พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 662 (เล่ม 48)

เนื้อความของสองคาถานั้น ดังต่อไปนี้ บทว่า ปารํ สมุทฺทสฺส
เป็นต้น ความว่า ไปทะเลทราย คือหนทางที่ประกอบด้วยทรายทั้งฝั่งโน้น
ฝั่งนี้ ชื่อว่า ทางที่มีเชิงหวาย เพราะเถาหวายพันกันจะต้องไปให้ดี สู่ทาง
ที่มีหลักตอ เพราะจะต้องก่อนหลักตอทั้งหลายแล้วจึงไปได้ ทิศเป็นอันมาก
ที่ไปได้ยาก อย่างนี้คือแม่น้ำมีแม่น้ำจันทรภาคาเป็นต้น และประเทศที่
ไม่เรียบราบของภูเขาทั้งหลาย เพราะโภคทรัพย์เป็นเหตุ และพวกท่าน
เมื่อไปอย่างนี้ ก็โลดแล่นเข้าไปถึงแว่นแคว้นของพระราชาอื่น ๆ เห็น
พวกมนุษย์ชาวต่างประเทศ คือผู้อยู่ต่างถิ่น ในแว่นแคว้นนั้น สิ่งอัศจรรย์
คือควรยกนิ้วให้อันใด ที่พวกท่าน คือท่านทั้งหลายผู้เป็นอย่างนี้ ได้
ฟังหรือได้เห็น ดูก่อนพ่อค้าทั้งหลาย เราขอฟังสิ่งอัศจรรย์อันนั้น ใน
สำนักของพวกท่าน เทพบุตรประสงค์จะให้พ่อค้าเหล่านั้นกล่าวถึงความ
อัศจรรย์แห่งวิมานของตน จึงถาม ด้วยประการฉะนี้.
ถูกเทพบุตรถามอย่างนี้แล้ว พวกพ่อค้ากล่าวว่า
ข้าแต่พ่อกุมาร สมบัติของมนุษย์ที่แล้ว ๆ มา
ทั้งหมด พวกข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินหรือได้เห็น
อัศจรรย์กว่าวิมานของท่านนี้เลย พวกข้าพเจ้าดูวิมาน
ของท่านอันมีรัศมีไม่ทรามแล้วไม่อิ่มเลย สระโบก-
ขรณีเลื่อนลอยไปในอากาศ มีสวนป่าไม้มาก มี-
บุณฑริกบัวขาวมาก มีต้นไม้ออกผลเป็นนิจ โชย-
กลิ่นหอมตลบไป เสาวิมานเหล่านี้เป็นเสาแก้ว
ไพฑูรย์ สูงร้อยศอก ส่วนยาวประดับด้วยศิลา

662
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 663 (เล่ม 48)

แก้วประพาฬ แก้วลายและแก้วทับทิม มีรัศมีโชติ
ช่วง วิมานงามนี้ของท่านนี้มีเสาพันหนึ่ง มีอานุภาพ
หาที่เปรียบมิได้ อยู่บนเสาเหล่านั้น ประกอบด้วย
รัตนะภายใน ภายนอกล้อมด้วยไพทีทอง และกำบัง
อย่างดีด้วยแผ่นทอง วิมานของท่านนี้สว่างด้วยทอง
ชมพูนุท ส่วนนั้น ๆ เกลี้ยงเกลาประกอบด้วยบันได
และแผ่นกระดานของปราสาท มั่นคงงดงาม ส่วน
ประกอบเข้ากันสนิท ชวนพิศอย่างยิ่ง น่าลิงโลดใจ
ภายในวิมานรัตน์ มีข้าวน้ำอุดมสมบูรณ์ ตัวท่าน
อันหมู่เทพอัปสรห้อมล้อมเอิกอึง ด้วยเสียงตะโพน
เปิงมางและดนตรี อันทวยเทพกราบไหว้ด้วยการ
สดุดี และวันทนา ท่านนั้นตื่นอยู่ด้วยหมู่เทพนารี
บันเทิงอยู่ในวิมานปราสาทอันประเสริฐน่ารื่นรมย์ใจ
มีอานุภาพเป็นอจินไตย ประกอบไปด้วยคุณทุกอย่าง
ดังท้าวเวสวัณในนลินีสถานมีดอกบัว ท่านเป็นเทวดา
หรือเป็นยักษ์ หรือเป็นท้าวสักกะจอมเทพ หรือ
เป็นมนุษย์ พวกพ่อค้าเกวียนถามท่าน ขอท่านโปรด
บอกทีเถิด ท่านเป็นเทวดาชื่อไร.
บรรดาบทเหล่านั้น ท่านเรียกเทพบุตรด้วยบทว่า กุมาร เพราะ
อยู่ในปฐมวัย. บทว่า สพฺพํ ท่านกล่าวหมายเอาเทพบุตรและสิ่งที่เกี่ยว

663
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 664 (เล่ม 48)

เนื่องด้วยวิมานของเทพบุตรนั้น. บทว่า โปกฺขรญฺโญ แปลว่า สระโบก-
ขรณี. บทว่า สตมุสฺสิตาเส แปลว่า สูงร้อยศอก. บทว่า สีลาปวาฬสฺส
แปลว่า ด้วยศิลาและแก้วประพาฬ ความว่า สำเร็จด้วยศิลา สำเร็จด้วย
แก้วประพาฬ. บทว่า อายตํสา แปลว่า ส่วนยาว อีกอย่างหนึ่ง ความ
ว่า กว้างออกไป ๘ ส่วน ๑๘ ส่วน และ ๓๒ ส่วน เป็นต้น.
บทว่า เตสูปริ ได้แก่ เบื้องบนเสาเหล่านั้น. บทว่า สาธุมิทํ
ความว่า วิมานของท่านนี้งาม. บทว่า รตนฺนตํรํ ได้แก่ มีรัตนะภายใน
ภายนอกประกอบด้วยรัตนะอื่น ๆ มีหลายอย่าง ที่ฝาเสาและบันไดเป็น
ต้น. บทว่า กญฺจนเวทิมิสฺสํ ความว่า ประกอบ คือล้อมด้วยไฟที่ทำ
ด้วยทอง. บทว่า ตปฺปนียปฏฺเฏหิ จ สาธุฉนฺนํ ความว่า กำบังอย่างดี
ในที่นั้น ๆ ด้วยเครื่องกำบังที่สำเร็จด้วยทอง และที่สำเร็จด้วยรัตนะมิใช่
น้อย.
บทว่า ชมฺโพนทุตฺตตฺตมิทํ ความว่า วิมานของท่านนี้ มีแสง
ทองชมพูนุทส่องสว่างโดยมาก. บทว่า สุมฏฺโฐ ปาสาทโสปานผลูปปนฺโน
ความว่า ส่วนนั้น ๆ ของวิมานนั้น เกลี้ยงดี คือขัดไว้อย่างดี และ
ประกอบด้วยปราสาทติด ๆ กันนั้น ๆ มีบันไดวิเศษและแผ่นกระดานที่
น่ารื่นรมย์. บทว่า ทฬฺโห แปลว่า มั่นคง. บทว่า วคฺคุ แปลว่า งดงาม
สูงเด่น. บทว่า สุสงฺคโต ได้แก่ มีส่วนประกอบเข้ากันได้ดี มีส่วน
ประกอบปราสาทเหมาะกันและกัน. บทว่า อตีว นิชฺฌานขโม ความว่า
ทนต่อการพินิจอย่างเหลือเกิน เพราะความเป็นของผุดผ่อง. บทว่า
มนุญฺโญ แปลว่า เป็นที่รื่นรมย์ใจ.

664
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 665 (เล่ม 48)

บทว่า รตนนฺตรสฺมึ ความว่า สำเร็จด้วยรัตนะ คือ ภายในวิมาน
เป็นรัตนะหรือเป็นสาระ. บทว่า พหุอนฺนปานํ ความว่า ข้าวและน้ำที่
น่ารักเป็นอันมาก ก็มี คือหาได้. บทว่า มุรชอาลมฺพรตูริยสงฺฆุฏฺโฐ
ความว่า เอิกอึงอยู่เป็นนิจด้วยเสียงตะโพน เปิงมาง และดนตรีอื่น ๆ.
บทว่า อภิวนฺทิโตสิ ความว่า เป็นผู้อันหมู่ทวยเทพนมัสการแล้ว หรือ
ชมเชยแล้ว เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ถุติวนฺทนาย ดังนี้.
บทว่า อจินฺตโย ได้แก่ มีอานุภาพเป็นอจินไตยไม่ควรคิด. บทว่า
นลินฺยา ประกอบความว่า ท่านบันเทิงอยู่เหมือนท้าวเวสวัณมหาราช
บันเทิงอยู่ในสถานที่เล่นซึ่งมีชื่ออย่างนี้ว่า นลินี.
บทว่า อาสิ ได้แก่ อสิ ภวสิ แปลว่า ท่านเป็น. บทว่า
เทวินฺโท ได้แก่ ท้าวสักกเทวราช. บทว่า มนุสฺสภูโต ได้แก่ เกิดใน
หมู่มนุษย์ คือเป็นชาติมนุษย์ พ่อค้าทั้งหลายแม้จะถามความเป็นเทวะ
เป็นต้น แต่ยังสงสัยความเป็นยักษ์อยู่ จึงกล่าวว่า ยกฺโข.
บัดนี้ เทพบุตรนั้นเมื่อจะให้พวกพ่อค้ารู้จักตน จึงกล่าวคาถาว่า
ข้าพเจ้าเป็นเทวดาชื่อเสรีสกะ เป็นผู้รักษา
ทางกันดาร คุ้มครองทะเลทราย ทำตามเทวบัญชา
คำสั่งของท้าวเวสวัณ จึงดูแลรักษาประเทศถิ่นนี้อยู่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหมฺหิ ยกฺโข ความว่า ข้าพเจ้าเป็น
เทวดา. บทว่า กนฺตาริโย ได้แก่ เป็นเจ้าพนักงานในทางกันดารคอย
อารักขา. บทว่า คุตฺโต แปลว่า คุ้มครอง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าว
ว่า อภิปาลยมิ ดูแลรักษา.

665
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 666 (เล่ม 48)

บัดนี้ พวกพ่อค้าเมื่อถามถึงกรรมเป็นต้นของเทพบุตรนั้น กล่าวว่า
วิมานนี้ท่านได้มาเอง หรือเกิดโดยความ
เปลี่ยนแปลง ท่านทำเองหรือเทวดาทั้งหลายให้
พ่อค้าเกวียนทั้งหลายถามท่าน วิมานที่น่าภูมิใจนี้
ท่านได้มาอย่างไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อธิจฺจลทฺธํ ได้แก่ เกิดขึ้นเอง
อธิบายว่า ได้อย่างที่ต้องการ. บทว่า ปริณามชํ เต ได้แก่ เปลี่ยนแปลง
ด้วยโชคและสังคมความเกี่ยวข้อง หรือเปลี่ยนแปลงไปตามกาล. บทว่า
สยํกตํ ความว่า ท่านทำเอง อธิบายว่า ท่านใช้เทพฤทธิ์ให้บังเกิดขึ้น
เอง. บทว่า อุทาหุ เทเวหิ ทินฺนํ ความว่า เทวดาทั้งหลายที่ท่านทำ
ให้ยินดี สละให้ด้วยอำนาจความเลื่อมใส.
บัดนี้ เทพบุตรเมื่อจะปฏิเสธประการทั้ง ๔ (ที่ถาม) แล้วอ้าง
บุญเท่านั้น ได้กล่าวคาถาว่า
วิมานนี้ มิใช่ข้าพเจ้าได้มาเอง มิใช่เกิดโดย
การเปลี่ยนแปลง มิใช่ข้าพเจ้าทำเอง มิใช่เทวดา
ทั้งหลายให้ วิมานที่น่าภูมิใจนี้ ข้าพเจ้าได้มาด้วย
บุญกรรมที่มิใช่บาปของตน.
พวกพ่อค้าได้ฟังดังนั้นแล้ว ยกหลัก ๘ ประการเหล่านั้น ในคาถา
ว่า นาธิจฺจลทฺธํ เป็นต้น ว่าเป็นบุญญาธิการทีเดียว และถามสรูปบุญ
อีกว่า

666
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 667 (เล่ม 48)

อะไรเป็นวัตรและเป็นพรหมจรรย์ของท่าน นี้
เป็นวิบากแห่งบุญอะไรที่ท่านสั่งสมไว้ดีแล้ว พ่อค้า
เกวียนทั้งหลายถามท่าน วิมานนี้ท่านได้มาอย่างไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วตํ ได้แก่ สมาทานวัตร. บทว่า
พฺรหฺมจริยํ ได้แก่ ความประพฤติประเสริฐที่สุด.
เทพบุตรปฏิเสธคำถามเหล่านั้นอีก เมื่อจะแสดงตนและบุญตามที่ได้
สั่งสมไว้ กล่าวว่า
ข้าพเจ้ามีนามว่าปายาสิ เมื่อครั้งรับราชการ
[เป็นเจ้าเมืองเสตัพยะ] แคว้นโกศล ข้าพเจ้าเป็น
นัตถิกทิฏฐิ (มีความเห็นผิดว่าไม่มีบุญบาป ) เป็น
คนตระหนี่ มีธรรมอันลามก มีปกติกล่าวว่าขาดสูญ
ได้มีสมณะนามว่ากุมารกัสสปะ ผู้โอฬาร เป็นพหูสูต
กล่าวธรรมได้วิจิตร ท่านได้แสดงธรรมกถาโปรด
ข้าพเจ้าในครั้งนั้น ได้บรรเทาทิฏฐิที่เป็นข้าศึกใจ
[ มิจฉาทิฏฐิ ] ของข้าพเจ้าได้ ข้าพเจ้าได้ฟังธรรม-
กถาของท่านนั้นแล้ว ได้ปฏิญาณตนเป็นอุบาสก งด
เว้นจากปาณาติบาต เว้นขาดจากอทินนาทานในโลก
ไม่ดื่มน้ำเมา และไม่กล่าวมุสา ยินดีด้วยภริยาของ
ตน ข้อนั้นเป็นวัตรและเป็นพรหมจรรย์ของข้าพเจ้า
นี้เป็นวิบากแห่งบุญที่ข้าพเจ้าสั่งสมไว้ดีแล้ว วิมานนี้

667
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 668 (เล่ม 48)

ข้าพเจ้าได้มาด้วยบุญกรรมที่มิใช่บาปเหล่านั้นแหละ.
ข้อนั้น เข้าใจง่ายทั้งนั้น.
ลำดับนั้น พวกพ่อค้าได้เห็นเทพบุตรและวิมานของเทพบุตรนั้น
ชัดแจ้ง จึงเชื่อผลแห่งกรรม เมื่อประกาศความเชื่อในผลแห่งกรรมของ
ตน ได้กล่าวสองคาถาว่า
ได้ยินว่า คนทั้งหลายที่มีปัญญา พูดแต่คำจริง
คำของบัณฑิตทั้งหลาย จึงไม่แปรปรวนกลับกลาย
เป็นอย่างอื่น คนทำบุญจะไปในที่ใด ๆ ย่อมมีแต่
ของที่น่ารักน้ำใคร่ บันเทิงอยู่ในที่นั้น ๆ ความโศก
ความร่ำให้ การฆ่า การจองจำ และเหตุเกิดเรื่อง
เลวร้าย มีอยู่ในที่ใด ๆ คนทำบาป ก็ย่อมไปในที่
นั้น ๆ ย่อมไม่พ้นทุคติไปได้ไม่ว่าในกาลไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โสกปริทฺทโว แปลว่า ความโศก
และความร่ำไห้ เหตุเกิดความพินาศ ท่านเรียกว่า ปริกิเลส.
เมื่อพวกเขากำลงพูดกันอยู่อย่างนี้แล เปลือกฝักซึก ที่แก่จัด ขั้วหลุด
เพราะความแก่จัด ก็หล่นจากต้นซึก ใกล้ประตูวิมาน ด้วยเหตุนั้น
เทพบุตรพร้อมด้วยเทพบริวารก็โทมนัสเสียใจ พวกพ่อค้าเห็นดังนั้น จึง
กล่าวคาถาว่า
พ่อกุมาร เพราะเหตุอะไรหนอ เทพบริวารจึง
กลายเป็นผู้ฟั่นเฟือนในชั่วครู่นี้ เหมือนน้ำถูกกวน

668
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 669 (เล่ม 48)

ให้ขุ่น โทมนัสความเสียใจ จึงได้มีแก่เทพบริวารนี้
และตัวท่าน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺมุฬฺหรูโปว ความว่า เหมือนผู้มี
สภาพหลงไปหมด เพราะความโศก. บทว่า ชโน ได้แก่ ชนคือเทวดา.
บทว่า อสฺมึ มุหุตฺเต ได้แก่ ในชั่วครู่นี้. บทว่า กลลีกโต ได้แก่
ถูกทำให้เป็นเหมือนเปือกตม อธิบายว่า ขุ่นเหมือนน้ำที่อยู่กับเปือกตม.
บทว่า ชนสฺสิมสฺส ตุยฺหญฺจ ได้แก่ แก่เทพผู้เป็นบริวารของท่านนี้
และแก่ตัวท่าน. บทว่า อปฺปจฺจโย ได้แก่ ความโทมนัส.
เทพบุตรได้ฟังดังนั้นแล้ว กล่าวว่า
ดูก่อนพ่อค้าทั้งหลาย กลิ่นหอมทิพย์เหล่านี้
หอมฟุ้งจากป่าไม้ซึก หอมตลบอบอวลทั่ววิมานนี้
กำจัดความมืด ได้ทั้งกลางวันกลางคืน ล่วงไปร้อยปี
เปลือกฝักของต้นซึกเหล่านี้ จะแตกออกเป็นฝัก ๆ
เป็นอันรู้ว่า ร้อยปีของมนุษย์ล่วงไปแล้ว ดูก่อน
พ่อค้าทั้งหลาย ตั้งแต่ข้าพเจ้าเกิดในเทวดาหมู่นี้
ดำรงอยู่ในวิมานนี้ ๕๐๐ ปีทิพย์แล้วจึงจุติ เพราะ
สิ้นบุญ เพราะสิ้นอายุ เพราะความโศกนั้นนั่นแล
ข้าพเจ้าจึงซบเซา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สิรีสวนา ได้แก่ จากป่าไม้ซึก
เทพบุตรเรียกพวกพ่อค้าว่า ตาตา กลิ่นหอมทิพย์เหล่านี้ คือที่ประจักษ์

669
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 670 (เล่ม 48)

แก่พวกท่านและข้าพเจ้า มีกลิ่นหอมเหลือเกินทีเดียว ย่อมฟุ้ง คือตลบ
ไปโดยรอบ กลิ่นทิพย์เหล่านั้น เมื่อฟุ้งไปอย่างนี้ ย่อมฟุ้งตลบ
อบอวลทั่ววิมานนี้ ให้รับกลิ่นได้อย่างดีทีเดียว มิใช่แต่หอมตลบ
อย่างเดียวเท่านั้น ที่จริงยังกำจัดความมืดด้วยรัศมีของตนอีกด้วย ด้วยเหตุ
นั้น เทพบุตรจึงกล่าวว่า ทิวา จ รตฺโต จ ตมํ นิหนฺตวา ดังนี้.
บทว่า อิเมสํ ได้แก่ ต้นซึกทั้งหลาย. บทว่า สิปาฏิกา ได้แก่
เปลือกฝักผลซึก. บทว่า ผลติ ความว่า สุกแล้วหล่นจากขั้ว หรือว่า
ฝักแตกแล้ว ก็ร่วงไป. บทว่า มานุสฺสกํ วสฺสสตํ อตีตํ ความว่า
เพราะล่วงไปร้อยปี เปลือกฝักต้นซึกนี้จะแตก และที่แตกแล้วก็มี ฉะนั้น
ร้อยปีมนุษย์ของข้าพเจ้าจึงล่วงไปแล้ว ตั้งแต่คือจำเดิมแต่ข้าพเจ้าเข้าถึง
คือบังเกิด ในหมู่นี้คือในเทพหมู่นี้ ข้าพเจ้ามีอายุ ๕๐๐ ปีทิพย์ เพราะ-
ฉะนั้น อายุของข้าพเจ้ากำลังสิ้น ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงซบเซาเพราะความโศก
ดังนี้ เทพบุตรชี้แจงดังกล่าวมาฉะนี้ ด้วยเหตุนั้น เทพบุตรจึงกล่าวว่า
ทิพฺพานหํ วสฺสสตานิ ปญฺจ ฯ เป ฯ เตเนว โสเกน ปมุจฺฉิโตสฺมิ
ดังนี้.
ลำดับนั้น พวกพ่อค้าพากันพูดปลอบโยนเทพบุตรนั้นว่า
ท่านได้วิมานซึ่งหาที่เปรียบมิได้เป็นเวลานาน
ท่านเป็นเช่นนั้น จะเศร้าโศกไปทำไมเล่า ผู้มีบุญ
น้อยเข้าอยู่วิมานชั่วเวลาสั้น ๆ ควรเศร้าโศกแท้.
ในคาถานั้น อธิบายว่า ใคร ๆ ก็ตามที่มีอายุน้อยมีบุญน้อย ควรจะ
เศร้าโศกเพราะอาศัยความตาย แต่เทพบุตรเช่นท่านพรั่งพร้อมด้วยอานุ-

670
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 671 (เล่ม 48)

ภาพทิพย์ มีอายุถึง ๙ ล้านปีอย่างนี้ จะเศร้าโศกไปทำไมเล่า คือไม่ควร
เศร้าโศกทีเดียว เทพบุตรสบายใจด้วยคำปลอบโยนเพียงเท่านั้นเอง รับ
คำพวกพ่อค้าเหล่านั้น และเมื่อชี้แจงแก่พ่อค้าเหล่านั้นกล่าวคาถาว่า
ดูก่อนพ่อค้าทั้งหลาย ข้อที่ท่านทั้งหลายกล่าว
วาจาน่ารักตักเตือนข้าพเจ้านั้น สมควรแก่ข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าจะต้องคุ้มครองพวกท่าน ขอท่านทั้งหลายจง
ไปยังที่ที่พวกท่านปรารถนาโดยสวัสดีเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุจฺฉวึ ได้แก่ สมควร คือ การ
กล่าวตักเตือนของพวกท่านนั่นแล สมควร. บทว่า โอวทิยญฺจ เม ตํ
ความว่า คำนั้นอันพวกท่านกล่าวอยู่ คือพึงกล่าวเป็นโอวาท แก่ข้าพเจ้า
ประกอบความว่า เพราะท่านทั้งหลายกล่าววาจาน่ารัก คือคำเป็นที่รัก
ด้วยคำว่า กถํ นุ โสเจยฺย เป็นต้น กะข้าพเจ้าคือแก่ข้าพเจ้าใด อีก
อย่างหนึ่ง การพูด การกล่าวด้วยวาจาน่ารัก ใด การกล่าวนั้นของ
พวกท่านนั่นแหละสมควร อีกอย่างหนึ่ง เพราะท่านทั้งหลายกล่าววาจา
น่ารักใด ฉะนั้น การกล่าววาจาน่ารักของท่านทั้งหลายนั้น เป็นอันท่าน
ทั้งหลายตักเตือนคือพึงกล่าวสอนด้วย ข้าพเจ้าควรกระทำให้เหมาะแก่
โอวาทด้วย สมควรแก่ข้าพเจ้า อันข้าพเจ้ากระทำแล้ว เพื่อจะตอบคำถาม
ที่จะมีขึ้นว่า ทำข้อนั้นอย่างไร ดังนั้นเทพบุตรจึงกล่าวว่า ตุมฺเห จ โข
ตาตา เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มยานุคุตฺตา ความว่า
ข้าพเจ้าจะตามคุ้มครองรักษาพวกท่าน จนกว่าพวกท่านจะล่วงพ้นทาง
กันดาร ในทะเลทรายที่พวกอมนุษย์ยึดครองนี้ ไปคือถึง ที่ที่ปรารถนา

671