พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 552 (เล่ม 48)

เจ้าข้า แต่ถ้าหากพระองค์จะโปรดรอคอยชั่วเวลาสักเล็กน้อย ข้าพระบาท
ก็จะทำให้มันออกผลให้ได้ ไม่นานเลย พระเจ้าข้า. ตรัสว่า ดีสิ พนาย
ลงมือทำอย่างนั้นเลย. พนักงานเฝ้าสวนก็ไปสวน เอาดินละเอียด ที่โคน
ต้นมะม่วงออกไปแล้ว เกลี่ยดินละเอียดเช่นนั้นลงใหม่ รดน้ำลงตรงนั้น
จนต้นมะม่วงสลัดใบ ไม่นานนัก ครั้นแล้ว ก็เอาดินละเอียดนั้นออกไป
เกลี่ยดินละเอียดตามปกติ ผสมกับกากมะปรางแล้วใส่น้ำรสหวานลงไป.
ครั้งนั้น ไม่นานเลย ต้นมะม่วงทั้งหลายก็ออกช่อตามกิ่ง ตูมแล้วก็บาน.
ออกผลดิบอ่อนแล้วก็แก่. ในต้นมะม่วงเหล่านั้น ต้นหนึ่ง ก็สุกก่อน
๔ ผล มีสีแดงเรื่อดังผงชาด มีกลิ่นรสหอมหวาน.
พนักงานเฝ้าสวนนั้น ก็ถือผลมะม่วงเหล่านั้นเดินไปหมายจะถวาย
พระราชา ระหว่างทาง พบท่านพระมหาโมคคัลลานะ กำลังบิณฑบาต
คิดว่า มะม่วงเหล่านี้ เป็นผลไม้ชั้นยอด จำเราจักถวายพระผู้เป็นเจ้าเสีย
เถิด พระราชาจะทรงฆ่า หรือเนรเทศเราก็ตามที. เพราะว่า เมื่อเรา
ถวายพระราชา ก็จะพึงมีผลเล็กน้อยเพียงด่าตอบแทนในปัจจุบัน แต่เมื่อ
เราถวายพระผู้เป็นเจ้าแล้ว จักมีผลไม่มีประมาณ ทั้งปัจจุบันทั้งภายหน้า
ครั้นคิดอย่างนี้แล้ว ก็ถวายผลมะม่วงเหล่านั้นแก่พระเถระ แล้วเข้าเฝ้า
กราบทูลเรื่องนั้นถวายแด่พระราชา. พระราชาทรงสั่งราชบุรุษว่า พนาย
พวกเจ้าจงสอบสวน อย่างที่บุรุษผู้นี้กล่าวก่อน. ส่วนพระเถระ นำผล
มะม่วงเหล่านั้น น้อมถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. ในผลมะม่วงเหล่านั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทานแก่ท่านพระสารีบุตรผล ๑ ท่านพระมหาโมค-
คัลลานะผล ๑ ท่านพระมหากัสสปะผล ๑ เสวยเองผล ๑ พวกราชบุรุษ
จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระราชา

552
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 553 (เล่ม 48)

พระราชาทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ทรงปลื้มพระทัยว่า บุรุษผู้นี้เป็น
บัณฑิต ที่ยอมสละชีวิตคนขวนขวายแต่บุญ และได้สร้างฐานความลำบาก
ใจให้แก่ตนเอง แล้วพระราชทานบ้านส่วยตำบล ๑ และผ้าผ่อนเครื่อง
ประดับเป็นต้นแก่เขาแล้วตรัสว่า พนาย เจ้าขวนขวายบุญ ด้วยการถวาย
ผลมะม่วงเป็นทาน เจ้าจงให้ส่วนบุญจากทานนั้นแก่เราบ้างสิ. เขากราบ
ทูลว่า ข้าแต่เทวะ ข้าพระบาท ขอถวาย โปรดทรงรับส่วนบุญ ตาม
สมควรเถิด พระเจ้าข้า. ต่อมาพนักงานเฝ้าสวน ก็ตายไปเกิดในเหล่า
เทพชั้นดาวดึงส์ วิมานทอง ๑๖ โยชน์ ประดับด้วยห้องรโหฐาน ๗๐๐
ก็บังเกิดแก่เขา. ท่านพระมหาโมคคัลลานะพบเทพบุตรนั้นแล้วถามว่า
วิมานเสาแก้วมณีนี้สูงขนาด ๑๖* โยชน์ โดย
รอบ มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ โอฬาร ล้วนเสาแก้ว
ไพฑูรย์ ปูลาดด้วยเครื่องลาดอันสวยงาม ท่านนั่ง
ดื่ม และกิน อยู่ในวิมานนั้น พิณทิพย์บรรเลงไพเราะ
เหล่าเทพกัญญา ชั้นไตรทศ ๖๔,๐๐๐ ล้วนแต่ดี ผู้
ชำนาญศิลป์ พากันฟ้อนรำขับร้อง ทำความบันเทิง
อย่างโอฬาร. ท่านบรรลุเทวฤทธิ์ แล้วมีอานุภาพ
มาก ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้
เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้
และวรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกท่านพระโมคคัลลานะ
* พระสูตร ๑๒ โยชน์.

553
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 554 (เล่ม 48)

ถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
บุคคลผู้มีใจเลื่อมใส ในท่านผู้ปฏิบัติตรง เมื่อ
ถวายทานก็เป็นผู้ถวายผลไม้ ย่อมได้ผลอันไพบูลย์.
แต่จริงผู้ถวายผลไม้นั้น ถึงสวรรค์แล้ว ก็บันเทิงใน
สวรรค์ชั้นไตรทิพย์ และเสวยผลบุญอันไพบูลย์.
ข้าแต่ท่านมหามุนี ข้าพเจ้าก็อย่างนั้นเหมือน
กัน ได้ถวายผลมะม่วง ๔ ผล.
เพราะฉะนั้น มนุษย์ผู้ต้องการสุข หรือ
ปรารถนาสุขทิพย์ หรือปรารถนาความสวยงามของ
มนุษย์ ก็ควรถวายผลไม้เป็นนิตย์ทีเดียว.
เพราะบุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้
เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ข้าพเจ้า และโภคะ
ทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ข้าพเจ้า.
ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ข้าพเจ้าขอ
บอกท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้าได้ทำบุญใด
เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพมากอย่างนี้ และ
วรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพบุตรองค์นั้น ก็พยากรณ์แก่ท่านแล้วดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อฏฺฐกฏฺฐกา ได้แก่ หมู่ ๘ คูณ ๘
รวมเป็น ๖๔ [ ๖๔,๐๐๐ ] ในห้องรโหฐาน แต่ละห้อง. บทว่า
สาธุรูปา ได้แก่ มีสภาพงามด้วยสมบัติคือรูป สมบัติคือศีลและจรรยา

554
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 555 (เล่ม 48)

และสมบัติคือสิกขา. บทว่า ทิพฺพา จ กญฺญา ได้แก่ เหล่าเทพอัปสร.
บทว่า ติทสจรา ได้แก่ ประพฤติเป็นสุข อยู่เป็นสุข ในเหล่าเทพชั้น
ไตรทศ. บทว่า อุฬารา ได้แก่มีสมบัติโอฬาร.
เทวบุตรกล่าวว่า ผลทายu หมายถึงตนเพราะถวายผลมะม่วงด้วย
ตนเอง. บทว่า ผลํ ได้แก่ ผลบุญ. บทว่า วิปุลํ ได้แก่ ได้ผลบุญมาก.
อธิบายว่า ดำรงอยู่ในมนุษยโลก. บทว่า ททํ ได้แก่ เมื่อให้ มีทาน
เป็นเหตุ. บทว่า อุชุคเตสุ แปลว่า ในท่านผู้ปฏิบัติตรง. บทว่า
สคฺคปฺปตฺโต ได้แก่ ไปสวรรค์ โดยอุบัติ และเสวยผลบุญอันไพบูลย์
ในสวรรค์ชั้นไตรทิพย์ คือ ภพดาวดึงส์อันเป็นทิพย์แม้นั้น อธิบายว่า
ถึงคนอื่นก็เหมือนข้าพเจ้า.
บทว่า ตสฺมา ได้แก่ เพราะเหตุที่ประสบสมบัติเช่นนี้ ด้วยเหตุ
เพียงถวายมะม่วง ๔ ผล. บทว่า อลเมว แปลว่า ควรโดยแท้. บทว่า
นิจฺจํ ได้แก่ ทุกเวลา. บทว่า ทิพฺพานิ ได้แก่ นับเนื่องในเทวโลก.
บทว่า มนุสฺสโสภคฺคตํ ได้แก่ ความสวยงามในหมู่มนุษย์. คำที่เหลือ
มีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น.
จบอรรถกถาผลทายกวิมาน

555
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 556 (เล่ม 48)

๔. ปฐมอุปัสสยทายกวิมาน
ว่าด้วยปฐมอุปัสสยทายกวิมาน
พระมหาโมคคัลลานเถระ ถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า
[๖๘] พระจันทร์ส่องแสงสว่าง อยู่ในนภากาศ
อันปราศจากเมฆฝนฉันใด วิมานของท่านนี้ก็ฉันนั้น
ส่องแสงสว่างอยู่ในอากาศ ท่านบรรลุเทวฤทธิ์ มี
อานุภาพมาก ครั้งเป็นมนุษย์ท่านได้ทำบุญอะไรไว้
เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ
วรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานเถระถาม
แล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
ข้าพเจ้าและภรรยา เมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก
ได้ถวายที่อยู่แก่พระอรหันต์ มีจิตเลื่อมใส เมื่อ
บริจาคข้าวและน้ำ ได้ถวายทานอันไพบูลย์เป็นอัน
มากโดยเคารพ.
เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีวรรณะเช่นนี้ ฯ ล ฯ
และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
จบปฐมอุปัสสยทายกวิมาน

556
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 557 (เล่ม 48)

อรรถกถาปฐมอุปัสสยทายกวิมาน
ปฐมอุปัสสยทายกวิมาน มีคาถาว่า จนฺโท ยถา วิคตพลาหเก นเภ
เป็นต้น. ปฐมอุปัสสยทายกวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ พระเวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์
สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง จำพรรษา ณ วัดใกล้หมู่บ้าน ออกพรรษาปวารณา
แล้ว ก็เดินทางไปกรุงราชคฤห์ เพื่อถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า
ระหว่างทางก็เข้าไปยังหมู่บ้านตำบลหนึ่ง เวลาเย็น แสวงหาที่อยู่ พบอุบาสก
ผู้หนึ่งจึงถามว่า ท่านอุบาสก หมู่บ้านนี้มีที่พอบรรพชิตอยู่ได้บ้างไหม.
อุบาสกมีจิตเลื่อมใสอยู่แล้วจึงไปบ้านพร้อมกับภริยา นิมนต์แล้วกำหนด
ที่พอพระเถระอยู่ได้ ตกแต่งอาสนะในที่นั้น วางน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า
แล้ว นิมนต์ให้เข้าไป เมื่อพระเถระกำลังล้างเท้า ก็จุดประทีป ปูเครื่อง
ลาดบนเตียงถวายและนิมนต์ฉันวันพรุ่งนี้ วันรุ่งขึ้นก็ให้พระเถระฉันและ
ถวายก้อนน้ำอ้อยงบ เพื่อใส่น้ำดื่ม เดินไปส่งพระเถระแล้วก็กลับ ต่อมา
อุบาสกนั้น ก็ตายพร้อมกับภริยา ไปบังเกิดในวิมานทอง ๑๒ โยชน์
ภพดาวดึงส์. ท่านพระมหาโมคคัลลานะ จึงสอบถามเทพบุตรนั้น ด้วย
สองคาถาว่า
ดวงจันทร์โคจรอยู่ในอากาศ ส่องแสงกระจ่าง
ในท้องฟ้า ที่ปราศจากพลาหก [ เมฆฝน ] ฉันใด
วิมานนี้ของท่าน ก็เปรียบฉันนั้น ตั้งอยู่ในอากาศ
ส่องรัศมีอยู่ ท่านบรรลุเทวฤทธิ์แล้ว มีอานุภาพมาก

557
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 558 (เล่ม 48)

ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไร เพราะบุญ
อะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะ
ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกท่านพระโมคคัลลานะถาม
แล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
ในมนุษยโลก ข้าพเจ้ากับภริยาได้ถวายที่อยู่
อาศัยแก่พระอรหันต์ มีจิตเลื่อมใสแล้ว เมื่อบริจาค
ข้าวน้ำได้ถวายทานอย่างไพบูลย์ โดยเคารพ.
เพราะบุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้
เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ข้าพเจ้า ฯ ล ฯ และ
วรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพบุตรนั้นได้พยากรณ์ด้วยสองคาถาดังนี้.
คำที่จะพึงกล่าวในคาถานั้น ก็มีนัยที่กล่าวมาแล้วในหนหลังนั้นแล.
จบอรรถกถาปฐมอุปัสสยทายกวิมาน

558
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 559 (เล่ม 48)

๕. ทุติยอุปัสสยทายกวิมาน
ว่าด้วยทุติยอุปัสสยทายกวิมาน
พระมหาโมคคัลลานนะเถระ ได้ถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า
[๖๙] พระอาทิตย์ส่องแสงสว่างอยู่ในนภากาศ
อันปราศจากเมฆฝน ฉันใด ฯ ล ฯ พวกเราคือ
ข้าพเจ้าและภรรยา เมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก ได้ถวาย
ที่อยู่แก่พระอรหันต์ มีจิตเลื่อมใส เมื่อบริจาคข้าว
และน้ำอันไพบูลย์เป็นทานโดยเคารพ.
เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีวรรณะอย่างนี้ ฯ ล ฯ
และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
จบทุติยอุปัสสยทายกวิมาน
อรรถกถาทุติยอุปัสสยทายกวิมาน
ทุติยอุปัสสยทายกวิมาน มีคาถาว่า สุริโย ยถา วิคตพลาหเก
นเภ เป็นต้น. ทุติยอุปัสสยทายกวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์
สมัยนั้น ภิกษุเป็นอันมาก จำพรรษาวัดใกล้หมู่บ้าน พากันเดินทาง
หมายกรุงราชคฤห์ เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า เวลาเย็นก็มาถึงหมู่บ้าน

559
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 560 (เล่ม 48)

ตำบลหนึ่ง. คำที่เหลือ ก็เช่นเดียวกับวิมานก่อน.
ท่านพระมหาโมคคัลลานะ สอบถามว่า
ดวงอาทิตย์โคจรไปในอากาศ ส่องแสงสว่าง
ในท้องฟ้า ที่ปราศจากพลาหก [ เมฆฝน ] ฉันใด
วิมานนี้ของท่าน ก็เปรียบฉันนั้น ฯ ล ฯ และ
วรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
วิมานนี้พึงทำให้พิสดารเหมือนวิมานก่อนในหนหลัง.
แม้ในคาถานั้น ก็กล่าวไว้แล้วทั้งนั้น.
จบอรรถกถาทุติยอุปัสสยทายกวิมาน
๖. ภิกขาทายกวิมาน
ว่าด้วยภิกขาทายกวิมาน
พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า
[๗๐] วิมานแก้วมณีของท่านนี้สูง ๑๒ โยชน์
โดยรอบ มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ มีเสาแก้วไพฑูรย์
ปูลาดด้วยเครื่องลาดอันสวยงาม ท่านบรรลุเทวฤทธิ์
มีอานุภาพมาก ฯ ล ฯ และวรรณะของข้าพเจ้าจึง
สว่างไสวไปทุกทิศ.

560
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 561 (เล่ม 48)

เทพบุตรนั้น ถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว
ดีใจ ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ข้าพเจ้าได้
เห็นภิกษุลำบากกาย หิวโหย ในกาลนั้น ข้าพเจ้า
จัดกับข้าวอย่างหนึ่ง ถวายพร้อมด้วยข้าวสวย เพราะ
บุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีวรรณะเช่นนี้ ฯ ล ฯ และ
วรรณะของข้าพเจ้าจึงว่างไสวไปทุกทิศ.
จบภิกขาทายกวิมาน
อรรถกถาภิกขาทายกวิมาน
ภิกขาทายกวิมาน มีคาถาว่า อุจฺจมิทํ มณิถูณํ วิมานํ เป็นต้น.
ภิกขาทายกวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์
สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง เดินทางไกลเข้าไปบิณฑบาตยังหมู่บ้านตำบลหนึ่ง
ยืนใกล้ประตูเรือนหลังหนึ่ง. บุรุษผู้หนึ่งในเรือนหลังนั้น ล้างมือเท้าแล้ว
นั่งลงหมายจะบริโภคโภชนะ เมื่อเขาจัดโภชนะใส่ในภาชนะ เห็นภิกษุ
นั้น ก็เกลี่ยข้าวสวยในภาชนะของตน ลงในบาตรของภิกษุนั้น แม้ภิกษุ
นั้นจะบอกว่า ให้แต่ส่วนเดียวเถิด แต่ก็เกลี่ยลงหมดเลย ภิกษุนั้น
อนุโมทนาแล้วก็กลับไป. บุรุษผู้นั้นกำลังระลึกว่า เราไม่กินแต่ถวาย
ข้าวสวยนั้นแก่ภิกษุผู้หิวจัด ก็ได้ปีติโสมนัสอันโอฬาร ต่อมา เขาตาย

561