อสงฺคมานโส ประกอบความว่า ข้าพเจ้านั้นมีจิตไม่ข้องในอะไร ๆ.
บทว่า สคฺคโส ได้แก่ ทุก ๆ สรรค์ เพราะเกิดเที่ยวไปเที่ยวมา
ในเทวบุรี คือในสุทัศนมหานคร แม้นั่นเอง. บทว่า รมามิ ได้แก่
เล่นบันเทิงใจ.
บทว่า เอเตนุปาเยน ความว่า โดยอุบายที่ข้าพเจ้าได้ถวายอส-
ทิสทานแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า กัสสปะ พร้อมด้วยหมู่พระ-
สาวก ครั้งเป็นโคปาลพราหมณ์. บทว่า อิมํ นิรคฺคฬํ ยญฺญํ ยชิตฺวา
ติวิธํ วิสุทฺธํ ความว่า บูชายัญ เพราะจาคะใหญ่ เหตุบริจาคทรัพย์นับ
ไม่ได้ คือ ถวายมหาทาน ชื่อว่า นิรัคคฬะ มีลิ่มสลักออกแล้ว เพราะ
ไม่ปิดประตูเรือนด้วย เพราะหลั่งจาคะด้วย ชื่อว่า สามอย่าง เพราะถึง
พร้อมด้วยวิธีกระทำเอง วิธีใช้ให้เขากระทำ และวิธีระลึกถึง ตามทวาร
สาม ในกาลแม้ทั้งสาม ชื่อว่า บริสุทธิ์ เพราะไม่มีสังกิเลสในทานนั้น
เลย ก็เทวบุตรถือเอาทานแม้ทำไว้นานแล้วนั้น ทำให้ปรากฏ ใกล้ชิด
ผุดขึ้นชัดแกตน ด้วยระลึกถึงในระหว่าง ๆ เพราะความที่สัมปทา คือ
เขต [ทักขิไณย ] วัตถุ [ ไทยธรรม ] และจิต [เจตนา] โอฬาร
จึงกล่าวว่า อิมํ ดังนี้.
เทวบุตรครั้นกล่าวถึงกรรมที่ตนทำไว้แล้วแก่พระเถระอย่างนี้แล้ว
บัดนี้ เมื่อประกาศความที่ตนปรารถนาจะให้ผู้อื่นตั้งอยู่ในสมบัติเช่นนั้น
บ้าง และความเลื่อมใสมากของตนมีอย่างสูงสุดในพระตถาคต จึงกล่าว
สองคาถาด้วยนัยว่า อายุญฺจ วณฺณญฺจ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า อภิกงฺขตา แปลว่า เมื่อปรารถนา เทวบุตรเรียกพระเถระว่า
มุนี ข้าแต่ท่านพระมุนี.