พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 15 (เล่ม 49)

ทั้งหลาย บุญนี้ ย่อมเจริญอย่างนี้ เพราะเหตุแห่งการสมาทาน
กุศลธรรม.
บทว่า อิเธว กุสลํ กตฺวา ความว่า สั่งสมบุญอันสำเร็จ
ด้วยทาน ด้วยอำนาจการอุทิศแก่พวกเปรต ชื่อว่า กุศล เพราะ
อรรถว่า ไม่มีโทษและมีสุขเป็นผล ในอัตตภาพนี้เอง. บทว่า
เปเต จ ปฏิปูชิย ความว่า ต้อนรับด้วยทานอุทิศเปรต ให้เปรต
เหล่านั้น พ้นจากทุกข์ที่เสวยอยู่. จริงอยู่ ทานที่ให้อุทิศเปรต เป็น
อันชื่อว่า บูชา เปรต เหล่านั้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
ก็การบูชา ที่พวกญาติ ทำแล้วแก่พวกเรา และว่า การบูชา อัน
ยิ่งใหญ่ ที่พวกญาติทำแล้ว แก่พวกเปรต. ด้วย จ ศัพท์ ในบทว่า
เปเต จ นี้ จัดเข้าในอานิสงฆ์แห่งทาน ที่เป็นปัจจุบัน มีอาทิอย่างนี้
ว่า ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ เป็นที่ถึงใจ เป็นที่ไว้วางใจ
เป็นผู้ยกย่อง เป็นผู้ที่ควรเคารพ และเป็นผู้อันวิญญูชนควรสรรเสริญ
ควรระบุถึง. บทว่า สคฺคญฺจ กมติฏฺฐานํ กมฺมํ กตฺวาน ภทฺทกํ
ความว่า กระทำกัลยาณกรรม คือกุคลกรรม ย่อมก้าวถึง คือเข้าถึง
ด้วยอำนาจการเข้าถึงเทวโลก อันเป็นสถานที่เกิดของพวกตน
ได้ทำบุญไว้ อันได้นามว่า สวรรค์ เพราะมีอารมณ์ดี ด้วยฐานะ
๑๐ ประการ มี อายุทิพย์ เป็นต้น.
ก็ในบทเหล่านี้ ท่านกล่าวว่า ทำกุศลแล้วกล่าวซ้ำว่า อัน
กระทำกรรมดี พึงเห็นว่า เพื่อจะแสดงว่า แม้การบริจาคธรรม
เป็นทาน โดยการให้ส่วนบุญ เหมือนการบริจาคไทยธรรม จักเป็น

15
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 16 (เล่ม 49)

กุศลกรรมอันสำเร็จด้วยทานเหมือนกัน. ก็ในที่นี้ อาจารย์บางพวก
กล่าวว่า พระอรหันต์ ท่านประสงค์เอาว่า เปรต. คำนั้นเป็นเพียง
มติของเกจิอาจารย์เหล่านั้น เพราะที่มาว่าพระขีณาสพนั้น เป็น
เปรตไม่มีเลย เพราะพระขีณาสพเหล่านั้น ไม่ประกอบภาวะ
มีพืชเป็นต้น เหมือนทายก และเพราะผู้เกิดในกำเนิดเปรตมีภาวะ
มีพืชเป็นต้นประกอบไว้.
ในเวลาจบเทศนา สัตว์ ๘๔,๐๐๐ ตั้งต้นแต่เทพบุตรและ
นางสุลสา ได้ตรัสรู้ธรรมแล้วแล.
จบ อรรถกถาเขตตูปมาเปตวัตถุที่ ๑

16
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 17 (เล่ม 49)

๒. สูกรเปตวัตถุ
ว่าด้วยกายงามปากเหม็น
ท่านพระนารทะถามเปรตตนหนึ่งว่า
[๘๗] กายของท่านล้วนมีสีเหมือนทองคำ รัศมี
กายของท่าน สว่างไสวไปทั่วทุกทิศ แต่หน้า
ของท่านเหมือนหน้าสุกร เมื่อก่อนท่านได้ทำ
กรรมอะไรไว้
เปรตนั้นตอบว่า
ข้าแต่พระนารทะ เมื่อก่อนข้าพเจ้าได้
สำรวมกาย แต่ไม่ได้สำรวมวาจา เพราะเหตุนั้น
รัศมีกายของข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นกันที่ท่านเห็นอยู่
นั้น เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอกล่าวกะท่าน สรีระ
ของข้าพเจ้าท่านเห็นเองแล้ว ขอท่านอย่าทำบาป
ด้วยปาก อย่าให้หน้าสุกรเกิดมีแก่ท่าน.
จบ สูกรเปตวัตถุ
อรรถกถาสูกรเปตวัตถุ ๒
เมื่อพระศาสดา ทรงอาศัยกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ใน
พระเวฬุวัน กลันทกนิวาปวิหาร ทรงปรารภเปรตผู้มีหน้าเหมือน
สุกรตนหนึ่ง จึงตรัสคำเริ่มต้นว่า กาโย เต สพฺพโส วณฺโณ ดังนี้.

17
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 18 (เล่ม 49)

ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงพระนามว่า กัสสปะ ได้มีภิกษุรูปหนึ่งเป็นผู้สำรวมทางกาย
แต่ไม่สำรวมทางวาจา ด่าปริภาษภิกษุทั้งหลาย มรณภาพแล้ว
ไปบังเกิดในนรก ไหม้ในนรกนั้น สิ้นพุทธันดรหนึ่ง จุติจากนรก
นั้นแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดเป็นเปรต ถูกความหิวกระหาย
ครอบงำ ด้วยเศษวิบากของกรรมนั้นนั่นแล ณ เชิงเขาคิชฌกูฏ
ใกล้กรุงราชคฤห์. ร่างของเปรตนั้นได้มีสีเหมือนทองคำ. แต่หน้า
ของเปรตนั้น เหมือนหน้าสุกร. ลำดับนั้น ท่านพระนารทะ อยู่ที่
เขาคิชฌกูฏ ชำระร่างกายแต่เช้าตรู่ ถือบาตรและจีวร กำลัง
เที่ยงบิณฑบาต ยังกรุงราชคฤห์ พบเปรตนั้นในระหว่างทาง
เมื่อจะถามถึงกรรมที่เปรตนั้นทำ จึงกล่าวคาถาว่า
กายของท่านล้วนมีสีดุจทองคำ รัศมีกาย
ของท่านสว่างไสวไปทุกทิศ แต่หน้าของท่าน
เหมือนหน้าสุกร เมื่อก่อนท่านได้ทำกรรมอะไร
ไว้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาโย เต สพฺพโส วณฺโณ ความว่า
กายคือร่างของท่าน ล้วนมีสีดุจทองคำ คือ คล้ายทองคำที่สุกปลั่ง.
บทว่า สพฺพา โอภาสเต ทิสา ความว่า รัศมีกายของเขาว่างไสว
โชติช่วง ไปโดยรอบทั่วทุกทิศ. อีกอย่างหนึ่ง ในคำว่า บทว่า
โอภาสเต นี้ มีเหตุเป็นเครื่องหยั่งลงในภายในเป็นอรรถ พึงเห็น
ความว่า กายของท่านล้วนมีสีดุจทองคำ สว่างไสว โชติช่วงไปทั่ว

18
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 19 (เล่ม 49)

ทุกทิศ. บทว่า มุขํ เต สูกรสุเสว ได้แก่ ก็หน้าของท่านเหมือนสุกร,
อธิบายว่า หน้าของท่านเสมือนหน้าสุกร. ด้วยบทว่า กึ กมฺมมกรี ปุเร
ความว่า ท่านพระนารทะถามว่า เมื่อก่อน คือ ในอดีตชาติท่าน
ได้ทำกรรมเช่นไรไว้.
เปรตนั้น ถูกพระเถระถามถึงกรรมที่คนทำอย่างนี้ เมื่อ
จะตอบด้วยคาถา จึงกล่าวว่า :-
ข้าแต่ท่านนารทะ เมื่อก่อนข้าพเจ้าได้
สำรวมทางกาย แต่ไม่สำรวมทางวาจา เพราะ
เหตุนั้น รัศมีกายของข้าพเจ้า จึงเป็นเช่นกับที่
ท่านเห็นอยู่นั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเยน สญฺญโต อาสึ ความว่า
ข้าพเจ้าสำรวม ด้วยการสำรวมทางกาย คือ ได้เป็นผู้สำรวมด้วยดี
ด้วยการสำรวมทางกายทวาร. บทว่า วาจายาสมสณฺณโต ความว่า
แต่ข้าพเจ้าไม่ได้สำรวมทางวาจา คือ ได้เป็นประกอบด้วยการ
ไม่สำรวมทางวาจา. บทว่า เตน ได้แก่ เพราะการสำรวมและ
การไม่สำรวมทั้งสองอย่างนั้น. บทว่า เม แปลว่า ของข้าพเจ้า.
บทว่า เอตาทิโส วณฺโณ ได้แก่ รัศมีกายของข้าพเจ้า จึงเป็นเช่นนี้
คือ เป็นเช่นกับที่ท่านเห็นประจักษ์อยู่นั่นแหละท่านนารทะ. มีวาจา
ประกอบความว่า ข้าพเจ้า มีกาย มีทรวดทรงเหมือนมนุษย์ มีสีดุจ
ทองคำ แต่มีหน้าเหมือนหน้าสุกร. ก็ วณฺณ ศัพท์ ในคาถานี้
พึงเห็นว่า ใช้ในอรรถว่า ผิวพรรณ ละทรวดทรง.

19
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 20 (เล่ม 49)

เปรตถูกพระเถระถามอย่างนี้ ครั้นแก้คำถามนั้นแล้ว เมื่อ
จะทำความนั้นนั่นแหละให้เป็นเหตุแล้วตักเตือนพระเถระ จึงกล่าว
คาถาว่า :-
ข้าแต่ท่านพระนารทะ เพราะเหตุนั้น
ข้าพเจ้าขอกล่าวแก่ท่าน สรีระของข้าพเจ้า ท่าน
เห็นเองแล้ว ขอท่านอย่าได้ทำบาปด้วยปาก อย่า
ให้หน้าสุกรเกิดมีแก่ท่านเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตํ แก้เป็น ตสฺมา แปลว่า
เพราะเหตุนั้น. บทว่า ติยาหํ ตัดเป็น เต อหํ. เปรตเรียกพระเถระ
ด้วยคำว่า นารทะ. บทว่า พฺรูมิ แปลว่า ข้าพเจ้าจะบอก. บทว่า
สามํ แปลว่า ข้าพเจ้าเอง. ด้วยบทว่า อิทํ เปรตกล่าวหมายถึง
ร่างกายของตน. ก็ในคำนี้มีอธิบายดังนี้ ข้าแต่ท่านพระนารทะผู้เจริญ
เพราะเหตุที่ร่างกายของข้าพเจ้านี้ ตั้งแต่คอลงไปถึงกายท่อนล่าง
มีทรวดทรงเหมือนมนุษย์ กายท่อนบน มีทรวดทรงเหมือนสุกร
ที่ท่านเห็นประจักษ์อยู่นั่นแหละ. เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้า จะขอกล่าว
เตือนท่าน. เพื่อจะเลี่ยงคำถามว่า เธอกล่าวอย่างไร ? เปรต
จึงกล่าวว่า ขอท่านอย่าได้ทำบาปด้วยปาก อย่าให้หน้าสุกรเกิด
มีแก่ท่านเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น ศัพท์ว่า มา เป็นนิบาตใช้ในอรรถ
ปฏิเสธ. บทว่า มุขสา แปลว่า ด้วยปาก. ศัพท์ว่า โข ใช้ในอวธารณะ
ห้ามเนื้อความอื่น, อธิบายว่า ท่านอย่าได้ทำ คือ จงอย่าทำธรรมชั่ว

20
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 21 (เล่ม 49)

ทางวาจาเลย. ด้วยบทว่า มา โข สูกรมุโข อหุ นี้ เปรตปฏิเสธ
เฉพาะเหตุ แม้โดยมุ่งถึงการปฏิเสธผลว่า หน้าสุกรเหมือนเรา
อย่าได้มีเลย ก็ถ้าว่าท่านเป็นคนปากกล้า พึงทำความชั่วด้วย
วาจาไซร้ ท่านก็จะพึงเป็นผู้มีหน้าเหมือนสุกรโดยส่วนเดียว เพราะ
ฉะนั้นท่านอย่าทำความชั่วด้วยปากเลย
ลำดับนั้น ท่านพระนารทะ เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์
กลับจากบิณฑบาตภายหลังอาหาร กราบทูลเนื้อความนั้น แด่
พระศาสดา ผู้ประทับนั่งท่ามกลางบริษัท ๔. พระศาสดา ตรัสว่า
นารทะเมื่อก่อนแล เราได้เคยเห็นสัตว์นั้นแล้ว เมื่อจะทรงประกาศ
โทษอันต่ำทรามโดยอาการเป็นอเนก ซึ่งอาศัยวจีทุจริต และ
อานิสงส์อันเกี่ยวด้วยวจีสุจริต จึงทรงแสดงธรรม. เทศนานั้น
ได้มีประโยชน์แก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้วแล.
จบ อรรถกถาสูกรเปตวัตถุที่ ๒

21
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 22 (เล่ม 49)

๓. ปูติมุขเปตวัตถุ
ว่าด้วยสำรวมกายแต่ไม่สำรวมวาจา
ท่านพระนารทะถามเปรตตนหนึ่งว่า
[๘๘] ท่านมีผิวพรรณงามดังทิพย์ ยืนอยู่ใน
อากาศกลางหาว แต่ปากของท่านมีกลิ่นเหม็น
หมู่หนอนพากันไชชอนอยู่ เมื่อก่อนท่านทำกรรม
อะไรไว้.
เปรตนั้นตอบว่า
เมื่อก่อนข้าพเจ้าเป็นสมณะลามก มีวาจา
ชั่วช้ายิ่งนัก ผู้มักกำจัด (สำรวมกายเป็นปกติ)
ไม่สำรวมปาก อนึ่ง ผิวพรรณดังทอง ข้าพเจ้า
ได้แล้ว เพราะพรหมจรรย์นั้น แต่ปากของ
ข้าพเจ้าเหม็นเน่า เพราะกล่าววาจาส่อเสียด
ข้าแต่ท่านพระนารทะ รูปของข้าพเจ้านี้ ท่าน
เห็นเองแล้ว ท่านผู้ฉลาดผู้อนุเคราะห์กล่าวไว้ว่า
ท่านอย่าพูดส่อเสียดและอย่าพูดมุสา ถ้าท่าน
ละคำส่อเสียดและคำมุสาแล้ว สำรวมวาจา ท่าน
จักเป็นเทพเจ้าผู้สมบูรณ์ด้วยสิ่งที่น่าใคร่.
จบ ปูติมุขเปตวัตถุที่ ๓

22
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 23 (เล่ม 49)

อรรถกถาปูติมุขเปตวัตถุที่ ๓
เมื่อพระศาสดา ประทับอยู่ที่เวฬุวันกลันทกนิวาปวิหาร
พระองค์ทรงปรารภเปรตผู้มีปากเน่า จึงตรัสคำเริ่มต้นว่า นิพฺพํ
สุภํ ธาเรสิ วณฺณธาตุํ ดังนี้.
ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงพระนามว่า กัสสปะ ยังมีกุลบุตร ๒ คน บวชในพระศาสนา
ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น สมบูรณ์ด้วยศีลและอาจาระ มีความ
ประพฤติขัดเกลา อยู่โดยความพร้อมเพรียงกัน ในอาวาสใกล้บ้าน
ตำบลหนึ่ง. ลำดับนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง มีอัธยาศัยชั่ว ชอบส่อเสียด
เข้าไปยังสถานที่ที่อยู่ของภิกษุ ๒ รูปนั้น. พระเถระทำปฏิสันถาร
กับเธอ ให้ที่พัก ในวันที่ ๒ จึงพาเธอเข้าไปยังบ้านเพื่อบิณฑบาต.
พวกมนุษย์เห็นท่านเหล่านั้นแล้ว ทำการนอบน้อมอย่างยิ่ง ใน
พระเถระเหล่านั้น ได้ต้อนรับ ด้วยอาหารมีข้าวยาคู และภัตรเป็นต้น.
เธอเข้าไปยังวิหารคิดว่า "โคจรคามนี้ ดีหนอ. และพวกมนุษย์ ก็มี
ศรัทธาเลื่อมใส ถวายบิณฑบาตแสนจะประณีต. ก็วิหารนี้ สมบูรณ์
ด้วยร่มเงาและน้ำ เราสามารถจะอยู่ในที่นี้ได้อย่างสบาย แต่เมื่อ
ภิกษุเหล่านี้ อยู่ในที่นี้เราก็จักอยู่ไม่สบาย จักอยู่เหมือนจะอยู่อย่าง
อันเตวาสิก เอาเถอะ. เราจักทำโดยที่ภิกษุเหล่านี้แตกจากกันแล้ว
ไม่ได้อยู่ในที่นี้ต่อไป.
ภายหลังวันหนึ่ง เมื่อพระมหาเถระให้โอวาทแก่ภิกษุทั้ง ๒ รูป
แล้ว เข้าไปยังที่พักของตน ภิกษุมักส่อเสียด ยับยั้งอยู่ชั่วเวลาหนึ่ง

23
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 24 (เล่ม 49)

จึงเข้าไปหาพระมหาเถระ. ไหว้แล้ว และเมื่อพระเถระถามว่า
ทำไม คุณมาผิดกาลเวลา จึงตอบว่า ครับ ผมมีเรื่องที่จะพูดอยู่
อย่างหนึ่ง พระเถระจึงอนุญาตว่า เล่าไปซิคุณ จึงเรียนว่า ท่านครับ
พระเถระผู้เป็นสหายของท่านนั่น ต่อหน้า (ท่าน) แสดงตนเหมือน
เป็นมิตร พอลับหลังก็กล่าวให้ร้ายคล้ายศัตรู. ถูกพระเถระถามว่า
เขาพูดว่าอย่างไร จึงเรียนว่า ฟังนะครับ พระมหาเถระรูปนั่น
กล่าวโทษทานว่า เป็นผู้โอ้อวด มีมายา หลอกลวง เลี้ยงชีพด้วย
มิจฉาชีพ. พระเถระตอบว่า อย่าพูดอย่างนั้นซิคุณ, ภิกษุรูปนั้น
จักไม่ว่าเราถึงอย่างนั้น ตั้งแต่เวลาเป็นคฤหัสถ์มาแล้ว เธอรู้สภาวะ
ของเราว่า มีศีลเป็นที่รัก มีกัลยาณธรรม. ภิกษุนั้นกล่าวว่า ท่าน
ครับ ถ้าท่านคิดอย่างนั้น เพราะค่าที่ตนมีจิตบริสุทธิ์ ข้อนั้นเหมาะ
แก่ท่านทีเดียว แต่ผมก็ไม่มีเวรกับพระมหาเถระนั้น ทำไม ผมจึง
จะได้กล่าวคำที่พระมหาเถระไม่กล่าวว่า กล่าว ช่างเถอะ ท่านเอง
นั่นแหละ จักรู้ในเวลาต่อไป. ฝ่ายพระเถระเกิดสองอกสองใจ
เพราะค่าที่ตนเป็นปุถุชน เกิดมีความรังเกียจว่า เห็นที่จะเป็นอย่างนั้น
จึงได้คลายความไว้วางใจไปหน่อยหนึ่ง. ภิกษุนั้น เป็นคนพาล
ชั้นแรกยุยงพระมหาเถระแล้ว ไปยุยงพระเถระอีกรูปหนึ่ง โดย
นัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. ลำดับนั้น พระเถระทั้งสองนั้น ในวันที่ ๒
ไม่ได้พูดกัน ต่างถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตในบ้าน ถือ
บิณฑบาตมาฉันในที่พักของตนนั่นเอง แม้มาตรว่าสามีจิกรรม
ก็ไม่ยอมทำ ตลอดวันนั้น อยู่ในที่นั้นนั่นแหละ และพอราตรีสว่าง

24