พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 652 (เล่ม 48)

พ่อค้าเหล่านั้นทั้งหมดในที่นั้น ครั้นต่างคน
ต่างประกาศความเป็นอุบาสกแล้ว บันเทิงอยู่ด้วย
เทพฤทธิ์เนือง ๆ ได้รับอนุญาตแล้วหลีกไป พ่อค้า
เหล่านั้นมีความต้องการทรัพย์ ปรารถนากำไร ไป
ถึงสินธุประเทศและโสวีระประเทศ พยายามค้าขาย
ตามปรารถนา มีลาภผลบริบูรณ์ กลับมาปาฏลิบุตร
อย่างปลอดภัย พ่อค้าเหล่านั้นไปสู่เรือนของตน มี
ความสวัสดี พร้อมหน้าบุตรภรรยา มีความ
เพลิดเพลิน ปลาบปลื้ม ดีใจ ชื่นใจ ได้ทำการบูชา
เสริสสกเทพบุตรอย่างโอฬาร ช่วยกันสร้างเทวาลัย
ชื่อเสริสสกะขึ้น การคบสัตบุรุษสำเร็จประโยชน์
เช่นนี้ การคบผู้มีคุณธรรมมีประโยชน์มาก เพื่อ
ประโยชน์ของอุบาสกคนเดียว พ่อค้าทั้งหมดก็ได้
ประสบความสุข.
จบเสริสสกวิมาน
อรรถกถาเสรีสกวิมาน
เสรีสกวิมาน มีคาถาว่า สุโณถ ยกฺขสฺส จ วาณิชาน จ
เป็นต้น. เสรีสกวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ?
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วท่านพระกุมาร-
กัสสปะพร้อมด้วยภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป ไปถึงเสตัพยนคร ได้เปลื้อง

652
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 653 (เล่ม 48)

พระยาปายาสิผู้เข้าไปหาตนในนครนั้น จากมิจฉาทิฏฐิ ให้ดำรงอยู่ใน
สัมมาทิฏฐิ จำเดิมแต่นั้นมา พระยาปายาสิเป็นผู้ขวนขวายในบุญ เมื่อ
ถวายทานแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ได้ถวายทานโดยไม่เคารพ เพราะ
มิได้เคยสร้างสมในทานนั้น ในเวลาต่อมาทำกาลกิริยาตายไปบังเกิดใน
เสรีสกวิมาน [ ใกล้ต้นซึก ] ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช.
เล่ากันมาว่า ในอดีตกาล ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า
กัสสปะ พระเถระขีณาสพองค์หนึ่ง เที่ยวบิณฑบาตในบ้านแห่งหนึ่งแล้ว
ได้ทำภัตกิจที่สวนแห่งหนึ่งนอกบ้านทุกวัน คนเลี้ยงโคคนหนึ่งเห็นดัง
นั้น คิดว่า พระผู้เป็นเจ้าลำบากเพราะแสงแดด มีจิตเลื่อมใสได้เอาเสา
ไม้ซีก ๔ ต้น กระทำมณฑปกิ่งไม้ถวาย อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ปลูก
ต้นซีกใกล้มณฑป ดังนี้ก็มี เขาทำกาละตายไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นจาตุ-
มหาราช ด้วยบุญกรรมนั้นเอง ที่ประตูวิมานได้บังเกิดสวนไม้ซึกซึ่งมี
ดอกพรั่งพร้อมด้วยสีและกลิ่นงดงามอยู่ทุกเวลา ส่องถึงกรรมเก่าของเขา
ด้วยเหตุนั้น วิมานนั้นจึงรู้กันทั่วว่าเสรีสกะ อนึ่ง เทพบุตรนั้นเวียนว่าย
อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายตลอดพุทธันดรหนึ่ง ในพุทธุปบาทกาลนี้
เป็นพระควัมปติ ในคฤหัสถ์ ๔ คนมีวิมลเป็นต้นซึ่งเป็นสหายของพระ-
ยสเถระ ตั้งอยู่ในพระอรหัตด้วยพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า
เห็นวิมานว่างนั้น จึงไปพักกลางวันอยู่เนือง ๆ ด้วยอำนาจบุญกรรมที่
สั่งสมไว้ในกาลก่อน.
ต่อมา พระควัมปติเถระพบปายาสิเทพบุตรในที่นั้น ถามว่า ผู้มี
อายุ ท่านเป็นใคร เมื่อปายาสิเทพบุตรตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
ข้าพเจ้าคอพระยาปายาสิ มาเกิดในที่นี้ จึงกล่าวว่า ท่านเป็นมิจฉาทิฏฐิ

653
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 654 (เล่ม 48)

มีทัศนะวิปริตมิใช่หรือ มาเกิดในที่นี้ได้อย่างไร ครั้งนั้น ปายาสิเทพบุตร
กล่าวกะพระเถระว่า พระผู้เป็นเจ้ากุมารกัสสปเถระเปลื้องข้าพเจ้าจาก
มิจฉาทิฏฐิ แต่ข้าพเจ้าบังเกิดในวิมานว่างก็ด้วยบุญกิริยาที่กระทำโดยไม่
เคารพ ดีแล้วเจ้าข้า เวลาท่านกลับไปมนุษยโลก ขอท่านโปรดบอก
กล่าวแก่ชนบริวารของข้าพเจ้าว่า พระยาปายาสิถวายทานโดยไม่เคารพ
มาเกิดในวิมานไม้ซึกซึ่งเป็นวิมานว่าง ท่านทั้งหลายจงทำบุญโดยเคารพ จง
ตั้งใจให้แน่วแน่ เพื่อมาเกิดในวิมานนั้น พระเถระก็ได้กระทำอย่างว่านั้น
เพื่ออนุเคราะห์เทพบุตรนั้น แม้พวกชนบริวารเหล่านั้น ฟังคำของพระ-
เถระแล้ว ตั้งใจทำบุญอย่างนั้น ได้บังเกิดในเสรีสกวิมานไม้ซึก ท้าว
มหาราชเวสวัณได้แต่งตั้งเสรีสกเทพบุตรให้เป็นเจ้าหน้าที่ผู้อารักขามรรคา
เพื่อจะปลดเปลื้องอันตรายแต่อมนุษย์ แก่พวกมนุษย์ที่เดินทางในทางที่
ขาดร่มเงาและน้ำ ณ พื้นที่ทะเลทราย.
สมัยต่อมา พวกพ่อค้าชาวอังคะและมคธ เอาสินค้าบรรทุกเกวียน
เต็มพันเล่ม เดินทางไปสินธุประเทศและโสวีระประเทศ ในทางทะเลทราย
ไม่เดินทางในกลางวัน เพราะกลัวร้อน เดินทางในกลางคืน เพราะใช้
ดวงดาวเป็นสัญญาณเครื่องกำหนดหมาย พวกเขาพากันเดินหลงทางไปยัง
ทิศทางอื่น ในระหว่างพ่อค้าเหล่านั้น มีอุบาสกคนหนึ่งเป็นคนมีศรัทธา
เลื่อมใส สมบูรณ์ด้วยศีล สมบูรณ์ด้วยอุปนิสัยที่จะได้บรรลุพระอรหัต
ไปค้าขายเพื่อบำรุงเลี้ยงบิดามารดา เมื่อจะอนุเคราะห์อุบาสกนั้น เสรีสก-
เทพบุตรจึงแสดงองค์พร้อมด้วยวิมาน และครั้นแสดงแล้ว ได้ถามว่า
เหตุไร พวกท่านจึงเดินทางสายนี้ ซึ่งไม่มีร่มเงาและน้ำ ทั้งยังเป็นทะเล-
ทราย พวกเขาได้บอกถึงเรื่องที่พวกตนมาในที่นั้นแก่เทพบุตรนั้น การ
แสดงข้อความนั้น เป็นคาถารวบรวมคำกล่าวคำโต้ตอบของเทพบุตรและ

654
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 655 (เล่ม 48)

ของพ่อค้าทั้งหลายไว้. เพื่อแสดงความสัมพันธ์ของคาถาเหล่านั้น พระ-
ธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลายได้เริ่มดังคาถาต้นไว้สองคาถาว่า
ขอท่านทั้งหลายจงฟังคำของเทวดา และของ
พวกพ่อค้าในทางทะเลทรายที่ได้มาพบกันในเวลานั้น
และฟังถ้อยคำที่เทวดาและพวกพ่อค้าโต้ตอบกันโดย
ประการใด ขอท่านทั้งปวงจงฟังคำนั้น โดยประการ
นั้นเถิด ยังมีพระยานามว่าปายาสิ มียศ ถึงความ
เป็นสหายของภุมเทวดา บันเทิงอยู่ในวิมานของตน
เป็นเทวดา ได้มาสนทนากะพวกมนุษย์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุโณถ เป็นคำบังคับให้ฟัง ความว่า
ท่านทั้งหลายจงพึงคำที่พวกเรากล่าวอยู่ในบัดนี้. บทว่า ยกฺขสฺส ได้แก่
เทวดา ด้วยว่าเทวดา ท่านเรียกว่า ยักษ์ เพราะเป็นผู้ควรบูชาของพวก
มนุษย์และของเทวดาบางพวก อนึ่ง ท้าวสักกะก็ดี ท้าวจาตุมหาราชก็ดี
บริษัทของท้าวเวสวัณก็ดี บุรุษก็ดี ท่านก็เรียกว่า ยักษ์.
จริงอย่างนั้น ท้าวสักกะ ท่านเรียกว่า ยักษ์ ได้ในประโยคเป็นต้น
ว่า อติพาฬฺหํ โข อยํ ยกฺโข ปมตฺโต วิหรติ ยนฺนูนาหํ อิมํ
ยกฺขํ สํเวเชยฺยํ ท้าวสักกะนี้อยู่อย่างประมาทหนักหนา อย่ากระนั้นเลย
เราพึงยังท้าวสักกะนี้ให้สังเวช.
ท้าวมหาราชทั้งหลาย ท่านเรียกว่า ยักษ์ ได้ในประโยคเป็นต้นว่า
จตฺตาโร ยกฺขา ขคฺคหตฺถา ท้าวมหาราชทั้งสี่ถือพระขรรค์.
บริษัทของท้าวเวสวัณ ท่านเรียกว่า ยักษ์ ได้ในประโยคเป็นต้น
ว่า สนฺติ หิ ภนฺเต อุฬารา ยกฺขา ภควโต อปฺปสนฺนา ข้าแต่

655
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 656 (เล่ม 48)

พระองค์ผู้เจริญ ยังมีบริษัทของท้าวเวสวัณเป็นอันมาก ไม่เลื่อมใส
พระผู้มีพระภาคเจ้า.
บุรุษ ท่านเรียกว่า ยักษ์ ได้ในประโยคเป็นต้นว่า เอตฺตาวตา
ยกฺขสฺส สุทฺธิ เพียงเท่านี้ก็เป็นความสุทธิ์ของบุรุษ.
แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาบริษัทของท้าวเวสวัณ.
บทว่า วาณิชาน จ ท่านกล่าวลบนิคหิต เพื่อสะดวกในการ
ผูกคาถา.
บทว่า สมาคโม แปลว่า มาพบกัน. บทว่า ยตฺถ ได้แก่ ใน
ทะเลทรายใด. บทว่า ตทา ได้แก่ ในเวลาที่หลงทางไปนั้น. บทว่า
อิตริตเรน จาปิ ได้แก่ กันและกัน บทนี้ พึงประกอบกับบท ยถา
ในข้อนี้มีเนื้อความดังต่อไปนี้ เสรีสกเทพบุตรและพวกพ่อค้าได้พบกัน
ณ ที่ใด [ทางทะเลทราย] ในคราวนั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรื่องนั้น
อีกอย่างหนึ่ง ด้วยคำที่พูดกันดี เจรจากันไพเราะ ที่เสรีสกเทพบุตรและ
พวกพ่อค้าเหล่านั้นให้เป็นไปแล้วโดยเรื่องใด ขอท่านทั้งปวงจงตั้งใจฟัง
เรื่องนั้น. บทว่า ภุมฺมานํ ได้แก่ เหล่าภุมเทวดา.
บัดนี้ เป็นคาถาถามของเทพบุตร ว่า
ดูก่อนมนุษย์ทั้งหลาย พวกท่านกลัวทางคดเคี้ยว
ใจเสียอยู่ในที่น่าสงสัยว่ามีภัยในป่าในถิ่นอมนุษย์ใน
ทางกันดาร ไม่มีน้ำ ไม่มีอาหาร เดินไปได้แสนยาก
กลางทะเลทราย ในทะเลทรายนี้ไม่มีผลไม้ ไม่มี
เผือกมัน ไม่มีเชื้อไฟ ในที่นี้ จะมีอาหารแต่ที่ไหน

656
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 657 (เล่ม 48)

นอกจากฝุ่นและทราย ที่แดดแผดเผาทั้งร้อนทั้ง
ทารุณ เป็นที่ดอน ร้อนดังแผ่นเหล็กเผาไฟ หาความ
สุขมิได้ เทียบเท่านรก [ในปรโลก] เป็นที่อยู่ของ
พวกมนุษย์หยาบช้า ยุคโบราณ เป็นภูมิประเทศ
เหมือนถูกสาปไว้ เออที่พวกท่านหวังอะไร เพราะ
เหตุไรจึงไม่พิจารณาให้ถี่ถ้วน ตามกันเข้ามายังประ-
เทศถิ่นนี้พร้อมกัน เพราะความโลภ ความกลัว หรือ
เพราะหลงทาง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วงฺเก ได้แก่ ที่น่าสงสัย ซึ่งผู้เข้าไป
แล้ว มีความสงสัยในชีวิตว่า จักเป็น จักตายหนอ ในป่าเช่นนั้น.
บทว่า อมนุสฺสฏฺฐาเน ได้แก่ เป็นที่สัญจรของพวกอมนุษย์มีปิศาจเป็นต้น
หรือไม่ใช่เป็นทางโคจรของพวกมนุษย์. บทว่า กนฺตาเร ได้แก่ ทุ่งที่
ไม่มีน้ำ ภูมิประเทศชื่อว่า กันดาร เพราะอรรถว่า เป็นที่ให้ข้ามน้ำ
นำน้ำไปด้วย ได้แก่ ที่ที่ต้องถือเอาน้ำข้ามไป ด้วยเหตุนั้น เทพบุตร
จึงกล่าวว่า อปฺโปทเก ไม่มีน้ำ. อปฺป ศัพท์ในที่นี้ มีความว่า ไม่มี
เหมือนในประโยคเป็นต้นว่า อปฺปิจฺโฉ มีความปรารถนา อปฺปนิคฺโฆโส
ไม่มีเสียงอึกทึก. บทว่า วณฺณุปถสฺส มชฺเฌ ความว่า ท่ามกลาง
ทะเลทราย. บทว่า วงฺกมฺภยา แปลว่า กลัวแต่ทางคดเคี้ยว เมื่อควรจะ
กล่าวว่า วงฺกภยา เพราะอรรถว่า พวกเขามีแต่ความกลัวแต่ทางคดเคี้ยว
กล่าวเสียว่า วงฺกมฺภยา ลงนิคหิต (แล้วแปลงเป็น ม) เพื่อสะดวก
ในการผูกคาถา และบทนี้ ท่านกล่าวหมายถึงภัยที่เกิดขึ้นแก่พวกเขา

657
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 658 (เล่ม 48)

ก่อนที่จะเข้าไปในทะเลทราย. บทว่า นฏฺฐมนา ได้แก่ มีใจเสีย เพราะ
จำทางไม่ได้ อธิบายว่า หลงทาง. บทว่า มนุสฺสา เป็นคำเรียกพ่อค้า
เหล่านั้น [ อาลปนะ ].
บทว่า อิธ ได้แก่ ในทะเลทรายนี้. บทว่า ผลา ประกอบความว่า
ไม่มีผลไม้ทั้งหลายมีมะม่วง ชมพู่ ตาล และมะพร้าวเป็นต้น. บทว่า
มูลมยา จ ความว่า เหง้านั่นแหละ ชื่อว่าสำเร็จแต่เหง้า ท่านกล่าวหมายเอา
เหง้าที่เกิดแต่ไม้เถาเป็นต้น. บทว่า อุปาทานํ นตฺถิ ความว่า ไม่มีอาหาร
อะไร ๆ อีกอย่างหนึ่ง เชื้อ ชื่อว่า อุปาทาน แม้เพียงเชื้อไฟก็ไม่มี
แล้ว จะมีอาหารในทะเลทรายนี้แต่ไหน คือเพราะเหตุไร ดังนี้ก็จริง ถึง
อย่างนั้น ท่านกล่าวคำเป็นต้นว่า อญฺญตฺร ปํสูหิ ดังนี้ ก็เพื่อแสดง
สิ่งที่มีอยู่ในทะเลทรายนั้น.
บทว่า อุชฺชงฺคลํ ความว่า ภูมิประเทศเศร้าหมองสีเทามอ ๆ
ไม่มีน้ำ เรียกว่า ชังคละ ที่ดอน ก็ที่ตรงนั้นเป็นที่ดอนมากกว่าที่ดอน
ทั่วไป ดังนั้นเทพบุตรจึงกล่าวว่า อุชฺชงฺคลํ. ด้วยเหตุนั้น เทพบุตรจึง
กล่าวว่า ตตฺตคมิวํ กปาลํ ความว่า เหมือนแผ่นเหล็กถูกไฟเผา และใน
ที่นี้ท่านกล่าวลงนิคหิต เพื่อสะดวกในการผูกคาถา พึงทราบว่า ตตฺตมิว
นั่นเอง. บทว่า อนายสํ ความว่า ชื่อว่า อนายะ เพราะอรรถว่า เป็น
ที่ไม่มีอายะคือความสุข ชื่ออนายสะ เพราะอรรถว่า เสื่อมชีวิต คือให้
ชีวิตพินาศ เพราะไม่มีความสุขนั้นแหละ อีกอย่างหนึ่ง ชื่อ อนายสะ
เพราะไม่เป็นสุข. บทว่า ปรโลเกน ได้แก่ เปรียบด้วยนรก จริงอยู่
นรกเป็นโลกปรปักษ์ คือเป็นข้าศึกของสัตว์ทั้งหลาย เพราะทำความพินาศ
ให้โดยส่วนเดียว ฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า ปรโลก เป็นพิเศษ อนึ่ง

658
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 659 (เล่ม 48)

นรกนี้ ชื่อว่า อายสะ เพราะทำด้วยเหล็กโดยรอบ ส่วนที่ดอนนี้ ชื่อว่า
อนายสะ เพราะไม่มีเหล็กนั้น เทพบุตรแสดงว่า คล้ายนรก เพราะเป็น
ที่เกิดทุกข์มาก บางพวกกล่าวว่า อนสฺสยํ ความว่า ไม่เป็นที่ตั้งแห่ง
ความสุข. บทว่า ลุทฺทานมาวาสมิทํ ปุราณํ ความว่า ที่นี้ ตั้งนาน
มาแล้วเป็นที่อยู่ของพวกมนุษย์หยาบช้าทารุณมีปิศาจเป็นต้น. บทว่า อภิ-
สตฺตรูโน ความว่า เหมือนถูกสาป เช่นที่พวกฤาษีโบราณสาปว่า จง
เศร้าหมอง มีอาการเลวร้ายอย่างนี้.
บทว่า เกน วณฺเณน ได้แก่ เพราะเหตุไร. บทว่า กิมาสมานา
แปลว่า หวังอะไร. บทว่า หิ เป็นเพียงนิบาต บางท่านกล่าว ปเทสมฺปิ
ความว่า ประเทศแม้ชื่อนี้. บทว่า สหสา สเมจฺจ ความว่า ไม่พิจารณา
ถึงโทษและคุณ ตามกันเข้าไป คือเข้าไปพร้อมกัน. บทว่า โลภา ภยา
ความว่า ถูกผู้ไม่หวังดีบางคนล่อลวงเข้าไปเพราะความโลภ หรือถูก
อมนุษย์เป็นต้นบางคนทำให้ตกใจ เข้าไปเพราะความกลัว. บทว่า อถ วา
สมฺปมุฬฺหา ได้แก่ เพราะไปผิดทาง ประกอบความว่า เข้าไปเรื่อย ๆ
ถึงประเทศถิ่นนี้.
บัดนี้ พวกพ่อค้ากล่าวว่า
พวกข้าพเจ้าเป็นนายกองเกวียนอยู่ในแคว้นมคธ
และแคว้นอังคะ บรรทุกสินค้ามา ต้องการทรัพย์
ปรารถนากำไร จะพากันไปยังสินธุประเทศและ
โสวีระประเทศเวลากลางวัน ข้าพเจ้าทุกคนทนความ
ระหายน้ำไม่ได้ ทั้งมุ่งหมายจะอนุเคราะห์สัตว์

659
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 660 (เล่ม 48)

พาหนะ รีบเดินทางมาในกลางคืนซึ่งเป็นเวลาวิกาล
ข้าพเจ้าทั้งหลายจึงได้พลาดทาง ไปผิดทาง หลงทาง
ไม่รู้ทิศ เดินเข้าไปในป่าที่ไปได้แสนยาก กลาง
ทะเลทราย วุ่นวายเหมือนคนตาบอด ข้าแต่ท่านเทวะ
ผู้ควรบูชา พวกข้าพเจ้าได้พบวิมานอันประเสริฐ
และตัวท่านนี้ ซึ่งไม่เคยพบมาก่อน จึงหวังจะรอด
ชีวิตยิ่งกว่าแต่ก่อน เพราะพบกัน พวกข้าพเจ้าจึง
พากันร่าเริงดีใจและปลื้มใจ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มคเธสุ องฺเคสุ จ สตฺถวาหา
ความว่า เป็นทั้งนายกองเกวียน เป็นทั้งเจ้าของกองเกวียน นำสินค้ามา
แลกเปลี่ยนสินค้า เป็นผู้เกิดเติบโตในแคว้นมคธและในแคว้นอังคะ เป็น
ชาวแคว้นนั้น. บทว่า ปณิยํ แปลว่า สินค้า. บทว่า เต ได้แก่ พวก
ข้าพเจ้านั้น. บทว่า ยามเส แปลว่า พากันไป. บทว่า สินฺธุโสวีรภูมึ
ได้แก่ สินธุประเทศ และโสวีระประเทศ. บทว่า อุทฺทยํ ได้แก่
ผลประโยชน์เป็นรายได้ส่วนเกิน [ กำไร ]. บทว่า อนธิวาสยนฺตา
แปลว่า ทนไม่ได้. บทว่า โยคฺคานุกมฺปํ ได้แก่ อนุเคราะห์สัตว์ทั้ง-
หลายมีโคเป็นต้น . บทว่า เอเตน เวเคน ได้แก่ ด้วยความเร็ว ที่เป็น
เหตุให้พวกข้าพเจ้าพากันมา คือเป็นผู้มาก่อนพบท่าน. บทว่า รตฺตึ มคฺคึ
ปฏิปนฺนา ความว่า เดินทางกลางคืน. บทว่า วิกาเล ได้แก่ ไม่ถูกกาล
ไม่ถูกเวลา.
บทว่า ทุปฺปยาตา ได้แก่ ไปได้โดยยาก คือไปไม่ถูกทาง เพราะ

660
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 661 (เล่ม 48)

ไปไม่ถูกทางนั้นนั่นแหละจึงชื่อว่าพลาดทาง. บทว่า อนฺธาคุลา ความว่า
ชื่อว่าบอด เพราะไม่มีจักษุคือปัญญาที่สามารถรู้ทาง จึงวุ่นวายเหมือนคน
ตาบอด เพราะบอดนั้นแหละจึงชื่อว่าวุ่นวาย และที่ชื่อว่า ไปผิดทาง
เพราะเป็นผู้หลงทาง. บทว่า ทิสํ ได้แก่ ทิศที่ควรจะไป คือทิศที่สินธุ-
ประเทศและโสวีระประเทศตั้งอยู่. บทว่า ปมุฬฺหจิตฺตา ได้แก่ มีจิตหลง
สนิทโดยไม่สงสัยทิศ. บทว่า ตฺวญฺจ แปลว่า ซึ่งท่านด้วย. บทว่า ยกฺข
เป็นคำร้องเรียก [อาลปนะ]. บทว่า ตตุตฺตรึ ชีวิตมาสมานา ความว่า
ความสงสัยในชีวิตอันใดเกิดขึ้นว่า ต่อแต่นี้ พวกเราคงไม่รอดชีวิตกันละ
มาบัดนี้ พวกเราก็หวังจะรอดชีวิตแม้ยิ่งกว่าความสงสัยในชีวิตอันนั้น.
บทว่า ทิสฺวา แปลว่า เพราะเหตุที่พบ. บทว่า ปตีตา แปลว่า ร่าเริง.
บทว่า สุมนา แปลว่า ถึงโสมนัส [ ดีใจ ]. บทว่า อุทคฺคา แปลว่า
ปลื้มใจ ด้วยปีติที่ฟูขึ้น.
เมื่อพวกพ่อค้าเล่าความเป็นไปของตนอย่างนี้แล้ว เทพบุตรได้ถาม
ด้วยคาถาสองคาถาอีกว่า
ดูก่อนพ่อทั้งหลาย พวกท่านไปทะเลทราย
ทั้งฝั่งโน้น ทั้งฝั่งนี้ และไปทางที่มีเชิงหวายและ
หลักตอ ไปหลายทิศที่ไปได้ยาก คือมีแม่น้ำและที่
ขรุขระของภูเขา เพราะโภคทรัพย์เป็นต้นเหตุ พวก
ท่านไปยังแว่นแคว้นของพระราชาอื่น ๆ ได้เห็นพวก
มนุษย์ชาวต่างประเทศ เราขอฟังสิ่งอัศจรรย์ที่พวก
ท่านได้ฟังหรือได้เห็นมา ในสำนักของพวกท่าน.

661