พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 542 (เล่ม 48)

อสงฺคมานโส ประกอบความว่า ข้าพเจ้านั้นมีจิตไม่ข้องในอะไร ๆ.
บทว่า สคฺคโส ได้แก่ ทุก ๆ สรรค์ เพราะเกิดเที่ยวไปเที่ยวมา
ในเทวบุรี คือในสุทัศนมหานคร แม้นั่นเอง. บทว่า รมามิ ได้แก่
เล่นบันเทิงใจ.
บทว่า เอเตนุปาเยน ความว่า โดยอุบายที่ข้าพเจ้าได้ถวายอส-
ทิสทานแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า กัสสปะ พร้อมด้วยหมู่พระ-
สาวก ครั้งเป็นโคปาลพราหมณ์. บทว่า อิมํ นิรคฺคฬํ ยญฺญํ ยชิตฺวา
ติวิธํ วิสุทฺธํ ความว่า บูชายัญ เพราะจาคะใหญ่ เหตุบริจาคทรัพย์นับ
ไม่ได้ คือ ถวายมหาทาน ชื่อว่า นิรัคคฬะ มีลิ่มสลักออกแล้ว เพราะ
ไม่ปิดประตูเรือนด้วย เพราะหลั่งจาคะด้วย ชื่อว่า สามอย่าง เพราะถึง
พร้อมด้วยวิธีกระทำเอง วิธีใช้ให้เขากระทำ และวิธีระลึกถึง ตามทวาร
สาม ในกาลแม้ทั้งสาม ชื่อว่า บริสุทธิ์ เพราะไม่มีสังกิเลสในทานนั้น
เลย ก็เทวบุตรถือเอาทานแม้ทำไว้นานแล้วนั้น ทำให้ปรากฏ ใกล้ชิด
ผุดขึ้นชัดแกตน ด้วยระลึกถึงในระหว่าง ๆ เพราะความที่สัมปทา คือ
เขต [ทักขิไณย ] วัตถุ [ ไทยธรรม ] และจิต [เจตนา] โอฬาร
จึงกล่าวว่า อิมํ ดังนี้.
เทวบุตรครั้นกล่าวถึงกรรมที่ตนทำไว้แล้วแก่พระเถระอย่างนี้แล้ว
บัดนี้ เมื่อประกาศความที่ตนปรารถนาจะให้ผู้อื่นตั้งอยู่ในสมบัติเช่นนั้น
บ้าง และความเลื่อมใสมากของตนมีอย่างสูงสุดในพระตถาคต จึงกล่าว
สองคาถาด้วยนัยว่า อายุญฺจ วณฺณญฺจ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า อภิกงฺขตา แปลว่า เมื่อปรารถนา เทวบุตรเรียกพระเถระว่า
มุนี ข้าแต่ท่านพระมุนี.

542
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 543 (เล่ม 48)

ด้วยบทว่า นยิมสฺมึ โลเก เทวบุตรกล่าวโลกที่ประจักษ์แก่ตน.
บทว่า ปรสฺมึ แปลว่า อื่นจากโลกนั้น. ด้วยบทนี้ ท่านแสดงโลก
พร้อมทั้งเทวโลกไว้หมด. บทว่า สโมว วิชฺชติ ความว่า คนที่
ประเสริฐสุด จงยกไว้ก่อน คนที่เสมอกันเท่านั้น ก็ไม่มี. บทว่า
อาหุเนยฺยานํ ปรมาหุตึ คโต ความว่า ชื่อว่า ผู้ที่ควรบูชาทั้งหลาย
มีประมาณเท่าใดในโลกนี้ พระพุทธเจ้าทรงถึงแล้วซึ่งการบูชาอย่างยิ่ง
คือซึ่งความเป็นผู้ควรบูชาอย่างยิ่ง ในบรรดาผู้ควรบูชาเหล่านั้นทั้งหมด
อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะว่า ทกฺขิเณยฺยานํ ปรมคฺคตํ คโต ดังนี้. บรรดา
บทเหล่านั้น บทว่า ปรมคฺคตํ แปลว่า ความเป็นผู้เลิศอย่างยิ่ง ความ
ว่า ความเป็นพระทักขิไณยบุคคลผู้เลิศ เพื่อจะแก้ปัญหาว่า สำหรับใคร
ท่านจึงกล่าวว่า สำหรับชนผู้ต้องการบุญ ผู้แสวงผลอันไพบูลย์ ความว่า
สำหรับชนผู้มีความต้องการด้วยบุญ ผู้ปรารถนาผลแห่งบุญอันไพบูลย์
อย่างใหญ่ ท่านแสดงว่า พระตถาคตเท่านั้นเป็นบุญเขตของโลก แต่
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อาหุเนยฺยานํ ปรมคฺคตํ คโต เนื้อความก็
อย่างนั้นแหละ.
พระเถระรู้ว่า เทวบุตรนั้นซึ่งกำลังกล่าวอยู่อย่างนั้นแล มีจิตสบาย
มีจิตอ่อน มีจิตปราศจากนิวรณ์ มีจิตรื่นเริง และมีจิตเลื่อมใส จึงได้
ประกาศสัจจะทั้งหลาย เวลาจบสัจจะ เทวบุตรนั้นก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล
ลำดับนั้น พระเถระกลับมามนุษยโลก ได้กราบทูลความนั้นแด่พระผู้มี-
พระภาคเจ้า ตามทำนองที่ตนและเทวบุตรกล่าวแล้วนั่นแล พระศาสดา

543
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 544 (เล่ม 48)

ทรงทำความนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่อง ทรงแสดงธรรมแก่บริษัท
ที่ประชุมกัน เทศนานั้นได้เป็นประโยชน์แก่มหาชน แล.
จบอรรถกถามหารถวิมาน
กถาพรรณนาความแห่งมหารถวรรคที่ ๕ ซึ่งประดับด้วยเรื่อง
๑๔ เรื่อง ในวิมานวัตถุแห่งอรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อ ปรมัตถทีปนี
จบแล้วด้วยประการฉะนี้.

544
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 545 (เล่ม 48)

ปายาสิกวรรคที่ ๖
๑. ปฐมอคาริยวิมาน
ว่าด้วยอคาริยวิมานที่ ๑
พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า
[๖๕] สวนจิตรลดาวันเป็นวนะประเสริฐสูงสุด
ของทวยเทพชั้นไตรทศ ส่องแสงสว่างไสว ฉันใด
วิมานของท่านนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น ส่องแสงสว่างไสว
อยู่ในอากาศ ท่านบรรลุเทวฤทธิ์มีอานุภาพมาก
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ท่านได้ทำบุญอะไรว่า เพราะ
บุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ
ส่องแสงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพบุตรนั้น ถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว
ดีใจ ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมมีผลอย่างนี้ว่า
ในมนุษยโลก ข้าพเจ้าและภรรยา อยู่ครอง
เรือน เป็นดุจอู่ข้าวอู่น้ำ มีจิตเลื่อมใส ได้บริจาค
ข้าวและน้ำอย่างไพบูลโดยเคารพ เพราะบุญนั้น
ข้าพเจ้าจึงมีวรรณะเช่นนี้ ฯ ล ฯ และวรรณะของ
ข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
จบปฐมอคาริยวิมาน

545
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 546 (เล่ม 48)

ปายาสิกวรรคที่ ๖
อรรถกถาปฐมอคาริยวิมาน
ปฐมอคาริยวิมาน มีคาถาว่า ยถา วนํ จิตฺตลตํ ปภาสติ
เป็นต้น. ปฐมอคาริยวิมานนั้น เกิดขึ้นอย่างไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์
สมัยนั้น ตระกูล [ ครอบครัว ] หนึ่ง ในกรุงราชคฤห์ เป็นผู้เลื่อมใส
ทั้งสองฝ่าย พรั่งพร้อมด้วยศีลและจรรยา เป็นดุจบ่อน้ำของภิกษุและ
ภิกษุณีทั้งหลาย ทั้งสองภริยาสามีนั้นอุทิศพระรัตนตรัย ทำบุญจนตลอด
ชีวิต จุติจากภพนั้น แล้วไปบังเกิดในเหล่าภพชั้นดาวดึงส์ เทพทั้งสอง
นั้น เสวยทิพยสมบัติในดาวดึงส์นั้น. คำว่า ครั้งนั้น ท่านพระมหา-
โมคคัลลานะ เป็นต้น พึงทราบ ตามนัยที่กล่าวมาแล้วในหนหลัง.
พระเถระถามว่า
จิตรลดาวัน อุทยานอันประเสริฐสูงสุด ของ
เหล่าเทพชั้นไตรทศ ย่อมส่องรัศมี ฉันใด วิมาน
ของท่านนี้ ก็อุปมาฉันนั้น ส่องรัศมีอยู่ในอากาศ.
ท่านบรรลุเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก ครั้งเกิด
เป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไร เพราะบุญอะไร
ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของท่าน
จึงสว่างไสวไปทุกทิศ.

546
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 547 (เล่ม 48)

เทวบุตรได้พยากรณ์สมบัติของตนว่า
เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถาม
แล้ว ก็พยากรณ์ [ตอบ] ปัญหาของกรรมที่มีผล
อย่างนี้ว่า
ในมนุษยโลก ข้าพเจ้ากับภริยา อยู่ครองเรือน
เป็นดุจบ่อน้ำ มีจิตเลื่อมใสแล้ว เมื่อบริจาคข้าวน้ำ
ได้ถวายทานอย่างไพบูล โดยเคารพ.
เพราะบุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้
เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ข้าพเจ้า และโภคะ
ทุกอย่างที่น่ารัก จึงเกิดแก่ข้าพเจ้า.
ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ข้าพเจ้าขอ
บอกท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้าได้ทำบุญใด
เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้
และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
แม้ในคาถาทั้งหลาย คำที่ไม่เคยกล่าวไว้ไม่มี คือกล่าวมาแล้ว
ทั้งนั้น.
จบอรรถกถาปฐมอคาริยวิมาน

547
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 548 (เล่ม 48)

๒. ทุติยอคาริยวิมาน
ว่าด้วยอคาริยวิมานที่ ๒
พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า
[๖๖] สวนจิตรลดาวันเป็นวนะประเสริฐสูงสุด
ของทวยเทพชั้นไตรทศ ส่องแสงสว่างไสว ฉันใด
วิมานของท่านนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น ส่องแสงสว่างไสว
อยู่ในอากาศ ท่านบรรลุเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะ
บุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ
วรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ.
เทพบุตรนั้น ถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว
ดีใจ จึงพยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
ในมนุษยโลก เรา คือ ข้าพเจ้าและภรรยา
อยู่ครองเรือน เป็นดุจบ่อข้าวบ่อน้ำ มีจิตเลื่อมใส
เมื่อบริจาคข้าวน้ำได้ถวายทานอย่างไพบูลย์ โดย
เคารพ เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีวรรณะอย่างนี้
และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
จบทุติยอคาริยวิมาน

548
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 549 (เล่ม 48)

อรรถกถาทุติยอคาริยวิมาน
ทุติยอคาริยวิมาน. มีความว่า ยถา วนํ จิตฺตลตํ เป็นต้น.
ในทุติยอคาริยวิมานนั้น อัตถุปปัตติ เหตุเกิดเรื่อง ก็เช่นเดียวกับปฐม
อคาริยวิมาน แล.
พระเถรถามว่า
จิตรลดาวัน อุทยานอันประเสริฐสูงสุด ของ
ทวยเทพชั้นไตรทศ ย่อมส่องรัศมี ฉันใด วิมานนี้
ของท่านก็อุปมาฉันนั้น ส่องรัศมีอยู่ในอากาศ.
ท่านบรรลุเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก ครั้งเกิด
เป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร
ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของท่าน
จึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทวบุตรได้พยากรณ์สมบัติของตนว่า
เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกท่านพระโมคคัลลานะ
ถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่นี้ผลอย่างนี้ว่า
ในมนุษยโลก ข้าพเจ้ากับภริยา อยู่ครองเรือน
เป็นดุจบ่อน้ำ มีจิตเลื่อมใสแล้ว เมื่อบริจาคข้าวน้ำ
ได้ถวายทานอย่างไพบูลย์โดยเคารพ.
เพราะบุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้
เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ข้าพเจ้า และโภคะ
ทุกอย่างที่น่ารัก จึงเกิดแก่ข้าพเจ้า.

549
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 550 (เล่ม 48)

เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง
อย่างนี้ และวรรณะของข้าพเจ้า จึงสว่างไสวไป
ทุกทิศ.
แม้ในคาถาทั้งหลาย ก็กล่าวมาแล้วทั้งนั้น.
จบอรรถกถาทุติยอคาริยวิหาร
๓. ผลทายกวิมาน
ว่าด้วยผลทายกวิมาน
พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า
[๖๗] วิมานแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดย
รอบ มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ มีเสาแก้วไพฑูรย์
ปูลาดด้วยเครื่องลาดอันสวยงาม ท่านนั่ง ดื่ม กิน
ในวิมานนั้น อนึ่ง พิณทิพย์บรรเลงไพเราะ เทพ-
อัปสร ชั้นไตรทศ ๖๔,๐๐๐ ชำนาญศิลป์ ล้วนแต่ผู้
พากันมาฟ้อนรำขับร้องให้บันเทิงใจ ท่านบรรลุเทว-
ฤทธิ์ มีอานุภาพมาก ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้
ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพ
รุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของท่านจึงสว่างไสวไป
ทุกทิศ.
เทพบุตรนั้น ถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว

550
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 551 (เล่ม 48)

ดีใจ ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
ผู้มีจิตเลื่อมใส เมื่อถวายก็ถวายผลมะม่วงใน
หมู่ภิกษุผู้ปฏิบัติตรง ย่อมได้ผลอันไพบูลย์ ผู้นั้นแล
ไปสู่สวรรค์บันเทิงอยู่ในสวรรค์ชั้นไตรทิพย์ เสวยผล
บุญอันไพบูลย์ ข้าแต่ท่านมหามุนี ก็อย่างนั้นเหมือน
กัน ข้าพเจ้าได้ถวายผลมะม่วง ๔ ผล.
เพราะเหตุนั้นแล มนุษย์ผู้ต้องการความสุข
ปรารถนาความสุข อันเป็นทิพย์ หรือปรารถนาความ
สวยงามของมนุษย์ ควรถวายผลไม้เป็นนิตย์ทีเดียว.
เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีวรรณะเช่นนี้ 1 ล ฯ
และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
จบผลทายกวิมาน
อรรถกถาผลทายกวิมาน
ผลทายกวิมาน มีดาถาว่า อุจฺจมิทํ มณิถูณํ เป็นต้น. ผลทายก-
วิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์
สมัยนั้น พระเจ้าพิมพิสารเกิดความอยากจะเสวยผลมะม่วง ในเวลาที่มิใช่
ฤดูมะม่วง ท้าวเธอตรัสกะพนักงานเฝ้าสวนว่า พนายเอ๋ย ข้าเกิดอยากกิน
ผลมะม่วงขึ้นมาแล้ว เพราะฉะนั้น เจ้าจงนำมะม่วงมาให้ข้าทีเถิด. เจ้า
พนักงานกราบทูลว่า ข้าแต่เทวะ ขณะนี้มะม่วงทั้งหลายยังไม่มีผล พระ-

551