พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 562 (เล่ม 48)

ก็ไปบังเกิดในวิมานทอง ๑๒ โยชน์ ในภพชั้นดาวดึงส์ ท่านพระมหา
โมคคัลลานะเที่ยวเทวจาริกไป พบเทพบุตรนั้นรุ่งโรจน์ด้วยเทวฤทธิ์ยิ่ง
ใหญ่ จึงสอบถามด้วยสองคาถานี้ว่า
วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบ
มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ โอฬาร ล้วนเสาแก้วไพฑูรย์
ปูลาดด้วยเครื่องลาดอันงามดี ท่านบรรลุเทวฤทธิ์แล้ว
มีอานุภาพมาก ฯ ล ฯ และวรรณะของท่านก็สว่าง
ไสวไปทุกทิศ.
เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกท่านพระโมคคัลลานะถาม
แล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ข้าพเจ้าพบ
ภิกษุ ที่ลำบากกาย หิวโหย จึงปรุงกับข้าวอย่างหนึ่ง
โดยถวายพร้อมกับข้าวสวยในเวลานั้น. เพราะบุญ
นั้น วรรณะของข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้ ฯ ล ฯ และ
วรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอกาหํ ภิกฺขํ ได้แก่ ข้าพเจ้าปรุง
อาหารพอเป็นกับอย่างหนึ่ง. อธิบายว่า กับข้าว อย่างหนึ่ง. บทว่า
ปฏิปาทยิสฺสํ ได้แก่ ปรุงถวาย. บทว่า สมงฺคิ ภตฺเตน แปลว่า
พร้อมกับข้าวสวย อธิบายว่า อาหารที่ได้แล้ว เมื่อเทพบุตรนั้นประกาศ
สุจริตกรรมของตนอย่างนี้แล้ว พระมหาเถระจึงแสดงธรรมแก่เทพบุตร
นั้น พร้อมกับบริวารแล้วกลับมามนุษยโลก กราบทูลเรื่องนั้นถวายแด่

562
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 563 (เล่ม 48)

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระศาสดาทรงทำเรื่องนั้นเป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิด
เรื่องแล้ว ทรงแสดงธรรมแก่มหาชนที่ประชุมกัน เทศนานั้น ก็ได้เกิด
ประโยชน์แก่มหาชนแล.
จบอรรถกถาภิกขาทายกวิมาน
๗. ยวปาลกวิมาน
ว่าด้วยยวปาลกวิมาน
พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า
[๗๑] วิมานแก้วมณีของท่านนี้ ฯ ล ฯ และ
วรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพบุตนั้น ถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว
ดีใจ ก็พยากรณ์ปัญหาของธรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ข้าพเจ้าเป็นคน
เฝ้านาข้าวเหนียว ได้เห็นภิกษุผู้ปราศจากกิเลสดุจธุลี
ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว มีความเลื่อมใส จึงได้แบ่งขนม
สดถวายท่านด้วยมือของตน ครั้นแล้วจึงบันเทิงอยู่
ในสวนนันนทวัน เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีวรรณะ
เช่นนี้ ฯ ล ฯ และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสว
ไปทุกทิศ.
จบยวปาลกวิมาน

563
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 564 (เล่ม 48)

อรรถกถายวปาลกวิมาน
ยวปาลกวิมาน มีคาถาว่า อุจฺจมิทํ มณิถูณํ วิมานํ เป็นต้น.
ยวปาลกวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์
เด็กเข็ญใจคนหนึ่ง เฝ้านาข้าวเหนียว. วันหนึ่ง เขาได้ขนมสดอย่างหนึ่ง
สำหรับเป็นอาหารมื้อเช้า คิดว่าไปนาแล้วจึงจักกิน ถือนมสดนั้นเดินไป
นาข้าวเหนียว นั่งลงใกล้โคนไม้ ขณะนั้น พระเถระขีณาสพรูปหนึ่งเดิน
ทางมาถึงที่นั้นในเวลากระชั้นชิด เข้าไปยังโคนไม้ที่เด็กเฝ้านาข้าวเหนียว
นั่งอยู่. เด็กเฝ้านาข้าวเหนียวดูเวลาแล้วถามว่า ท่านได้อาหารแล้วหรือ
ขอรับ พระเถระก็นิ่ง เขารู้ว่า ท่านยังไม่ได้ฉัน จึงกล่าวว่า ท่านขอรับ
ใกล้เวลาแล้ว ท่านไปเที่ยวบิณฑบาตฉันไม่ได้แล้วละ โปรดฉันขนมสดนี้
อนุเคราะห์กระผมเถิด แล้วถวายขนมสดนั้นแก่พระเถระ. พระเถระเมื่อ
จะอนุเคราะห์เด็กนั้น ก็ฉันขนมสดนั้น ทั้งที่เขาเห็นอยู่ อนุโมทนาแล้ว
ก็กลับไป. แม้เด็กนั้นก็มีจิตเลื่อมใสว่า เราเมื่อถวายขนมสดเป็นทานแก่
ภิกษุเช่นนี้ ชื่อว่าถวายดีแล้วหนอ ต่อมา เขาก็ตายไปบังเกิดในวิมาน
ภพดาวดึงส์ โดยนัยที่กล่าวมาแล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะจึงสอบถาม
เทพบุตรนั้น ด้วยคาถาหลายคาถาว่า
วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบ
มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ โอฬาร มีเสาแก้วไพฑูรย์
ลาดด้วยเครื่องลาดอันงามดี.

564
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 565 (เล่ม 48)

ท่านนั่งดื่มและกินอยู่ในวิมานนั้น พิณทิพย์
บรรเลงไพเราะ และเหล่าเทพกัญญาชั้นไตรทศ
จำนวน ๖๔,๐๐๐ นาง ก็เป็นผู้ดี ล้วนชำนาญศิลป์
ฟ้อนรำขับร้อง ทำความบันเทิงอย่างโอฬาร.
ท่านบรรลุเทวฤทธิ์แล้วมีอานุภาพมาก ครั้ง
เกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญ
อะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะ
ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
แม้เทพบุตรนั้น ก็พยากรณ์แก่ท่านด้วยคาถาหลายคาถาว่า
เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกท่านพระโมคคัลลานะถาม
แล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ข้าพเจ้าได้
เป็นคนเฝ้านาข้าวเหนียว ได้เห็นพระภิกษุผู้ปราศจาก
กิเลสดุจธุลี ผ่องใสไม่มัวหมอง ก็เลื่อมใส ได้แบ่ง
ขนมถวายแก่ท่านด้วยมือตนเอง ครั้นถวายขนมส่วน
หนึ่งแล้ว ก็บันเทิงอยู่ในนันทนวัน.
เพราะบุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้
เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ข้าพเจ้า และโภคะ
ทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ข้าพเจ้า.
ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ข้าพเจ้าขอ

565
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 566 (เล่ม 48)

บอกท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้าได้ทำบุญใดไว้
เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้
และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
แม้ในคาถาเหล่านั้น ที่ไม่เคยกล่าวไว้ไม่มี คือกล่าวไว้แล้วทั้งนั้น.
จบอรรถกถายวปาลกวิมาน
๘. ปฐมกุณฑลีวิมาน
ว่าด้วยกุณฑลีวิมานที่ ๑
พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า
[๗๒] ท่านแต่งองค์ ทรงมาลัย ทรงพัสตรา-
ภรณ์สวย ใส่ตุ้มหูอันงาม แต่งผมและหนวดเรียบร้อย
สวมอาภรณ์ประดับมือ เรืองยศ อยู่ในวิมานทิพย์ ดุจ
พระจันทร์ อนึ่ง พิณทิพย์ก็บรรเลงไพเราะ เทพอัปสร
ชั้นไตรทศจำนวน ๖๔,๐๐๐ ก็เป็นผู้ดี ล้วนชำนาญ
ศิลป์ พากันมาฟ้อนรำขับร้องทำให้บันเทิงใจ ท่าน
บรรลุเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก ครั้งเกิดเป็นมนุษย์
ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมี
อานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของท่านจึงสว่าง
ไสวไปทุกทิศ.
เทพบุตรนั้น ถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว

566
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 567 (เล่ม 48)

ดีใจ พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ ข้าพเจ้าได้
เห็นสมณะทั้งหลายผู้มีศีล มีวิชชาและจรณะพรั่ง-
พร้อม มียศ เป็นพหูสูต บรรลุธรรมที่สิ้นตัณหา มี
จิตเลื่อมใส เมื่อบริจาคข้าวและน้ำ ได้ถวายทาน
อย่างไพบูล โดยความเคารพ เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้า
จึงมีวรรณะเช่นนี้ ฯ ล ฯ และวรรณะของข้าพเจ้าจึง
สว่างไสวไปทุกทิศ.
จบปฐมกุณฑลีวิมาน
อรรถกถาปฐมกุณฑลีวิมาน
ปฐมกุณฑลีวิมาน มีคาถาว่า อลงฺกโต มาลฺยธโร สุวตฺโถ
เป็นต้น. ปฐมกุณฑลีวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร กรุงสาวัตถี.
สมัยนั้น ท่านพระอัครสาวกทั้งสองพร้อมด้วยบริวาร เที่ยวจาริกไปใน
แคว้นกาสี เวลาพระอาทิตย์ตก ก็ถึงวิหารแห่งหนึ่ง. อุบาสกผู้หนึ่งใน
โคจรคาม [ หมู่บ้านที่พระเที่ยวบิณฑบาต ] ของวิหารนั้นได้ยินเรื่องนั้น
แล้ว ก็ไปหาพระเถระไหว้แล้ว น้อมน้ำล้างเท้า น้ำมันทาเท้า เตียงตั่ง
เครื่องปูลาด และเครื่องประทีป นิมนต์ฉันวันพรุ่งนี้ รุ่งขึ้นก็ถวาย
มหาทาน พระเถระทำอนุโมทนาแก่อุบาสกนั้นแล้วก็จาริกต่อไป ต่อมา

567
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 568 (เล่ม 48)

อุบาสกนั้นก็ตายไปบังเกิดในวิมานทอง ๑๒ โยชน์ ภพดาวดึงส์ ท่าน
พระมหาโมคคัลลานะจึงสอบถามเทพบุตรนั้น ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
ท่านแต่งองค์ ทรงมาลัย มีพัสตราภรณ์สวย
ใส่ตุ้มหูงาม แต่งผมและหนวดเรียบร้อย สวมอาภรณ์
ประดับมือ มียศ [ เกียรติและบริวาร ] อยู่ในวิมาน
ทิพย์ เหมือนพระจันทร์ พิณทิพย์ก็บรรเลงเพราะ
และเหล่าเทพกัญญาชั้นไตรทศจำนวน ๖๔,๐๐๐ ก็
เป็นผู้ดี ล้วนชำนาญศิลป์ พากันมาฟ้อนรำขับร้อง
ทำความบันเทิงอย่างโอฬาร.
ท่านบรรลุเทวฤทธิ์แล้วมีอานุภาพมาก ครั้งเกิด
เป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร
ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของท่าน
จึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกท่านพระโมคคัลลานะถาม
แล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ข้าพเจ้าเห็น
สมณะทั้งหลายมีศีล มีวิชชาและจรณะพรักพร้อม
มียศ เป็นพหูสูต เข้าถึงธรรมที่สิ้นตัณหา ก็มีจิต
เลื่อมใส เมื่อบริจาคข้าวน้ำ จึงได้ถวายทายอย่าง
ไพบูลย์ โดยเคารพ เพราะบุญนั้น วรรณะของ

568
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 569 (เล่ม 48)

ข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่
ข้าพเจ้า และโภคะทุกอย่างที่น่ารัก ฯ ล ฯ เพราะ
บุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ
วรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุกุณฺฑลี ได้แก่ มีหูประดับด้วย
ตุ้มหูคู่งาม ปาฐะว่า สกุณฺฑลี ก็มี ตุ้มหูเช่นนั้น ชื่อว่า สกุณฑละ ตุ้มหู
เช่นนั้นมีอยู่แก่เทพบุตรนั้น เหตุนั้น เทพบุตรนั้น จึงชื่อ สกุณฺฑลี
ผู้มีตุ้มหู อธิบายว่า ผู้มีตุ้มหูที่เหมาะ มีตุ้มหูที่สมกันและกันแก่ท่าน.
บทว่า กปฺปิตเกสมสฺสุ ได้แก่ แต่งผมและหนวดเรียบร้อย. บทว่า
อามุตฺตหตฺถาภรโณ ได้แก่ สวมเครื่องประดับมือ มีนิ้วมือเป็นต้น.
บทว่า ตณฺหกฺขยูปปนฺโน ได้แก่ เข้าถึงธรรมที่สิ้นตัณหา ได้แก่
พระอรหัต หรือนิพพานนั่นเอง อธิบายว่า บรรลุธรรมที่คายกิเลส.
คำที่เหลือ มีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น.
จบอรรถกถาปฐมกุณฑลีวิมาน
๙. ทุติยกุณฑลีวิมาน
ว่าด้วยกุณฑลีวิมานที่ ๒
พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า
[๗๓] ท่านแต่งองค์ทรงมาลัย มีพัสตราภรณ์
สวย ฯ ล ฯ ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ
วรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.

569
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 570 (เล่ม 48)

เทพบุตรนั้น ถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว
ดีใจ ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ ข้าพเจ้าได้
เห็นสมณะล้วนแต่ดี ฯ ลฯ ข้าพเจ้าจึงมีวรรณะเช่นนี้
เพราะบุญนั้น ฯ ล ฯ และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่าง
ไสวไปทุกทิศ.
จบทุติยกุณฑลีวิมาน
อรรถกถาทุติยกุณฑลีวิมาน
ทุติยกุณฑลีวิมาน มีคาถาว่า อลงฺกโต มาลฺยธโร สุวตฺโถ
เป็นต้น. ทุติยกุณฑลีวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร กรุงสาวัตถี.
สมัยนั้น ท่านพระอัครสาวกทั้งสอง เที่ยวจาริกไปในแคว้นกาสี. คำดัง
ว่ามาเป็นต้นทั้งหมด ก็เช่นเดียวกับวิมานก่อนนั่นแหละ.
ท่านพระมหาโมคคัลลานะถามว่า
ท่านแต่งองค์ ทรงมาลัย ทรงพัสตราภรณ์อัน
สวย ตุ้มหูงาม แต่งผมและหนวดเรียบร้อย สวม
เครื่องประดับมือ มียศ อยู่ในวิมานทิพย์เหมือน
พระจันทร์.

570
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 571 (เล่ม 48)

พิณทิพย์บรรเลงไพเราะ และเหล่าเทพกัญญา
ชั้นไตรทศจำนวน ๖๔,๐๐๐ ก็เป็นผู้ดี ล้วนชำนาญ
ศิลป์ พากันมาฟ้อนรำขับร้อง ทำความบันเทิงอย่าง
โอฬาร ท่านบรรลุเทวฤทธิ์แล้วมีอานุภาพมาก ฯ ล ฯ
และวรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถาม
แล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ข้าพเจ้าเห็น
สมณะทั้งหลาย ล้วนแต่ดี มีวิชชาและจรณะพรัก-
พร้อม มียศ เป็นพหูสูต มีศีลผ่องใส มีจิตเลื่อมใส
เมื่อบริจาคข้าวน้ำได้ถวายทานอย่างไพบูล โดยเคารพ.
เพราะบุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้
เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ข้าพเจ้า และโภคะ
ทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ข้าพเจ้า ฯ ล ฯ เพราะบุญ
นั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะ
ของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
แม้ในคาถาทั้งหลาย ก็ไม่มีคำที่ไม่เคยมี.
จบอรรถกถาทุติยกุณฑลีวิมาน

571