พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 452 (เล่ม 48)

และชาวอิจฉานังคละ ก็ได้ประชุมกัน.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระดำริว่า เมื่อเราไป ฉัตตมาณพ-
เทพบุตรจะมาพบเรา เราจักให้เขาผู้มาแล้วกล่าวถึงกรรมที่ทำไว้ ให้ทำ
ผลแห่งกรรมให้ประจักษ์ แล้วเราจักแสดงธรรม มหาชนจักตรัสรู้ธรรม
ด้วยอาการอย่างนี้ ครั้นมีพระดำริแล้ว พร้อมด้วยภิกษุหมู่ใหญ่เสด็จเข้าไป
ยังประเทศนั้น ประทับนั่งเปล่งพระพุทธรังสีมีพรรณ ๖ ประการ ณ โคน
ต้นไม้แห่งหนึ่ง ครั้งนั้น แม้ฉัตตมาณพเทพบุตรตรวจดูสมบัติของตน
ทบทวนเหตุแห่งสมบัตินั้น เห็นการถึงสรณะและการสมาทานศีล เกิด
ความประหลาดใจ เกิดความเลื่อมใสมากในพระผู้มีพระภาคเจ้า คิดว่า
เราจักไปถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า และไหว้ภิกษุสงฆ์ ในบัดนี้แหละ
และจักทำคุณพระรัตนตรัยให้ปรากฏแก่มหาชน เทพบุตรอาศัยความเป็น
ผู้กตัญญู กระทำประเทศแห่งป่านั้นทั้งหมดให้มีแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน
มาพร้อมกับวิมาน ลงจากวิมาน ปรากฏองค์ให้เห็นพร้อมด้วยบริวาร
หมู่ใหญ่ เข้าไปหมอบถวายบังคมด้วยเศียรเกล้าแทบพระยุคลบาทของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วยืนประคองอัญชลีอยู่ มหาชนเห็นดังนั้นมีความ
ประหลาดอัศจรรย์ว่า นี้ใครหนอ เทวดาหรือพรหมพากันเข้าแวดล้อม
พระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะทรงทำบุญกรรมที่เทพบุตรนั้นกระทำ
ไว้ให้ปรากฏ ได้ตรัสไต่ถามเทพบุตรนั้นว่า
พระอาทิตย์ในท้องฟ้าก็ไม่สว่าง พระจันทร์ก็
ไม่สว่าง ดาวฤกษ์ผุสสะก็ไม่สว่างเหมือนวิมานนี้ มี

452
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 453 (เล่ม 48)

รัศมีสว่างมาก ไม่มีที่เปรียบ ท่านเป็นใคร จาก
ดาวดึงส์มาสู่แผ่นดิน รัศมีมีเกิน ๒๐ โยชน์ ตัดรังสี
พระอาทิตย์ และทำกลางคืนให้เป็นเหมือนกลางวัน
วิมานของท่านงามบริสุทธิ์ผุดผ่อง มีดอกปทุมมาก มี
ดอกบุณฑริกงามเกลื่อนกลาดไปด้วยดอกไม้ทั้งหลาย
งามไม่น้อย คลุมด้วยข่ายทองที่ปราศจากละออง
ธุลี สว่างอยู่ในอากาศ เหมือนดวงอาทิตย์ วิมาน
ของท่านบริบูรณ์ด้วยเหล่าอัปสรผู้ทรงผ้าแดงและผ้า
เหลือง หอมตลบด้วยกฤษณา ประยงค์ และจันทน์
มีองค์และผิวพรรณเปล่งปลั่งดังทอง เหมือนท้องฟ้า
เต็มไปด้วยดวงดาวทั้งหลาย ทวยเทพบุตรและเทพธิดา
ในวิมานนี้มีมาก หลายหลากวรรณะ มีอาภรณ์
ประดับด้วยดอกไม้ มีใจดี มีกรองทอง นุ่งห่มด้วย
อาภรณ์ที่เป็นทอง โชยกลิ่นหอมลอยไปตามลม นี้
เป็นวิบากแห่งการสำรวมอะไร ท่านเกิดในวิมานนี้
ด้วยผลแห่งกรรมอะไร และท่านได้วิมานนี้โดยวิธีใด
ท่านถูกเราถามแล้ว เชิญบอกตามสมควรแก่วิธีนั้น
ด้วยเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตปติ แปลว่า ย่อมสว่าง. บทว่า
นภสฺมึ แปลว่า ในอากาศ. บทว่า ผุสฺโส แปลว่า หมู่ดาวฤกษ์ผุสสะ.
บทว่า อตุลํ แปลว่า ไม่มีที่เปรียบหรือประมาณไม่ได้ ท่านอธิบายคำนี้

453
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 454 (เล่ม 48)

ไว้ว่า วิมานของท่านนี้ ไม่มีที่เปรียบ ประมาณไม่ได้ สว่างมาก คือสว่าง
ไปในอากาศ จากวิมานนั้น ๆ แหละ เพราะผ่องใสฉันใด ดวงดาว
ทั้งหลายย่อมไม่สว่างเหมือนฉันนั้น พระจันทร์ก็ไม่สว่าง ดาวเหล่านั้น
ไม่ต้องพูดถึง แม้พระอาทิตย์ก็ยังไม่สว่างเท่า ท่านเป็นใครถึงได้เป็น
อย่างนี้ จากเทวโลกมายังภูมิประเทศนี้ ขอจงบอกกล่าวแก่มหาชนนี้
ทำความข้อนั้นให้ปรากฏ.
บทว่า ฉินฺทติ แปลว่า ตัดขาด ความว่า ต่อต้านไม่ให้เป็นไป.
บทว่า รํสี แปลว่า รัศมีทั้งหลาย. บทว่า ปภงฺกรสฺส แปลว่า ของ
ดวงอาทิตย์ ก็รัศมีของวิมานนั้น แผ่ไปโดยรอบ ๒๕ โยชน์ เพราะเหตุ
นั้นท่านจึงกล่าวว่า สาธิกวีสติโยชนานิ อาภา ดังนี้. บทว่า รตฺติมฺปิ
จ ยถา ทิวํ กโรติ ความว่า วิมานของท่านกำจัดความมืดด้วยรัศมีของ
ตน ทำแม้ภาคราตรีให้เป็นเหมือนภาคกลางวัน ชื่อว่า บริสุทธิ์ เพราะ
สะอาดทั้งภายในและภายนอก โดยรอบ ๆ ชื่อว่า ผุดผ่อง เพราะไม่มี
มลทินโดยประการทั้งปวง ชื่อว่า งาม เพราะดี.
บทว่า พหุปทุมวิจิตฺรปุณฺฑรีกํ ได้แก่ ดอกบัวแดงหลายอย่าง
มากมาย และดอกบัวขาวมีสีงดงาม อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ดอกบัวขาว
ชื่อว่าปทุม ดอกบัวแดงชื่อว่า บุณฑริก. บทว่า โวกิณฺณํ กุสุเมหิ
ความว่า เกลื่อนไปด้วยดอกไม้อื่น ๆ นานาชนิด. บทว่า เนกจิตฺตํ
ความว่า งามอย่างต่าง ๆ ด้วยมาลากรรมและลดากรรมเป็นต้น. บทว่า
อรชวิรชเหม ชาลจฺฉนฺนํ ความว่า ปราศจากละอองเอง และคลุมด้วย
ข่ายทองที่ปราศจากธุลี ไม่มีโทษ.

454
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 455 (เล่ม 48)

บทว่า รตฺตกมฺพลปีตวาสสาหิ แปลว่า ด้วยผ้าแดงทั้งหลาย และ
ด้วยผ้าเหลืองทั้งหลาย จริงอยู่ เทพธิดาองค์หนึ่งนุ่งห่มผ้าทิพย์สีแดง ย่อม
ทำให้ผ้าทิพย์สีเหลือง เหลือยิ่งขึ้น อีกองค์หนึ่งนุ่งห่มผ้าทิพย์สีเหลือง
ย่อมทำให้ผ้าทิพย์สีแดง แดงยิ่งขึ้น ท่านหมายความดังนั้น จึงกล่าวว่า
รตฺตกมฺพลปีตวาสสาหิ ดังนี้. บทว่า อครุปิยงฺคุจนฺทนุสฺสทาหิ ความว่า
หอมฟุ้งด้วยกลิ่นกฤษณา ด้วยดอกประสงค์ และด้วยกลิ่นจันทน์ทั้งหลาย
อธิบายว่า อบอวลไปด้วยกลิ่นกฤษณาอันเป็นทิพย์เป็นต้น. บทว่า
กญฺจนตนุนฺนิภตฺตจาหิ แปลว่า มีผิวละเอียดอ่อนคล้ายทอง. บทว่า ปริปูรํ
ความว่า เต็มไปด้วยเทพธิดาผู้เที่ยวไปในที่นั้น ๆ และขับร้องเสียง
ประสาน.
บทว่า พหุเกตฺถ แปลว่า ในวิมานนี้มาก. บทว่า อเนกวณฺณา
แปลว่า มีรูปต่าง ๆ. บทว่า กุสุมวิภูสิตาภรณา ความว่า มีทิพยาภรณ์
ประดับด้วยดอกไม้ทิพย์ทั้งหลาย เพื่อโชยกลิ่นหอมเป็นพิเศษ. บทว่า
เอตฺถ แปลว่า ในวิมานนี้. บทว่า สุมนา แปลว่า มีใจดี คือมีจิต
เบิกบาน. บทว่า อนิลปมุญฺจิตา ปวนฺติ สุรภึ ความว่า ย่อมโชยกลิ่น
หอมของดอกไม้ทั้งหลายที่มีกลิ่นลอยไปตามลม เพราะเป็นดอกไม้แก่และ
บานแล้ว เหมือนพวงกลีบหลุดด้วยลม อาจารย์บางท่านกล่าวว่า อนิล-
ปธูปิตา อันลมขจัดแล้วดังนี้ก็มี ความว่า ดอกไม้ทองถูกลมพัดแผ่ว ๆ
ชื่อว่า มีกรองทอง เพราะเครื่องประดับมีเปลือกไม้ทองเป็นต้นแผ่ไปที่
ช้องผมเป็นต้น ชื่อว่า นุ่งห่มด้วยอาภรณ์ที่เป็นทอง เพราะมีสรีระปกปิด
ด้วยอาภรณ์อันเป็นทองโดยมาก ด้วยบทว่า นรนาริโย ทรงแสดงว่า
ในวิมานของท่านนี้ มีเทพบุตรและเทพธิดามาก.

455
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 456 (เล่ม 48)

บทว่า อิงฺฆ เป็นนิบาต ในอรรถว่า เตือน. บทว่า ปุฏฺโฐ
แปลว่า อันเราถามแล้ว อธิบายว่า เพื่อผลกรรมประจักษ์ชัด แก่
มหาชนนี้.
ลำดับนั้น เทพบุตรได้พยากรณ์ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
พระศาสดาเสด็จมาพบมาณพในทางนี้ ด้วย
พระองค์เอง เมื่อทรงอนุเคราะห์ ได้ตรัสสอนแล้ว
ฉัตตมาณพฟังธรรมของพระองค์ผู้เป็นรัตนะอันประ-
เสริฐ ได้กราบทูลว่า ข้าพระองค์จักกระทำตาม
พระองค์ตรัสสอนว่า เธอจงเข้าถึงพระชินวรผู้
ประเสริฐ ทั้งพระธรรมและภิกษุสงฆ์ เป็นสรณะ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระองค์ได้กล่าวว่า
ไม่รู้ แต่ภายหลังได้กระทำตามพระดำรัสของ
พระองค์ อย่างนั้นทีเดียว พระองค์ตรัสสอนว่า จง
อย่าฆ่าสัตว์ อย่าประพฤติกรรมไม่สะอาดต่าง ๆ ผู้มี
ปัญญาทั้งหลายไม่สรรเสริญความไม่สำรวมในสัตว์
ทั้งหลายเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระ-
องค์ได้กล่าวว่า ไม่รู้ แต่ภายหลังได้กระทำตามพระ-
ดำรัสของพระองค์ อย่างนั้นทีเดียว พระองค์ตรัส
สอนว่า อย่าเป็นผู้มีความสำคัญของที่เจ้าของมิได้ให้
แม้ที่ชนอื่นรักษาไว้ ว่าเป็นของควรถือเอา ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระองค์ได้กล่าวว่า ไม่รู้

456
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 457 (เล่ม 48)

แต่ภายหลังได้กระทำ ตามพระดำรัสของพระองค์
อย่างนั้นทีเดียว พระองค์ตรัสสอนว่า อย่าได้ล่วงเกิน
ภริยาของคนอื่นที่คนอื่นรักษา นั่นเป็นสิ่งไม่ประเสริฐ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระองค์ได้กล่าวว่า
ไม่รู้ แต่ภายหลังได้กระทำตามพระดำรัสของพระองค์
อย่างนั้นทีเดียว พระองค์ตรัสสอนว่า อย่าได้กล่าว
เรื่องจริงเป็นเท็จ ผู้มีปัญญาทั้งหลายไม่สรรเสริญ
มุสาวาทเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระองค์
ได้กล่าวว่า ไม่รู้ แต่ภายหลังได้กระทำตามพระดำรัส
ของพระองค์ อย่างนั้นทีเดียว พระองค์ตรัสสอนว่า
จงงดเว้นนำเมา ซึงเป็นเครื่องให้คนปราศจากสัญญา
นั้นทั้งหมด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระองค์ได้
กล่าวว่า ไม่รู้ แต่ภายหลังได้กระทำตามพระดำรัสของ
พระองค์ อย่างนั้นทีเดียว ข้าพระองค์นั้นถือสิกขา-
บท ๕ ในศาสนานี้ ปฏิบัติในธรรมของพระตถาคต
ได้ไปยังทางสองแพร่ง ท่ามกลางพวกโจร พวกโจร
เหล่านั้นฆ่าข้าพระองค์ ที่ทางนั้น เพราะโภคะเป็น
เหตุ ข้าพระองค์ระลึกถึงกุศลนี้เพียงเท่านี้ กุศลอื่น
นอกจากนั้น ของข้าพระองค์ไม่มี ด้วยกรรมอัน
สุจริตนั้น ข้าพระองค์จึงเกิดในหมู่เทวดาชาวไตรทิพย์
พรั่งพร้อมด้วยสิ่งที่น่าปรารถนา ขอพระองค์โปรดดู
วิบากแห่งการสำรวมชั่วขณะครู่หนึ่ง ด้วยการปฏิบัติ

457
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 458 (เล่ม 48)

ธรรมตามสมควร ซึ่งเหมือนรุ่งเรืองอยู่ด้วยยศ คน
เป็นอันมากผู้มีกรรมต่ำทรามเพ่งดูข้าพระองค์ ก็นึก
กระหยิ่ม โปรดดูเถิด ข้าพระองค์ถึงสุคติ และถึง
ความสุข ด้วยเทศนาเล็กน้อย ก็เหล่าสัตว์ผู้ที่
ฟังธรรมของพระองค์ติดต่อกันเหล่านั้น เห็นทีจะ
สัมผัสพระนิพพานอันเป็นแดนเกษมเป็นแน่ กรรม
ที่ทำแม้น้อย ก็มีวิบากใหญ่ไพบูลย์ เพราะธรรม
ของพระตถาคตแท้ ๆ โปรดดูเถิด เพราะเป็นผู้ได้
ทำบุญไว้ ฉัตตมาณพจึงเปล่งรัศมีสว่างตลอดแผ่น
ปฐพี เหมือนดังดวงอาทิตย์ คนพวกหนึ่งประชุม
ปรึกษากันว่า กุศลนี้เป็นอย่างไร พวกเราจะประพฤติ
กุศลอะไร พวกเรานั้นได้ความเป็นมนุษย์แล้ว พึง
ปฏิบัติมนุษยธรรม มีศีลกันอยู่อีกทีเดียว พระศาสดา
ทรงมีอุปการะมาก ทรงอนุเคราะห์อย่างนี้ เมื่อข้า-
พระองค์ถูกโจรฆ่าชิงทรัพย์ ยังกลางวันแสก ๆ อยู่
เลย ข้าพระองค์นั้นเป็นผู้เข้าถึงพระผู้มีพระนามอัน
เป็นสัจจะ ขอพระองค์โปรดอนุเคราะห์เถิด พวก
ข้าพระองค์ทั้งหลายขอฟังธรรมอีก ชนเหล่าใดใน
ศาสนานี้ละกามราคะ อนุสัย คือภวราคะ และโมหะ
ละได้ขาด ชนเหล่านั้นย่อมไม่ต้องนอนในครรภ์ คือ
เกิดอีก เพราะถึงปรินิพพานดับทุกข์ เย็นสนิทแล้ว.

458
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 459 (เล่ม 48)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สยมิธ ปเถ สเมจฺจ มาณเวน
ความว่า มาประชุมกัน คือร่วมกันกับมาณพกุมารพราหมณ์ ผู้เข้าไปหา
เองทีเดียว ในที่นี้ที่ทางนี้ คือที่ทางใหญ่นี้ ประกอบบทว่า พระผู้มี-
พระภาคเจ้า ชื่อว่า ศาสดา เพราะทรงสั่งสอนเหล่าสัตว์ด้วยทิฏฐธัมมิกัตถ-
ประโยชน์ สัมปรายิกัตถประโยชน์ และปรมัตถประโยชน์ ตามควร
ทรงเอ็นดูอนุเคราะห์สั่งสอนมาณพใด ตามธรรม มาณพนั้น ชื่อฉัตตะ
คือมาณพที่ชื่อว่าฉัตตะ กล่าวแล้ว กราบทูลแล้วว่า ข้าพระองค์ฟังธรรม
นั้น ของพระองค์ผู้เป็นรัตนะอันประเสริฐ คือของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้เป็นรัตนะชั้นเลิศ จักกระทำตามธรรมนั้น คือปฏิบัติตามที่ทรงสั่งสอน
ดังนี้อย่างนี้.
เทพบุตรแสดงกรรมตามที่ถูกถาม โดยเหตุการณ์อย่างนี้แล้ว เมื่อ
แสดงกรรมนั้นทั้งรวม ๆ ทั้งแยกเป็นส่วน ๆ จึงกล่าวว่า ชินวรปวรํ
เป็นต้น เพื่อแสดงว่าตนถูกพระศาสดาทรงชักชวน และที่ตนตั้งมั่นใน
สรณะและศีลนั้นภายหลัง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โนติ ปฐมํ
อโวจหํ ภนฺเต ความว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ข้าพระองค์
ถูกพระองค์ตรัสถามว่า เธอรู้สรณคมน์หรือ ทีแรกได้กราบทูลว่า ไม่ คือ
ไม่รู้. บทว่า ปจฺฉา เต วจนํ ตเถวกาสึ ความว่า ภายหลังข้าพระองค์
เมื่อทบทวนพระดำรัส ก็ได้กระทำคือปฏิบัติตามพระดำรัสของพระองค์
อย่างนั้นทีเดียว อธิบายว่า ได้เข้าถึงสรณะทั้งสาม.
บทว่า วิวิธํ ได้แก่ สูงและต่ำ ความว่า มีโทษน้อยและมีโทษ
มาก. บทว่า มาจรสฺสุ ได้แก่ อย่าได้กระทำ. บทว่า อสุจึ ได้แก่
ไม่สะอาด เพราะเจือปนด้วยของไม่สะอาดคือกิเลส. บทว่า ปาเณสุ

459
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 460 (เล่ม 48)

อสญฺญตํ ได้แก่ ไม่งดเว้นจากการฆ่าสัตว์. บทว่า น หิ อวณฺณยึสุ
ได้แก่ ในปัจจุบันก็ไม่สรรเสริญ ความจริง บทนี้เป็นคำอดีตกาล ลงใน
อรรถปัจจุบันกาล อีกอย่างหนึ่ง คำว่า อวณฺณยึสุ เป็นกำหนดกาล
ทั้งสิ้นแต่โดยเอกเทศ เพราะฉะนั้น ท่านจึงอธิบายว่า ไม่สรรเสริญมา
แล้วในอดีตกาลฉันใด ก็ไม่สรรเสริญอยู่ในปัจจุบันกาล จักไม่สรรเสริญ
แม้ในอนาคตกาลฉันนั้น.
บทว่า ปรชนสฺส รกฺขิตํ ได้แก่ ของที่เจ้าของหวงแหน เพราะ
เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อทินฺนํ เขาไม่ให้. บทว่า มา อคมา แปลว่า
อย่าล่วงละเมิด. บทว่า วิตถํ ได้แก่ ไม่แท้ อธิบายว่า เท็จ. บทว่า
อญฺญถา แปลว่า โดยประการอื่นเทียว อธิบายว่า มีความสำคัญว่าไม่แท้
คือรู้อยู่ว่าไม่แท้อย่างนี้ อย่าได้กล่าวอย่างนี้.
บทว่า เยน ได้แก่ เพราะน้ำเมาใด อธิบายว่า ที่ดื่มเข้าไป
บทว่า อเปติ แปลว่า ไปปราศ. บทว่า สญฺญา ได้แก่ ธรรมสัญญา
หรือโลกสัญญานั่นเอง. บทว่า สพฺพํ ความว่า ไม่เหลือเลย ตั้งแต่พืช.
บทว่า สฺวาหํ ความว่า ข้าพระองค์ คือเป็นฉัตตมาณพครั้งนั้น.
บทว่า อิธ ได้แก่ ในที่แห่งทางนี้. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อิธ ได้แก่ ใน
ศาสนาของพระองค์นี้ เพราะเหตุนั้น จึงกล่าวว่า ตถาคตสฺส ธมฺเม.
บทว่า ปญฺจ สิกฺขา ได้แก่ สิกขาบท ๕. บทว่า กริตฺวา ความว่า
ถือ คืออธิษฐาน. บทว่า เทฺวปถํ ได้แก่ ทางที่อยู่กลางเขตบ้าน ๒ ตำบล
อธิบายว่า ทางระหว่างเขต. บทว่า เต ได้แก่ พวกโจรเหล่านั้น. บทว่า
ตตฺถ ได้แก่ ตรงทางระหว่างเขตนั้น. บทว่า โภคเหตุ ได้แก่ เพราะ
เห็นแก่อามิส.

460
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 461 (เล่ม 48)

ความว่า ไม่มี คือไม่ได้กุศลอื่น นอกเหนือไปจากนั้น คือจาก
กุศลตามที่กล่าวแล้ว ที่ข้าพระองค์ระลึกได้. บทว่า กามกามี แปลว่า
พรั่งพร้อมด้วยกามคุณตามที่ปรารถนา.
บทว่า ขณมุหุตฺตสญฺญมสฺส ได้แก่ รักษาศีลชั่วขณะครู่เดียว.
บทว่า อนุธมฺมปฏิปตฺติยา ความว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอ
พระองค์โปรดดูวิบาก ของบุคคลผู้ปฏิบัติธรรมตามสมควรแก่ผลตามที่ได้
บรรลุแล้ว อีกอย่างหนึ่ง ขอพระองค์โปรดดูวิบากแห่งการถึงสรณะ และ
แห่งการสมาทานศีล ด้วยการปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรม คือโอวาท
ของพระองค์ โดยทำนองที่กล่าวแล้วนั่นแล. บทว่า ชลมิว ยสสา
ความว่า เหมือนรุ่งเรืองอยู่ด้วยฤทธิ์และด้วยปริวารสมบัติ. บทว่า
สเมกฺขมานา แปลว่า เห็นอยู่. บทว่า พหุกา แปลว่า มาก. บทว่า
ปิหยนฺติ ความว่า ย่อมปรารถนาว่า ทำอย่างไรหนอ พวกเราถึงจะเป็น
เช่นนี้. บทว่า หีนกมฺมา ความว่า มีโภคะเลวกว่าสมบัติของเรา.
บทว่า กติปยาย แปลว่า น้อย. บทว่า เย ได้แก่ ภิกษุ
ทั้งหลายด้วย อุบาสกเป็นต้นด้วย เหล่าใด จ ศัพท์ลงในอรรถพยติเรก.
บทว่า เต แปลว่า ของพระองค์. บทว่า สตตํ ได้แก่ ทุก ๆ วัน.
บทว่า วิปุลํ ได้แก่ ผลโอฬาร อานุภาพไพบูลย์. บทว่า
ตถาคตสฺส ธมฺเม ประกอบความว่า ตั้งอยู่ในโอวาทคำสอนของพระ-
ตถาคตกระทำตามแล้ว. เนื้อความที่กล่าวไว้ในได้ยกอะไรแสดงเลย อย่างนี้
เทพบุตรเมื่อแสดงโดยยกตนขึ้นแสดง จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ปสฺส ดังนี้.
ด้วยคำว่า ปสฺส ในคำนั้น เทพบุตรกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า อีก
อย่างหนึ่ง กล่าวถึงตนเองนั่นแหละ แต่ทำเหมือนเป็นผู้อื่น.

461