พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 25 (เล่ม 49)

ไม่ยอมบอกกันและกันเลย ได้แยกกันไปสู่ที่ที่ตามความสำราญ.
ก็ภิกษุผู้มักรังเกียจ มีมโนรถเต็มเปี่ยม เข้าไปบิณฑบาต
ยังบ้าน พวกมนุษย์เห็นเข้า พากันกล่าวว่า พระเถระทั้งหลาย
พากันไปไหนเสียครับ. ภิกษุนั้นกล่าวว่า พระเถระทั้งสองทะเลาะ
กันและกันตลอดคืนยังรุ่ง ถึงอาตมาจะเตือนว่า อย่าทะเลาะกันเลยครับ
จงสามัคคีกันไว้เถิด ขึ้นชื่อว่า การทะเลาะกันมีแต่จะนำความพินาศ
มาให้ ก่อให้เกิดความทุกข์ในอนาคต เป็นทางแห่งอกุศล แม้คน
สมัยก่อน ก็เคยพลาดจากประโยชน์ใหญ่ เพราะการทะเลาะกัน ดังนี้
เป็นต้น ก็ไม่เชื่อคำของอาตมา พากันหลีกไป. ลำดับนั้น พวกมนุษย์
วิงวอนว่า ขอพระเถระจงไปก่อนเถอะ แต่ท่านอย่ารำคาญอยู่ในที่นี้
แหละ เพื่ออนุเคราะห์พวกกระผม. ท่านรับคำแล้ว อยู่ในที่นั้นนั่นเอง
ต่อมา ๒-๓ วัน จึงคิดว่า เรายุยงภิกษุทั้งหลายผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม
ด้วยอยากเป็นเจ้าอาวาส เราขวนขวายแต่กรรมชั่วไว้มากหนอ จึง
ถูกความเดือดร้อนอย่างแรงกล้าเข้าครอบงำ เป็นไข้เพราะกำลัง
แห่งความเศร้าโศก ไม่นานนักก็มรณภาพ บังเกิดในอเวจีมหานรก.
ฝ่ายพระเถระผู้เป็นสหายกัน ๒ รูป เที่ยวจาริกไปในชนบท
มาพบกันในอาวาสแห่งหนึ่ง จึงปราศรัยกันและกัน จึงบอกคำยุยง
ที่ภิกษุนั้นพูดแก่กันและกัน รู้ว่าเรื่องนั้นไม่เป็นจริง จึงได้พร้อมกัน
กลับมายังอาวาสนั้นนั่นแล โดยลำดับ. พวกมนุษย์เห็นพระเถระ
ทั้ง ๒ รูปแล้ว พากันปลื้มใจ เกิดความดีใจ อุปัฏฐากด้วยปัจจัย ๔.
ก็พระเถระทั้ง ๒ รูป เมื่ออยู่ในที่นั้นนั่นแหละ มีจิตเป็นสมาธิ เพราะ

25
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 26 (เล่ม 49)

ได้อาหารอันเป็นสัปปายะ เจริญวิปัสสนาแล้ว ไม่นานนักก็บรรลุ
พระอรหันต์.
ภิกษุผู้มักส่อเสียด ไหม้ในนรกตลอดพุทธันดรหนึ่ง ใน
พุทธุปบาทกาลนี้ เกิดเป็นเปรตปากเน่า ไม่ไกลแต่กรุงราชคฤห์.
กายของเขา ได้มีสีเหมือนทองคำ. แต่หนอนไต่ออกจากปาก พากัน
เจาะกินปากข้างโน้นข้างนี้. กลิ่นปากของเปรตนั้นเหม็นฟุ้งขจาย
ไปทั่วอากาศตั้งไกล.
ลำดับนั้น ท่านนารทะ ขณะลงจากเขาคิชฌกูฏ พบเปรตนั้น
จึงถามถึงกรรมที่เธอกระทำไว้ ด้วยคาถานี้ว่า :-
ท่านมีผิวพรรณงามดังทิพย์ ยืนอยู่ใน
อากาศกลางหาว แต่ปากของท่านมีกลิ่นเหม็น
หมู่หนอนพากันชอนไชอยู่ เมื่อก่อนท่านทำกรรม
อะไรไว้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิพฺพํ แปลว่า เป็นทิพย์ คือนับ
เนื่องจากอัตตภาพของเทวดา. แต่ในที่นี้ชื่อว่าทิพย์ เพราะเป็น
เหมือนของทิพย์. บทว่า สุภํ แปลว่า งาม, หรือ ความงาม. บทว่า
วณฺณธาตุํ ได้แก่ ผิวพรรณ. บทว่า ธาเรสิ แปลว่า นำไป. บทว่า
เวหายสํ ติฏฺฐสิ อนฺตลิกฺเข ได้แก่ ยืนอยู่ในกลางหาว ที่เข้าใจกันว่า
อากาศ. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวปาฐะว่า วิหายสํ ติฏฐสิ อนฺตลิกฺเข
ดังนี้ แล้วกล่าวความของปาฐะนั้น โดยคำที่เหลือว่า ท่านยืนอยู่
กลางหาว ทำอากาศให้สว่างไสวอยู่. บทว่า ปูคิคนฺธํ แปลว่า มีกลิ่น

26
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 27 (เล่ม 49)

เหมือนทรากศพ อธิบายว่า มีกลิ่นเหม็น. ด้วยบทว่า กึ กมฺมมกาสิ
ปุพฺเพ นี้ พระเถระถามว่า "หมู่หนอนชอนไชปาก ซึ่งมีกลิ่นเหม็น
อย่างยิ่งของเธอ, แต่กายของเธอมีสีเหมือนดังทองคำ ครั้งก่อน
เธอได้ทำกรรมเช่นไร อันเป็นเหตุแห่งอัตตภาพเช่นนี้ไว้.
เปรตนั้น ถูกพระเถระถามถึงกรรมที่ตนทำอย่างนี้ เมื่อ
จะแก้ความนั้น จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-
เมื่อก่อน ข้าพเจ้าเป็นสมณะลามก มีวาจา
ชั่วช้ายิ่งนัก เป็นผู้มักกำจัด ไม่สำรวมปาก อนึ่ง
ผิวพรรณดังทอง ข้าพเจ้าได้แล้ว เพราะพรหม-
จรรย์นั้น แต่ปากของข้าพเจ้าเหม็น เพราะกล่าว
วาจาส่อเสียด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมโณ อหํ ปาโป ได้แก่ เราได้เป็น
สมณะลามก คือเป็นภิกษุลามก. บทว่า อติทุฏฺฐวาโจ แปลว่า เป็น
ผู้มีคำพูดชั่วช้ายิ่งนัก เป็นผู้กล่าวล่วงเกินผู้อื่น อธิบายว่า เป็นผู้
กล่าวกำจัดคุณของคนอื่น. อีกอย่างหนึ่ง บาลีว่า อติทุกฺขวาโจ
ก็มี, อธิบายว่า ผู้มีวาจาหยาบคายอย่างยิ่ง คือ ยินดีแต่วจีทุจจริต
มีการกล่าวเท็จและกล่าวส่อเสีย เป็นต้น. บทว่า ตปสฺสิรูโป
แปลว่า เป็นสมณะเทียม. บทว่า มุขสา ได้แก่ ด้วยปาก. บทว่า
ลทฺธา ได้แก่ ได้เฉพาะแล้ว. จ อักษร เป็นสัมปิณฑนัตถะ แปลว่า
อนึ่ง บทว่า เม แก้เป็น มยา แปลว่า อันเรา. บทว่า ตปสา ได้แก่
ด้วยพรหมจรรย์. บทว่า เปสุณิเยน ได้แก่ ด้วยปิสุณวาจา. บทว่า

27
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 28 (เล่ม 49)

ปูติ ได้แก่ มีกลิ่นเหม็นเน่า.
เปรตนั้น ครั้นบอกกรรมที่ตนได้ทำไว้อย่างนั้นแล้ว บัดนี้
เมื่อจะตักเตือนพระเถระ จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า :-
ข้าแต่ท่านพระนารทะ รูปร่างของข้าพเจ้า
ท่านได้เห็นเองแล้ว ท่านผู้ฉลาดผู้อนุเคราะห์
กล่าวไว้ว่า ท่านอย่าพูดส่อเสียด และอย่าพูดมุสา
สำรวมด้วยวาจาแล้ว ท่านจักได้เป็นเทพเจ้า ผู้
สมบูรณ์ด้วยสิ่งที่น่าปรารถนา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตยิทํ แปลว่า รูปร่างของเรานี้นั้น. บทว่า
อนุกมฺปกา เย กุสลา วเทยฺยํ ความว่า ท่านผู้ฉลาดในข้อปฏิบัติ
อันเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น คือ ผู้ละเอียด มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น
ผู้มีการอนุเคราะห์เป็นปกติ คือ ผู้ประกอบด้วยพระกรุณา กล่าว
คำอันใดไว้ อธิบายว่า เราจะกล่าวคำอันนั้นนั่นแล. บัดนี้ เปรตนั้น
เมื่อจะตักเตือน จึงกล่าวว่า ท่านอย่าพูดส่อเสียด และอย่าพูดมุสา
สำรวมด้วยวาจาแล้ว ท่านจักได้เป็นเทพเจ้า ผู้สมบูรณ์ด้วยสิ่งที่
น่าปรารถนา ดังนี้.
คำนั้น มีอธิบายดังนี้ ท่านอย่าพูด คืออย่ากล่าว คำส่อเสียด
คือ คำยุยง ละคำเท็จ. ก็ถ้าท่านละมุสาวาท และปิสุณวาจาได้แล้ว
สำรวมด้วยวาจา ท่านจักเป็นอันเขาบูชา หรือเป็นเทพองค์ใด
องค์หนึ่ง ผู้ได้ทิพยสมบัติ ที่โอฬารอันน่าใคร่ น่าปรารถนาแล้ว

28
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 29 (เล่ม 49)

ใคร่ในทิพยสมบัตินั้น คืออภิรมย์อยู่ด้วยการบำเรออินทรีย์ ตาม
ความสบาย.
พระเถระได้ฟังดังนั้นแล้ว แต่นั้นจึงไปยังกรุงราชคฤห์ เที่ยว
บิณฑบาต กลับจากบิณฑบาตภายหลังอาหาร จึงกราบทูลความนั้น
แด่พระศาสดา. พระศาสดาทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปบัติเหตุ
แล้วแสดงธรรม. พระเทศนานั้นได้มีประโยชน์แก่บริษัทผู้ถึงพร้อม
แล้วแล.
อรรถกถาปูติมุขเปตวัตถุที่ ๓

29
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 30 (เล่ม 49)

๔. ปิฏฐธีตลิกเปตวัตถุ
ว่าด้วยบุคคลไม่ตระหนี่
[๘๙] บุคคลผู้ไม่ตระหนี่ ควรทำเหตุอย่างใด
อย่างหนึ่ง คือปรารภถึงบุรพเปตชน เทวดาผู้
สิงอยู่ในเรือน หรือท้าวมหาราชทั้ง ๔ ผู้รักษา
โลก ผู้มียศ คือ ท้าวธตรฐ ๑ ท้าววิรุฬหก ๑
ท้าววิรูปักษ์ ท้าวกุเวร ๑ ให้เป็นอารมณ์แล้ว
พึงให้ทาน ท่านเหล่านั้นเป็นอันบุคคลได้บูชา
แล้ว และทายกก็ไม่ไร้ผล ความร้องไห้ ความ
เศร้าโศก หรือความร่ำไห้อย่างอื่น ไม่ควรทำเลย
เพราะความร้องไห้เป็นต้นนั้น ย่อมไม่เป็น
ประโยชน์แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ญาติทั้งหลายคง
ตั้งอยู่ตามธรรมดาของตน ๆ อันทักษิณาทานนี้
ที่ท่านเข้าไปตั้งไว้ดีแล้วในสงฆ์ให้แล้ว ย่อม
สำเร็จประโยชน์แก่บุรพเปตชนโดยทันที สิ้น
กาลนาน.
จบ ปิฏฐธีตลิกเปตวัตถุที่ ๔

30
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 31 (เล่ม 49)

อรรถกถาปิฏฐธีตลิกเปตวัตถุที่ ๔
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร กรุง-
สาวัตถี ทรงปรารภทานของท่านอนาถปิณฑิกคฤหบดี ได้ตรัสคำนี้
เริ่มต้นว่า ยงฺกิญฺจารมฺมณํ กตฺวา ดังนี้ :-
ได้ยินว่า พี่เลี้ยงของเด็กหญิง ธิดาของลูกสาวท่าน
อนาถปิณฑิกคฤหบดี ได้ให้ตุ๊กตาแป้งด้วยสั่งว่า นี้ลูกสาวของเจ้า
เจ้าจงอุ้มมันไปเล่นเถอะ. เด็กหญิงนั้นเกิดความเข้าใจในตุ๊กตาแป้ง
นั้นว่า เป็นลูกสาว. ครั้นวันหนึ่ง เมื่อเธออุ้มตุ๊กตานั้นเล่น ตุ๊กตา
ตกแตก เพราะความเลินเล่อ. แต่นั้นเด็กหญิงจึงร้องร่ำไห้ ลูกสาว
เราตายแล้ว. เธอกำลังร้องไห้อยู่ คนในเรือนบางคน ก็ไม่สามารถ
จะชี้แจงให้เธอเข้าใจได้. ก็สมัยนั้น พระศาสดาประทับนั่งบน
ปัญญัตาอาสน์ ในเรือนของท่านอนาถปิณฑิกคฤหบดี. และท่าน
มหาเศรษฐี ก็ได้นั่งอยู่ ณ ที่ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า. หญิงพี่เลี้ยง
ได้พาเด็กหญิงนั้นไปหาท่านเศรษฐี. ท่านเศรษฐีเห็นเข้า จึงกล่าวว่า
เด็กหญิงนี้ร้องไห้ เพื่ออะไรกัน. พี่เลี้ยงได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ท่าน
เศรษฐีแล้ว. เศรษฐีได้ให้เด็กหญิงนั้น นั่งบนตักแล้วให้เข้าใจว่า
ฉันจะให้ทานอุทิศแก่ลูกของหนู ดังนี้แล้วจึงกราบทูลแต่พระศาสดา
ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ปรารถนาจะให้ทาน อุทิศแก่
ตุ๊กตาแป้ง ซึ่งเป็นลูกสาวของหลานของข้าพระองค์, ขอพระองค์
พร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูป จงรับทานนั้นของข้าพระองค์ในวันพรุ่งนี้
เถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์ด้วยดุษณีภาพ.

31
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 32 (เล่ม 49)

ครั้นในวันที่สอง พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูป
เสด็จไปยังเรือนของท่านเศรษฐี เสวยพระกระยาหารแล้ว เมื่อจะ
ทำอนุโมทนา จึงได้ภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า :-
บุคคลผู้ไม่ตระหนี่ ควรทำเหตุอย่างใด
อย่างหนึ่ง คือ ปรารภถึงบุรพเปตชน เทวดาผู้สิง
อยู่ในเรือน หรือท้าวมหาราชทั้ง ๔ ผู้รักษาโลก
ผู้มียศ คือท้าว ธตรฐ ๑ วิรุฬหก ๑ วิรูปักษ์ ๑
และท้าวกุเวร ๑ ให้เป็นอารมณ์แล้วพึงให้ทาน
ท่านเหล่านั้นเป็นผู้อันบุคคลบูชาแล้ว ทั้งทายก
ก็ไม่ไร้ผล ความร้องไห้ ความเศร้าโศกหรือความ
ร่ำไห้อย่างอื่น ไม่ควรทำเลย เพราะความร้องไห้
เป็นต้นนั้น ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว
ญาติทั้งหลาย คงตั้งอยู่ตามธรรมดาของตน ๆ
อันทักษิณาทานนี้ ที่ท่านเข้าไปตั้งไว้ดีแล้วใน
พระสงฆ์ให้แล้ว ย่อมสำเร็จประโยชน์ โดย
ฉับพลัน แก่บุรพเปตชนนั้น สิ้นกาลนาน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยงฺกิญฺจารมฺมณํ กตฺวา ความว่า
ปรารภ คือ อุทิศ เหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาเหตุมีเหตุที่เป็น
มงคลเป็นต้น. บทว่า ทชฺชา แปลว่า พึงให้. บทว่า อมจฺฉรี ความว่า
ชื่อว่า อมัจฉรี เพราะไม่มีความตระหนี่ อันมีลักษณะไม่อดทน
ต่อสมบัติของตนที่ทั่วไปกับผู้อื่น, อธิบายว่า ผู้มีปกติบริจาค ทำ

32
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 33 (เล่ม 49)

มลทินแห่งจิตมีมัจฉริยะและโลภะเป็นต้น ให้ห่างไกลแล้ว พึงให้ทาน.
บทว่า ปุพฺพเปเต จ อารพฺภ ได้แก่ อุทิศบุรพเปตชน. มีวาจาประกอบ
ความว่า บทว่า วตฺถุเทวดา ปรารภเทวดาผู้สิงอยู่ในสถานที่ต่าง ๆ
มีที่เรือนเป็นต้น. ด้วยคำว่า อถ วา นี้ ทรงแสดงว่า ปรารภเปตชน
เหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีเทวดาและมนุษย์เป็นต้น แม้เหล่าอื่นแล้ว พึง
ให้ทาน.
ในคำเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงเทพ
ผู้ปรากฏบางพวกในบรรดาเทพเหล่านั้นก่อน จึงตรัสว่า จตฺตาโร จ
มหาราเช เมื่อจะระบุเทพเหล่านั้น โดยชื่ออีก จึงตรัสคำมีอาทิว่า
กุเวรํ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุเวรํ ได้แก่ท้าวเวสสวรรณ.
บทว่า ธตรฏฐํ เป็นต้น เป็นชื่อของท้าวโลกบาลทั้ง ๓ ที่เหลือ.
บทว่า เต เจว ปูชิตา โหนฺติ ความว่า ก็ท้าวมหาราชเหล่านั้น และ
บุรพเปตชนและวัตถุเทวดา เป็นผู้อันเขานับถือ ด้วยการทำอุทิศ.
บทว่า ทายกา จ อนิปฺผลา ความว่า และทายกผู้ให้ทาน ย่อมไม่ไร้ผล
เพราะเหตุเพียงการอุทิศแก่เปตชนเหล่าอื่น ทั้งเป็นผู้มีส่วนแห่ง
ผลทานของตนเหมือนกัน.
บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงว่า การร้องไห้เป็นต้นนั้น ของเหล่านั้น
ร้องไห้ ร่ำไร เศร้าโศก เพราะญาติของตนตายไป ไม่มีประโยชน์
เป็นแต่เพียงทำตนให้เดือดร้อนเท่านั้น จึงตรัสคาถาว่า น หิ รุณฺณํ วา
ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รุณฺณํ แปลว่า ร้องไห้
คือหลั่งน้ำตา. บาลีที่เหลือพึงนำมาเชื่อเข้าด้วยบทว่า น หิ กาตพฺพํ.

33
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 34 (เล่ม 49)

บทว่า โสโก ได้แก่ ความเศร้าโศก คือ ความเร่าร้อนภายในใจ,
อธิบายว่า ความหม่นไหม้ในภายใน. บทว่า ยา จญฺญา ปริเทวนา
ได้แก่ ความพิไรรำพรรณอย่างอื่น จากการร้องไห้และความ
เศร้าโศกอย่างหนึ่ง ได้แก่ การบ่นเพ้อด้วยวาจามีอาทิว่า ลูกคนเดียว
อยู่ไหน ? อธิบายว่า แม้การบ่นเพ้อด้วยวาจานั้น ก็ไม่ควรทำ. วา
ศัพท์ในบททั้งปวง เป็นวิกัปปัตถะ แปลว่า บ้าง, หรือ, ก็ดี,. บทว่า
น ตํ เปตสฺส อตฺถาย ความว่า เหตุมีอาทิว่า การร้องไห้ก็ดี ความ
เศร้าโศกก็ดี การร่ำไรก็ดี ทั้งหมดนั้น ไม่มีประโยชน์ ไม่มีอุปการะ
แก่ผู้ละไปแล้ว คือ ผู้ตายไปแล้ว ฉะนั้น เหตุมีการร้องไห้เป็นต้นนั้น
จึงไม่ควรทำ, อธิบายว่า แม้ถึงอย่างนั้น พวกญาติก็ไม่รู้เรื่องด้วยคง
ดำรงอยู่อย่างนั้น.
พระคาสดาครั้นทรงแสดงถึงเหตุแห่งทุกข์ธรรมมีการร้องไห้
เป็นต้นอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงทักษิณาที่ทายกปรารภ
บุรพเปรตเป็นต้น แล้วถวายแด่พระสงฆ์ว่าเป็นสิ่งมีประโยชน์
จงตรัสคาถาว่า อยญฺจ โข ทกฺขิณา ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น
ด้วยบทว่า อยํ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะแสดงถึงทานที่ทายก
ให้แล้วนั้น โดยประจักษ์จึงตรัสไว้. จ คัพท์ เป็น พยติเรกัตถะ
แปลว่า อัน. ด้วย จ ศัพท์นั้น ย่อมส่องอรรถอันพิเศษเฉพาะที่
กำลังจะกล่าวว่า ทักษิณานี้ หาได้เป็นเหมือนเหตุมีการร้องไห้
เป็นต้น ซึ่งไม่เป็นประโยชน์แก่ใคร ๆ ผู้ละไปแล้วไม่ อันทักษิณานี้
ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ผู้จะไปแล้วนั้น ตลอดกาลนาน. ศัพท์ว่า

34