บทว่า กิมิทํ กุสลํ กิมาจเรม ความว่า ธรรมดาว่ากุศลนี้ มี
สภาพย่างไร คือเป็นเช่นไร อีกอย่างหนึ่ง พวกเราพึงประพฤติกุศลนั้น
อย่างไร. บทว่า อิจฺเจเก หิ สเมจฺจ มนฺตยนฺติ ความว่า คนพวกหนึ่ง
มาประชุม คือมาร่วมกันปรึกษา คือวิจารณ์ว่าทำได้แสนยาก เหมือน
พลิกแผ่นดิน และเหมือนยกเขาสินรุ [ พระสุเมรุ ] อธิบายว่า แต่พวก
เราพึงประพฤติกันได้อีกโดยไม่ยากเย็นเลย เพราะเหตุนั้นแหละ เทพบุตร
จึงกล่าวว่า มยํ เป็นต้น.
บทว่า พหุกาโร แปลว่า มีอุปการะมาก หรือมีอุปการะใหญ่.
บทว่า อนุกมฺปิโก ได้แก่ มีความกรุณา ม อักษรทำหน้าที่เชื่อมบท.
บทว่า อิติ แปลว่า อย่างนี้ เทพบุตรกล่าวหมายถึงอาการที่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงปฏิบัติในตน. บทว่า เม สติ ความว่า เมื่อข้าพระองค์
มี คือมีอยู่ ถูกพวกโจรฆ่าทีเดียว. บทว่า ทิวา ทิวสฺส แปลว่า
กลางวันแม้ของวัน อธิบายว่า ยังกลางวันอยู่. บทว่า สฺวาหํ ได้แก่
ข้าพระองค์ผู้เป็นฉัตตมาณพนั้น. บทว่า สจฺจนามํ ความว่า ผู้มีพระนาม
ไม่เท็จ คือมีพระนามที่เป็นจริง โดยพระนามว่า ภควา อรหํ สมฺมา-
สมฺพุทฺโธ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น. บทว่า
อนุกมฺปสฺสุ แปลว่า โปรดอนุเคราะห์. บทว่า ปุนปิ ความว่า พึง
ฟังแม้ยิ่ง ๆ ขึ้น อธิบายว่า พึงฟังธรรมของพระองค์.
เทพบุตรตั้งอยู่ในความเป็นผู้กตัญญู เมื่อแสดงความไม่อิ่มด้วยดี
ด้วยการเข้าไปใกล้ และด้วยการฟังธรรม จึงกล่าวคำนั้นทั้งหมด ด้วย
ประการฉะนี้ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูอัธยาศัยของเทพ-
บุตร และบริษัทที่ประชุมกันในที่นั้นแล้วทรงแสดงอนุปุพพิกถา ทรง