พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 442 (เล่ม 48)

ทั้งหลาย งามไม่น้อย คลุมด้วยข่ายทองที่ปราศจาก
ละอองธุลี สว่างอยู่ในอากาศ เหมือนดวงอาทิตย์
วิมานของท่านบริบูรณ์ด้วยเหล่าอัปสร ผู้ทรงผ้าแดง
และผ้าเหลือง หอมตลบด้วยกฤษณา ประยงค์ และ
จันทน์ มีองค์และผิวพรรณเปล่งปลั่งดังทอง เหมือน
ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาวทั้งหลาย ทวยเทพบุตร
และเทพธิดาในวิมานนี้มีมาก หลายหลากวรรณะ มี
อาภรณ์ประดับด้วยดอกไม้ มีใจดี มีกรองทอง นุ่งห่ม
ด้วยอาภรณ์ที่เป็นทอง โชยกลิ่นหอมลอยไปตามลม
นี้เป็นวิบากแห่งการสำรวมอะไร ท่านเกิดในวิมานนี้
ด้วยผลแห่งกรรมอะไร และท่านได้วิมานนี้โดยวิธีใด
ท่านถูกเราถามแล้ว เชิญบอกตามสมควรแก่วิธีนั้น
ด้วยเถิด.
เทพบุตรกราบทูลว่า
พระศาสดาเสด็จมาพบมาณพในทางนี้ ด้วย
พระองค์เอง เมื่อทรงอนุเคราะห์ได้ตรัสสอนแล้ว
ฉัตตมาณพฟังธรรม ของพระองค์ผู้เป็นรัตนะ อัน
ประเสริฐ ได้กราบทูลว่า ข้าพระองค์จักกระทำตาม
พระองค์ตรัสสอนว่า เธอจงเข้าถึงพระชินวรผู้ประ-
เสริฐ ทั้งพระธรรมและภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญู ทีแรกข้าพระองค์ได้กล่าวว่า ไม่รู้
แต่ภายหลังได้กระทำตามพระดำรัส ของพระองค์

442
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 443 (เล่ม 48)

อย่างนั้นทีเดียว พระองค์ตรัสสอนว่า จงอย่าฆ่าสัตว์
อย่าประพฤติกรรมไม่สะอาดต่าง ๆ ผู้มีปัญญา
ทั้งหลายไม่สรรเสริญความไม่สำรวมในสัตว์ทั้งหลาย
เลย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระองค์ได้
กล่าวว่า ไม่รู้ แต่ภายหลังได้กระทำตามพระดำรัส
ของพระองค์อย่างนั้นทีเดียว พระองค์ตรัสสอนว่า
อย่าเป็นผู้มีความสำคัญของที่เจ้าของมิได้ให้ แม้ที่
ชนอื่นรักษาไว้ ว่าเป็นของควรถือเอา ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระองค์ได้กล่าวว่า ไม่รู้ แต่ภาย
หลังได้กระทำตามพระดำรัสของพระองค์อย่างนั้น
ทีเดียว พระองค์ตรัสสอนว่า อย่าได้ล่วงเกินภริยา
ของคนอื่น ที่คนอื่นรักษา นั่นเป็นสิ่งไม่ประเสริฐ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระองค์ได้กล่าวว่า
ไม่รู้ แต่ภายหลังได้กระทำตามพระดำรัสของพระองค์
อย่างนั้นทีเดียว พระองค์ตรัสสอนว่า อย่าได้กล่าว
เรื่องจริงเป็นเท็จ ผู้มีปัญญาทั้งหลายไม่สรรเสริญ
มุสาวาทเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่แรกข้าพระองค์
ได้กล่าวว่า ไม่รู้ แต่ภายหลังได้กระทำตามพระ-
ดำรัสของพระองค์อย่างนั้นทีเดียว พระองค์ตรัส
สอนว่า จงงดเว้นน้ำเมา ซึ่งเป็นเครื่องให้คน
ปราศจากสัญญานั้นทั้งหมด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ทีแรกข้าพระองค์ได้กล่าวว่า ไม่รู้ แต่ภายหลังได้

443
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 444 (เล่ม 48)

กระทำตามพระดำรัสของพระองค์อย่างนั้นทีเดียว
ข้าพระองค์นั้นถือสิกขาบท ๕ ในศาสนานี้ ปฏิบัติใน
ธรรมของพระตถาคต ได้ไปยังทางสองแพร่ง ท่าม
กลางพวกโจร พวกโจรเหล่านั้นฆ่าข้าพระองค์ที่ทาง
นั้นเพราะโภคะเป็นเหตุ.
ข้าพระองค์ระลึกถึงกุศลนี้เพียงเท่านี้ กุศลอื่น
นอกจากนั้น ของข้าพระองค์ไม่มี ด้วยกรรมอัน
สุจริตนั้น ข้าพระองค์จึงเกิดในหมู่เทวดาชาวไตรทิพย์
พรั่งพร้อมด้วยสิ่งที่ปรารถนา ขอพระองค์โปรดดู
วิบากแห่งการสำรวมชั่วขณะครู่หนึ่ง ด้วยการปฏิบัติ
ธรรมตามสมควร ซึ่งเหมือนรุ่งเรืองอยู่ด้วยยศ คน
เป็นอันมาก ผู้มีกรรมต่ำทรามเพ่งดูข้าพระองค์ ก็นึก
กระหยิ่ม โปรดดูเถิด ข้าพระองค์ถึงสุคติและถึง
ความสุขด้วยเทศนาเล็กน้อย ก็เหล่าสัตว์ผู้ที่ฟังธรรม
ของพระองค์ติดต่อกันเหล่านั้น เห็นทีจะสัมผัสพระ-
นิพพานอันเป็นแดนเกษมเป็นแน่ กรรมที่ทำแม้น้อย
ก็มีวิบากใหญ่ ไพบูลย์ เพราะธรรมของพระตถาคต
แท้ ๆ โปรดดูเถิด เพราะเป็นผู้ได้ทำบุญไว้
ฉัตตมาณพจึงเปล่งรัศมีสว่างตลอดแผ่นปฐพี เหมือน
ดังดวงอาทิตย์.
คนพวกหนึ่งประชุมปรึกษากันว่า กุศลนี้เป็น

444
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 445 (เล่ม 48)

อย่างไร พวกเราจะประพฤติกุศลอะไร พวกเรานั้น
ได้ความเป็นมนุษย์แล้ว พึงปฏิบัติมนุษยธรรม มีศีล
กันอยู่อีกทีเดียว พระศาสดาทรงมีอุปการะมาก ทรง
อนุเคราะห์อย่างนี้ เมื่อข้าพระองค์ถูกโจรฆ่าชิงทรัพย์
ยังกลางวันแสก ๆ อยู่เลย ข้าพระองค์นั้น เป็นผู้
เข้าถึงพระผู้มีพระนามอันเป็นสัจจะ ขอพระองค์
โปรดอนุเคราะห์เถิด พวกข้าพระองค์ทั้งหลายขอฟัง
ธรรมอีก ชนเหล่าใดในศาสนานี้ละกามราคะอนุสัย
คือภวราคะ และโมหะ ละได้ขาด ซนเหล่านั้น
ย่อมไม่ต้องนอนในครรภ์ คือเกิดอีก เพราะถึง
ปรินิพพานดับทุกข์ เย็นสนิทแล้ว.
จบอัตตมาณวกวิมาน
อรรถกถาอัตตมาณวกวิมาน
ฉัตตมาณวกวิมาน มีคาถาว่า โย วทตํ ปวโร มนุเชสุ เป็นต้น.
ฉัตตมาณวกวิมาณเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี
สมัยนั้น มีมาณพพราหมณ์ชื่อฉัตตะ เป็นบุตรที่ได้มาโดยยาก ของพราหมณ์
คนหนึ่ง ในเสตัพยนคร มาณพนั้นเจริญวัยแล้ว บิดาส่งไปอุกกัฏฐนคร

445
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 446 (เล่ม 48)

เรียนมนต์และฐานวิชาทั้งหลายในสำนักของพราหมณ์ชื่อโปกขรสาติ ไม่
นานนักก็สำเร็จการศึกษาในศิลปพราหมณ์ เพราะเป็นคนมีปัญญาและไม่
เกียจคร้าน เขากล่าวกะอาจารย์ว่า กระผมศึกษาศิลปะในสำนักของท่าน
อาจารย์แล้ว กระผมจะให้ทักษิณาค่าบูชาครูแก่ท่านอาจารย์อย่างไร อาจารย์
กล่าวว่า ธรรมดาทักษิณาค่าบูชาครู ต้องพอเหมาะแก่ทรัพย์สมบัติของ
อันเตวาสิก เธอจงนำกหาปณะมาพันหนึ่ง ฉัตตมาณพกราบอาจารย์กลับ
ไปเสตัพยนคร ไหว้บิดามารดา บิดามารดาก็ชื่นชมยินดีกระทำปฏิสันถาร
ต้อนรับ เขาบอกความนั้นแก่บิดา กล่าวว่า โปรดให้ของที่ควรจะให้แก่
ฉันเถิด ฉันจักให้ค่าบูชาครูในวันนี้แหละแล้วจักกลับมา บิดามารดา
กล่าวกะเขาว่า ลูก วันนี้ค่ำแล้ว พรุ่งนี้ค่อยไป แล้วนำกหาปณะทั้งหลาย
ออกมาผูกเป็นห่อแล้ววางไว้.
พวกโจรรู้เรื่องนั้น แอบอยู่ในป่าชัฏแห่งหนึ่ง ในทางที่ฉัตตมาณพ
จะไป ด้วยคิดว่า จักฆ่ามาณพแล้วชิงเอากหาปณะทั้งหลายเสีย.
เวลาใกล้รุ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากมหากรุณาสมาบัติ
ทรงตรวจดูโลกอยู่ ทรงเห็นว่า ฉัตตมาณพจะดำรงอยู่ในสรณะและศีล
เขาจักถูกพวกโจรฆ่าตายไปบังเกิดในเทวโลก มาจากเทวโลกกับวิมาน
และบริษัทที่ประชุมกันในที่นั้นจะตรัสรู้ธรรม จึงเสด็จไปก่อนประทับนั่ง
ณ โคนค้นไม้แห่งหนึ่ง ในทางเดินของมาณพ มาณพถือเอาทรัพย์ค่าบูชา
อาจารย์ ไปจากเสตัพยนคร มุ่งหน้าไปอุกกัฏฐนคร เห็นพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าประทับนั่งอยู่ในระหว่างทาง จึงเข้าไปเฝ้ายืนอยู่ พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสว่า เธอจักไปไหน กราบทูลว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม
ข้าพระองค์จักไปอุกกัฏฐนคร เพื่อให้ทักษิณาค่าบูชาครู แก่โปกขรสาติ

446
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 447 (เล่ม 48)

พราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์ของข้าพระองค์ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ว่า มาณพ เธอรู้สรณะ ๓ และศีล ๕ หรือ เมื่อมาณพกราบทูลว่า
ข้าพระองค์ไม่รู้สรณะ ๓ และศีล ๕ เหล่านั้นว่ามีและเป็นเช่นไร ทรง
ประกาศผลานิสงส์ของการถึงสรณะและการสมาทานศีล ๕ ว่า นี้เป็นเช่นนี้
แล้วตรัสว่า มาณพ เธอจงเรียนวิธีถึงสรณะก่อน มาณพทูลขอว่า สาธุ
ข้าพระองค์จักเรียน ขอพระองค์โปรดตรัสบอกเถิด พระเจ้าข้า เมื่อทรง
แสดงวิธีถึงสรณะโดยประพันธ์เป็นคาถา สมควรแก่อัธยาศัยของมาณพนั้น
ได้ตรัสคาถา ๓ คาถาว่า
บรรดาผู้กล่าวสอนอยู่ [ ศาสดา ] ผู้ใดเป็นผู้
ประเสริฐในมนุษย์ เป็นศากยมุนี เป็นภควา ผู้ทำกิจ
เสร็จแล้ว ถึงฝั่งแล้ว พรั่งพร้อมด้วยพละและวิริยะ
เธอจงเข้าถึงผู้นั้น ผู้เป็นสุคต เป็นสรณะ เธอจงเข้า
ถึงพระธรรมที่สำรอกราคะ ไม่หวั่นไหว ไม่เศร้าโศก
เป็นอสังขตธรรม ไม่ปฏิกูล ไพเราะ ซื่อตรง จำแนก
ไว้ดีนี้ เป็นสรณะ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวทานที่ถวาย
ในท่านเหล่าใดว่ามีผลมาก ท่านเหล่านั้น คือ อริย-
บุคคลสี่คู่ เป็นบุคคลแปด ผู้แสดงธรรม เธอจงเข้า
ถึงพระสงฆ์นี้ เป็นสรณะ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โย เป็นคำไม่กำหนดแน่. ด้วยบทว่า ตํ
นี้ พึงทราบกำหนดแน่ ของบทนั้น. บทว่า วทตํ แปลว่า ผู้กล่าวอยู่.
บทว่า ปวโร แปลว่า ประเสริฐ อธิบายว่า สูงสุดของผู้กล่าวทั้งหลาย

447
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 448 (เล่ม 48)

คือประเสริฐในหมู่นักพูด. บทว่า มนุเชสุ เป็นการแสดงไขอย่างอุกฤษฏ์
เหมือนบทว่า สตฺถา เทวมนุสฺสานํ ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ประเสริฐ
ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบ้าง ของพรหมทั้งหลายบ้าง ของเหล่าสัตว์
ทั้งปวงบ้าง. อนึ่ง บทว่า มนุเชสุ ท่านกล่าวเพราะความที่พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าเสด็จอุบัติในหมู่มนุษย์ในภพก่อน เพราะเหตุนั้นแหละ ท่านจึง
กล่าวว่า สกฺยมุนี. บทว่า สกฺยมุนี ความว่า ชื่อว่า สักยะ เพราะเป็น
โอรสของราชตระกูลสักยะ ชื่อว่า มุนี เพราะประกอบด้วยกายโมเนยย
( ความนิ่งทางกาย ) เป็นต้น และเพราะรู้ไญยธรรมหมดสิ้นไม่เหลือเลย
เหตุนั้นจึงชื่อว่า ศากยมุนี. ชื่อว่า ภควา เพราะเหตุ ๔ ประการ
มีความเป็นผู้มีภาคยะเป็นต้น ชื่อว่า ทำกิจเสร็จแล้ว เพราะทำคือให้
สำเร็จกิจ ๑๖ อย่าง ต่างโดยมีปริญญากิจเป็นต้น ที่จะต้องทำด้วย
มรรค ๔ ชื่อว่า ปารคตะ ( ถึงฝั่งแล้ว ) เพราะถึง คือบรรลุด้วย
ญาณของพระสยัมภู ผู้ตรัสรู้เองซึ่งฝั่ง คือฝั่งโน้นของสักกายะ ได้แก่
นิพพาน ชื่อว่า พรั่งพร้อมด้วยพละและวิริยะ เพราะประกอบด้วยพลังกาย
ซึ่งไม่มีใครเหมือน ด้วยพลังญาณอันไม่สาธารณ์ทั่วไปแก่ผู้อื่น และด้วย
ความเพียรคือสัมมัปปธาน ๔ อย่าง ชื่อว่า สุคต เพราะเสด็จถึงฐานะที่ดี
เพราะเสด็จไปโดยชอบ และเพราะตรัสโดยชอบ เธอจงถึง จงเข้าถึง
ซึ่งท่านผู้นั้น ผู้เป็นสุคต เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นสรณะ คือเป็น
ที่พึ่ง เป็นที่เป็นไปเบื้องหน้า เป็นที่ช่วยต่อต้านทุกข์ในอบายและทุกข์ใน
วัฏฏะ จำเดิมแต่วันนี้ไป เธอจงคบคือจงเสพว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระ-
องค์นี้ เป็นสรณะ เป็นที่ช่วยต่อต้าน เป็นที่เร้น เป็นที่ไปในเบื้องหน้า
เป็นคติ เป็นที่พึ่งอาศัย ของเรา ดังนี้ ด้วยการกับจากสิ่งที่ไม่เป็น

448
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 449 (เล่ม 48)

ประโยชน์ ด้วยการพัฒนาเจริญแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ เธอจงรู้อย่างนี้
หรือจงคบหา [ เสพ ] เนื้อความมีดังนี้.
ท่านกล่าวอริยมรรค ด้วยบทว่า ราควิราคํ จริงอยู่ พระอริยะ
ทั้งหลายย่อมสำรอกราคะแม้ที่อบรมมาตลอดกาลที่ไม่มีเบื้องต้น ด้วยอริย-
มรรคนั้น. บทว่า อเนญฺชมโสกํ ได้แก่ อริยผล จริงอยู่ อริยผลนั้น
ท่านเรียกว่า อเนญชะ อโสกะ เพราะสงบตัณหากล่าวคือความอยาก
เหลือเกิน และกิเลสทั้งหลายที่มีความโศกเป็นนิมิตส่วนที่เหลือได้ โดย
ประการทั้งปวง. บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ สภาวธรรมที่พึงถือเอา จริงอยู่
ธรรมที่พึงถือเอาโดยสภาวะนี้ ก็คือมรรคผลและนิพพาน ไม่พึงถือเอา
โดยเป็นบัญญัติธรรม เหมือนอย่างปริยัติธรรม. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า
ธมฺมํ ได้แก่ ปรมัตถธรรม อธิบายว่า พระนิพพาน ที่ปัจจัยเป็นอันมาก
ประชุมกันกระทำ ชื่อ สังขตะ. ชื่อ อสังขตะ เพราะปัจจัยเป็นอันมาก
ประชุมกันทำมิได้ อสังขตะนั้นแหละ คือพระนิพพาน ชื่อว่าไม่เป็นที่ปฏิกูล
เพราะเป็นที่ไม่มีสิ่งปฏิกูลแม้อะไร ๆ ชื่อว่าไพเราะ เพราะปรารถนากัน
นักแม้ทุกเวลา ไม่ว่าเวลาฟัง เวลาสอบสวน เวลาปฏิบัติ ชื่อว่า ซื่อตรง
เพราะทรงประกาศไว้ดี เหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศด้วยปฏิภาณ-
สัมปทาที่มีพระสัพพัญญุตญาณเป็นที่พึ่งพาอาศัยและเพราะเป็นธรรมละเอียด
อ่อน ชื่อว่า จำแนกไว้ดี เพราะจำแนกได้ด้วยดีซึ่งเนื้อความที่ควรจำแนก
โดยเป็นขันธ์เป็นต้น โดยเป็นกุศลเป็นต้น และเป็นอุทเทสเป็นต้น ด้วย
บททั้งสาม ก็ตรัสเฉพาะปริยัติธรรมเท่านั้น ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ จึงตรัส
บทว่า อิมํ เพื่อทรงแสดงให้ประจักษ์ทั้งสองฝ่าย ต่อหน้าเขาซึ่งแม้
กำลังฟังอยู่เหมือนที่พระองค์ตรัสอยู่ แม้ในเวลาที่โจรฆ่าชิงทรัพย์เหมือน

449
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 450 (เล่ม 48)

เวลาเหตุการณ์มาปรากฏในพระญาณ. บทว่า ธมฺมํ ความว่า ชื่อว่าธรรม
เพราะอรรถว่า ทรงไว้ซึ่งเหล่าสัตว์ผู้ปฏิบัติจริง ไม่ให้ตกไปสู่ทุกข์ในอบาย
บทนี้เป็นคำทั่วไปแก่ธรรมทั้ง ๔ อย่าง จริงอยู่ ถึงประยัติธรรมก็ทรงสัตว์
ไว้ไม่ให้ตกไปสู่ทุกข์ในอบาย เพราะการปฏิบัติจริง แม้เพียงดำรงอยู่ใน
สรณะและศีลทั้งหลาย และวิมานนี้แหละ พึงทราบว่า สาธกความข้อนี้
เพื่อทรงแสดงธรรมตามที่กล่าวแล้วให้ประจักษ์ชัดโดยภาวะทั่ว ๆ ไป จึง
ได้ตรัสว่า อิมํ อีก.
บทว่า ยตฺถ ได้แก่ ในอริยสงฆ์ใด. บทว่า ทินฺนํ ได้แก่
ไทยธรรมมีข้าวเป็นต้นที่บริจาคแล้ว. ในบทว่า ทินฺนมหปฺผลํ ท่าน
ลบนิคหิตเพื่อสะดวกในการผูกคาถา ในคู่บุรุษสี่ ที่กล่าวไว้โดยคำเป็น
ต้นว่า พระโสดาบัน พระผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ดังนี้
ชื่อว่าผู้สะอาด เพราะหมดจดจากของไม่สะอาดคือกิเลสอย่างเด็ดขาดทีเดียว.
บทว่า อฏฺฐ ได้แก่ บุคคลแปด เพราะกำหนดเป็นคน ๆ โดยมิได้จัด
ท่านที่ตั้งอยู่ในมรรคกับท่านที่ตั้งอยู่ในผล เป็นคู่ ๆ และในบทว่า ปุคฺคล-
ธมฺมทสา นี้ ท่านทำให้สั้นแสดงไว้ ก็เพื่อสะดวกในการผูกคาถานั่นเอง.
บทว่า ธมฺมทสา ได้แก่ ผู้เห็นธรรมคืออริยสัจ ๔ และธรรมคือนิพพาน
โดยประจักษ์ ชื่อว่าสงฆ์ เพราะเบียดเสียดไม่ใช่เสียดสีด้วยทิฏฐิสามัญญตา.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวิธีถึงสรณะพร้อมด้วยทรงชี้คุณของสรณะ
ด้วยคาถา ๓ คาถาอย่างนี้แล้ว มาณพเมื่อจะประกาศวิธีถึงสรณะตั้งอยู่ใน
หทัยของตน โดยมุขคือระลึกถึงคุณของสรณะนั้น ๆ ขึงน้อมรับคาถา
นั้น ๆ โดยนัยเป็นต้นว่า โย วทตํ ปวโร ในลำดับแห่งคาถานั้น ๆ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศสิกขาบท ๕ ทั้งโดยปฐมทั้งโดยผลานิสงส์

450
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 451 (เล่ม 48)

ได้ตรัสวิธีสมาทานสิกขาบทเหล่านั้น แก่มาณพผู้น้อมรับอย่างนี้แล้ว
มาณพนั้นทบทวนแม้วิธีสมาทานนั้นด้วยดี มีใจเลื่อมใส กราบทูลว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์จักไปละ แล้วระลึกคุณพระรัตนตรัย
เดินไปตามทางนั้นเอง แม้พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระพุทธดำริว่า กุศล
เพียงเท่านี้ของมาณพนี้ พอที่จะให้เกิดในเทวโลก แล้วได้เสด็จไปพระ-
วิหารเชตวันอย่างเดิม.
เมื่อมาณพมีจิตเลื่อมใส ตั้งอยู่ในสรณะทั้งหลายด้วยความเป็นผู้มี
จิตตุปบาทเป็นไปว่า ข้าพเจ้าเข้าถึงสรณะ ดังนี้ โดยกำหนดคุณพระ-
รัตนตรัย และทิ้งอยู่ในศีลทั้งหลาย ด้วยอธิฐานศีล ๕ ตามนัยที่พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสไว้นั้นแล กำลังเดินระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยตามนัยนั่นแล
พวกโจรก็กรูกันมาที่หนทาง มาณพไม่ใส่ใจพวกโจรเหล่านั้น เดินระลึก
ถึงคุณพระรัตนตรัยอย่างเดียว โจรคนหนึ่งยืนซ่อนในระหว่างพุ่มไม้ เอา
ลูกธนูอาบยาพิษแทงอย่างฉับพลัน ทำให้เขาสิ้นชีวิต แล้วยึดห่อกหาปณะ
หลีกไปพร้อมกับพวกสหายของตน ฝ่ายมาณพทำกาละแล้วตายไปบังเกิด
ในวิมานทอง ๓๐ โยชน์ ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเหมือนหลับแล้ว
ตื่นขึ้น มีอัปสรพันหนึ่งแวดล้อม มีอัตภาพประดับด้วยเครื่องประดับ
มีภาระ ๖๐ เล่มเกวียน รัศมีของวิมานนั้นแผ่ไปกว่า ๒๐ โยชน์.
ครั้งนั้น พวกมนุษย์ชาวเสตัพยนครเห็นมาณพทำกาละแล้ว จึงไป
เสตัพยนคร บอกแก่บิดามารดาของมาณพนั้น พวกชาวบ้านอุกกัฏฐะก็ไป
อุกกัฏฐนคร บอกแก่โปกขรสาติพราหมณ์ บิดามารดาของมาณพนั้น
พวกญาติและมิตร และโปกขรสาติพราหมณ์พร้อมด้วยบริวาร มีน้ำตา
ไหลอาบหน้าร้องไห้ไปประเทศนั้น ส่วนมากชาวเสตัพยะ ชาวอุกกัฏฐะ

451