พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 592 (เล่ม 48)

บทว่า สพฺเพ เวฬุริยามยา ความว่า เสาทุกต้นล้วนแล้วไป
ด้วยแก้วไพฑูรย์และแก้วมณี. ก็บทว่า เอกเมกาย อํสิยา ในคาถานั้น
ได้แก่ ส่วนที่เป็นเหลี่ยมหนึ่ง ๆ ในเสาแปดเหลี่ยม. บทว่า รตนา
สตฺต นิมฺมิตา ได้แก่ อันกรรมสร้างด้วยรัตนะ ๗ อธิบายว่า เหลี่ยม
หนึ่ง ๆ สำเร็จด้วยรัตนะ ๗.
ด้วยบทว่า เวฬุริยสุรณฺณสฺส เป็นต้น ท่านแสดงถึงรัตนะต่างๆ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวฬุริยสุวณฺณสฺส ได้แก่ สร้างด้วยแก้ว
ไพฑูรย์และทอง. อีกอย่างหนึ่ง ประกอบความว่า วิจิตรไปด้วยแก้ว
ไพฑูรย์และทอง. ก็คำนี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ลงในอรรถแห่งตติยาวิภัตติ.
แม้ในบทว่า ผลิการูปิยสฺส จ นี้ก็นัยนี้แหละ. บทว่า มสารคลฺลมุตฺตาหิ
ได้แก่ เพชรตาแมว [ แก้วลาย ]. บทว่า โลหิตงฺคมณีหิ ได้แก่
ทับทิม.
บทว่า น ตตฺถุทฺธํสตี รโช ความว่า ธุลีไม่ฟุ้งในวิมานนั้น
เพราะมีพื้นทำด้วยแก้วมณี. บทว่า โคปานสีคณา ได้แก่ ประชุมกลอน
[ จันทัน ]. บทว่า ปีตา ได้แก่ มีสีเหลือง อธิบายว่า ทำด้วยทองและ
ทำด้วยมณีบุษราคัมเป็นต้น. บทว่า กูฏํ ธาเรนฺติ ความว่า ทรงไว้ซึ่ง
ช่อฟ้าที่สำเร็จด้วยรัตนะ ๗.
บทว่า นานารตนคพฺเภหิ ได้แก่ ห้องที่ล้วนแล้วไปด้วยรัตนะ
ต่าง ๆ. บทว่า เวทิยา ได้แก่ ไพที (แท่น) บทว่า จตสฺโส
ได้แก่ มี ๔ ไพทีใน ๔ ทิศ ด้วยเหตุนั้น พระมหาโมคคัลลานเถระ
จึงกล่าวว่า สมนฺตา จตุโร ทิสา โดยรอบทั้ง ๔ ทิศ.

592
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 593 (เล่ม 48)

บทว่า มหปฺปโภ แปลว่า รุ่งเรืองมาก. บทว่า อุทยนฺโต
แปลว่า ขึ้นไปอยู่. บทว่า ภาณุมา แปลว่า พระอาทิตย์.
บทว่า สเกหิ ปาณิหิ ประกอบความว่า ข้าพเจ้าประสบบุญซึ่ง
เป็นสาระของกาย เมื่อกระทำกิจนั้น ๆ ได้สร้างวิหารถวายพระศาสดาด้วย
มือของตน. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สเกหิ ปาณิหิ ได้แก่ ด้วยอำนาจ
บูชาของหอม ดอกไม้ ปัจจัยและเครื่องลูบไล้ ในเมืองอันธกวินทะนั้น.
เหมือนอย่างไร. ในข้อนี้พึงทราบการประกอบความอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้า
ได้ถวาย คือบูชาและมอบถวายวิหารที่สร้างแล้ว แด่พระศาสดา ด้วยใจ
เลื่อมใส.
บทว่า เตน ได้แก่ ด้วยบุญกรรมตามที่กล่าวแล้วนั้นเป็นเหตุ.
บทว่า มยฺหํ แปลว่า อันข้าพเจ้า. บทว่า อิทํ ได้แก่ ผลบุญนี้
หรืออธิปไตยความเป็นใหญ่อันเป็นทิพย์นี้. เพราะเหตุนั้น เทพบุตรนั้น
จึงกล่าวว่า วสํ วตฺเตมิ ดังนี้.
บทว่า นนฺทเน ได้แก่ ในเทวโลกนี้ อันเป็นสถานที่เกิดขึ้น
แห่งฤทธิ์ความสำเร็จ อันเป็นทิพย์ ซึ่งเป็นที่เพลิดเพลิน แม้ในที่นั้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ในสวนนันทนวันอันรื่นรมย์ ประกอบความว่า
ข้าพเจ้ายินดีในนันทนวันนี้ ซึ่งเป็นที่รื่นรมย์อย่างนี้. คำที่เหลือมีนัย
ดังกล่าวแล้วนั่นแล.
เมื่อเทวดาเล่าแจ้งถึงบุญกรรมของตนอย่างนี้แล้ว พระเถระได้
แสดงธรรมแก่เทพบุตรนั้นพร้อมทั้งบริวาร แล้วกราบทูลความนั้นถวาย
พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุป-

593
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 594 (เล่ม 48)

ปัตติเหตุเกิดเรื่อง ทรงแสดงธรรมโปรดบริษัทที่ประชุมกันอยู่ เทศนา
นั้นได้เกิดประโยชน์แก่มหา ชน ดังนี้แล.
จบอรรถกถาสุวรรณวิมาน
๕. อัมพวิมาน
ว่าด้วยอัมพวิมาน
พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า
[๗๙] วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์
โดยรอบ มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ ล้วนเสาแก้วไพฑูรย์
ปลาด้วยเครื่องปูลาดที่งดงามโอฬาร ท่านนั่งและ
ดื่มกินในวิมานนั้น และพิณทิพย์ก็บรรลงไพเราะ
มีกามคุณห้ามีรสเป็นทิพย์ และอัปสรเทพนารีที่แต่ง
องค์ด้วยทองฟ้อนรำอยู่ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมี
วรรณะเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่
ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน.
ฯ ล ฯ
เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่าง
นี้ และรัศมีของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว
ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า

594
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 595 (เล่ม 48)

เมื่อพระอาทิตย์กำลังแผดแสงในเดือนท้ายฤดูร้อน
ข้าพเจ้าเป็นคนรับจ้างทำงานของผู้อื่น กำลังรดน้ำสวน
มะม่วงอยู่ ในขณะนั้น ภิกษุที่ปรากฏชื่อว่า สารีบุตร
ลำบากกาย ไม่ลำบากใจ ได้เดินไปทางสวนมะม่วงนั้น
ข้าพเจ้ากำลังรดน้ำต้นมะม่วง ได้เห็นท่านกำลังเดิน
มาจึงได้กล่าวว่า ขอโอกาสเถิดเจ้าข้า กระผมขอให้
ท่านสรงน้ำ ซึ่งจะนำสุขใจมาให้ ท่านพระสารีบุตร
วางบาตรจีวรไว้ เหลือจีวรผืนเดียวนั่งที่ร่มเงาโคนต้น
ไม้ เพื่ออนุเคราะห์แก่ข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าเป็นคน
มีใจเลื่อมใส เอาน้ำใสมาให้ท่าน ซึ่งมีจีวรผืนเดียว
นั่งที่ร่มเงาโคนต้นไม้สรงน้ำ มะม่วงเราก็รดน้ำแล้ว
สมณะเราก็ให้ท่านสรงนำแล้ว เราขวนขวายบุญแล้ว
มิใช่น้อย บุรุษนั้นมีปีติซาบซ่านไปทั่วกายของตน ด้วย
ประการฉะนี้ ข้าพเจ้าได้ทำกรรมมีประมาณเท่านี้นั้น
เองในชาตินั้น ละร่างมนุษย์แล้วเข้าถึงนันทนวัน
ข้าพเจ้ามีเหล่าเทพอัปสรฟ้อนรำขับร้องห้อมล้อม
รื่นรมย์อยู่ในอุทยานนันทนวันอันน่ารื่นรมย์ ประกอบ
ไปด้วยฝูงสกุณชาตินานาชนิด.
จบอัมพวิมานที่ ๕

595
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 596 (เล่ม 48)

อรรถกถาอัมพวิมาน
อัมพวิมาน มีคาถาว่า อุจฺจมิทํ มณิถูณํ เป็นต้น. อัมพวิมาน
นั้นเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กรุงราชคฤห์
สมัยนั้น ในกรุงราชคฤห์มีบุรุษเข็ญใจคนหนึ่ง รับจ้างเฝ้าสวนมะม่วงของ
คนอื่นแลกภัตตาหาร วันหนึ่ง เขาเห็นท่านพระสารีบุตรมีเหงื่อท่วมตัว
กำลังเดินไปตามทางใกล้ ๆ สวนมะม่วงนั้น ในภูมิประเทศที่ร้อนด้วย
แสงแดด ระอุด้วยทรายร้อน มีข่ายพยับแดดเป็นตัวยิบ ๆ แผ่ไปใน
ฤดูร้อน เกิดความเคารพนับถือมาก เข้าไปหาแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านเจ้าข้า
ฤดูร้อนนี้ร้อนมาก ปรากฏเหมือนร่างกายลำบากเหลือเกิน ขอโอกาสเถิด
เจ้าข้า ขอพระผู้เป็นเจ้าโปรดไปยังสวนมะม่วงนี้ พักเสียสักครู่หนึ่ง หาย
เหนื่อยในการเดินทางแล้วค่อยไป โปรดอนุเคราะห์เถิด. พระเถระ
ประสงค์จะเพิ่มพูนจิตเลื่อมใสของเขาเป็นพิเศษ จึงเข้าไปยังสวนนั้น นั่ง
ที่โคนมะม่วงต้นหนึ่ง.
บุรุษนั้นกล่าวอีกว่า ท่านเจ้าข้า ถ้าท่านต้องการจะสรงน้ำ กระผม
จักตักน้ำจากบ่อนี้ให้ท่านสรง และจักถวายน่าดื่มด้วย. พระเถระรับ
นิมนต์ด้วยดุษณีภาพ. เขาตักน้ำจากบ่อเอากรองแล้วให้พระเถระสรง และ
ครั้นให้สรงแล้ว เขาล้างมือเท้าแล้วน้อมน้ำดื่มเข้าถวายแด่พระเถระผู้นั่งอยู่
พระเถระดื่มน้ำดื่มแล้ว ระงับความกระวนกระวายได้แล้วกล่าวอนุโมทนา
ในการถวายน้ำและให้สรงน้ำแก่บุรุษนั้นแล้วหลีกไป. ต่อมา บุรุษนั้นได้
เสวยปีติโสมนัสอย่างโอฬารว่า เราได้ระงับความเร่าร้อนของพระสารี-
บุตรเถระผู้เร่าร้อนยิ่งเพราะฤดูร้อน เราได้ขวนขวายบุญมากหนอ. ภาย

596
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 597 (เล่ม 48)

หลังเขาทำกาลกิริยาตายไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท่านพระมหาโมค-
คัลลานะเข้าไปหาเขา ถามถึงบุญที่เขากระทำด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบ
มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ ล้วนเสาแก้วไพฑูรย์ ปูลาดด้วย
เครื่องปูลาดที่งดงาม ท่านนั่งและดื่มกินในวิมานนั้น
พิณทิพย์ก็บรรเลงไพเราะ ในวิมานนี้มีกามคุณห้ามีรส
อันเป็นทิพย์ และอัปสรเทพนารีที่แต่งองค์ด้วยทอง
ฟ้อนรำอยู่ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้
เพราะบุญอะไร ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะ
ทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน.
ฯ ล ฯ
เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่าง
นี้ และรัศมีของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพบุตรนั้นถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ดีใจ
ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
เมื่อพระอาทิตย์กำลังแผดแสงในเดือนท้ายฤดู-
ร้อน ข้าพเจ้าเป็นคนรับจ้างทำงานของผู้อื่น กำลัง
รดน้ำสวนมะม่วงอยู่ ในขณะนั้น ภิกษุที่ปรากฏชื่อว่า
สารีบุตร ลำบากกาย ไม่ลำบากใจ ได้เดินไปทาง
สวนมะม่วงนั้น ข้าพเจ้ากำลังรดน้ำต้นมะม่วง ได้
เห็นท่านกำลังเดินมา จึงกล่าวว่า ขอโอกาสเถิด

597
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 598 (เล่ม 48)

เจ้าข้า กระผมขอให้ท่านสรงน้ำ ซึ่งจะนำสุขใจมา
ให้ ท่านพระสารีบุตรวางบาตรจีวรไว้ เหลือจีวร
ผืนเดียวนั่งที่ร่มเงาโคนต้นไม้ เพื่ออนุเคราะห์แก่
ข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าเป็นคนมีใจเลื่อมใส เอาน้ำใส
มาให้ท่าน ซึ่งมีจีวรผืนเดียวนั่งที่ร่มเงาโคนต้นไม้
สรงน้ำ มะม่วงเราก็รดน้ำแล้ว สมณะเราก็ให้ท่าน
สรงน้ำแล้ว เราขวนขวายบุญแล้วมิใช่น้อย บุรุษนั้น
มีปีติซาบซ่านไปทั่วกายของตน ด้วยประการฉะนี้
ข้าพเจ้าได้ทำกรรมมีประมาณเท่านี้นั่นเอง ในชาติ
นั้น ละร่างมนุษย์แล้วเข้าถึงนันทนวัน ข้าพเจ้า
มีเหล่าเทพอัปสรฟ้อนรำขับร้องห้อมล้อมรื่นรมย์อยู่
ในอุทยานนันทนวันอันน่ารื่นรมย์ ประกอบไปด้วย
ฝูงสกุณชาตินานาชนิด.
เทพบุตรแม้นั้น ได้พยากรณ์แก่พระโมคคัลลานเถระนั้น ด้วย
คาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คิมฺหานํ ปจฺฉิเม มาเส ได้แก่
ในอาสาฬหมาส (เดือน ๘ ). บทว่า ปตปนฺเต ได้แก่ ส่องแสงจ้า.
อธิบายว่า ปล่อยออกซึ่งความร้อนโดยประการทั้งปวง. บทว่า ทิวงฺกเร
ได้แก่ พระอาทิตย์. อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะก็อย่างนี้แหละ. บทว่า อสิญฺจติ
ได้แก่ รดน้ำ อ อักษรเป็นเพียงนิบาต, ความว่า รดน้ำ คือ ทำการ
รดน้ำเป็นประจำ ที่โคนต้นมะม่วงทั้งหลาย ปาฐะว่า อสิญฺจถ ก็มี

598
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 599 (เล่ม 48)

ความว่า รดแล้ว. บางท่านกล่าวว่า อสิญฺจหํ ก็มี ความว่า ข้าพเจ้า
เป็นบุรุษรับจ้างของคนอื่น ได้รดน้ำสวนมะม่วงในคราวนั้น.
บทว่า เตน ความว่า ได้ไป คือ ได้เดินไปทางทิศาภาคที่สวน
มะม่วงตั้งอยู่ (เดินไปทางสวนมะม่วง). บทว่า อกิลนฺโต ว เจตสา
ประกอบความว่า พระเถระแม้ไม่ลำบากใจ เพราะละทุกข์ใจได้แล้วด้วย
มรรคนั่นเอง แต่ก็เป็นผู้ลำบากกาย ได้เดินไปตามทางนั้น.
ประกอบความว่า คราวนั้น ข้าพเจ้ากำลังรดน้ำต้นมะม่วง ได้
กล่าวแล้ว. อธิบายว่า มีจีวร [ สบง ] ผืนเดียว ต้องการจะสรงน้ำ.
บทว่า อิติ ความว่า บุรุษนั้นมีปีติที่เป็นไปโดยอาการนี้อย่างนี้
คือว่า มะม่วงเราก็รดน้ำแล้ว สมณะเราก็ให้สรงน้ำแล้ว บุญมิใช่น้อย
เราก็ขวนขวายแล้ว ด้วยประโยคพยายามอย่างเดียวเท่านั้น ก็ให้สำเร็จ
ประโยชน์ได้ถึง ๓ อย่าง ดังนี้ ซาบซ่านไปทั่วกายของตน ประกอบ
ความว่า ทำให้มีปีติถูกต้องติดต่อกัน. และบทนี้เป็นคำปัจจุบันกาล ใช้
ในข้อความที่เป็นอดีตกาล อธิบายว่า ซาบซ่านแผ่ไปแล้ว.
บทว่า ตเทว เอตฺตกํ กมฺมํ ความว่า ข้าพเจ้าได้ทำกรรมมี
ประมาณเท่านี้นั้น คือ เพียงถวายน้ำดื่มอย่างนั้น. อธิบายว่า ในชาตินั้น
ข้าพเจ้ามิได้ระลึกถึงเรื่องอื่น. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบอรรถกถาอัมพวิมาน

599
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 600 (เล่ม 48)

๖. โคปาลวิมาน
ว่าด้วยโคปาลวิมาน
พระมหาโมคัลลานเถระถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า
[๘๐] ภิกษุเห็นเทพบุตรผู้สวมเครื่องประดับ
มือ ผู้มียศ ในวิมานสูง ซึ่งตั้งอยู่สิ้นกาลนาน
รุ่งโรจน์อยู่ในทิพยวิมาน ดุจพระจันทร์ จึงไต่ถาม
ว่า ท่านเป็นผู้ประดับองค์ทรงมาลัย มีพัสตราภรณ์
สวย มีกุณฑลงาม แต่งผมและหนวดแล้ว สวม
เครื่องประดับมือ มียศ รุ่งโรจน์อยู่ในทิพยวิมาน
เหมือนพระจันทร์ พิณทิพย์ทั้งหลายก็บรรเลงไพเราะ
เหล่าเทพอัปสรชั้นไตรทศ จำนวน ๖๔,๐๐๐ ล้วน
แต่คนดี ผู้ชำนาญศิลป์ พากันฟ้อนรำขับร้อง ทำ
ความบันเทิงอยู่ ท่านบรรลุเทพฤทธิ์ มีอานุภาพมาก
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะ
บุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ
รัศมีของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว
ครั้นแล้วก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก ข้าพเจ้า
ได้รับจ้างเลี้ยงแม่โคของคนเหล่าอื่น ต่อมามีสมณะ
มาหาข้าพเจ้า โคทั้งหลายได้ไปกินถั่วราชมาษ
ข้าพเจ้าต้องกระทำกิจสองอย่างในวันนี้ ท่านเจ้าข้า

600
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 601 (เล่ม 48)

ครั้งนั้นข้าพเจ้าได้คิดอย่างนั้น ภายหลังกลับได้
สัญญาความสำคัญโดยแยบคาย จึงวางห่อขนมสด
ลงในมือพระเถระ พร้อมกับกล่าวว่า ข้าพเจ้าถวาย
เจ้าข้า ข้าพเจ้าได้รีบรุดไปไร่ถั่ว ก่อนที่ไร่ถั่วซึ่ง
เป็นทรัพย์ของเจ้าของจะลูกฝูงโคทำลาย ณ ที่นั้น
งูเห่ามีพิษมากได้กัดเท้าของข้าพเจ้าผู้กำลังเร่งรีบไป
ข้าพเจ้าลูกความทุกข์เบียดเบียนบีบคั้น และภิกษุได้
ฉันขนมสดที่ข้าพเจ้าถวายนั้นเอง เพื่ออนุเคราะห์
ให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ากระทำกาลกิริยาตายไป จุติ
จากอัตภาพนั้น บังเกิดเป็นเทวดา กุศลกรรมนั้นเอง
ข้าพเจ้ากระทำไว้ ข้าพเจ้าจึงได้เสวยผลกรรมอันเป็น
สุขด้วยตนเอง ท่านเจ้าข้า พระคุณเจ้าอนุเคราะห์
ข้าพเจ้ามากแล้ว ข้าพเจ้าขออภิวาทพระคุณเจ้าด้วย
ความเป็นผู้กตัญญู ในโลกพร้อมทั้งเทวโลกและมาร
โลก ไม่มีมุนีอื่นที่อนุเคราะห์ยิ่งกว่าพระคุณเจ้า
ท่านเจ้าข้า พระคุณเจ้าอนุเคราะห์ข้าพเจ้ามากแล้ว
ข้าพเจ้าขออภิวาทพระคุณเจ้าด้วยความเป็นผู้กตัญญู
ในโลกนี้หรือโลกอื่น ไม่มีมุนีอื่นที่อนุเคราะห์ยิ่งกว่า
พระคุณเจ้า ท่านเจ้าข้า พระคุณเจ้าอนุเคราะห์
ข้าพเจ้ามากแล้ว ข้าพเจ้าขออภิวาทพระคุณเจ้าด้วย
ความเป็นผู้กตัญญู.
จบโคปาลวิมานที่ ๖

601