พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 522 (เล่ม 48)

วัตรอะไร นี้คงมิใช่ผลของกรรมเล็กน้อยที่ท่านทำไว้
หรือฤทธานุภาพอันไพบูลของท่านนี้ คงมิใช่วิบาก
ของอุโบสถที่ท่านประพฤติดีแล้วในชาติก่อน ๆ ซึ่ง
เป็นเหตุให้ท่านรุ่งโรจน์ข่มหมู่เทพเป็นนักหนา นี้คง
เป็นผลแห่งทาน ศีล หรืออัญชลีกรรมของท่าน ท่าน
ถูกอาตมาถามแล้ว โปรดบอกกรรมนั้นแก่อาตมาเถิด.
เทวบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว
ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
ข้าพเจ้าได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ชนะอินทรีย์แล้ว
มีความเพียรไม่ทราม ผู้สูงสุดแห่งนระทั้งหลาย ทรง
พระนามว่ากัสสปะ เป็นอัครบุคคล ผู้เปิดประตูแห่ง
อมตนคร ผู้เป็นเทวดายิ่งกว่าเทวดา ผู้มีบุญลักษณะ
ตั้งร้อย ผู้เป็นเทวดายิ่งกว่าเทวดา ผู้มีบุญลักษณะ
พระรูปงามเช่นกับทองสิงคีและทองชมพูนุท ครั้นได้
เห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็มีใจเลื่อม
ใสทันที ข้าพเจ้าได้เห็นพระองค์ผู้มีสุภาษิตเป็นธง ได้
ถวายข้าวและน้ำอันสะอาด ประณีต ประกอบด้วยรส
และจีวรในพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ในที่อยู่
ของตน อันเกลื่อนกล่นไปด้วยดอกไม้ ข้าพเจ้านั้น
มีใจไม่ข้องในอะไร ๆ ได้อังคาส ( เลี้ยงดู ) พระ-
พุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้สูงสุดกว่าเหล่าสัตว์สองเท้า
ด้วยข้าว น้ำ จีวร ของเคี้ยว ของบริโภค และ

522
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 523 (เล่ม 48)

ของลิ้ม จึงรื่นรมย์อยู่ในสวรรค์อันเป็นเทวบุรี โดย
อุบายนี้ ข้าพเจ้าได้บูชายัญชื่อนิรัคคฬะ ( มีลิ่มสลัก
อันออกแล้ว เพราะได้บริจาคสมบัติของตนทั้งหมด )
อันบริสุทธิ์ ๓ อย่างนี้ ละร่างมนุษย์แล้ว เป็นผู้
เสมอกับพระอินทร์ รื่นรมย์อยู่ในเทวบุรี.
ข้าแต่ท่านพระมุนี บุคคลเมื่อหวังอายุ วรรณะ
สุขะ พละ และรูปอันประณีต พึงตั้งข้าวและน้ำที่
ปรุงแต่งดีแล้วเป็นอันมาก ถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้มี
พระทัยไม่ข้องเกี่ยวอะไร ๆ ไม่ว่าในโลกนี้หรือโลก
หน้า ไม่มีผู้ประเสริฐสุดหรือเสมอด้วยพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้ควรบูชาอย่างยิ่ง
บรรดาผู้ควรบูชาทั้งหลายสำหรับชนผู้ต้องการบุญ ผู้
แสวงผลอันไพบูล.
จบมหารถวิมาน
อรรถกถามหารถวิมาน
มหารถวิมาน มีคาถาว่า สหสฺสยุตฺตํ หยวาหนํ สุภํ เป็นต้น.
มหารถวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี
สมัยนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะเที่ยวเทวจาริกโดยนัยที่กล่าวแล้วใน
หนหลัง ได้ปรากฏในที่ไม่ไกลเทวบุตรชื่อว่าโคปาละ ในภพดาวดึงส์ ผู้

523
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 524 (เล่ม 48)

ออกจากวิมานของตน ขึ้นรถทิพย์คันใหญ่เทียมม้าพันหนึ่ง ไปเล่นอุทยาน
ด้วยบริวารยศใหญ่ ด้วยเทวฤทธิ์ยิ่งใหญ่ เทวบุตรเห็นท่านพระมหา-
โมคคัลลานะแล้วเกิดความเคารพมาก รีบลงจากรถเข้าไปไหว้ด้วยเบญ-
จางคประดิษฐ์ แล้วยืนประคองอัญชลีไว้เหนือเศียร.
เทวบุตรนั้นมีบุพกรรมดังต่อไปนี้. เล่ากันมาว่า เทวบุตรนั้นเป็น
พราหมณ์ชื่อว่าโคปาละ เป็นอาจารย์ของพระราชธิดาผู้เสมือนเทพกัญญา
เธอบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี ด้วยพวงดอกไม้ทอง แล้ว
ตั้งความปรารถนาไว้ว่า ขอพวงดอกไม้ประดับอก ที่เป็นทองจงเกิด
แก่ข้าพเจ้าทุก ๆ ภพ ด้วยอานุภาพแห่งบุญนี้ เธอท่องเที่ยวอยู่ในสุคติ-
ภพทั้งหลายนั่นแลหลายกัป ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ
เธอบังเกิดในครรภ์อัครมเหสีของพระเจ้ากาสี พระนามว่ากิกิ ได้นามว่า
อุรัจฉทมาลา เพราะได้พวงดอกไม้ทองตามปรารถนา เทวบุตรได้ถวาย
มหาทานเช่นอสทิสทานเป็นต้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ
พร้อมด้วยสงฆ์สาวก แม้ฟังธรรมที่พระศาสดาทรงแสดงเฉพาะตน และ
ราชธิดาก็ไม่อาจทำคุณวิเศษให้เกิดได้เพราะอินทรีย์ยังไม่แก่กล้า ตายทั้งที่
เป็นปุถุชนนั่นเอง บังเกิดในวิมานทองร้อยโยชน์ ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
มีอัปสรหลายโกฏิเป็นบริวาร ด้วยอานุภาพแห่งบุญตามที่สั่งสมไว้ อนึ่ง
รถเทียมม้าอาชาไนยเป็นทิพย์ สำเร็จด้วยรัตนะเจ็ด เทียมม้าพันหนึ่ง
วิจิตรด้วยฝาที่จัดไว้อย่างดี เอิกอึงด้วยเสียงไพเราะนุ่มนวล เหมือน
บุคคลกระหยิ่มอยู่ด้วยการเกิดแห่งรัศมีของตน ดังดวงทิพากร ก็บังเกิด
แก่เทวบุตรนั้น.
เทวบุตรนั้นเสวยทิพยสมบัติในดาวดึงส์นั้นชั่วอายุแล้วท่องเที่ยวไป ๆ

524
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 525 (เล่ม 48)

มา ๆ อยู่ในเทวโลกทั้งหลาย แม้ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็บังเกิดเป็น
เทวบุตรนามว่าโคปาละนั่นเอง เสวยสมบัติตามที่กล่าวแล้ว ในสวรรค์ชั้น
ดาวดึงส์ ด้วยเศษวิบากแห่งกรรมนั้นแหละ ท่านหมายเอาเทวบุตรนั้น
จึงกล่าวว่า เตน จ สมเยน อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน ฯ เป ฯ
อญฺชลึ สิรสิ ปคฺคยฺห อฏฺฐาสิ ดังนี้.
เทวบุตรนั้น เข้าไปหาแล้วยืนอยู่อย่างนี้ ท่านพระมหาโมคคัลลานะ
จึงถามด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
ท่านขึ้นรถม้างดงาม มิใช่น้อยคันนี้ เทียมด้วย
ม้าพันหนึ่ง เข้ามาใกล้พื้นที่อุทยาน รุ่งเรืองดังท้าว
วาสวะ ผู้ให้ทานในก่อน ผู้เป็นเจ้าแห่งเทวดา
ทูบรถทั้งสองของท่านก็ล้วนแล้วด้วยทองประกอบ
ด้วยแผ่นทองสองข้างสนิทดี มีลูกกรงจัดไว้ได้ระเบียบ
เรียบร้อย เหมือนนายช่างพากเพียรบรรจงจัด โชติ
ช่วงดุจพระจันทร์ในวันเพ็ญ รถคันนี้คลุมด้วยข่าย
ทอง วิจิตรด้วยรัตนะต่าง ๆ เป็นอันมาก เอิกอึงน่า
เพลิดเพลินดี มีรัศมีรุ้งร่วง โชติช่วงด้วยหมู่เทพผู้
ถือพัดจามร อนึ่ง ดุมรถเหล่านี้ประดับตรงกลาง
ระหว่างล้อรถ อันจิตจัดเนรมิต วิจิตรไปด้วยลาย
ร้อยลาย พร่างพรายดังสายฟ้าแลบ รถคันนี้ดาดาษ
ด้วยลวดลายวิจิตรมิใช่น้อย กงใหญ่มีรัศมีตั้งพัน
เสียงของกงเหล่านั้นฟังไพเราะ ดุจดนตรีเครื่องห้าที่

525
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 526 (เล่ม 48)

เขาประโคม ที่งอนรถงดงามตกแต่งด้วยดวงจันทร์
แก้วมณี วิจิตร บริสุทธิ์ผุดผ่องทุกเมื่อ ประกอบ
ด้วยลายทองเนียนสนิม โสภิตล้ำลายแก้วไพฑูรย์ ม้า
เหล่านี้ผูกสอดแล้วด้วยดวงจันทร์แก้วมณี สูงใหญ่
ว่องไว อุปมาได้ดังผู้เติบใหญ่มีอำนาจมาก ร่างใหญ่
มีกำลังเร็วมาก รู้ใจของท่าน วิ่งรูปได้รวดเร็วดังใจนึก
ม้าทั้งหมดนี้อดทนก้าวไปด้วยเท้าทั้ง ๔ รู้ใจของท่าน
วิ่งไปได้รวดเร็วดังใจนึก เป็นม้าอ่อนโอน ไม่ลำพอง
วิ่งเรียบ ทำใจผู้ขับขี่ให้เบิกบาน เป็นยอดของม้า
ทั้งหลาย ผูกสอดเครื่องประดับที่ทำดีแล้ว บางครั้ง
สะบัดขน บางครั้งก็วิ่งเหยาะย่างไปด้วยเท้า บางครั้ง
ก็เหาะไป เสียงของม้าเหล่านั้น ฟังไพเราะดุจดนตรี
เครื่องห้าที่เขาประโคม เสียงรถ เสียงเครื่องประดับ
เสียงกีบม้า เสียงร้องคำรน และเสียงเทพผู้บรรเลง
ฟังไพเราะดี ดุจดนตรีของคนธรรพ์ในสวนจิตรลดา.
เหล่าอัปสรที่ยืนอยู่บนรถ มีดวงตาอ่อนดังตาลูก
เนื้อทราย มีขนตาดก มีรอยยิ้มจากดวงหน้า พูดจา
น่ารัก. คลุมด้วยข่ายแก้วไพฑูรย์ มีผิวละเอียด อัน
คนธรรพ์และเทวดาผู้เลิศบูชาทุกเมื่อทีเดียว อัปสร
เหล่านั้นนุ่งห่มผ้าแดงและผ้าเหลืองน่ายินดี มีเนตร
ไพศาล มีดวงตาอ่อนน่ารักยิ่ง เป็นผู้ดีมีสกุล มีองค์งาม
สรวลเสียงรส อัปสรทั้งหลายยืนประนมมือเด่นอยู่บน

526
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 527 (เล่ม 48)

รถ เธอเหล่านั้นสวมทองต้นแขนแต่งองค์ดี เอวส่วน
กลางงาม มีขาและถันสมบูรณ์ นิ้วมือกลม หน้าสวย
น่าชม อัปสรพวกอื่น ๆ ที่ยืนประนมมือเด่นอยู่บนรถ
มีช้องผมงาม เป็นสาวรุ่น ๆ มีผมสอดแซมด้วยแก้ว
ทับทิมและดอกไม้ จัดลอนผมเรียบร้อย มีประกาย
อัปสรเหล่านั้นมีกิริยาเรียบร้อยมีใจยินดีต่อท่าน เหล่า
อัปสรที่ยืนประนมมือเด่นอยู่บนรถ มีดอกไม้กรองบน
ศีรษะ คลุมด้วยดอกปทุมและดอกอุบล ตกแต่งแล้ว
ลูบไล้ด้วยแก่นจันทร์ อัปสรเหล่านั้นมีกิริยาเรียบร้อย
มีใจยินดีต่อท่าน เหล่าอัปสรที่ยืนประนมมือเด่นอยู่
บนรถเหล่านั้น สวมพวงมาลัย คลุมด้วยดอกปทุม
และดอกอุบล ตกแต่งแล้วลูบไล้ด้วยแก่นจันทน์
อัปสรเหล่านั้นมีกิริยาเรียบร้อย มีใจยินดีต่อท่าน
เหล่าอัปสรที่ยืนประนมมือเด่นอยู่บนรถส่องแสงสว่าง
ไปทั่วสิบทิศ ด้วยเครื่องประดับที่คอ ที่มือ ที่เท้า
และที่ศีรษะ เหมือนดวงอาทิตย์ในสารทกาล กำลัง
อุทัยขึ้นมา ดอกไม้และเครื่องประดับที่แขนทั้งสอง
ไหวพริ้วเพราะแรงลม ก็เปล่งเสียงกังวานไพเราะ
เพราะจับใจ อันวิญญูชนทุกคนพึงฟัง ดูก่อนท่าน
จอมเทพ รถช้างม้าและดนตรีทั้งหลายที่อยู่สองข้าง
พื้นที่อุทยาน ส่งเสียงทำให้ท่านบันเทิงใจ ดุจพิณ
ทั้งหลายมีรางและคันถือที่ปรับไว้เรียบร้อย อันนักดีด

527
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 528 (เล่ม 48)

พิณบรรเลงอยู่ ย่อมทำชนผู้ฟังให้บันเทิงฉะนั้น เมื่อ
พิณเป็นอันมากเหล่านี้มีเสียงไพเราะเจริญใจ อัน
อัปสรทั้งหลายบรรเลงอยู่สนิทสนมกลมกลืน ซาบซึ้ง
ตรึงใจ เหล่าเทพกัญญาผู้ชำนาญศิลป์ พากันฟ้อนรำ
ขับร้องอยู่ในดอกปทุมทั้งหลาย เมื่อใดการขับร้อง
การประโคมและการฟ้อนรำเหล่านี้ ผสมผสานเป็น
อันเดียวกัน เมื่อนั้น อัปสรพวกหนึ่งก็ฟ้อนรำอยู่ใน
รถของท่านนี้.
อีกพวกหนึ่งซึ่งเป็นเทพกัญญาชั้นสูง ก็ส่อง
รัศมีอยู่สองข้างในรถของท่านนั้น ท่านอันหมู่
ดนตรีปลุกให้ตื่น บันเทิงใจ อันทวยเทพทั้งหลาย
บูชาอยู่ ดุจท้าวสักกะผู้ทรงวชิราวุธ เมื่อพิณเป็นอัน
มากเหล่านี้ มีเสียงไพเราะเจริญใจ ซาบซึ้งตรึงใจ
อันอัปสรบรรเลงอยู่ เมื่อก่อนท่านทำกรรมอะไรไว้
ด้วยตนเอง ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ท่านได้
รักษาอุโบสถ หรือว่าได้ชอบใจการประพฤติธรรม
และการสมาทานวัตรอะไร นี้คงมิใช่ผลของกรรม
เล็กน้อยที่ท่านทำไว้ หรือฤทธานุภาพอันไพบูลของ
ท่านนี้คงมิใช่วิบากของอุโบสถ ที่ท่านประพฤติดีแล้ว
ในชาติก่อน ๆ ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านรุ่งโรจน์ข่มหมู่เทพ
เป็นนักหนา นี้คงเป็นผลแห่งทานศีล หรืออัญชลีกรรม
ของท่าน ท่านถูกอาตมาถามแล้ว โปรดบอกกรรม
นั้นแก่อาตมาเถิด.

528
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 529 (เล่ม 48)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สหสฺสยุตฺตํ แปลว่า เทียมด้วยม้า
หลายพัน อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า สหัสสยุตตะ เพราะรถมีม้าพันหนึ่ง
เทียมคือประกอบไว้. ถามว่า จำนวนพันหนึ่งนั้นของอะไร. ใคร ๆ ก็
ย่อมจะรู้เนื้อความกันอย่างนี้ทั้งนั้นว่า ของม้าทั้งหลาย เพราะท่านจะกล่าว
ต่อมาว่า หยวาหนํ. ชื่อว่า หยวาหนะ เพราะรถนั้นมีม้าเป็นพาหนะ
เครื่องนำไป แต่อาจารย์บางพวกพรรณนาเป็นบทสมาสบทเดียวกัน ลบ
นิคหิตเสียว่า สหสฺสยุตฺตหยวาหนํ เนื้อความในฝ่ายนี้ว่า พาหนะ
เหมือนพาหนะม้า ดังนี้ ก็ถูก เนื้อความจริง ๆ ว่า เทียนด้วยพาหนะ
ม้าพันหนึ่ง คือมีพาหนะม้าพันหนึ่งอันเทียมแล้ว แต่อาจารย์อีกพวกหนึ่ง
กล่าวว่า บทว่า สหสฺสยุตฺตํ แปลว่า เทียมด้วยม้าอาชาไนยทิพย์พัน
หนึ่ง. บทว่า สนฺทนํ ได้แก่ รถ. บทว่า เนกจิตฺตํ แปลว่า งาม
มิใช่น้อย คือมีความงามหลายอย่าง. บทว่า อุยฺยานภูมึ อภิโต ได้แก่
ในที่ใกล้พื้นที่อุทยาน. ความจริง บทว่า อุยฺยานภูมึ นี้เป็นทุติยาวิภัตติ
ลงในอรรถแห่งฉัฏฐีวิภัตติ เพราะเพ่งบท อภิโต แต่อาจารย์บางพวก
กล่าวว่า อุยฺยานภูมฺยา ก็มี ท่านเหล่านั้นกล่าวโดยไม่ใคร่ครวญถึงนัย
แห่งศัพท์. บทว่า อนุกฺกมํ ได้แก่ ไปอยู่ เชื่อมความว่า ท่านรุ่งโรจน์
ดังท้าววาสวะผู้ให้ทานในก่อน ผู้เป็นเจ้าแห่งเทวดา.
บทว่า โสวณฺณมยา แปลว่า ล้วนแล้วด้วยทอง. บทว่า เต
แปลว่า ของท่าน. บทว่า รถกุพฺพรา อุโภ ได้แก่ ไพทีสองข้างของรถ
รั้วใดที่ทำไว้โดยอาการของไพทีที่สองข้างรถ เพื่อความงามของรถ และ
เพื่อคุ้มกันคนที่อยู่บนรถ คือส่วนพิเศษที่ทำไว้สำหรับมือยึด ตลอดงอน
รถทั้งสองข้าง ตอนหน้าของรถนั้น รั้วนั้นแหละ ท่านประสงค์เอาว่า

529
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 530 (เล่ม 48)

กุพพระ ในที่นี้ เพราะเหตุนั้นเอง ท่านจึงกล่าวว่า อุโถ แต่ในที่อื่น
งอนรถท่านเรียกว่า กุพพระ. บทว่า ผเลหิ ความว่า ปลายไม้ค้ำรถ
๒ ง่าม คือข้างขวาและข้างซ้าย ท่านเรียกว่า ผละในที่นี้. บทว่า อํเสหิ
ได้แก่ ส่วนล่าง ที่ตั้งอยู่บนตัวทูบ. บทว่า อตีว สงฺคตา ได้แก่
ปรับเรียบเหลือเกินคือด้วยดี คือติดกันสนิท ไม่มีช่อง ก็คำนี้ท่านยกเอา
ความวิเศษที่ได้ในรถมีชื่อเสียงซึ่งกวีศิลปินรจนาไว้มากล่าวในที่นั้น แต่
รถคันนั้นไม่มีชื่อเสียงเพราะไม่ใช่ของมนุษย์ เกิดเอง ใคร ๆ พยายามให้
เกิดมิได้. บทว่า สุชาตคุมฺพา ได้แก่ มีลูกกรงจัดไว้เป็นระเบียบเรียบ
ร้อย. จริงอยู่ ลูกกรงเหล่าใดมีส่วนพิเศษมีปุ่มไม้ที่จัดไว้เป็นระเบียบ
เป็นต้น ตั้งอยู่ติด ๆ กับไพที ด้วยอำนาจของลูกกรงเหล่านั้นนั่นแล ท่าน
จึงเรียกว่า สุชาตคุมฺพา. บทว่า นรวีรนิฏฺฐิตา ได้แก่ เหมือนอาจารย์
ศิลปะสร้างเสร็จแล้ว ความจริง พวกอาจารย์ศิลปะ ชื่อว่า มีความเพียร
ในนระทั้งหลาย เพราะไม่คิดถึงความลำบากกายของตน จัดศิลปะด้วยดี
ด้วยกำลังความเพียร เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นรวีร ในที่นี้ อีก
อย่างหนึ่ง คำว่า นรวีร เป็นคำเรียกเทวบุตร. บทว่า นิฏฺฐิตา ได้แก่
ให้เสร็จสิ้นแล้ว คือมีความงามอันดียิ่งบริบูรณ์ อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะว่า
นรวีรนิมฺมิตา ความว่า เหมือนที่คนผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญาในนระทั้งหลาย
เนรมิตไว้ รถของท่านนี้รุ่งโรจน์เพราะมีงอนรถอย่างนี้ รุ่งโรจน์เหมือน
อะไร เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ คือราวกะพระจันทร์ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ
เวลาเต็มดวง.
บทว่า สุวณฺณชาลาวตโต ได้แก่ คลุม คือ ปกปิดด้วยข่ายทอง.
ปาฐะว่า สุวณฺณชาลาวิตโต ดังนี้ก็มี ความว่า เปล่งปลั่ง. บทว่า

530
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 531 (เล่ม 48)

พหูหิ ได้แก่ ไม่น้อย. บทว่า นานารตเนหิ ได้แก่ รัตนะหลายอย่าง
มีปัทมราคพลอยสีแดงและบุษราคัมพลอยสีเหลืองเป็นต้น. บทว่า สุนนฺ-
ทีโฆโส ได้แก่ มีเสียงอึงคะนึงน่าเพลิดเพลินอย่างดี ความว่า มีความ
กังวานไพเราะน่าฟัง. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สุนนฺทิโฆโส ได้แก่ มี
เอิกอึงน่าเพลิดเพลินที่ทำไว้อย่างดี อธิบายว่า เอิกอึงน่าบันเทิงที่ทำด้วย
อำนาจเสียงสาธุการที่เป็นไปในเพราะการดูการฟ้อนรำเป็นต้น อาจารย์
บางพวกกล่าวว่า มีเสียงเอิกอึงน่าเพลิดเพลินที่ประกอบด้วยดีด้วยอาเศียร-
วาทกล่าวสรรเสริญเยินยอเสมอ ๆ ดังนี้ก็มี. บทว่า สุภสฺสโร ได้แก่
มีสภาพสว่างไสวด้วยดีคืออย่างยิ่ง อีกอย่างหนึ่ง ชื่อ สุภัสสระ เพราะ
เสียงขับร้องและประโคมดนตรีที่ไพเราะ ของเทวดาทั้งหลายที่ดำเนินไป
อยู่ในรถนั้น. บทว่า จามรหตฺถ พาหุภิ ความว่า ย่อมรุ่งโรจน์ด้วย
แขนที่มือถือจามร คือด้วยแขนของเหล่าเทวดาที่มีกำขนหางเนื้อทราย
สะบัดปกไปข้างโน้นข้างนี้ หรือด้วยเทวดาทั้งหลายผู้เป็นอย่างนั้น.
บทว่า นาโภฺย ได้แก่ ดุมล้อรถ. บทว่า มนสาภินิมฺมิตา
ความว่า เหมือนเนรมิตด้วยใจว่า ขอสิ่งเหล่านี้จงเป็นเช่นนี้. บทว่า
รถสฺส ปาทนฺตรมชฺฌภูสิตา ความว่า ประดับด้วยกงปลายของเท้ารถ
คือล้อรถ และด้วยท่ามกลางของชื่อทั้งหลายที่รุ่งโรจน์ด้วยรัตนะต่าง ๆ.
บทว่า สตราชิจิตฺติตา ความว่า งดงาม คือถึงความงดงามด้วยแถวคือ
ลายหลายร้อยหลายสี. บทว่า สเตรตา วิชฺชุริว ความว่า ส่องประกาย
โชติช่วง เหมือนวิชชุลดาคือสายฟ้าแลบ.
บทว่า อเนกจิตฺตาวตโต ความว่า คลุม คือ ดาดาษ ด้วยมาลา
กรรมลายดอกไม้เป็นต้น อันวิจิตรมิใช่น้อย อาจารย์บางพวกกล่าวว่า

531