พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 462 (เล่ม 48)

บทว่า กิมิทํ กุสลํ กิมาจเรม ความว่า ธรรมดาว่ากุศลนี้ มี
สภาพย่างไร คือเป็นเช่นไร อีกอย่างหนึ่ง พวกเราพึงประพฤติกุศลนั้น
อย่างไร. บทว่า อิจฺเจเก หิ สเมจฺจ มนฺตยนฺติ ความว่า คนพวกหนึ่ง
มาประชุม คือมาร่วมกันปรึกษา คือวิจารณ์ว่าทำได้แสนยาก เหมือน
พลิกแผ่นดิน และเหมือนยกเขาสินรุ [ พระสุเมรุ ] อธิบายว่า แต่พวก
เราพึงประพฤติกันได้อีกโดยไม่ยากเย็นเลย เพราะเหตุนั้นแหละ เทพบุตร
จึงกล่าวว่า มยํ เป็นต้น.
บทว่า พหุกาโร แปลว่า มีอุปการะมาก หรือมีอุปการะใหญ่.
บทว่า อนุกมฺปิโก ได้แก่ มีความกรุณา ม อักษรทำหน้าที่เชื่อมบท.
บทว่า อิติ แปลว่า อย่างนี้ เทพบุตรกล่าวหมายถึงอาการที่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงปฏิบัติในตน. บทว่า เม สติ ความว่า เมื่อข้าพระองค์
มี คือมีอยู่ ถูกพวกโจรฆ่าทีเดียว. บทว่า ทิวา ทิวสฺส แปลว่า
กลางวันแม้ของวัน อธิบายว่า ยังกลางวันอยู่. บทว่า สฺวาหํ ได้แก่
ข้าพระองค์ผู้เป็นฉัตตมาณพนั้น. บทว่า สจฺจนามํ ความว่า ผู้มีพระนาม
ไม่เท็จ คือมีพระนามที่เป็นจริง โดยพระนามว่า ภควา อรหํ สมฺมา-
สมฺพุทฺโธ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น. บทว่า
อนุกมฺปสฺสุ แปลว่า โปรดอนุเคราะห์. บทว่า ปุนปิ ความว่า พึง
ฟังแม้ยิ่ง ๆ ขึ้น อธิบายว่า พึงฟังธรรมของพระองค์.
เทพบุตรตั้งอยู่ในความเป็นผู้กตัญญู เมื่อแสดงความไม่อิ่มด้วยดี
ด้วยการเข้าไปใกล้ และด้วยการฟังธรรม จึงกล่าวคำนั้นทั้งหมด ด้วย
ประการฉะนี้ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูอัธยาศัยของเทพ-
บุตร และบริษัทที่ประชุมกันในที่นั้นแล้วทรงแสดงอนุปุพพิกถา ทรง

462
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 463 (เล่ม 48)

ทราบว่าชนเหล่านั้นมีจิตสงบ จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่ทรงยก
ขึ้นแสดงเอง ( อริยสัจ ) จบเทศนา เทพบุตรและบิดามารดาตั้งอยู่ใน
โสดาปัตติผลและมหาชนหมู่ใหญ่ได้ตรัสรู้ธรรม.
เทพบุตรตั้งอยู่ในปฐมผล เมื่อประกาศความเคารพหนักของตนใน
มรรคชั้นสูง และความที่การบรรลุมรรคนั้นมีอานิสงส์มาก จึงกล่าวคาถา
สุดท้ายว่า เย จิธ ปชหนฺติ กามราคํ ดังนี้ เนื้อความของคาถานั้นว่า
ชนเหล่าใดดำรงอยู่ในศาสนานี้ ย่อมละ คือย่อมถอนกามราคะได้ขาดไม่
เหลือเลย ชนเหล่านั้นย่อมไม่ต้องนอนในครรภ์อีก เพราะถอนโอรัม-
ภาคิยสังโยชน์ [สังโยชน์เบื้องต่ำได้แล้ว] อนึ่ง ชนเหล่าใดละโมหะ คือ
เพิกถอนโดยประการทั้งปวง ชื่อว่าละภวราคานุสัยได้ด้วย จึงไม่มีคำที่จะ
ต้องกล่าวว่า ชนเหล่านั้นย่อมต้องนอนในครรภ์อีก ดังนี้ เพราะเหตุไร.
เพราะถึงปรินิพพานดับทุกข์ เป็นผู้เย็นสนิทแล้ว. จริงอยู่ ชนเหล่านั้น
เป็นอุดมบุรุษถึงปรินิพพานดับทุกข์ ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ดังนั้น
จึงเป็นผู้เย็นสนิทแล้ว เพราะความเร่าร้อนทุกอย่างที่สัตว์ทั้งปวงเสวยสิ้น
สุดไปในปรินิพพานนั้นนั่นเอง.
เทพบุตรเมื่อประกาศความที่ตนถึงกระแสอริยะแล้ว จับเอายอด
เทศนาด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า การทำ
ประทักษิณแล้วแสดงความนับถือแก่ภิกษุสงฆ์ ลาบิดามารดาแล้วกลับ
เทวโลกอย่างเดิม แม้พระศาสดาทรงลุกจากพุทธอาสน์แล้ว เสด็จไปพร้อม
ด้วยภิกษุสงฆ์ บิดามารดาของมาณพ โปกขรสาติพราหมณ์ และมหาชน
ทั้งหมด ส่งเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วพากันกลับ พระผู้มีพระภาคเจ้า

463
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 464 (เล่ม 48)

เสด็จไปพระวิหารเชตวัน ตรัสวิมานนี้โดยพิสดารแก่บริษัทที่ประชุมกัน
เทศนานั้นได้เป็นประโยชน์แก่มหาชนแล.
จบอรรถกถาฉัตตมาณวกวิมาน
๔. กักกฏกรสทายกวิมาน
ว่าด้วยกักกฏกรสทายกวิมาน
พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า
[๕๔] วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบ
มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ ห้อง โอฬาร มีเสาแก้วไพฑูรย์
ลาดด้วยเครื่องลาดที่ถูกใจ สวยงาม ท่านอยู่ ดื่ม
กิน ในวิมานนั้น มีพิณทิพย์บรรเลงไพเราะ มี
เบญจกามคุณ มีรสเป็นทิพย์ และเทพนารีแต่งองค์
ด้วยเครื่องทองฟ้อนรำอยู่ เพราะบุญอะไร วรรณะของ
ท่านจึงเป็นเช่นนั้น เพราะบุญอะไร ผลอันนี้จึงสำเร็จ
แก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน.
ดูก่อนเทวะผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถาม
ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้
เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ
วรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.

464
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 465 (เล่ม 48)

เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว
ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ปูทอง
มีสิบขา ยืนอยู่ที่ประตูคอยเตือนสติให้ระลึก (ถึง
กรรม) ได้สง่างาม เพราะบุญนั้น วรรณะของ
ข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จ
แก่ข้าพเจ้า และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดขึ้นแก่
ข้าพเจ้า เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง
อย่างนี้ และรัศมีของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
จบกักกฏกรสทายกวิมาน
อรรถกถากักกฏกรสทายกวิมาน
กักกฏกรสทายกวิมาน มีคาถาว่า อุจฺจมิทํ มณิถฺณํ วิมานํ
เป็นต้น. กักกฏกรสทายกวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กรุงราชคฤห์
สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเริ่มเจริญวิปัสสนา เกิดโรคปวดหูขึ้นมา ไม่อาจ
ที่จะขวนขวายวิปัสสนาได้ เพราะมีร่างกายไม่สบาย แม้ประกอบยาต่าง ๆ
ตามวิธีที่หมอทั้งหลายบอก โรคก็ไม่สงบ ภิกษุนั้นได้กราบทูลความนั้น
แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า โภชนะ
ที่มีรสปูเป็นสัปปายะแก่เขา จึงตรัสแก่ภิกษุรูปนั้นว่า ภิกษุ เธอจงไปเที่ยว
บิณฑบาตที่นาของชาวมคธ.

465
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 466 (เล่ม 48)

ภิกษุนั้นคิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเห็นการณ์ไกล คงจักทรง
เห็นอะไร ๆ เป็นแน่ จึงทูลรับพระพุทธดำรัสว่า สาธุ พระเจ้าข้า
ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ถือบาตรจีวรไปนาของชาวมคธ ได้ยืน
บิณฑบาตที่ประตูกระท่อมของคนเฝ้านาคนหนึ่ง คนเฝ้านานั้น ปรุงอาหาร
รสปูและหุงข้าวแล้ว คิดว่าพักเสียหน่อยหนึ่งแล้วจึงจักกิน นั่งอยู่ เห็น
พระเถระจึงรับบาตร นิมนต์ให้นั่งในกระท่อม ได้ถวายภัตตาหารที่มี
รสปู เมื่อพระเถระฉันภัตตาหารนั้นได้หน่อยหนึ่งเท่านั้น โรคปวดหูก็
สงบ เหมือนอาบน้ำร้อยหม้อ พระเถระนั้นได้ความสบายใจเพราะอาหาร
เป็นสัปปายะ น้อมจิตไปโดยวิปัสสนา ยังฉันไม่ทันเสร็จ ก็ทำอาสวะให้
สิ้นไปโดยไม่เหลือ ตั้งอยู่ในพระอรหัต กล่าวกะคนเฝ้านาว่า อุบาสก
โรคของอาตมาสงบ เพราะฉันบิณฑบาตของท่าน กายและใจสบาย แม้
ท่านก็จักปราศจากทุกข์กายทุกข์ใจ ด้วยผลแห่งบุญของท่านนั้น ทำ
อนุโมทนาแล้วหลีกไป.
สมัยต่อมา คนเฝ้านาตายไปบังเกิดในห้องแก้วไพฑูรย์ ประดับ
ด้วยห้องรโหฐาน ๗๐๐ ห้อง ในวิมานทองเสาแก้วมณี ๑๒ โยชน์ ใน
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อนึ่ง ที่ประตูของวิมานนั้น มีปูทองอยู่ในสาแหรก
แก้วมุกดา ซึ่งพิสูจน์ถึงกรรมตามที่สั่งสมไว้ ห้อยอยู่ ครั้งนั้น ท่านพระ-
มหาโมคคัลลานะไปในดาวดึงส์นั้น โดยนัยที่กล่าวแล้วก่อน เห็นวิมาน
นั้นแล้ว ได้ถามด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบ
มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ ห้อง โอฬาร มีเสาแก้วไพฑูรย์

466
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 467 (เล่ม 48)

ลาดด้วยเครื่องลาดที่ถูกใจ สวยงาม ท่านอยู่ ดื่ม
กิน ในวิมานนั้น มีพิณทิพย์บรรเลงไพเราะ มี
เบญจกามคุณ มีรสเป็นทิพย์ และเทพนารีแต่งองค์
ด้วยเครื่องทองฟ้อนรำอยู่ เพราะบุญอะไร วรรณะ
ของท่านจึงเป็นเช่นนั้น เพราะบุญอะไร ผลอันนี้จึง
สำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่
ท่าน.
ดูก่อนเทวะผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถาม
ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้
เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรื่องอย่างนี้
และวรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพบุตรแม้นั้นได้พยากรณ์แก่พระเถระแล้ว เพื่อแสดงความนั้น
พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า
เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว
ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ปูทองมี
สิบขา ยืนอยู่ที่ประตู คอยเตือนสติให้ระลึก ( ถึง
กรรม) ได้สง่างาม เพราะบุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้า
จึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ข้าพเจ้า
และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้า.
ข้าแก่ภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ข้าพเจ้าขอบอกแก่
ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้าได้ทำบุญใดไว้ เพราะ

467
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 468 (เล่ม 48)

บุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ
วรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุจฺจํ ได้แก่ ขึ้นสูงไป. บทว่า
มณิถูณํ ได้แก่ เสาแก้วมณีมีปัทมราคทับทิมเป็นต้น. บทว่า สมนฺตโต
ได้แก่ ทั้ง ๔ ด้าน. บทว่า รุจกตฺถตา ได้แก่ ลาดด้วยแผ่นทอง
บนพื้นที่นั้น ๆ.
บทว่า ปิวสิ ขาทสิ จ ท่านกล่าวหมายน้ำดื่มที่หอมและสุธาโภชน์
ที่ใช้ตามระยะกาล. บทว่า ปวทนฺติ แปลว่า บรรเลง. บทว่า ทิพฺพา
รสา กาม คุเณตฺถ ปญฺจ ความว่า เบญจกามคุณไม่น้อย มีรสเป็น
ทิพย์มีอยู่ในที่นี้ คือในวิมานของท่านนี้. บทว่า สุวณฺณฉนฺนา ได้แก่
ประดับด้วยอาภรณ์ทอง.
บทว่า สติสมุปฺปาทกโร ความว่า ทำให้เกิดสติ คือทำให้เกิด
สติในบุญกรรม ซึ่งเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าได้ทิพยสมบัตินี้ อธิบายว่า ทำให้
เกิดสติอย่างนี้ว่า เจ้าได้สมบัตินี้เพราะถวายอาหารรสปู. บทว่า นิฏฺฐิโต
ชาตรูปสฺส ได้แก่ สำเร็จแล้วด้วยทอง ชื่อว่า ชาตรูปมยะ ปูชื่อว่า
มีขา ๑๐ เพราะปูนั้นมีขา ๑๐ แบ่งเป็นข้างละ ๕ อยู่ที่ประตูย่อมสง่างาม
ปูนั้นแหละประกาศบุญกรรมของข้าพเจ้า แก่เหล่าท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่
เช่นท่าน อธิบายว่า ในเรื่องนี้ ไม่มีคำที่ข้าพเจ้าจะต้องพูด ด้วยเหตุนั้น
เทพบุตรจึงกล่าวว่า เตน เม ตาทิโส วณฺโณ เป็นต้น. คำที่เหลือมี
นัยดังกล่าวนาแล้วนั้นแล.
จบอรรถกถากักกฏกรสทายกวิมาน

468
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 469 (เล่ม 48)

๕. ทวารปาลกวิมาน
ว่าด้วยทวารปาลกวิมาน
วิมานที่ ๕ ต่อจากนี้ พึงให้พิสดารเหมือนกักกฏวิมาน
พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า
[๕๕] วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบ
มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ ห้อง โอฬาร ฯ ล ฯ และ
วรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว
ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า พันปี
ทิพย์เป็นอายุของข้าพเจ้า มีการขับกล่อมด้วยวาจา
ให้เป็นไปด้วยใจ ผู้ทำบุญไว้จักดำรงอยู่ได้ด้วยเหตุ
เพียงเท่านี้ มีความพรั่งพร้อมด้วยกามอันเป็นทิพย์
เพราะบุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้ ฯ ลฯ
และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
จบทวารปาลกวิมาน
อรรถกถาทวารปาลกวิมาน
ทวารปาลกวิมาน มีคาถาว่า อุจฺจมิทํ มณิถูณํ เป็นต้น. ทวาร-
ปาลกวิมานเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กรุงราชคฤห์

469
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 470 (เล่ม 48)

สมัยนั้น อุบาสกคนหนึ่งในกรุงราชคฤห์ถวายนิจภัต ๔ ที่แด่พระสงฆ์ เรือน
ของเขาอยู่ท้ายหมู่บ้าน โดยมากต้องปิดประตู เพราะกลัวพวกโจร ภิกษุ
ทั้งหลายไปแล้ว บางคราวไม่ได้ภัตก็พากันกลับ เพราะประตูปิด อุบาสก
กล่าวกะภริยาว่า ที่รัก เธอถวายภิกษาแด่พระคุณเจ้าทั้งหลายโดยเคารพ
หรือ ภริยากล่าวว่า พระคุณเจ้าทั้งหลายไม่ได้มาหลายวันแล้ว เพราะ
เหตุไร เห็นจะเป็นเพราะประตูปิด อุบาสกได้ฟังดังนั้น สลดใจจึงแต่ง
ตั้งบุรุษคนหนึ่งให้เป็นคนเฝ้าประตู สั่งว่า ตั้งแต่วันนี้ไป ท่านจงนั่งเฝ้า
ประตู พระคุณเจ้าทั้งหลายมาเวลาใด จงนิมนต์ท่านให้เข้าเรือนเวลานั้น
แล้วจงรู้กิจที่ต้องจัดต้องทำทั้งปวง มีรับบาตรและปูลาดอาสนะเป็นต้น
แก่พระคุณเจ้าผู้เข้าเรือนแล้ว บุรุษนั้นรับคำว่า สาธุ เมื่อการทำตามสั่ง
ได้ฟังธรรมในสำนักของภิกษุทั้งหลาย เกิดศรัทธาเชื่อกรรมและผลแห่ง
กรรม ตั้งอยู่ในสรณะและศีลทั้งหลาย ได้บำรุงภิกษุทั้งหลายโดยเคารพ.
เวลาต่อมา อุบาสกผู้ถวายนิจภัตตายไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นยามะ
ฝ่ายคนเฝ้าประตูบำรุงภิกษุทั้งหลายโดยเคารพ เกิดขึ้นในสวรรค์ชั้นดาว-
ดึงส์ เพราะทำความขวนขวายในการบริจาคของผู้อื่น และเพราะ
อนุโมทนา สมบัติทุกอย่างมีวิมานทอง ๑๒ โยชน์ เป็นต้นของเขา พึง
ทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในกักกฏวิมานนั่นแล. คาถาที่แสดงคำถามและ
คำตอบ มีมาอย่างนี้
วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบ
มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ ห้อง โอฬาร มีเสาแก้ว
ไพฑูรย์ ลาดด้วยเครื่องลาดที่ชอบใจ สวยงาม

470
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 471 (เล่ม 48)

ท่านอยู่ ดื่ม กิน ในวิมานนั้น มีพิณทิพย์บรรเลง
ไพเราะ มีเบญจกามคุณ มีรสเป็นทิพย์ และเทพนารี
แต่งองค์ด้วยเครื่องประดับทองฟ้อนรำอยู่ เพราะบุญ
อะไร วรรณะของท่านจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญ
อะไร ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่าง
ที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน.
ดูก่อนเทวะผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถาม
ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้
เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้
และวรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทวบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว
ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า พันปีทิพย์
เป็นอายุของข้าพเจ้า มีการขับกล่อมด้วยวาจา ให้เป็น
ไปด้วยใจ ผู้ทำบุญไว้จักดำรงอยู่ได้ด้วยเหตุเพียง
เท่านี้ มีความพรั่งพร้อมด้วยกามอันเป็นทิพย์ เพราะ
บุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนั้น ฯ ล ฯ
และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิพฺพํ มมํ วสฺสสหสฺสมายุ ความว่า
ตนเองเกิดในเทพหมู่ใด กล่าวประมาณอายุของเทพหมู่นั้น คือเทวดา
ในชั้นดาวดึงส์ ด้วยว่าร้อยปีโดยการนับปีของมนุษย์ทั้งหลาย เป็นคืนหนึ่ง

471