พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 532 (เล่ม 48)

อเนกจิตตาวิตโต ดังนี้ก็มี เนื้อความก็อย่างนั้นนั่นแหละ แต่ทำให้ยาว
ออกไปก็เพื่อสะดวกในการผูกคาถา. บทว่า ปุถู จ เนมี จ แปลว่า
กงใหญ่ อักษร จ ตัวหนึ่งเป็นเพียงนิบาต. บทว่า สหสฺสรํสิโก แปลว่า
มีรัศมีหลายพัน บาลีว่า สหสฺสรํสิโย ก็มี แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า
นตา รํสิโย ก็มี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นตา ได้แก่ ตัวกงรถ
โค้งเหมือนคันธนูไม่มีสาย. บทว่า สหสฺสรํสิโย ได้แก่ มีเปลวรัศมี
แผ่กระจายเหมือนดวงอาทิตย์. บทว่า เตสํ ได้แก่ ตัวกงทั้งหลายมี
กระดิ่งห้อยอยู่.
บทว่า สิรสฺมึ แปลว่า ที่หัว ความว่า งอนรถ หรืองอนที่รถนั้น.
บทว่า จิตฺตํ แปลว่า วิจิตร. บทว่า มณิจนฺทกปฺปิตํ ความว่า แต่ง
เป็นดวงจันทร์แก้วมณี คือ ร้อยด้วยแก้วมณีเหมือนดวงจันทร์ ด้วยบทว่า
รุจิรํ ปภสฺสรํ นี้ ท่านแสดงว่า งอนรถนั้นเหมือนดวงจันทร์ทีเดียว. แต่
ด้วยบทว่า สทา วิสุทฺธํ นี้ แสดงว่า งอนรถนั้นวิเศษกว่าดวงจันทร์
ด้วยซ้ำไป. บทว่า สุวณฺณราชีหิ ได้แก่ ลายทองที่ทรวดทรงกลมใน
ระหว่าง ๆ. บทว่า สงฺคตํ แปลว่า ประกบ. บทว่า เวฬุริยราชีว
ความว่า งามคล้ายลายแก้วไพฑูรย์ เพราะดวงจันทร์แก้วมณีขจิตด้วย
ลายทองในระหว่าง ๆ อาจารย์บางพวกกล่าวว่า เวฬุริยราชีหิ ลายแก้ว
ไพฑูรย์ ก็มี.
บทว่า วาฬี แปลว่า มีขนหาง. ท่านกล่าวหมายเอาม้าทั้งหลาย
ที่มีขนหางสมบูรณ์ ปาฐะว่า วาชี ก็มี. บทว่า มณิจนฺทกปฺปิตา ได้แก่
แต่งแก้วมณีเป็นรูปดวงจันทร์ ในที่ที่ห้อยขนหางจามร. บทว่า อาโรห-
กมฺพู แปลว่า ทั้งสูงทั้งใหญ่เหมาะแก่ม้านั้น ความว่า ถึงพร้อมด้วย

532
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 533 (เล่ม 48)

ความสูงและความใหญ่. บทว่า สุชวา แปลว่า เร็วดี คือมีความเร็ว
เร็วมาก อธิบายว่า ไปได้สวย. บทว่า พฺรหูปมา ได้แก่ พึงกำหนด
เหมือนใหญ่ ความว่า ปรากฏเหมือนใหญ่โดยขนาดของตน. บทว่า
พฺรหา ได้แก่เจริญ คือมีอวัยวะน้อยใหญ่ทุกอย่างเติบโต. บทว่า มหนฺตา
ได้แก่ มีอานุภาพมาก มีฤทธิ์มาก. บทว่า พลิโน ได้แก่ มีกำลัง
ทั้งกำลังกายและกำลังอุตสาหะ. บทว่า มหาชวา ได้แก่ มีกำลังเร็ว.
บทว่า มโน ตวญฺญาย แปลว่า รู้ใจของท่าน. บทว่า ตเถว ได้แก่
หมายใจทีเดียว. บทว่า สึสเร แปลว่า ไป ความว่า เป็นไป ( วิ่ง ).
ด้วยบทว่า อิเม ท่านกล่าวหมายเอาม้าตามที่กล่าวแล้ว. บทว่า
สพฺเพ ได้แก่ แม้มีจำนวนถึงพัน. บทว่า สหิตา ความว่า พรักพร้อม
ในการไปด้วยความเร็วสม่ำเสมอและเดินสม่ำเสมอ อธิบายว่า ระยะเดิน
ไม่ขาดไม่เกิน ชื่อว่า จตุกฺกมา เพราะก้าวไป คือไปด้วยเท้าทั้งสี่.
บทว่า สมํ วหนฺติ ย่อมทำเนื้อความที่กล่าวด้วยบทว่า สหิตา นั่นแล
ให้ชัดขึ้น. บทว่า มุทุกา แปลว่า มีสภาพอ่อนโยน ความว่า เป็นม้า
ชั้นดี คือม้าอาชาไนย เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อนุทฺธตา ความว่า
เว้นจากความฟุ้งซ่าน คือไม่ทำควานกำเริบ [ คะนอง ]. บทว่า อาโม-
ทมานา แปลว่า ให้เบิกบาน ความว่า ทำผู้ใช้รถเป็นต้นให้รู้สึกยินดี
กะกันและกัน เพราะไม่ใช่ม้ากระจอก.
บทว่า ธุนนฺติ ความว่า สะบัดพวงขน สร้อยคอและขนหาง.
บทว่า วคฺคนติ ความว่า บางคราวก็ซอยเท้าไป. บทว่า ปวตฺตนฺติ
แปลว่า บางคราวก็เป็นไป ความว่า โดดไป อาจารย์บางพวกกล่าวว่า
ปฺลวนฺติ ก็มี เนื้อความก็อย่างนั้นแหละ. บทว่า อพฺภุทฺธุนนฺตา ความว่า

533
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 534 (เล่ม 48)

สะบัดคือสลัดเครื่องประดับม้ามีระฆังเล็ก ๆ เป็นต้น ที่ผู้ชำนาญงานทำ
ไว้ดีแล้ว คือเนรมิตไว้อย่างดี. บทว่า เตสํ ได้แก่ เครื่องประดับ
เหล่านั้น.
บทว่า รถสฺส โฆโส ได้แก่ เสียงกึกก้องของรถตามที่กล่าวแล้ว.
อ อักษร ในบทว่า อปิลนฺธนาน จ เป็นเพียงนิบาต ความว่า ของ
เครื่องประดับ คืออาภรณ์ทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวว่า บทว่า
อปิลนฺธนํ เป็นปริยายคล้ายอาภรณ์ ความว่า เสียงกึกก้องของรถ ของม้า
และของอาภรณ์ทั้งหลาย. บทว่า ขุรสฺส นาโท ได้แก่ เสียงกีบม้า
กระทบ ท่านกล่าวว่า ม้าทั้งหลายไปทางอากาศก็จริง ถึงกระนั้นก็ย่อม
ได้การกระทบในการเหยาะย่างกีบของม้าเหล่านั้น ด้วยกรรมอันเป็นเหตุ
ให้ได้เสียงกระทบของกีบที่ไพเราะ. บทว่า อภิหึสนาย จ ได้แก่ เสียงน้ำ
ลำพอง ความว่า เสียงคำรนร้องที่ม้าทั้งหลายให้เป็นไปในระหว่าง ๆ
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อภิเหสนาย เสียงม้าคะนอง. บทว่า สมิตสฺส
ความว่า เสียงของเทวดาที่บันเทิงฟังไพเราะเพราะพริ้ง เพื่อจะตอบคำถาม
ว่า เหมือนอะไร ท่านกล่าวว่า คนฺธพฺพตุริยานิ วิจิตฺตสํวเน ความว่า
เหมือนดนตรีเครื่อง ๕ ของเหล่าคนธรรพเทวบุตรในสวนจิตรลดา ก็
เสียงที่อาศัยดนตรี ท่านกล่าวว่า ตุริยานิ โดยนิสสยโวหาร. ปาฐะว่า
คนฺธพฺพตุริยานํ จ วิจิตฺตสํวเน ดังนี้ก็มี. ท่านนำนิคหิตมาประกอบ
เป็น ตุริยานญฺจ อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า คนฺธพฺพตุริยานิ วิจิตฺร-
ปวเน ดนตรีของคนธรรพ์ ในสวนจิตรลดา.
บทว่า รเถ  ิตา ตา ได้แก่ อัปสรที่ยืนอยู่บนรถเหล่านั้น. บทว่า
มิคมนฺทโลจนา ได้แก่ มีดวงตาอ่อนน่ารักเหมือนตาของลูกเนื้อทราย.

534
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 535 (เล่ม 48)

บทว่า อาฬารปมฺหา แปลว่า มีขนตาดก ความว่า มีขนตาเหมือนโค.
บทว่า หสิตา แปลว่า ร่าเริง ความว่า มีหน้าชวนให้รื่นเริง. บทว่า
ปิยํวทา แปลว่า มีวาจาน่ารัก. บทว่า เวฬุริยชาลาวตตา ได้แก่ มี
ร่างปกปิดด้วยข่ายแก้วไพฑูรย์และแก้วมณี. บทว่า ตนุจฺนิวา แปลว่า
มีผิวพรรณละเอียด. บทว่า สเทว แปลว่า ทุกเมื่อทีเดียว คือตลอดกาล
ทั้งปวงนั่นแหละ. บทว่า คนฺธพฺพสูรคฺคปูชิตา ความว่า อันเทวดา
คนธรรพ์และเทวดาผู้เลิศอื่น ๆ ได้บูชาแล้ว.
บทว่า ตา รตฺตรตฺตมฺพรปีตวาสสา ได้แก่ มีรูปน่ารักด้วย มี
ผ้าแดงและผ้าเหลืองด้วย. บทว่า อภิรตฺตโลจนา ได้แก่ มีนัยน์ตางาม
ซึ้งด้วยแนวสีแดงเป็นพิเศษ. บทว่า กุเล สุชาตา ได้แก่ เกิดดีใน
ตระกูลสินธพ คือเกิดในหมู่เทพผู้ประเสริฐ. บทว่า สุตนู แปลว่า มี
ร่างงาม. บทว่า สุจิมฺหิตา แปลว่า ยิ้มแย้มอย่างบริสุทธิ์.
บทว่า ตา กมฺพุเกยูรธรา ได้แก่ สวนกำไลแขนล้วนแล้วด้วยทอง.
บทว่า สุมชฺฌิมา แปลว่า มีเอวน่ารัก. บทว่า อูรุถนูปปนฺนา แปลว่า
มีลำขาและถันสมบูรณ์ คือมีขาเหมือนต้นกล้วยและมีถันเหมือนผอบ.
บทว่า วฏฺฏงฺคุลิโย ได้แก่ นิ้วมือกลมกลึง. บทว่า สุมุขา แปลว่า
มีหน้างาม หรือมีหน้าเบิกบาน. บทว่า สุทสฺสนา แปลว่า น่าทัศนา
[ ชม ] . บทว่า อญฺญา ได้แก่ บางเหล่า. บทว่า สุเวณี แปลว่า
มีช้องผมงาม. บทว่า สุสุ แปลว่า สาวรุ่น. บทว่า มิสฺสเกสิโย ได้แก่
มีมวยผมสอดแซมด้วยแก้วทับทิมและพวงดอกไม้เป็นต้น คืออย่างไร
คือที่จัดไว้เรียบร้อยและมีประกายพรายพราว.
ประกอบความว่า มีผมสอดแซมด้วยเกลียวผม โดยจัดเป็นแบบ

535
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 536 (เล่ม 48)

ต่าง ๆ เท่า ๆ กัน เหมือน ๆ กัน ประดับด้วยใยไม้ทองเป็นต้น
มีประกายพรายพราวดังดอกอินทนิลและแก้วมณีเป็นต้น. บทว่า อนุพฺ-
พตา ได้แก่ มีกิริยาอนุกูล. บทว่า ตา ได้แก่ เหล่าอัปสร.
บทว่า จนฺทนสารวาสิตา ได้แก่ ไล้ทา คือลูบไล้ ด้วยจันทน์ทิพย์
ที่นำมาจากแก่นจันทน์ ด้วยบทว่า กณฺเฐสุ เป็นต้น ท่านแสดงถึง
เครื่องประดับสำหรับคอ สำหรับมือ สำหรับเท้า และสำหรับศีรษะเป็นต้น.
บทว่า โอภาสนนฺติ ประกอบความว่า ย่อมสว่างไสวไปด้วยเครื่องประดับ
ที่คอทั้งหลายเหล่านั้น แม้ในบทที่เหลือก็อย่างนี้. บทว่า อพฺภุทฺทยํ
แปลว่า กำลังอุทัยขึ้นไป. ปาฐะว่า อพฺภุทฺทสํ ก็มี เนื้อความก็เหมือน
กันอย่างนั้นแหละ. บทว่า สารทิโก แปลว่า ในสรทกาล. บทว่า
ภาณุมา แปลว่า พระอาทิตย์ ความจริง พระอาทิตย์นั้น ย่อมสว่าง
ด้วยดีตลอดทั้งสิบทิศ เพราะเว้นโทษมีหมอกเป็นต้น.
บทว่า วาตสฺส เวเคน จ ความว่า อันกำลังของลมและกำลัง
ของม้าเทียมรถ การทำการนำกลิ่นและเสียงเป็นที่พอใจเข้ามา กระพือ
พัดเหมือนนำออกไป. บทว่า มุญฺจนฺติ ได้แก่ ปล่อย [ กลิ่น ]. บทว่า
รุจิรํ ได้แก่ ให้ความชอบใจยิ่ง ๆ ขึ้น เหมือนดนตรีเครื่อง ๕. บทว่า
สุจึ ได้แก่ หมดจด ไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง. บทว่า สุภํ ได้แก่ เป็นที่
พอใจ. บทว่า สพฺเพหิ วิญฺญูหิ สุตพฺพรูปํ ประกอบความว่า ย่อม
เปล่งเสียงที่มีสภาพสูงสุด น่าฟัง อันวิญญูชนที่รู้ลัทธิคนธรรพ์ [ วิชา
ดนตรี พึงฟัง.
บทว่า อุยฺยานภูมฺยา แปลว่า เนื้อที่อุทยาน. บทว่า ทุวทฺธโต
ได้แก่ กึ่งทั้งสองข้างอุทยาน อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ทุภโต จ ฐิ ตา

536
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 537 (เล่ม 48)

ดังนี้ก็มี เนื้อความก็อย่างนั้นแหละ. บทว่า รถา แปลว่า รถ. บทว่า
นาคา แปลว่า ช้าง บทนี้เป็นปฐมาวิภัตติลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ.
บทว่า สโร ได้แก่ เสียงที่อาศัย [ ซึ่ง ] รถ ช้าง และดนตรีเกิด.
ท่านเรียกเทวบุตรว่า เทวินทะ. บทว่า วีณา ยถา โปกฺขรปตฺตพาหุภิ
ความว่า เหมือนพิณที่นักดนตรีถือรางและคันพิณที่ปรับไว้อย่างดีแล้ว
กำหนดให้เหมาะแก่มุจฉนา [ ระดับเสียง ๓ คือ แข็งอ่อนปานกลาง ]
ที่จะเปล่งเสียงนั้น ๆ บรรเลงอยู่ ย่อมทำชนผู้พึงให้บันเทิง ฉันใด รถ
เป็นต้นย่อมยังท่านให้บันเทิงด้วยเสียงของตน ฉันนั้น อธิบายว่า พิณที่
บรรเลงด้วยมือทั้งสองของนักบรรเลงพิณ ที่ชำนาญช่องพิณและเสียงพิณ
เพราะตนชำนาญดีแล้ว ย่อมทำมหาชนให้บันเทิง ฉันใด รถเป็นต้น
ย่อมทำให้ท่านบันเทิงด้วยเสียงของตน ฉันนั้น.
คาถาว่า อิมาสุ วีณาสุ มีความย่อดังต่อไปนี้ เมื่อพิณเป็นอันมาก
เหล่านี้ ต่างโดยเสียงเป็นต้นว่า เสียงตรง เสียงปลา เสียงคด เสียงเพลิด
เพลินมาก ชื่อว่า ไพเราะ เพราะมีเสียงหวานสนิท จากนั้น อัปสรได้
บรรเลงคือประโคมอย่างจับใจ ถึงใจ ติดใจ อิ่มใจ มีปีติเป็นนิมิต เหล่า
อัปสร คือสาวสวรรค์พากันร่ายรำ คือเที่ยวแสดงการฟ้อนรำอยู่ในดอก
ปทุมทิพย์ทั้งหลาย เพราะกำลังแห่งปีติพลุ่งขึ้น และเพราะคนชำนาญ
ดีแล้ว.
บทว่า อิมานิ นี้ พึงประกอบเฉพาะบทว่า อิมานิ คีตานิ การ
ขับร้องเหล่านี้ อิมานิ วาทิตานิ การบรรเลงเหล่านี้ อิมานิ นจฺจานิ
จ การฟ้อนรำเหล่านั้น ดังนี้. บทว่า สเมนฺติ เอกโต ความว่า ย่อม
มีรสกลมกลืนกัน. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สเมนฺติ เอกโต ความว่า

537
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 538 (เล่ม 48)

ย่อมกระทำให้ผสมผสานเป็นอันเดียวกัน คือรวมกัน ให้มีรสกลมกลืนกัน
อธิบายว่า เทียบเสียงพิณกับเสียงขับร้อง และเทียบเสียงขับร้องกับเสียง
พิณ ไม่ลดรสมีรสหรรษาเป็นต้น ตามที่ได้แล้วด้วยการฟ้อนรำ ชื่อว่า
ย่อมผสมผสานกลมกลืนกัน. บทว่า อเถตฺถ นจฺจนฺติ อเถตฺถ อจฺฉรา
โอภาสยนฺติ ความว่า อัปสรเหล่าอื่น บางพวกก็กระทำการขับร้อง
เป็นต้น ให้มีรสเหมาะกันอย่างนี้ ฟ้อนรำอยู่ในรถนี้ คือรถของท่านนี้
อีกพวกหนึ่ง เป็นอัปสรชั้นประเสริฐ เป็นอัปสรชั้นสูงสุด ชมการ
ฟ้อนรำ ทำสิบทิศให้สว่างไสว คือให้โชติช่วงไปสิ้น ทั้งสองส่วน คือ
ในทั้งสองข้าง ในนั้น คือในที่นี้ ด้วยแสงสว่างแห่งเรือนร่างของตน
และด้วยแสงสว่างแห่งพัสตราภรณ์.
บทว่า โส ได้แก่ ท่านนั้นเป็นอย่างนั้น. บทว่า ตุริยคณปฺป-
โพธโน ได้แก่ อันหมู่ทิพยดนตรีปลุกปลื้มแล้ว. บทว่า มหียฺยมาโน
แปลว่า อันทวยเทพบูชาอยู่. บทว่า วชิราวุโธริว แปลว่า ราวกะ
พระอินทร์.
บทว่า อุโปสถํ กํ วา ตุวํ อุปาวสิ ความว่า พระมหาโมค-
คัลลานเถระถามว่า แม้คนอื่น ๆ ก็รักษาอุโบสถกัน ท่านเล่ารักษา
อุโบสถอะไร คือเช่นไร. บทว่า ธมฺมจริยํ ได้แก่ บำเพ็ญบุญมีให้ทาน
เป็นต้น. บทว่า วตํ ได้แก่ สมาทานวัต. บทว่า อภิโรจยิ แปลว่า
ชอบใจยิ่ง ความว่า ชอบใจบำเพ็ญ ปาฐะว่า อภิราธยิ ก็มี ความว่า
ให้เกิดประโยชน์ คือให้สำเร็จประโยชน์.
บทว่า อิทํ เป็นเพียงนิบาต อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า ผลนี้.
บทว่า อภิโรจเส แปลว่า โชติช่วงข่ม.

538
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 539 (เล่ม 48)

เทวบุตรนั้นถูกพระมหาเถระถามอย่างนี้แล้ว ได้บอกเนื้อความนั้น
เพราะเหตุนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า
เทวบุตรนั้นดีใจ ลูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว
ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
ข้าพเจ้าได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ชนะอินทรีย์แล้ว
มีความเพียรไม่ทราม ผู้สูงสุดแห่งนระทั้งหลาย
ทรงพระนามว่า กัสสปะ เป็นอัครบุคคล ผู้เปิด
ประตูแห่งอมตนคร ผู้เป็นเทวดายิ่งกว่าเทวดา ผู้
มีบุญลักษณะตั้งร้อย ผู้เป็นเช่นกับกุญชร ผู้ข้าม
โอฆะได้แล้ว ผู้มีพระรูปงามเช่นกับทองสิงคีและ
ทองชมพูนุท ครั้นได้เห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น
แล้ว ข้าพเจ้าก็มีใจเลื่อมใสทันที ข้าพเจ้าได้เห็น
พระองค์ผู้มีสุภาษิตเป็นธง ได้ถวายข้าวและน้ำอัน
สะอาด ประณีต ประกอบด้วยรส และจีวรใน
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ในที่อยู่ของตนอัน
เกลื่อนกล่นไปด้วยดอกไม้ ข้าพเจ้านั้นมีใจไม่ข้อง
ในอะไร ๆ ได้อังคาส [ เลี้ยงดู ] พระพุทธเจ้า
พระองค์นั้น ผู้สูงสุดกว่าเหล่าสัตว์สองเท้า ด้วยข้าว
น้ำ จีวร ของเคี้ยว ของบริโภค และของลิ้ม จึง
รื่นรมย์อยู่ในสวรรค์อันเป็นเทวบุรี โดยอุบายนี้
ข้าพเจ้าได้บูชายัญ ชื่อนิรัคคฬะ (มีลิ่มสลักอัน

539
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 540 (เล่ม 48)

ออกแล้ว เพราะได้บริจาคสมบัติของตนทั้งหมด)
อันบริสุทธิ์ ๓ อย่างนี้ ละร่างมนุษย์แล้ว เป็นผู้
เสมอกับพระอินทร์ รื่นรมย์อยู่ในเทวบุรี ข้าแต่
ท่านพระมุนี บุคคลเมื่อหวังอายุ วรรณะ สุขะ พละ
และรูปอันประณีต พึงตั้งข้าวและน้ำที่ปรุงแต่งดีแล้ว
เป็นอันมากถวาย แด่พระพุทธเจ้าผู้มีพระทัยไม่ข้อง
เกี่ยวอะไร ๆ ไม่ว่าในโลกนี้หรือโลกหน้า ไม่มีผู้
ประเสริฐสุดหรือเสมอด้วยพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า
ถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้ควรบูชาอย่างยิ่ง บรรดาผู้ควร
บูชาทั้งหลาย สำหรับชนผู้ต้องการบุญ ผู้แสวงผล
อันไพบูล.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชิตินฺทฺริยํ ความว่า ชื่อว่า มีอินทรีย์
อันชนะแล้ว เพราะทรงชนะอินทรีย์มีใจเป็นที่หกด้วยมรรคอันยอดเยี่ยม
ที่โคนโพธินั่นแล คือทรงทำให้หมดพยศแล้ว ชื่อว่า พุทธะ เพราะ
ตรัสรู้ธรรมที่ควรรู้ยิ่งเป็นต้น โดยความเป็นธรรมที่ควรรู้ยิ่ง เป็นต้น
ไม่เหลือเลย ชื่อว่า มีความเพียรไม่ทราม เพราะมีความเพียรบริบูรณ์
อธิบายว่า เพราะบริบูรณ์ด้วยความเพียรอันประกอบด้วยองค์ ๔ (ความ
เพียรมีองค์ ๔ คือยอมเหลือแต่หนัง ๑ เอ็น ๑ กระดูก ๑ เนื้อเลือดจะ
แห้งไปก็ตาม ๑ ) และด้วยความเพียรชอบ ๔ [ เพียร ๔ คือ สังวรปธาน
ปหานปธาน ภาวนาปธาน อนุรักขนาปธาน]. บทว่า นรุตฺตมํ ได้แก่
สูงสุดแห่งนระทั้งหลาย คือสูงสุดแห่งสัตว์สองเท้า ท่านเรียกพระผู้มี-

540
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 541 (เล่ม 48)

พระภาคเจ้าด้วยพระโคตรว่า กัสสปะ. บทว่า อปาปุรนฺตํ อมตสฺส
ทฺวารํ ความว่า ทรงเปิดอริยมรรค คือประตูมหานครนิพพาน ที่ปิด
มาตั้งแต่ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามโกนาคมนะอันตรธาน.
บทว่า เทวาติเทวํ ได้แก่ เป็นเทพยิ่งกว่าเทพแม้ทั้งปวง. บทว่า
สตปุญฺญลกฺขณํ ได้แก่ มีลักษณะมหาบุรุษเกิดขึ้นด้วยอำนาจบุญหลาย
ร้อย.
บทว่า กุญฺชรํ ได้แก่ เหมือนช้าง เพราะย่ำยีข้าศึกคือกิเลส ความว่า
ช้างยิ่งใหญ่. ชื่อว่า ข้ามโอฆะได้แล้ว เพราะข้ามโอฆะใหญ่คือสังสารวัฏ
แห่งโอฆะทั้ง ๔. บทว่า สุวณฺณสิงฺคีนทพิมฺพสาทิสํ ได้แก่ เช่นกับ
รูปทองสิงดีและทองชมพูนุท ความว่า มีพระฉวีวรรณเปล่งปลั่งดังทอง.
บทว่า ทิสฺวาน ตํ ขิปฺปมหุํ สุจีมโน ความว่า ข้าพเจ้าเห็นพระกัสสป-
สัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทันทีทันใดนั้นเอง ก็มีใจสะอาด คือมีใจ
หมดจด เพราะปราศจากมลทินคือกิเลส เหตุเลื่อมใสว่า สมฺมาสมฺพุทฺโธ
ภควา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบ ดังนี้. ก็บทว่า ตเมว
ทิสฺวาน นั้นแล ความว่า ครั้นได้เห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นนั่นเทียว.
บทว่า สุภาสิตทฺธชํ ได้แก่ ผู้มีธรรมเป็นธง.
บทว่า ตมนฺนปานํ ได้แก่ ซึ่งข้าวและน้ำ ในพระผู้มีพระภาค-
เจ้าพระองค์นั้น. บทว่า อถ วาปิ จีวรํ ได้แก่ แม้ซึ่งจีวร. บทว่า
รสสา อุเปตํ ได้แก่ ประกอบด้วยรส คือมีรสอร่อย ความว่า โอฬาร
[ประณีต ]. บทว่า ปุปฺผาภิกิณฺณมฺหิ ได้แก่ เกลื่อนกล่นไปด้วย
ดอกไม้ทั้งหลาย ที่ร้อยแล้วก็มี ที่ไม่ได้ร้อยก็มี ห้อยไว้ก็มี ลาดไว้ก็มี.
บทว่า ปติฏฺฐเปสิ ได้แก่ มอบให้แล้ว คือได้ถวายแล้ว. บทว่า

541