไร ๆ ของเปรตเหล่านั้นระลึก
ไม่ได้ เพราะกรรมของสัตว์เป็นปัจจัย เหล่าชน
ผู้อนุเคราะห์ ย่อมให้น้ำและโภชนะอันสะอาด
ประณีต สมควรแก่ญาติทั้งหลายตามกาล ดุจทาน
ที่มหาบพิตรทรงถวายแล้วฉะนั้น ด้วยเจตนาอุทิศ
ว่า ขอทานนี้แลจงสำเร็จผลแก่ญาติทั้งหลายของ
เรา ขอชาติทั้งหลายของเราจงเป็นสุขเถิด ส่วน
เปรตผู้เป็นญาติเหล่านั้น พากันมาชุมนุมในที่นั้น
เมื่อข้าวและน้ำมีอยู่เพียงพอ ย่อมอนุโมทนาโดย
เคารพว่า เราได้สมบัติเพราะเหตุแห่งชาติเหล่าใด
ขอญาติของเราเหล่านั้นจงมีชีวิตอยู่ยืนนาน การ
บูชาเป็นอันพวกญาติได้ทำแล้วแก่เราทั้งหลาย
และญาติทั้งหลายผู้ให้ก็ไม่ไร้ผล เพราะในเปต

37
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 38 (เล่ม 49)

วิสัยนั้น ไม่มีกสิกรรม ไม่มีโครักขกรรม การ
ค้าขายเช่นนั้นก็ไม่มี การซื่อการขายด้วยเงินก็
ไม่มี สัตว์ผู้ทำกาละจะไปในปิตติวิสัยนั้นย่อม
ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยทานที่ญาติหรือมิตรให้
แล้วแต่มนุษยโลกนี้ น้ำฝนอันตกลงในที่ดอน
ย่อมไหลไปสู่ที่ลุ่ม ฉันใด ทานอันญาติหรือมิตร
ให้แล้วจากมนุษยโลกนี้ ย่อมสำเร็จผลแก่เปรต
ทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน ห้วงน้ำใหญ่เต็มแล้ว
ย่อมยังสาครให้เต็มเปี่ยม ฉันใด ทานอันญาติ
หรือมิตรให้แล้วแต่มนุษยโลกนี้ ย่อมสำเร็จผล
แก่เปรตทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน กุลบุตรเมื่อ
หวนระลึกถึงอุปการะที่ท่านทำแล้วในกาลก่อน
ว่า คนโน้นให้สิ่งของแก่เรา คนโน้นได้ทำอุปการะ
แก่เรา ญาติ มิตรและสหายได้ให้สิ่งของแก่เรา
และได้ช่วยทำกิจของเรา ดังนี้ พึงให้ทักษิณาแก่
เปรตทั้งหลาย ด้วยว่าความร้องไห้ก็ดี ความ
เศร้าโศกก็ดี ความร่ำไร อย่างอื่นก็ดี ไม่ควรทำเลย
เพราะความร้องไห้เป็นต้นนั้น ไม่เป็นประโยชน์
แก่เปรตทั้งหลาย ญาติทั้งหลายย่อมดำรงอยู่อย่าง
นั้น อันทักษิณานี้แลที่ให้แล้ว เข้าไปตั้งไว้ดีแล้ว
ในสงฆ์ ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่เปรตนั้นโดย

38
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 39 (เล่ม 49)

พลัน สิ้นกาลนาน ญาติธรรมมหาบพิตรได้แสดง
ให้ปรากฏแล้ว การบูชาอันยิ่งเพื่อเปรตทั้งหลาย
มหาบพิตรทรงทำแล้ว และกำลังกายมหาบพิตรได้
เป็นให้แก่ภิกษุทั้งหลายแล้ว บุญมีประมาณไม่
น้อยมหาบพิตรได้ทรงขวนขวายแล้ว.
จบ ติโรกุฑฑเปตวัตถุที่ ๕
อรรถกถาติโรกุฑฑเปตวัตถุที่ ๕
พระศาสดาเมื่อทรงประทับอยู่ในกรุงราชคฤห์ ทรงปรารภ
พวกเปรตเป็นอันมาก จึงตรัสพระคาถานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ติโรกุฑฺเฑสุ
ติฏฺฐนฺติ ดังนี้.
ในข้อนั้น มีกถาพิศดารดังต่อไปนี้ :- ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัททกัป
นี้ ได้มีนครหนึ่ง ชื่อว่า กาสี. พระราชาทรงประนามว่า ชัยเสน
ทรงครองราชสมบัติในพระนครนั้น. พระองค์ได้มีพระราชเทวี
ทรงพระนามว่า สิริมา. พระโพธิสัตว์นามว่า ผุสสะ บังเกิดใน
พระครรภ์ของพระนางแล้วตรัสรู้ พระสัมมาสัมโพธิญาณโดยลำดับ.
พระเจ้าชัยเสนเกิดความเห็นแก่ตัวขึ้นว่า บุตรของเรา ออกมหา-
ภิเนกษกรมเป็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นของเรา พระธรรม
เป็นของเรา พระสงฆ์ก็เป็นของเรา ดังนี้แล้ว ทรงอุปัฏฐากด้วย
พระองค์เองทุก ๆ กาล ไม่ทรงให้โอกาสแก่ชนเหล่าอื่น.

39
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 40 (เล่ม 49)

พี่น้อง ๓ คน ผู้ต่างมารดากัน เป็นพระกนิฐภาดา ของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า พากันคิดว่า ธรรมดาว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ย่อมอุบัติเพื่อประโยชน์แก่ชาวโลกทั้งมวล มิใช่เพื่อประโยชน์
เฉพาะบุคคลผู้เดียว และพระบิดาของพวกเราก็ไม่ย่อมให้โอกาส
แก่ชนเหล่าอื่นเลย ทำอย่างไรหนอ พวกเราจะพึงได้อุปัฏฐาก
พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์. พี่น้องทั้ง ๓ พระองค์นั้นได้มี
ความคิดอย่างนี้ว่า เอาเถิด พวกเราจะทำอุบายสักอย่างหนึ่งให้ได้.
พี่น้อง ๓ พระองค์เหล่านั้น ได้สร้างสถานการณ์ชายแดน ประหนึ่ง
ว่า เกิดการปั้นป่วน. แต่นั้น พระราชาทรงสดับว่า แถบชายแดน
เกิดความปั่นป่วน จึงได้ส่งพระโอรสทั้ง ๓ พระองค์ไปปราบ
สงบจันตชนบท. พี่น้อง ๓ พระองค์เหล่านั้น ไปปราบให้ปัจจันตชนบท
สงบแล้วกลับมา. พระราชาทรงพอพระทัย ได้ประทานพรว่า
พวกลูกปรารถนาสิ่งใด ก็จงถือเองสิ่งนั้นเถิด. พี่น้องทั้ง ๓ พระองค์
นั้น กราบทูลว่า ข้าพระองค์ปรารถนาจะอุปัฏฐากพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า. พระราชาตรัสว่า เว้นพระผู้มีพระภาคเจ้านี้เสีย เธอจง
เลือกเอาอย่างอื่นเถิด. พี่น้อง ๓ พระองค์นั้นกราบทูลว่า พวก
ข้าพระองค์ไม่ต้องการสิ่งอื่น. พระราชาตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น พวก
เธอจงกำหนดเวลามาแล้วถือเอาเถิด. พี่น้อง ๓ พระองค์นั้นทูลขอ
ถึง ๗ ปี พระราชาไม่ทรงอนุญาต. พี่น้อง ๓ พระองค์กราบทูลว่า
ขอ ๖ ปี ๕ ปี ๔ ปี ๓ ปี ๒ ปี ๑ ปี ๗ เดือน ๖ เดือน ๕ เดือน
๔ เดือน จนกระทั่งขอเพียง ๓ เดือน ด้วยประการฉะนี้. ในกาลนั้น

40
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 41 (เล่ม 49)

พระราชาได้ทรงอนุญาตว่า จงถือเอาเถิด.
พี่น้อง ๓ พระองค์นั้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบ
ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ปรารถนาจะอุปัฏฐาก
พระผู้มีพระภาคเจ้าตลอด ๓ เดือน, ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ
พระผู้มีพระภาคเจ้า จงทรงรับการอยู่จำพรรษาตลอด ๓ เดือนนี้
แก่ข้าพระองค์เถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรับด้วยดุษฎีภาพ.
พี่น้อง ๓ พระองค์นั้น จึงส่งลิขิตไปถึงนายเสมียนในชนบทของตนว่า
พวกเราพึงอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าตลอด ๓ เดือนนี้, ขอท่าน
จงจัดแจงสัมภาระสำหรับอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าทุกอย่าง
เริ่มตั้งแต่วิหารไป. นายเสมียนนั้นได้จัดแจงทุกอย่างแล้ว ส่งลิขิต
ตอบไป. พี่น้อง ๓ พระองค์นั้น ต่างนุ่งผ้ากาสายะ พร้อมกับบุรุษ
๑,๐๐ คน ผู้ทำการขวนขวาย ได้พากันอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้า
และภิกษุสงฆ์โดยเคารพ นำไปยังชนบท มอบถวายวิหารให้อยู่
จำพรรษา.
บุตรคฤหบดีคนหนึ่ง ผู้เป็นภัณฑาคาริกของพี่น้อง ๓ พระองค์
นั้น พร้อมด้วยภริยา เป็นผู้มีศรัทธา มีความเลื่อมใส. เขาได้ถวาย
ทานวัตรแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานโดยเคารพ.
นายเสมียนในชนบท พาเขาไปพร้อมกับชาวชนบทประมาณ
๑๑,๐๐๐ คน ได้ให้ทานเป็นไปโดยเคารพทีเดียว. ในคนเหล่านั้น
ชาวชนบทบางพวก ได้เกิดขัดใจกันขึ้น. เขาเหล่านั้น จึงพากัน
ทำอันตรายแก่ทาน พากันกินไทยธรรมด้วยตนเอง และเอาไฟเผา

41
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 42 (เล่ม 49)

โรงครัว. ราชบุรุษผู้ปรารถนาแล้วก็พากันทำสักการะแด่พระ
ผู้มีพระภาคเจ้า นำพระผู้มีพระภาคเจ้าไว้เบื้องหน้า แล้วกลับ
มาหาบิดาตามเดิม. บรรดาท่านเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จ
ไปแล้ว ก็ปรินิพพาน. ส่วนราชบุตร เสมียนในชนบท และผู้เป็น
ภัณฑาคาริกพร้อมด้วยบริษัททำกาละแล้ว ไปบังเกิดในสวรรค์
ตามลำดับ. เหล่าชนผู้ขัดใจกัน ก็พากันเกิดในนรก. เมื่อชนทั้ง ๒
พวกนั้น จากสวรรค์เข้าถึงสวรรค์ จากนรกเข้าถึงนรก ด้วยอาการ
อย่างนี้ ผ่านไป ๙๒ กัป.
ครั้นในภัททกัปนี้ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง
พระนามว่า กัสสปะ คนผู้ขัดใจกันเหล่านั้น เกิดในพวกเปรต.
ในกาลนั้น พวกมนุษย์พากันให้ทานอุทิศเพื่อประโยชน์แก่พวกเปรต
ผู้เป็นญาติของตนว่า ขอทานที่ให้นี้ จงสำเร็จแก่พวกญาติของ
พวกเราเถิด. เปรตเหล่านั้น ได้เสวยสมบัติ. ลำดับนั้น เปรตเหล่านี้
ได้เห็นดังนั้น จึงเข้าไปเฝ้าพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า ทูลถามว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้พวกข้าพระองค์จะพึงได้สมบัติเห็นปานนี้
หรือไม่หนอ ? พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า บัดนี้ ท่านยังไม่ได้
แต่ในอนาคต จักมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า โคตม
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น จักมีพระราชาทรง
พระนามว่า พิมพิสาร, ใน ๙๒ กัปแต่ภัททกัปนี้ พระองค์ได้เป็น
ญาติของพวกท่าน พระองค์ได้ถวายทานแด่พระพุทธเจ้ากลัวจัก
อุทิศแก่พวกท่าน. พวกท่านจักได้ในกาลนั้น. ได้ยินว่า เมื่อพระ-

42
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 43 (เล่ม 49)

กัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสแล้วอย่างนี้ พระดำรัสนั้น ได้เป็น
เหมือนตรัสแก่พวกเปรตเหล่านั้นว่า จักได้ในวันพรุ่งนี้.
ครั้นพุทธันดรหนึ่งผ่านไป พระผู้มีพระภาคเจ้าของพวกเรา
ทรงอุบัติขึ้นแล้ว. ราชบุตรทั้ง ๓ แม้เหล่านั้น พร้อมด้วยบุรุษ
๑,๐๐๐ คน ยุติจากเทวโลกแล้ว เกิดในสกุลพราหมณ์ ในมคธรัฐ
พากันบวชเป็นฤาษีตามลำดับ ได้เป็นชฎิล ๓ พี่น้อง ณ คยาสีส-
ประเทศ. นายเสมียนในชนบท ได้เป็นพระเจ้าพิมพิสาร คฤหบดีบุตร
ผู้เป็นขุนคลัง ได้เป็นเศรษฐี ชื่อว่า วิสาขะ. ภริยาของคฤหบดีบุตร
นั้น ได้เป็นธิดาของเศรษฐี นามว่าธรรมทินนา. ฝ่ายคนนอกนั้น
บังเกิดเป็นบริวารของพระราชานั่นเอง.
พระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ของพวกเรา ก็ทรงอุบัติขึ้นในโลก
ล่วงไป ๗ สัปดาห์ ก็เสด็จมายังกรุงพาราณสีโดยลำดับ ทรง
ประกาศธรรมจักร ทรงแนะนำตั้งต้นแต่พระปัญจวัคคีย์ จนถึง
ชฎิล ๓ พี่น้อง พร้อมด้วยบริวาร ๑,๐๐๐ คน แล้วได้เสด็จไปยัง
กรุงราชคฤห์. ก็ในบรรดาชนเหล่านั้น พระองค์ทรงให้พระเจ้า
พิมพิสาร ผู้เข้าไปเฝ้าในวันนั้นนั่นเอง พร้อมกับพราหมณ์และ
คฤหบดีชาวอังคะและมคธะ ๑๑๐,๐๐๐ คน ให้ดำรงอยู่ในโสดา-
ปัตติผลแล้ว. ลำดับนั้น พระราชาทรงนิมนต์ด้วยภัตต์เพื่อเสวย
พระกระยาหารในวันพรุ่งนี้ พระองค์ทรงรับแล้วในวันที่ ๒ อัน
ท้าวสักกะจอมเทพผู้แปลงเพศเป็นมาณพน้อยนำเสด็จไป ชมเชย
ด้วยพระคาถามีอาทิอย่างนี้ว่า

43
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 44 (เล่ม 49)

พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงฝึกพระองค์
แล้ว พ้นวิเศษแล้ว มีวรรณะเพียงดังว่าลิ่มทอง
สิงคี พร้อมด้วยปุราณชฎิล ผู้ฝึกตนแล้ว ผู้พ้น
วิเศษแล้ว ได้เสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์ดังนี้.
จึงเสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์ ทรงรับมหาทานในพระ-
ราชนิเวศน์. ส่วนพวกเปรตเหล่านั้น ได้พากันยืนล้อมด้วยหวังใจว่า
บัดนี้ พระราชาจักอุทิศทานแก่พวกเรา. บัดนี้พระราชาจักอุทิศ.
พระราชาทรงถวายทานแล้ว ทรงพระดำริเฉพาะสถานที่
ประทับอยู่ของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า จะพึง
ประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ ดังนี้ จึงไม่ได้อุทิศทานนั้นแก่ใคร ๆ.
พวกเปรตเมื่อไม่ได้ทานนั้น อย่างนั้น ก็สิ้นหวัง ในเวลากลางคืน
จึงพากันส่งเสียงร้องอันน่าสะพึงกลัวอย่างยิ่ง ใกล้พระราชนิเวศน์.
พระราชาทรงถึงความสังเวชอันน่าสะพึงกลัว น่าหวาดเสียว เมื่อ
ราตรีผ่านไปจึงได้กราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าพระองค์
ได้สดับเสียงเห็นปานนี้, จักมีเหตุอะไรแก่ข้าพระองค์ พระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อย่าทรงกลัวเลยมหาบพิตร จักไม่มี
ความชั่วช้าลามกอะไรแก่พระองค์ดอก อนึ่ง ญาติเก่าก่อนของ
พระองค์ที่เกิดในพวกเปรตก็มี, ญาติเหล่านั้น หวังจะพบเฉพาะ
พระองค์แต่ผู้เดียวถึงพุทธันดรหนึ่ง ท่องเที่ยวไปด้วยหวังใจว่า
พระองค์ถวายทานแด่พระพุทธเจ้าแล้ว จักอุทิศแก่พวกเราบ้าง
เพราะพระองค์ถวายท่านเมื่อวันวานแล้ว มิได้อุทิศจึงพากันสิ้นหวัง

44