พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 472 (เล่ม 48)

วันหนึ่ง (ของสวรรค์) สามสิบราตรีโดยราตรีนั้น เป็นเดือนหนึ่ง
สิบสองเดือนโดยเดือนนั้น เป็นปีหนึ่ง พันปีโดยปีนั้นเป็นอายุ อายุนั้น
สามโกฏิหกล้านปี โดยการนับของมนุษย์ทั้งหลาย. บทว่า วาจาภิคีตํ
ได้แก่ ขับกล่อมด้วยวาจา คือเพียงกล่าวด้วยวาจาว่า มากันเถิด พระผู้
เป็นเจ้าทั้งหลาย อาสนะปูลาดแล้วในที่นี้ ขอท่านทั้งหลายโปรดนั่งเหนือ
อาสนะนี้เถิด เป็นต้น และด้วยวาจาเป็นการปฏิสันถารว่า ร่างกายของ
พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายไม่มีโรคหรือ ที่อยู่สบายดีหรือ เป็นต้น. บทว่า
มนสา ปวตฺติตํ ความว่า เพียงความเลื่อมใสที่ให้เป็นไปด้วยใจว่า
พระผู้เป็นเจ้าเหล่านี้เป็นผู้น่ารัก เป็นผู้ประพฤติธรรม เป็นผู้ประพฤติ
สมถะ เป็นพรหมจารี เป็นต้น แต่ไม่แสดงว่า ของบริจาคบางอย่าง
อันเป็นสมบัติของข้าพเจ้า มีอยู่. บทว่า เอตฺตาวตา ได้แก่ ด้วยเหตุ
เพียงเท่านี้ คือเพียงกล่าวและเพียงเลื่อมใสอย่างนี้. บทว่า ฐสฺสติ
ปุญฺญกมฺโม ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้ทำบุญไว้ จักตั้งอยู่ คือจักเป็นไป
นาน ในเทวโลก อธิบายว่า เมื่อตั้งอยู่ เป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยกามอัน
เป็นทิพย์ คือเป็นผู้พรั่งพร้อมคือประกอบด้วยเบญจกามคุณอันเป็นทิพย์
โดยทำนองเป็นของใช้สอย สำหรับเทวดาทั้งหลายในหมู่เทพนั้นแหละ
บำรุงบำเรออินทรีย์อยู่. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั้นแล.
จบอรรถกถาทวารปาลกวิมาน

472
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 473 (เล่ม 48)

๖. ปฐมกรณียวิมาน
ว่าด้วยปฐมกรณียวิมาน
พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า
[๕๖] วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบ
มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ ห้อง โอฬาร ฯ ล ฯ และ
วรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว
ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า บัณฑิตผู้รู้
แจ้งพึงกระทำบุญทั้งหลาย ในพระพุทธเจ้าผู้เสด็จ
ไปแล้วโดยชอบ ซึ่งเป็นเขตที่ถวายทานแล้วมีผลมาก
ข้าพเจ้าทำจิตให้เลื่อมใสในพระองค์ว่า พระพุทธเจ้า
เสด็จจากป่ามาสู่บ้านเพื่อประโยชน์แก่เราหนอ จึง
เข้าถึงดาวดึงส์ เพราะบุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้า
จึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่
ข้าพเจ้า ฯ ล ฯ และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่าง
ไสวไปทุกทิศ.
จบปฐมกรณียวิมาน

473
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 474 (เล่ม 48)

อรรถกถาปฐมกรณียวิมาน
ปฐมกรณียวิมาน มีคาถาว่า อุจฺจมิทํ มณิถูณํ เป็นต้น. ปฐม-
กรณียวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี
สมัยนั้น อุบาสกชาวสาวัตถีคนหนึ่ง ถือเครื่องอุปกรณ์อาบน้ำไปแม่น้ำ
อจิรวดี กำลังเดินมา เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าบิณฑบาตยังกรุง
สาวัตถี เข้าไปถวายบังคมแล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ใครนิมนต์แล้วหรือยัง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดุษณี อุบาสกนั้นทราบว่า
ยังไม่มีใครนิมนต์ กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอนิมนต์พระผู้มี-
พระภาคเจ้าโปรดอนุเคราะห์รับภัตตาหารของข้าพระองค์เถิด พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์ด้วยดุษณีภาพ อุบาสกนั้นดีใจ นำพระผู้มี-
พระภาคเจ้าไปเรือน ปูลาดอาสนะที่สมควรแก่พระพุทธเจ้า แล้วนิมนต์
พระผู้มีพระภาคเจ้าให้ประทับนั่งบนอาสนะนั้น เลี้ยงดูจนอิ่มหนำด้วยข้าว
น้ำอันประณีต พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยเสร็จแล้ว ทรงทำอนุโมทนาแก่
อุบาสกนั้น เสด็จหลีกไป เรื่องที่เหลือเช่นกับวิมานกล่าวมาติด ๆ กัน
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบมีห้อง
รโหฐาน ๗๐๐ ห้อง โอฬาร มีเสาแก้วไพฑูรย์ ลาด
ด้วยเครื่องลาดที่ชอบใจ สวยงาม ท่านนั่งดื่มกิน ใน
วิมานนั้น มีพิณทิพย์บรรเลงไพเราะ มีเบญจกามคุณ
มีรสเป็นทิพย์ และเทพนารีแต่งองค์ด้วยอาภรณ์ทอง
ฟ้อนรำอยู่ เพราะบุญอะไร วรรณะของท่านจึงเป็น

474
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 475 (เล่ม 48)

เช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และ
โภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน.
ดูก่อนเทวะผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถาม
ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะ
บุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ
วรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทวบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว
ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า บัณฑิต
ผู้รู้แจ้งพึงกระทำบุญทั้งหลายในพระพุทธเจ้าผู้เสด็จ
ไปแล้วโดยชอบ ซึ่งเป็นเขตที่ถวายทานแล้วมีผล
มาก ข้าพเจ้าทำจิตให้เลื่อมใสในพระองค์ว่า พระ-
พุทธเจ้าเสด็จจากป่ามาสู่บ้านเพื่อประโยชน์แก่เรา
หนอ จึงเข้าถึงดาวดึงส์ เพราะบุญนั้น วรรณะของ
ข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จ
แก่ข้าพเจ้า และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่
ข้าพเจ้า.
ข้าแต่ภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ข้าพเจ้าขอบอก
แก่ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้าได้ทำบุญใดไว้
เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้
และวรรณะจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปณฺฑิเตน ได้แก่ ผู้มีปัญญา. บทว่า
วิชานตา ได้แก่ รู้ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ของตน. บทว่า สมฺมคฺคเตสุ
ได้แก่ ผู้ปฏิบัติโดยชอบ. บทว่า พุทฺเธสุ ได้แก่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า.

475
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 476 (เล่ม 48)

บทว่า อตฺถาย ได้แก่ เพื่อประโยชน์ อีกอย่างหนึ่ง เพื่อความ
เจริญ. บทว่า อรญฺญา ได้แก่ จากวิหาร ท่านกล่าวหมายถึงพระ-
เชตวัน . บทว่า ตาวตึสูปโค ความว่า เข้าถึงหมู่เทพชั้นดาวดึงส์ หรือ
ภพชั้นดาวดึงส์ โดยอุบัติ. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบอรรถกถาปฐมกรณียวิมาน
๗. ทุติยกรณียวิมาน
ว่าด้วยทุติยกรณียวิมาน
พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า
[๕๗] วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบ
มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ ห้อง โอฬาร ฯ ล ฯ และ
วรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว
ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า บัณฑิต
ผู้รู้แจ้งพึงกระทำบุญทั้งหลายในภิกษุทั้งหลายผู้ไป
แล้วโดยชอบ ซึ่งเป็นเขตที่ถวายทานแล้วมีผลมาก
ข้าพเจ้าทำจิตให้เลื่อมใสในภิกษุเหล่านั้นว่า ภิกษุ
ทั้งหลายจากป่ามาสู่บ้านเพื่อประโยชน์แก่เราหนอ จึง
เข้าถึงดาวดึงส์ เพราะบุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้าจึง
เป็นเช่นนี้ ฯ ลฯ และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสว
ไปทุกทิศ.
จบทุติยกรณียวิมาน

476
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 477 (เล่ม 48)

อรรถกถาทุติยกรณียวิมาน
วิมานที่ ๗ อย่างเดียวกับวิมานที่ ๖ ในวิมานที่ ๖ นั้น อุบาสก
ถวายอาหารแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างเดียว แต่ในวิมานที่ ๗ นี้ ถวาย
แด่พระเถระรูปหนึ่ง. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นและ. เพราะเหตุนั้น
พระธรรมสังคาหกาจารย์จงกล่าวว่า
วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบ
มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ ห้อง โอฬาร มีเสาแก้วไพฑูรย์
ลาดด้วยเครื่องลาดที่ชอบใจ สวยงาม ท่านนั่งดื่มกิน
ในวิมานนั้น มีพิณทิพย์บรรเลงไพเราะ มีเบญจ-
กามคุณ มีรสเป็นทิพย์ และเทพนารีแต่งองค์ด้วย
อาภรณ์ทอง ฟ้อนรำอยู่ เพราะบุญอะไร วรรณะของ
ท่านจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลอันนี้จึงสำเร็จ
แก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน.
ดูก่อนเทวะผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญ
อะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะ
ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทวบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว
ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า บัณฑิต

477
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 478 (เล่ม 48)

ผู้รู้แจ้งพึงกระทำบุญทั้งหลาย ในภิกษุทั้งหลายผู้ไป
แล้วโดยชอบ ซึ่งเป็นเขตที่ถวายทานแล้วมีผลมาก
ข้าพเจ้าทำจิตให้เลื่อมใสในภิกษุเหล่านั้นว่า ภิกษุทั้ง-
หลายจากป่ามาสู่บ้าน เพื่อประโยชน์แก่เราหนอ จึง
เข้าถึงดาวดึงส์ เพราะบุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้าจึง
เป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ข้าพเจ้า
และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ข้าพเจ้า.
ข้าแต่ภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ข้าพเจ้าขอบอก
แก่ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้าได้ทำบุญใดไว้
เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้
และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ.
จบอรรถกถาทุติยกรณียวิมาน
๘. ปฐมสูจิวิมาน
ว่าด้วยปฐมสูจิวิมาน
พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า
[๕๘] วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบ
มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ ห้อง โอฬาร ฯ ล ฯ และวรรณะ
ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว

478
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 479 (เล่ม 48)

ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ให้สิ่งใด
สิ่งนั้นไม่มีผล พึงให้สิ่งใด สิ่งนั้นประเสริฐกว่า
ข้าพเจ้าถวายเข็ม เข็มนั้นแลประเสริฐกว่า เพราะ
บุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้าเป็นเช่นนี้ ฯ ล ฯ และ
วรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
จบปฐมสูจิวิมาน
อรรถกถาปฐมสูจิวิมาน
ปฐมสูจิวิมาน มีคาถาว่า อุจฺจมิทํ มณิถูณํ เป็นต้น. ปฐมสูจิวิมาน
นั้นเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กรุงราชคฤห์
สมัยนั้น ท่านพระสารีบุตรจะต้องทำจีวรและมีความต้องการเข็ม ท่านจึง
เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ ได้ยืนอยู่ที่ประตูเรือนของช่างทอง ช่าง
ทองเห็นดังนั้น จึงกล่าวว่า ต้องการอะไร เจ้าข้า พระสารีบุตรตอบว่า
มีจีวรกรรมที่ต้องทำ ต้องการเข็ม ช่างทองมีใจเลื่อมใส ถวายเข็มสองเล่ม
ที่ทำไว้เรียบร้อย กล่าวว่า ท่านเจ้าข้า เมื่อต้องการเข็มอีก โปรดบอก
กระผมเถิด แล้วไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ พระเถระอนุโมทนาแก่เขา
แล้วหลีกไป กาลต่อมา ช่างทองนั้นตายไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์.
ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะเที่ยวเทวจาริกถามเทพบุตรนั้น
ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า

479
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 480 (เล่ม 48)

วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบ
มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ ห้อง โอฬาร มีเสาแก้วไพฑูรย์
ลาดด้วยเครื่องลาดที่ชอบใจ สวยงาม ท่านนั่งดื่มกิน
ในวิมานนั้น มีพิณทิพย์บรรเลงไพเราะ มีเบญจ-
กามคุณ มีรสเป็นทิพย์ และเทพนารีแต่งองค์ด้วย
อาภรณ์ทอง ฟ้อนรำอยู่ เพราะบุญอะไร วรรณะของ
ท่านจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลอันนี้จึงสำเร็จ
แก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน.
ดูก่อนเทวะผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญ
อะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะ
ของท่านจึงสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ.
เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว
จึงพยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ให้สิ่งใด
สิ่งนั้นไม่มีผล พึงให้สิ่งใด สิ่งนั้นประเสริฐกว่า
ข้าพเจ้าถวายเข็ม เข็มนั่นแลประเสริฐกว่า เพราะ
บุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้ และโภคะ
ทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ข้าพเจ้า.
ข้าแต่ภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ข้าพเจ้าขอบอกแก่
ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้าได้ทำบุญใดไว้
เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้
และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไปทุกทิศ.

480
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 481 (เล่ม 48)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ ททาติ ความว่า ให้ไทยธรรม
เช่นใด. บทว่า น ตํ โหติ ความว่า ไทยธรรมเช่นนั้นแลของเขาไม่มีผล
ไทยธรรมย่อมมีผลไพบูลกว่านั้น คือโอพารกว่าทีเดียว ด้วยเขตสมบัติ
( ผู้รับ ) ด้วย ด้วยจิตสมบัติ ( ตั้งใจ ) ด้วย โดยแท้แล ฉะนั้น. บทว่า
ยญฺเจว ทชฺชา ตญฺเจว เสยฺโย ความว่า พึงให้ คือพึงถวายสิ่งที่มีอยู่
อย่างใดอย่างหนึ่งนั่นแหละ การให้นั้นประเสริฐกว่า คือการถวายไทย
ธรรมที่ไม่มีโทษอย่างใดอย่างหนึ่งนั่นแล ประเสริฐกว่า เพราะเหตุไร
เพราะข้าพเจ้าถวายเข็ม เข็มนั่นแลประเสริฐกว่า คือการถวายเข็มของข้าพเจ้า
นั่นแหละประเสริฐกว่า อธิบายว่า เพราะข้าพเจ้าได้สมบัติเช่นนี้ แล.
จบอรรถกถาปฐมสูจิวิมาน
๙. ทุติยสูจิวิมาน
ว่าด้วยทุติยสูจิวิมาน
พระมหาโมคคัลลานเถระเทพบุตรองค์หนึ่งว่า
[๕๙] วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบ
มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ ห้อง โอฬาร ฯล ฯ และ
วรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ.
เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว
ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ในชาติ
ก่อน ข้าพเจ้าเกิดเป็นมนุษย์ อยู่ในหมู่มนุษย์ ใน

481