พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 672 (เล่ม 48)

คือตามชอบใจ สู่ความสวัสดี คือโดยปลอดภัย.
ลำดับนั้น พวกพ่อค้าเมื่อจะประกาศความเป็นผู้กตัญญู ได้กล่าว
คาถาว่า
ข้าพเจ้าทั้งหลายมีความต้องการทรัพย์ ปรารถ-
นากำไร จึงพากันไปยังสินธุประเทศและโสวีระ-
ประเทศ พวกข้าพเจ้าจักประกอบกรรมตามสมควร
จักเสียสละอย่างบริบูรณ์ กระทำการฉลองเสรีสก-
เทพบุตรอย่างโอฬาร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถาปโยคา ได้แก่ ประกอบกรรม
ตามสมควรแก่ปฏิญญาที่ทำไว้ในบัดนี้. บทว่า ปริปุณฺณจาคา แปลว่า
มีจาคะบริบูรณ์ คือบริจาคของที่น่าใคร่เพื่องานฉลองอย่างโอฬาร. บทว่า
มหํ ได้แก่ การฉลองเป็นการบูชา (บูชาด้วยการฉลอง).
เทพบุตรปฏิเสธงานฉลองและชักชวนพ่อค้าเหล่านั้น ในสิ่งที่ควร
ทำอีก กล่าวคาถาว่า
ท่านทั้งหลายอย่าได้ทำการบูชาเสรีสกเทพบุตร
เลย สิ่งที่พวกท่านพูดถึงทั้งหมด จักมีแก่พวกท่าน
ท่านทั้งหลายจงงดเว้นการกระทำที่เป็นบาป และจง
ตั้งใจประกอบตามซึ่งธรรมเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ วเทถ ความว่า ท่านทั้งหลาย
หวังเดินทางถึงสินธุประเทศและโสวีระประเทศโดยปลอดภัย และหวัง

672
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 673 (เล่ม 48)

กำไรรายได้อันไพบูลย์ในประเทศนั้น กล่าวคำเป็นต้นว่า คนฺตฺวา มยํ
ดังนี้ ใด ข้อนั้นทั้งหมดจักมีแก่พวกท่าน คือแก่ท่านทั้งหลายอย่างนั้น
ทีเดียว ท่านทั้งหลายจงอย่าสงสัยในเรื่องนั้น แต่จำเดิมแต่นี้ไป ท่าน
ทั้งหลายต้องงดเว้นการกระทำที่เป็นบาปมีปาณาติบาตเป็นต้น. บทว่า
ธมฺมานุโยคํ ได้แก่ ประกอบเนือง ๆ ซึ่งกุศลธรรมมีให้ทานเป็นต้น.
บทว่า อธิฏฺฐหาถ ได้แก่ จงตามศึกษา นี้เป็นการฉลองเสรีสกเทพบุตร
เสรีสกเทพบุตรชี้แจงดังกล่าวมาฉะนี้.
เทพบุตรเมื่อจะอนุเคราะห์อุบาสกผู้ใด ก็ประสงค์จะรักษาและ.
ป้องกันพ่อค้าเหล่านั้นไว้ เมื่อเทพบุตรระบุเกียรติคุณของอุบาสกผู้นั้นแล้ว
แนะนำอุบาสกผู้นั้นแก่พ่อค้าเหล่านั้น ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
ในหมู่พ่อค้าเกวียนนี้ มีอุบาสกผู้เป็นพหูสูต
สมบูรณ์ด้วยศีลและวัตร มีศรัทธา มีจาคะ มีความ
ละมุนละไม มีปัญญาประจักษ์ เป็นผู้สันโดษ เป็น
ผู้มีความรู้ ไม่พูดเท็จทั้งรู้ ไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น
ไม่พูดส่อเสียดให้เขาแตกกัน พูดแต่วาจาอ่อนหวาน
น่ารัก มีความเคารพ มีความยำเกรง มีวินัยไม่เป็น
คนเลว เป็นผู้บริสุทธิ์ในอธิศีล เป็นคนเลี้ยงบิดา
มารดาโดยธรรม มีความประพฤติประเสริฐ เขา
แสวงหาโภคะทั้งหลาย เพื่อเลี้ยงบิดามารดา มิใช่
เพื่อตน เมื่อบิดามารดาล่วงลับแล้ว เป็นผู้น้อมไป
ในเนกขัมมะ จักประพฤติพรหมจรรย์ เป็นคนตรง

673
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 674 (เล่ม 48)

ไม่คดโกง ไม่โอ้อวด ไม่มีมายา ไม่พูดมีเลศนัย
เขาเป็นผู้ทำแต่กรรมดี ตั้งอยู่ในธรรมเช่นนี้ จะพึง
ได้ความทุกข์อย่างไรเล่า เพราะอุบาสกนั้นเป็นเหตุ
ข้าพเจ้าจึงได้ปรากฏตัว ดูก่อนพ่อค้าทั้งหลายเอ๋ย
เพราะฉะนั้น พวกท่านจงเห็นธรรมเถิด เพราะ
เว้นจากอุบาสกนั้นเสียแล้ว ท่านทั้งหลายจะวุ่นวาย
เหมือนคนบอดหลงเข้าไปในป่า เป็นเถ้าถ่านไป อัน
คนอื่นทอดทิ้งสัตบุรุษ อุบาสก] นั้น กระทำได้
ง่าย การคบหาสัตบุรุษนำสุขมาให้หนอ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สงฺเฆ ได้แก่ หมู่พ่อค้าเกวียน. บทว่า
วิจกฺขโณ ได้แก่ เป็นผู้ฉลาดในสิ่งที่จะพึงทำนั้น ๆ. บทว่า สนฺตุสฺสิโต
ได้แก่ เป็นผู้สันโดษ. บทว่า มุติมา ความว่า เป็นผู้มีความรู้ เพราะ
รู้ถึงประโยชน์โลกนี้และประโยชน์โลกหน้า ด้วยกัมมัสสกตาญาณเป็นต้น.
บทว่า สญฺชานมาโน น มุสา ภเณยฺย ความว่า ไม่พูดเท็จ
ทั้งที่รู้. บทว่า เวภูติกํ ความว่า ไม่พึงทำ คือไม่พึงกล่าวคำส่อเสียด
ที่ได้ชื่อว่า เวภูติกะ เพราะกระทำผู้ที่เกื้อกูลกันต้องพรากจากกัน.
บทว่า สปฺปติสฺโส ได้แก่ มีความยำเกรง คือมีความสงบเสงี่ยม
เพราะมีความประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตน ในบุคคลที่อยู่ในฐานะเป็นครู
ชื่อว่า สัปปติสสะ เพราะอรรถว่า เป็นไปกับด้วยความยำเกรง. บทว่า
อธิสีเล ได้แก่ ในอธิสีลสิกขาที่อุบาสกพึงรักษา. บทว่า อริยวุตฺติ ได้แก่
มีความประพฤติบริสุทธิ์.

674
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 675 (เล่ม 48)

บทว่า เนกฺขมฺมโปโณ ได้แก่ น้อมไปในพระนิพพาน. บทว่า
จริสฺสติ พฺรหฺมจริยํ ความว่า จักบวชประพฤติศาสนพรหมจรรย์.
บทว่า เลสกปฺเปน ได้แก่ ใช้เลศที่เหมาะ. บทว่า น จ โวหเรยฺย
ความว่า ไม่พึงเปล่งคำพูด ด้วยอำนาจมายาสาไถย. บทว่า ธมฺเม  ิโต
กินฺติ ลเภถ ทุกฺขํ ความว่า ผู้ตั้งอยู่ในธรรม คือผู้ประพฤติธรรม
ประพฤติสม่ำเสมอ โดยนัยที่กล่าวแล้วอย่างนี้ จะพึงได้ คือพึงถึงความ
ทุกข์ อย่างไร คือด้วยประการไร.
บทว่า ตํ การณา ได้แก่ อุบาสกนั้นเป็นนิมิต คือเพราะเหตุ
แห่งอุบาสกนั้น. บทว่า ปาตุกโตมฺหิ อตฺตนา ความว่า ข้าพเจ้าเอง
นี่แหละ ได้ปรากฏตัวแก่ท่านทั้งหลาย ปาฐะว่า อตฺตานํ ก็มี ความว่า
ข้าพเจ้าได้ทำตนของข้าพเจ้าให้ปรากฏแก่ท่านทั้งหลาย. บทว่า ตสฺมา
ความว่า เพราะเหตุที่ข้าพเจ้าประพฤติอ่อนน้อมซึ่งพระธรรม เมื่อรักษา
พระธรรมนั้น ก็ชื่อว่ารักษาพวกท่านด้วย ฉะนั้น พวกท่านจงเห็น
พระธรรม คือจงตรวจดูพระธรรมเท่านั้นว่าควรประพฤติ. บทว่า อญฺญตฺร
เตนหิ ภสฺมิ ภเวถ ความว่า ถ้าท่านทั้งหลายเว้นอุบาสกนั้นพากันมา
ก็จะกลายเป็นผู้ไม่มีที่พึ่ง ไม่มีที่อาศัย ถึงความเป็นเถ้าถ่านในทะเลทรายนี้.
บทว่า ขิปฺปมาเนน ได้แก่ ทอดทิ้ง เย้ยหยัน บีบคั้นอยู่อย่างนี้. บทว่า
ลหุํ แปลว่า ทำได้ง่าย. บทว่า ปเรน แปลว่า ยิ่ง อีกอย่างหนึ่ง
แปลว่า ผู้อื่น เพราะเหตุนั้น การคบสัตบุรุษจึงเป็นสุขแท้แล อธิบายว่า
ผู้ที่ตั้งมั่นอยู่ในขันติและโสรัจจะ ถึงถูกใคร ๆ ว่ากล่าวอะไร ๆ ก็ไม่
โต้ตอบ.
พวกพ่อค้าประสงค์จะทราบว่า อุบาสกที่เทพบุตรกล่าวถึงทั่วไป

675
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 676 (เล่ม 48)

อย่างนี้ [ เป็นใคร ] โดยสรูปเจาะจง จึงกล่าวคาถาว่า
ข้าแต่เทวดา อุบาสกนั้น คือใคร ทำงาน
อะไร เขาชื่ออะไร เขาโคตรอะไร ท่านมาในที่นี้
เพื่ออนุเคราะห์อุบาสกคนใด แม่ข้าพเจ้าทั้งหลายก็
ต้องการจะเห็นอุบาสกคนนั้น ท่านรักอุบาสกคนใด
ก็เป็นลาภของอุบาสกคนนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กินฺนาม โส ความว่า โดยชื่อ
สัตว์เกิด คือสัตว์ผู้นั้น คือใคร. บทว่า กิญฺจ กโรติ กมฺมํ ความว่า
บรรดางานทั้งหลายมีกสิกรรมและวณิชยกรรมเป็นต้น เขาทำงานเช่นไร.
บทว่า กึ นามเธยฺยํ ความว่า บรรดาชื่อมี ติสสะ ผุสสะ เป็นต้น
ชื่อที่บิดามารดาตั้งให้เขาชื่ออะไร หรือบรรดาโคตรมีภัคควะ ภารทวาชะ
เป็นต้น เขาโคตรอะไร. บทว่า ยสฺส ตุวํ ปิเหสิ ความว่า ท่านรัก
อุบาสกคนใด.
บัดนี้ เทพบุตรเมื่อแสดงอุบาสกนั้นโดยชื่อและโคตรเป็นต้น กล่าวว่า
ผู้ใดเป็นกัลบกมีชื่อว่าสัมภวะ อาศัยการตัดผม
เลี้ยงชีพ เขาเป็นคนรับใช้ของพวกท่าน ท่าน
ทั้งหลายจงรู้ผู้นั้นว่าเป็นอุบาสก ท่านทั้งหลายอย่า
ได้ดูหมิ่นอุบาสกนั้น อุบาสกนั้นเป็นผู้ละมุนละไม
[ น่ารัก ].
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กปฺปโก แปลว่า ช่างตัดผม. บทว่า
สมฺภวนามเธยฺโย แปลว่า มีชื่ออย่างนี้ว่าสัมภวะ. บทว่า โกจฺฉผลูปชีวี

676
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 677 (เล่ม 48)

แปลว่า ผู้อาศัยเก้าอี้หวายและผลเลี้ยงชีพ [ช่างตัดผม] ที่ชื่อว่า โกจฉะ
ในบทว่า โกจฺฉผลูปชีวี นั้น ได้แก่ เครื่องสำเร็จการหวีผมเป็นต้น
เพื่อจัดระเบียบทรงผมเป็นต้น. บทว่า เปสิโย ได้แก่ ผู้รับใช้ คือผู้ทำ
การขวนขวายช่วยเหลือ.
บัดนี้ พ่อค้าทั้งหลายรู้จักอุบาสกนั้นแล้ว กล่าวว่า
ข้าแต่เทวดา พวกข้าพเจ้ารู้จักช่างตัดผมคนที่
ท่านพูดถึง แต่ไม่รู้ว่าเขาเป็นเช่นนี้เลย ข้าแต่เทวดา
ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ฟังคำของท่านแล้ว จักบูชาอุบาสก
นั้นอย่างโอฬาร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชานามเส ความว่า พวกข้าพเจ้ารู้จัก
ผู้ที่ท่านกล่าวถึงนั้นโดยเฉพาะ. บทว่า เอทิโส อธิบายว่า พวกเราไม่
รู้เลยว่า อุบาสกนั้นเป็นเช่นนี้ อย่างที่ท่านประกาศเกียรติคุณ คือมิได้รู้
อย่างที่ท่านประกาศ.
บัดนี้ เพื่อจะยกพ่อค้าเหล่านั้นขึ้นสู่วิมานของตนแล้วสั่งสอน จึง
กล่าวคาถาว่า
มนุษย์ในกองเกวียนนี้ ไม่ว่าคนหนุ่ม คนแก่
หรือคนปูนกลาง หมดทุกคนนั่นแหละจงขึ้นวิมาน
พวกคนตระหนี่จงดูผลของบุญทั้งหลาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหนฺตา แปลว่า คนแก่. บทว่า
อาลมฺพนฺตุ แปลว่า จงขึ้น. บทว่า กทริยา แปลว่า คนตระหนี่ คือ
คนมีปกติไม่บริจาค.

677
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 678 (เล่ม 48)

บัดนี้ พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลายกล่าวคาถาไว้ ๖ คาถา
ตอนจบเรื่องว่า
พ่อค้าเหล่านั้นทั้งหมดในที่นั้น ต่างคนต่างเข้า
ห้อมล้อมกัลบกนั้น พากันขึ้นสู่วิมาน ดุจภพดาวดึงส์
ของท้าววาสวะ [ พระอินทร์ ] พ่อค้าเหล่านั้นทั้งหมด
ในที่นั้น ต่างคนต่างประกาศความเป็นอุบาสก ได้เป็น
ผู้งดเว้นจากปาณาติบาต งดเว้นจากอทินนาทาน
งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา และไม่กล่าวเท็จ ยินดี
ด้วยภรรยาของตน พ่อค้าเหล่านั้น ทั้งหมดในที่นั้น
ครั้นต่างคนต่างประกาศความเป็นอุบาสกแล้ว บันเทิง
อยู่ด้วยเทพฤทธิ์เนือง ๆ ได้รับอนุญาตแล้ว หลีกไป
พ่อค้าเหล่านั้นมีความต้องการทรัพย์ ปรารถนากำไร
ไปถึงสินธุประเทศ และโสวีระประเทศ พยายาม
ค้าขายตามปรารถนา มีลาภผลบริบูรณ์ กลับ
มาปาฏลิบุตรอย่างปลอดภัย พ่อค้าเหล่านั้นไปสู่เรือน
ของตน มีความสวัสดี พร้อมหน้าบุตรภรรยา มี
ความเพลิดเพลิน ปลาบปลื้ม ดีใจ ชื่นใจ ได้ทำ
การบูชาเสรีสกเทพบุตรอย่างโอฬาร ช่วยกันสร้าง
เทวาลัย ชื่อเสรีสกะ การคบสัตบุรุษสำเร็จประโยชน์
เช่นนี้ การคบผู้มีคุณธรรม มีประโยชน์มาก เพื่อ
ประโยชน์ของอุบาสกคนเดียว พ่อค้าทั้งหมดก็ได้
ประสบความสุข.

678
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 679 (เล่ม 48)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหํ ปุเร ความว่า ต่างชิงกันพูดว่า
ฉันก่อน ๆ. พระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวว่า เต ตตฺถ สพฺเพว พ่อค้า
เหล่านั้นทั้งหมดในที่นั้น ดังนี้แล้วกล่าวคำว่า สพฺเพว เต พ่อค้าเหล่า
นั้นทั้งหมด ดังนี้อีก ก็เพื่อแสดงว่า พ่อค้าเหล่านั้นทั้งหมดมีความขะมัก
เขม้นในการขึ้นวิมานด้วยประการใด พ่อค้าทั้งหมดได้ขึ้นวิมานนั้นด้วย
ประการนั้น ไม่มีอันตรายในการขึ้นแก่ใคร ๆ. บทว่า มสกฺกสารํ ใน
บาทคาถาว่า มสกฺกสารํ วิย วาสวสฺส ท่านกล่าวหมายถึงสวรรค์ชั้น
ดาวดึงส์ อีกอย่างหนึ่งหมายถึงสวรรค์ทั้งหมด แต่ในที่นี้ พึงทราบว่า
ภพท้าวสักกะ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มสกฺกสารํ วิย วาสวสฺส
ดังนี้.
ครั้งนั้น พ่อค้าเหล่านั้นเห็นวิมานแล้วมีจิตเลื่อมใส ตั้งอยู่ในโอวาท
ของเทพบุตรนั้น ดำรงอยู่ในสรณคมน์และศีลห้า ได้ไปถึงประเทศที่ตน
ปรารถนา โดยความสวัสดี ด้วยอานุภาพของเทพบุตรนั้น เพราะเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า เต ตตฺถ สพฺเพว เป็นต้น ในคาถานั้นประกอบความว่า
พ่อค้าเกวียนบันเทิงอยู่ด้วยเทพฤทธิ์เนือง ๆ ได้รับอนุญาตแล้ว หลีกไป
ถามว่า ใครเป็นผู้อนุญาต ตอบว่า เทพบุตร ความปรากฏดังนี้แล.
บทว่า ยถาปโยคา แปลว่า ทำความพยายามตามความมุ่งหมาย.
บทว่า ปริปุณฺณลาภา แปลว่า มีลาภสำเร็จแล้ว. บทว่า อกฺขตํ ได้แก่
ถึงกรุงปาลิบุตรโดยไม่วุ่นวาย. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อกฺขตํ แปลว่า
ไม่ป่วยไข้ ไม่ถูกเบียดเบียน ความว่า โดยไม่มีอันตราย.
บทว่า สงฺฆรํ แปลว่า เรือนของตน. บทว่า โสตฺถิวนฺโจ ได้แก่
ประกอบด้วยความสวัสดี คือมีความปลอดภัย ด้วยบททั้ง ๔ บทว่า

679
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 680 (เล่ม 48)

อานนฺที เป็นต้น ท่านกล่าวถึงความเป็นผู้มีความสบายใจทั้งนั้น. บทว่า
เสรีสกํ เต ปริเวณํ มาปยึสุ ความว่า เพื่อตั้งอยู่ในความเป็นผู้กตัญญู
หลุดพ้นปฏิสวะการรับคำ พวกพ่อค้าได้สร้างเทวาลัย คือที่อยู่ ชื่อว่า
เสรีสกะ ตามชื่อของเทพบุตร พรั่งพร้อมด้วยปราสาทเรือนยอดและที่พัก
กลางคืนเป็นต้น ล้อมด้วยกำแพง ประกอบด้วยซุ้มประตู มีบริเวณโดย
เพ่งพิจารณาโดยแบบแผนที่กำหนดไว้นั่นแหละ.
บทว่า เอตาทิสา แปลว่า เป็นเช่นนี้ คือป้องกันสิ่งที่ไม่เป็น
ประโยชน์ และให้สำเร็จประโยชน์ได้อย่างนี้. บทว่า มหตฺถิกา แปลว่า
มีประโยชน์ใหญ่ มีอานิสงส์มาก. บทว่า ธมฺมคุณานํ แปลว่า มีคุณ
ความดีไม่ผิดเพี้ยน เพราะเพื่อสัตว์ผู้เดียว สัตว์ทั้งหมด คือสัตว์ที่นับ
เนื่องในกองเกวียนเหล่านั้นทั้งหมดทีเดียว ในที่นั้น ก็พลอยมีความสุข
ประสบความสุขถึงความเกษมสำราญ.
ฝ่ายสัมภวอุบาสกเรียนคาถาประพันธ์ที่ดำเนินไปโดยคำกล่าวคำโต้
ตอบของปายาสิเทพบุตร และพ่อค้าเหล่านั้น โดยทำนองที่ได้ฟังนั่นแหละ
และบอกกล่าวแก่พระเถระทั้งหลาย อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ปายาสิ-
เทพบุตร กล่าวแก่ท่านพระสัมภวเถระ. พระมหาเถระทั้งหลายมีพระยส-
เถระเป็นประมุข ได้ยกเรื่องนั้นขึ้นสู่สังคายนาในคราวสังคายนาครั้งที่สอง
ฝ่ายสัมภวอุบาสกบวชเมื่อบิดามารดาล่วงลับไปแล้ว ได้ดำรงอยู่ในพระ-
อรหัต.
จบอรรถกถาเสรีสกวิมาน

680
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 681 (เล่ม 48)

๑๑. สุนิกขิตตวิมาน
ว่าด้วยสุนิกขิตตวิมาน
พระมหาโมคคัลลานเถระ ถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า
[๘๕] วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์
โดยรอบมีห้องรโหฐานงามโอฬาร ๗๐๐ ห้อง ล้วน
เสาแก้วไพฑูรย์ ปูลาดด้วยเครื่องปูลาดที่งดงาม ท่าน
นั่งและดื่มกินในวิมานนั้น และพิณทิพย์ก็บรรเลง
ไพเราะ มีกามคุณห้า มีรสเป็นทิพย์ และเทพนารีที่
แต่งองค์ด้วยทองฟ้อนรำอยู่ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมี
วรรณะงามเช่นนั้น เพราะบุญอะไร ผลอันนี้จึงสำเร็จ
แก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน.
ดูก่อนเทพบุตรผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถาม
ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะ
บุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมี
ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว
ครั้นแล้วก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
ข้าพเจ้าได้จัดดอกไม้ที่เขาวางกันไว้ไม่เรียบร้อย
ให้เรียบร้อย แล้ววางไว้ที่พระสถูปของพระสุคต จึง
เป็นผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก พรั่งพร้อมไปด้วย
กามทั้งหลายอันเป็นทิพย์ เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึง

681