พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 622 (เล่ม 48)

เสมอเหมือน จะมีใครที่ไหนที่ยิ่งกว่าท่านทางยศ
ทางบุญ และทางฤทธิ์ หมู่ทวยเทพชั้นไตรทศ
ทั้งหลาย ชุมนุมกันก็ไหว้ท่าน ดุจเทวดาและมนุษย์
ทั้งหลายไหว้พระจันทร์ฉะนั้น และเทพอัปสรเหล่า
นี้ ก็ฟ้อนรำ ขับร้อง บันเทิงอยู่รอบ ๆ ท่าน ท่าน
เป็นผู้บรรลุเทพฤทธิ์ มีอานุภาพมาก ครั้งเกิดเป็น
มนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร
ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีของท่าน
จึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เพื่อแสดงกรรมนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
เทพบุตรนั้นถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ดีใจ
ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้.
เทพบุตรแม้นั้นได้กล่าวว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อก่อนข้างเจ้าได้เป็น
สาวกของพระชินพุทธเจ้าพระนามว่า สุเมธ ข้าพ-
เจ้าเป็นปุถุชนยังมิได้ตรัสรู้ บวชอยู่ ๗ พรรษา
เมื่อพระสุเมธชินพุทธเจ้าผู้ศาสดา ผู้ข้ามโอฆะได้
แล้ว เป็นผู้คงที่ เสด็จปรินิพพานแล้ว ข้าพเจ้านั้น
ได้ไหว้รัตนเจดีย์ที่คลุมด้วยข่ายทอง ทำใจให้
เลื่อมใสในพระสถูป ข้าพเจ้ามิได้ให้ทาน เพราะ
ไม่มีวัตถุทานที่จะให้ แต่ข้าพเจ้าได้ชักชวนคนอื่น ๆ

622
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 623 (เล่ม 48)

ให้ให้ทานนั้นว่า ท่านทั้งหลายจงบูชาพระธาตุของ
พระพุทธเจ้าผู้ควรบูชานั้นเถิด ได้ยินว่า ท่าน
ทั้งหลายละอัตภาพนี้แล้ว จักไปสวรรค์ด้วยอาการ
อย่างนี้ ข้าพเจ้าได้กระทำกุศลกรรมอย่างนั้นแล
จึงได้เสวยสุขอันเป็นทิพย์ด้วยตน และบันเทิงอยู่
ในท่ามกลางหมู่เทพชั้นไตรทศ ทั้งข้าพเจ้าก็ยังไม่
สิ้นบุญนั้น.
เล่ากันมาว่า นับจากนี้ถอยหลังไปสามหมื่นกัป พระสัมมาสัม-
พุทธเจ้าพระนามว่า สุเมธ เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ทรงทำโลกนี้กับเทวโลก
ให้สว่างเป็นอย่างเดียวกัน ทรงบำเพ็ญพุทธกิจแล้วเสด็จปรินิพพาน เมื่อ
มนุษย์ทั้งหลายเก็บพระบรมธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้าสร้างรัตนเจดีย์
บุรุษคนหนึ่งบวชในศาสนาของพระศาสดา ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ ๗
พรรษา มีความรำคาญเพราะจิตไม่ตั้งมั่นจึงสึก ครั้นสึกแล้ว โดยที่
เป็นผู้มีความสังเวชมากและมีฉันทะในธรรม จึงทำการปัดกวาดและดูแล
ของใช้เป็นต้นที่ลานพระเจดีย์ รักษานิจศีลและอุโบสถศีล ฟังธรรม
และเที่ยวชักชวนคนอื่น ๆ ให้ทำบุญ เขาทำกาละตายในเมื่อสิ้นอายุ
บังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพราะความยิ่งใหญ่แห่งบุญกรรม เขาเป็น
เทพบุตรมีศักดิ์ใหญ่ มีอานุภาพมาก เป็นผู้ที่เทวดาทั้งหลายมีท้าวสักกะ
เป็นต้น สักการบูชา ดำรงอยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้นชั่วอายุ จุติจาก
ดาวดึงส์นั้นท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ใน
พุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ด้วยเศษวิบากแห่งกรรม

623
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 624 (เล่ม 48)

นั้นแหละ เทวดาทั้งหลายรู้จักเทพนั้นว่าเป็นผู้มีวรรณะมิใช่น้อย หมาย
เอาเทพบุตรองค์นั้น มหาสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า อถ นํ
อเนกวณฺโถ เทวปุตฺโต ฯ เป ฯ น ตสฺส ปุญฺญสฺส ขยมฺปิ
อชฺฌคนฺติ กเถสิ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อเนกวณฺณํ ความว่า มีวรรณะ
หลายอย่าง เพราะมีสีหลายอย่างมีสีเขียวและสีเหลีองเป็นต้น และเพราะ
วิมานติด ๆ กันเป็นต้น มีสัณฐานหลายอย่าง. บทว่า ทรโสกนาสนํ
ความว่า ชื่อว่าเป็นที่ระงับความกระวนกระวายและความโศก เพราะ
บรรเทาความกระวนกระวายและความเร่าร้อนเพราะเป็นวิมานที่เยือกเย็น
และเพราะไม่เป็นโอกาสแห่งความโศกเพราะเป็นวิมานที่น่าปลื้มใจ เพราะ
เป็นวินานที่น่าชม. บทว่า อเนกจิตฺตํ ได้แก่ มีรูปวิจิตรหลายอย่าง.
บทว่า สุนิมฺมิโต ภูตปตีว ความว่า ท่านแม้เป็นหมู่เทพชั้นดาวดึงส์
ก็บันเทิง ยินดี รื่นรมย์ยิ่งเหมือนท้าวสุนิมมิตเทวราช เพราะเป็นผู้มี
ทิพยสมบัติอย่างโอฬาร.
บทว่า สมสฺสโม ได้แก่ ผู้เสมอเหมือนนั่นเอง พูดตรง ๆ ก็
คือ ไม่มีเทพที่เหมือนท่าน. จะมีใครที่ไหน คือด้วยเหตุไร ที่เหนือกว่า
คือยิ่งกว่าเล่า เพื่อจะเฉลยปัญหาว่า เสมอยิ่งกว่าทางไหน ท่านจึงกล่าว
ว่า ยเสน ปุญฺเญน จ อิทฺธิยา จ ทางยศ ทางบุญ และทางฤทธิ์
ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยเสน ได้แก่ บริวารยศ. บทว่า
อิทฺธิยา ได้แก่ อานุภาพ อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ยเสน ได้แก่
อิสริยยศ ความเป็นใหญ่. บทว่า อิทฺธิยา ได้แก่ เทวฤทธิ์ ฤทธิ์ของ
เทวดา อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ยเสน ได้แก่ ความสมบูรณ์แห่งสมบัติ.

624
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 625 (เล่ม 48)

บทว่า อิทฺธิยา ได้แก่ ความสำเร็จแห่งกามคุณตามที่ต้องการ. อีกอย่าง
หนึ่ง บทว่า ยเสน ได้แก่ เกียรติยศ ชื่อเสียง ที่งาม. บทว่า อิทฺธิยา
ได้แก่ ความสำเร็จพร้อม. บทว่า ปุญฺเญน ได้แก่ ผลบุญที่เหลือลง
ซึ่งกล่าวไว้ในที่นั้น ๆ หรือบุญกรรมนั่นเอง.
บทว่า สพฺเพ จ เทวา ท่านกล่าวทำเนื้อความที่ถือตามสามัญ
ให้วิเศษด้วยบทนี้ว่า ติทสคณา. เทวดาทั้งหลายเมื่อจะกระทำความเคารพ
เฉพาะตนแก่ท่านที่ควรเคารพ บางท่าน ย่อมไม่กระทำทั้งที่กำลังบันเทิง
กัน สำหรับเทพบุตรนี้ ไม่อย่างนั้น ที่ท่านกล่าวว่า สเมจฺจ ชุมนุมกัน
เพื่อแสดงว่า เทวดาทั้งหลายแม้กำลังบันเทิงกัน ก็กระทำความเคารพแก่
เทพบุตรนี้โดยแท้. บทว่า ตํ ตํ คือ ตํ ตฺวํ ท่านนั้น.
บทว่า สสึว เทวา ความว่า มนุษย์และเทวดาทั้งหลายเกิดอาทร
เอื้อเฟื้อขึ้นมาก็นอบน้อมสสิสิ่งที่มีตรากระต่าย คือพระจันทร์ที่ปรากฏ
ในวันเพ็ญและวันแรมหนึ่งค่ำ ฉันใด หมู่เทพชั้นไตรทศแม้ทั้งหมด ย่อม
นอบน้อมท่านนั้น ก็ฉันนั้น เทพบุตรเรียกพระเถระด้วยความเคารพนับ
ถือมากว่า ภทนฺเต. บทว่า อหุวาสึ แปลว่า ได้เป็นแล้ว. บทว่า
ปุพฺเพ ได้แก่ ในชาติก่อน. บทว่า สุเมธนามสฺส ชินสฺส สาวโก
ความว่า เป็นสาวกเพราะบวชในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีพระ-
นามปรากฏอย่างนี้ว่า สุเมธ. บทว่า ปุถุชฺชโน ได้แก่ ไม่ใช่พระอริยะ
ชื่อว่ายังมิได้ตรัสรู้ เพราะไม่มีแม้เพียงการตรัสรู้สัจจะทั้งหลายแม้ในศาสนา
นั้น. บทว่า โส สตฺต วสฺสานิ ปริพฺพชิสฺสหํ ความว่า ข้าพเจ้านั้น
เที่ยวไปโดยเพียงคุณคือบวช ๗ ปี อธิบายว่า ไม่ได้บรรลุอุตริมนุส-
ธรรม คุณอันยิ่งของมนุษย์.

625
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 626 (เล่ม 48)

บทว่า รตนุจฺจยํ ได้แก่ รัตนเจดีย์ที่ยกขึ้นซึ่งสร้างด้วยรัตนะมี
แก้วและทองเป็นต้น. บทว่า เหมชาเลน ฉนฺนํ ความว่า คลุมด้วย
ข่ายทองทั้งรอบข้างและชั้นบน. บทว่า วนฺหิตฺวา ความว่า กระทำการ
นอบน้อมในที่นั้นๆ ด้วยเบญจางคประดิษฐ์. บทว่า ถูปสฺมึ มนํ ปสาทยึ
ความว่า ข้าพเจ้ายังจิตให้เลื่อมใสในพระสถูปว่า นี้เป็นพระสถูปบรรจุ
พระธาตุ ซึ่งเป็นที่ตั้งมั่นแห่งคุณของพระสัพพัญญูหนอ.
บทว่า น มาสิ ทานํ ความว่า มิได้มีทานที่ข้าพเจ้ากระทำเลย
เพราะเหตุไร เพราะไม่มีวัตถุที่จะถวาย. บทว่า น จ มตฺถิ ทาตุํ
ความว่า วัตถุทานที่กำหนดไว้ ของข้าพเจ้าไม่มีที่จะให้ คือสิ่งของที่ควร
จะให้อะไร ๆ ไม่มี แต่ข้าพเจ้าได้ชักชวนสัตว์อื่น ๆ ในการให้ทานนั้น
บางท่านกล่าวว่า ปเรสญฺจ ตตฺถ สมาทเปสึ ได้ชักชวนคนอื่น ๆ ใน
การให้ทานนั้น ดังนี้ก็มี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปเรสํ พึงทราบว่า
เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ลงในอรรถทุติยาวิภัตติ. บทว่า ปูเชถ นํ เป็นต้น เป็นบท
แสดงอาการชักชวน ประกอบความว่า ซึ่งพระธาตุนั้น กิร ศัพท์ ใน
บทว่า เอวํ กิร มีอรรถความว่าฟังตาม ๆ กันมา ด้วยบทว่า น ตสฺส
ปุญฺญสฺส ขยมฺปิ อชฺฌคํ เทพบุตรแสดงว่า ข้าพเจ้าไม่ถึงความหมด
สิ้นแห่งบุญนั้น คือบุญกรรมที่กระทำอุทิศพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
สุเมธในครั้งนั้น ข้าพเจ้ายังเสวยเศษวิบากแห่งกรรมนั้นแหละ ดังนี้ ข้อใด
มิได้กล่าวไว้ในที่นี้ ข้อนั้น พึงทราบว่า เข้าใจง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัย
ดังกล่าวมาแล้วในหนหลัง.
จบอรรถกถาอเนกวัณณวิมาน

626
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 627 (เล่ม 48)

๙. มัฏฐกุณฑลีวิมาน
ว่าด้วยมัฏฐกุณฑลีวิมาน
พราหมณ์ ถามเทพบุตรนั้นว่า
[๘๓] เจ้าแต่งตัว มีตุ้มหูเกลี้ยง ทรงมาลัย
ดอกไม้ ทาตัวด้วยจันทน์แดง ประคองแขนคร่ำครวญ
อยู่ในกลางป่า เจ้าเป็นทุกข์หรือ.
มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรตอบว่า
เรือนรถทำด้วยทองคำงามผุดผ่อง เกิดขึ้นแก่
ข้า ข้าหาคู่ล้อรถนั้นยังไม่ได้ ข้าจะสละชีวิตเพราะ
ความทุกข์นั้น.
พราหมณ์กล่าวว่า
พ่อมาณพผู้เจริญ เจ้าอยากได้ล้อทองคำ แก้ว-
มณี ทองแดง หรือเงิน ก็จงบอกแก่ข้า ข้าจะจัด
คู้ล้อให้เจ้า.
มาณพนั้นกล่าวตอบพราหมณ์นั้นว่า พระ-
จันทร์พระอาทิตย์ทั้งสอง ย่อมปรากฏในท้องฟ้านั้น
รถทองของข้า ย่อมงามด้วยคู้ล้อนั้น.
พราหมณ์กล่าวว่า
พ่อมาณพ เจ้าเป็นคนโง่ ที่มาปรารถนาสิ่งที่
ไม่ควรปรารถนา ข้าเข้าใจว่าเจ้าจักตาย ( เสียก่อน)

627
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 628 (เล่ม 48)

จักไม่ได้พระจันทร์และพระอาทิตย์แน่ ๆ.
มาณพกล่าวว่า
แม้การไปการมาของพระจันทร์พระอาทิตย์ ก็
ยังเห็นกันอยู่ รัศมีของพระจันทร์พระอาทิตย์ ก็ยัง
เห็นกันอยู่ในวิถีทั้งสอง คนที่ตายล่วงลับไปแล้ว ใคร
ก็ไม่เห็น เราสองคนที่ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ในที่นี้ ใคร
โง่กว่ากัน.
พราหมณ์กล่าวว่า
พ่อมาณพ เจ้าพูดจริง เราสองคนที่ร้องไห้
คร่ำครวญอยู่ ข้านี้แหละเป็นคนโง่กว่า ปรารถนา
คนที่ตายล่วงลับไปแล้ว เหมือนทารกร้องไห้อยากได้
พระจันทร์ฉะนั้น เจ้ามารดาข้าผู้เร่าร้อนให้สงบ ดับ
ความกระวนกระวายทั้งหมดได้ เหมือนเอาน้ำรดไฟ
ที่ราดเปรียงฉะนั้น เจ้าผู้ที่บรรเทาความโศกเศร้าถึง
บุตรของข้าผู้เฝ้าแต่เศร้าโศก ชื่อว่าได้ถอนลูกศร
คือความโศกที่เกาะหัวใจของข้าขึ้นได้แล้ว พ่อมาณพ
ข้าเป็นผู้ที่เจ้าถอนลูกศร คือความโศกขึ้นให้แล้ว ก็
เป็นผู้ดับร้อน เย็นสนิท ไม่ต้องเศร้าโศก ไม่ต้อง
ร้องให้ เพราะฟังเจ้า เจ้าเป็นเทวดา หรือเป็นคน-
ธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกะผู้ให้หานในชาติก่อน เจ้า

628
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 629 (เล่ม 48)

เป็นใคร หรือเป็นบุตรของใคร เราจะรู้จักเจ้าได้
อย่างไร.
มาณพตอบว่า
ท่านเผาบุตรที่ป่าช้าเองแล้ว คร่ำครวญร้องไห้
ถึงบุตรคนใด ข้าคือบุตรคนนั้น ทำกุศลกรรมแล้ว
ถึงความเป็นสหายของทวยเทพชั้นไตรทศ.
พราหมณ์ถามว่า
เมื่อท่านให้ทานน้อยหรือมากในเรือนของตน
หรือรักษาอุโบสถกรรมเช่นนั้น เราก็มิได้เห็น เพราะ
กรรมอะไร ท่านจึงไปเทวโลกได้.
มาณพตอบว่า
ข้าป่วยเป็นไข้ได้รับทุกข์ มีกายกระสับกระ-
ส่ายอยู่ในที่อยู่ของตน ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศ-
จากกิเลสธุลี ข้ามพ้นความสงสัย เสด็จไปดีแล้ว
มีพระปัญญาไม่ทราม ข้านั้นมีใจเบิกบานเลื่อมใสได้
กระทำอัญชลีแด่พระตถาคต ข้าทำกุศลกรรมนั้น จึง
ถึงความเป็นสหายของทวยเทพชั้นไตรทศ.
พราหมณ์กล่าวว่า
น่าอัศจรรย์หนอ ไม่เคยมีหนอ อัญชลีกรรม
มีผลเป็นได้ถึงเช่นนี้ แม้ข้าก็มีใจเบิกบาน มีจิต

629
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 630 (เล่ม 48)

เลื่อมใส จึงขอถึงพระพุทธเจ้าว่า เป็นสรณะที่พึ่ง
ในวันนี้นี่แหละ.
มาณพกล่าวว่า
ท่านจึงมีจิตเลื่อมใส ถึงพระพุทธเจ้าพระธรรม
และพระสงฆ์ว่า เป็นสรณะที่พึ่งในวันนี้นี่แหละ อนึ่ง
ท่านจงสมาทานสิกขาบท ๕ อย่าให้ขาดและด่าง
พร้อย จงรีบงดเว้นจากการฆ่าสัตว์เสีย จงเว้นการ
ถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้ในโลก จงไม่ดื่มน้ำเมา
และไม่กล่าวเท็จ จงยินดีด้วยภรรยาของตน.
พราหมณ์กล่าวว่า
ข้าแต่เทวดาผู้น่าบูชา ท่านเป็นผู้ปรารถนา
ประโยชน์ ปรารถนาเกื้อกูลแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะ
ทำตามคำของท่าน ขอท่านจงเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้า
เถิด. ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า และพระธรรมว่า
เป็นสรณะที่พึ่งอันยอดเยี่ยม และข้าพเจ้าขอถึงพระ-
สงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นนรเทพว่า เป็น
สรณะที่พึ่ง.
ข้าพเจ้างดเว้นจากการฆ่าสัตว์อย่างฉับพลัน งด
การถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้ในโลก ข้าพเจ้าไม่ดื่ม

630
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 631 (เล่ม 48)

น้ำเมา และไม่กล่าวเท็จ และเป็นผู้ยินดีด้วยภรรยา
ของตน ดังนี้.
จบมัฏฐกุณฑลีวิมานที่ ๙
อรรถกถามัฏฐกุณฑลีวิมาน
มัฏฐกุณฑลีวิมาน มีคาถาว่า อลงฺกโค มฏฺฐกุณฺฑลี เป็นต้น.
มัฏฐกุณฑลีวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี
สมัยนั้น พราหมณ์ชาวสาวัตถีคนหนึ่ง เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก
เป็นคนไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่ให้อะไรแก่
ใคร ๆ เพราะไม่ให้นั่นเอง เขาจึงเป็นที่รู้กันทั่วไปว่า อทินนปุพพกะ
ไม่เคยให้ เขาไม่ต้องการเฝ้าพระตถาคต ไม่ต้องการแม้จะเห็นสาวกของ
พระตถาคต เพราะความเป็นคนโลภโดยเป็นมิจฉาทิฏฐิ เขาสอนบุตรของ
ตนชื่อมัฏฐกุณฑลีว่า ลูก เจ้าไม่พึงไปหา ไม่พึงเห็นพระสมณโคดมและ
สาวกของพระองค์ แม้ตัวเขาเองก็ได้กระทำอย่างนั้น คราวนั้น บุตรของ
เขาป่วย พราหมณ์ไม่ได้ทำยารักษา เพราะกลัวเปลืองทรัพย์ เมื่อโรค
กำเริบขึ้นจึงเชิญหมอมาดู หมอทั้งหลายดูร่างกายของเขาแล้ว รู้ว่าเด็กนั้น
รักษาไม่หายจึงหลีกไป พราหมณ์คิดว่า เมื่อลูกตายในเรือน นำออก
ลำบาก จึงอุ้มบุตรให้นอนที่นอกซุ้มประตู.
ณ ราตรีปัจจุสสมัยใกล้รุ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากพระมหา-

631