พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 422 (เล่ม 48)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุเร แปลว่า ในชาติก่อน. บทว่า
อุทเก นี้ เป็นบทแสดงที่เกิดของตนในกาลนั้น. ด้วยบทว่า อุทเก
มณฺฑูโก นั้น ย่อมเป็นอันเทพบุตรทำการกลับชาติของกบ ในเพราะ
ผลของซากที่ขึ้นพองเป็นต้น. ชื่อว่า โคจร เพราะอรรถว่า เป็นที่เที่ยว
ไปของโคทั้งหลาย ชื่อว่า โคจร เพราะเหมือนที่เที่ยวไปของโค คือที่
แสวงหาอาหาร ชื่อว่า วาริโคจโร เพราะอรรถว่า มีวารีคือน้ำ เป็นที่
แสวงหาอาหารของกบนั้น ความจริง สัตว์ไร ๆ มีเต่าเป็นต้น แม้เที่ยว
ไปในน้ำ แต่ก็ไม่ใช่เป็นพวกวาริโคจร มีน้ำเป็นถิ่นที่กิน ดังนั้น ท่าน
จึงกล่าวให้แปลกไปว่า วาริโคจโร. บทว่า ตว ธมฺมํ สุณนฺตสฺส ความว่า
กำลังฟังธรรมของพระองค์ผู้ทรงแสดงอยู่ ด้วยพระสุรเสียงเพียงดังเสียง
พรหม ไพเราะดังเสียงร้องของนกการเวก ด้วยถือนิมิตในพระสุรเสียงว่า
นี้เรียกว่าธรรม ถือนิมิตในพระสุรเสียง. ฉัฏฐีวิภัตตินั้น พึงทราบว่าลง
ในอรรถอนาทร (แปลว่า เมื่อ). บทว่า อวชี วจฺฉปาลโก ความว่า
เด็กเลี้ยงโค ชื่อว่าคนเลี้ยงโค รักษาลูกโคทั้งหลาย มาใกล้ข้าพระองค์
ยืนถือท่อนไม้ ปล่อยท่อนไม้ลงบนศีรษะข้าพระองค์ ทำให้ข้าพระองค์
ตาย.
บทว่า มุหุตฺตํ จิตฺตปฺปสาทสฺส ความว่า ความเลื่อมใสแห่งจิต
ที่เกิดขึ้นชั่วครู่ในพระธรรมของพระองค์ เป็นเหตุ. บทว่า อิทฺธึ แปลว่า
ความสำเร็จ ความว่า ความสง่าผ่าเผยอันเป็นทิพย์. บทว่า ยสํ ได้แก่
บริวารยศ. บทว่า อานุภาวํ ได้แก่ อานุภาพอันเป็นทิพย์มีความเป็นผู้มี
วรรณะงามเป็นต้น. บทว่า วณฺณํ ได้แก่ ความพรั่งพร้อมแห่งรัศมีใน
ร่างกาย. บทว่า ชุตึ ได้แก่ แสงวิเศษสามารถแผ่ไปได้ถึง ๑๒ โยชน์.

422
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 423 (เล่ม 48)

บทว่า เย แปลว่า สัตว์เหล่าใด จ ศัพท์ลงในอรรถพยติเรก.
บทว่า เต แปลว่า ของพระองค์. บทว่า ทีฆมทฺธานํ ได้แก่ เวลามาก.
บทว่า อสฺโสสุํ แปลว่า ฟังแล้ว. เทพบุตรเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้า
โดยพระโคตรว่า โคตมะ. บทว่า อจลฏฺฐานํ ได้แก่ พระนิพพาน ใน
บทนี้มีเนื้อความดังต่อไปนี้ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้โคดม สัตว์เหล่า
ใด ทำบุญไว้แล้ว มิได้ฟังธรรมสิ้นเวลานิดหน่อย เหมือนข้าพระองค์
ได้ฟังแล้ว คือได้โอกาสที่จะฟังพระธรรมของพระองค์ตลอดเวลานาน
สัตว์เหล่านั้น ชื่อว่าทำลายสังสารวัฏเด่นชัดตลอดกาลนาน สัตว์เหล่านี้
ไปในที่ใดไม่พึงเศร้าโศก สัตว์เหล่านั้นถึงที่นั้นที่ไม่เศร้าโศก อันชื่อว่า
ไม่หวั่นไหว เพราะความเป็นของเที่ยง คือสันติบท (พระนิพพาน)
เพราะถึงสันติบทนั้น สัตว์เหล่านั้นจึงไม่มีอันตราย.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูอุปนิสัยสมบัติของเทพ-
บุตรนั้น และของบริษัทที่ประชุมกันอยู่ แล้วทรงแสดงธรรมโดยพิสดาร
จบเทศนา เทพบุตรนั้นตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล สัตว์แปดหมื่นสี่พันได้
ตรัสรู้ธรรม เทพบุตรนั้นถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณ
ทำอัญชลีแด่ภิกษุสงฆ์ พร้อมด้วยบริวารกลับเทวโลก.
จบอรรถกถามัณฑูกเทวปุตตวิมาน

423
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 424 (เล่ม 48)

๒. เรวตีวิมาน
ว่าด้วยเรวตีวิมาน
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
[๕๒] ญาติมิตรและสหายผู้มีใจดี ย่อมยินดี
ต้อนรับบุคคลผู้ร้างแรมไปนาน แล้วกลับมาโดย
สวัสดีจากที่ไกล ฉันใด แม้บุญที่ทำแล้ว ก็ฉันนั้น
บุญทั้งหลายย่อมต้อนรับบุคคลผู้ทำบุญ ผู้ไปจาก
โลกนี้สู่โลกอื่น เหมือนญาติต้อนรับญาติที่รักผู้กลับ
มาฉะนั้น.
ยักษ์สองคนกล่าวกะนางเรวดีว่า
ลุกขึ้น แม่เรวดี ตัวชั่วร้ายผู้ไม่ปิดประตู
(นรก) ผู้มีปกติไม่ให้ทาน เราจักนำเจ้าไปในที่ที่
พวกสัตว์นรก ผู้ตกยาก เพียบด้วยทุกข์ ต้องถอน
ใจอยู่.
พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า
ยักษ์ใหญ่นัยน์ตาแดงสองตนนั้น เป็นทูตของ
พญายม กล่าวดังนี้ทีเดียว แล้วจับแขนนางเรวดี
คนละข้าง นำเข้าไปใกล้หมู่เทวดา.
นางเรวดีถามยักษ์สองตนว่า

424
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 425 (เล่ม 48)

วิมานงาม มีรัศมีดังดวงอาทิตย์ งามสว่างจ้า
คลุมด้วยข่ายทอง มีเทพอัปสรเกลื่อนกลาด นั่นเป็น
วิมานของใคร รุ่งเรืองเพียงแสงอาทิตย์ หมู่เทพนารี
ไล้ทาด้วยแก่นจันทน์ ทำวิมานให้งดงามทั้งสองด้าน
วิมานนั้นปรากฏมีรัศมีเสมอดวงอาทิตย์ ใครขึ้น
สวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมาน.
ยักษ์เหล่านั้นได้บอกแก่นางเรวดีว่า
ในกรุงพาราณสี มีอุบาสกชื่อนันทิยะ เป็น
คนไม่ตระหนี่ เป็นทานบดี เป็นผู้รู้ถ้อยคำ วิมานที่
มีอัปสรเกลื่อนกลาด รุ่งเรืองเพียงแสงอาทิตย์ นี้เป็น
ของอุบาสกนั้น หมู่เทพนารีไล้ทาด้วยแก่นจันทน์
ทำให้วิมานงดงามทั้งสองด้าน วิมานนั้นปรากฏมี
รัศมีเสมอดวงอาทิตย์ นันทิยะอุบาสกนั้น ขึ้นสวรรค์
บันเทิงอยู่ในวิมาน.
นางเรวดีกล่าวว่า
ดีฉันเป็นภรรยาของนันทิยะ เป็นเจ้าของเรือน
เป็นใหญ่ของตระกูลทั้งหมด บัดนี้ ดีฉันจักยินดีใน
วิมานของสามี ไม่ปรารถนาเห็นนรก.
ยักษ์เหล่านั้นกล่าวว่า
แน่ะนางตัวชั่วร้าย นี่แหละนรกของเจ้า เจ้า
ไม่ทำบุญในมนุษยโลก ด้วยว่า คนตระหนี่ โกรธ

425
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 426 (เล่ม 48)

เคือง มีบาปธรรม ย่อมไม่ได้ความเป็นสหายของผู้
ขึ้นสวรรค์.
นางเรวดีถามนิรยบาลว่า
คูถ มูตร และของไม่สะอาด เห็นกันได้
เฉพาะหรือหนอ อุจจาระนี้มีกลิ่นเหม็นหรือ มันฟุ้ง
ไปได้หรือ.
นิรยบาลกล่าวว่า
นรกนี้ชื่อสังสวกะ ลึกชั่วร้อยบุรุษ เป็นนรกที่
เจ้าจะต้องหมกไหม้อยู่หลายพันปี นะเรวดี.
นางเรวดีถามว่า
ดีฉันทำกรรมชั่วด้วยกาย วาจา ใจ หรือหนอ
ดีฉันได้นรกสังสวกะ ลึกชั่วร้อยบุรุษ เพราะบาป
กรรมอะไร.
นิรยบาลกล่าวว่า
เจ้าหลอกลวงสมณะ พราหมณ์ และวณิพก
ทั้งหลาย ด้วยมุสาวาท เจ้าทำบาปนั้นไว้ เพราะ
บาปนั้น เจ้าจึงได้นรกสังสวกะ ลึกชั่วร้อยบุรุษ
เจ้าจะต้องหมกไหม้อยู่ในนรกนั้นหลายพันปี นะเรวดี
นิรยบาลทั้งหลายตัดมือและเท้า ตัดหูและจมูก และ
ยังมีฝูงกามารุมจิกกินเจ้าที่ดิ้นรนอยู่.
นางเรวดีกล่าวว่า

426
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 427 (เล่ม 48)

โปรดเถิด ขอท่านทั้งหลายช่วยนำดีฉันกลับ
ดีฉันจักกระทำบุญให้มาก ด้วยทาน สมจริยา สัญญมะ
และทมะ ที่คนทั้งหลายทำแล้วจะมีความสุข และ
ไม่ต้องเดือดร้อนภายหลัง.
นิรยบาลกล่าวว่า
เมื่อก่อนเจ้าประมาทแล้ว บัดนี้คร่ำครวญอยู่
เจ้าจักเสวยวิบากแห่งกรรมทั้งหลาย ที่เจ้าทำไว้เอง.
นางเรวดีกล่าวว่า
ใครจากเทวโลกไปสู่มนุษยโลก ถูกถามแล้ว
พึงกล่าวคำของดีฉันอย่างนี้ว่า ขอท่านทั้งหลายจง
ถวายทาน ผ้านุ่งห่ม ที่นอน ข้าว น้ำ ในสมณ-
พราหมณ์ ผู้วางอาชญาแล้ว ด้วยว่า คนตระหนี่
โกรธเคือง มีบาปธรรม ย่อมไม่ได้ความเป็นสหาย
ของผู้ขึ้นสวรรค์.
ดีฉันนั้นไปจากที่นี้ ได้กำเนิดเป็นมนุษย์แล้ว
จักเป็นผู้รู้ถ้อยคำของผู้ขอทาน สมบูรณ์ด้วยศีล จัก
กระทำกุศลให้มาก ด้วยทาน สมจริยา สัญญมะ
และทมะแน่.
ดีฉันจักปลูกต้นไม้ให้ร่มรื่น จักตัดทางเข้ารูป
ในที่ที่เดินไปลำบาก จักขุดบ่อและตั้งน่าดื่มไว้ ด้วย
ใจที่ผ่องใส.

427
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 428 (เล่ม 48)

ดีฉันจักเข้าจำอุโบสถประกอบด้วยองค์แปด
ตลอด ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ๘ ค่ำ แห่งปักษ์ และตลอด
ปาฏิหาริยปักษ์ สำรวมในศีลทุกเมื่อ และจักไม่
ประมาทในทาน ผลกรรมนี้ ดิฉันเห็นแล้วด้วยตนเอง.
ลำดับนั้น พวกนิรยบาลได้โยนนางเรวดีผู้กำลัง
รำพันเพ้อดิ้นรนอยู่อย่างนั้น จากที่นั้น ลงนรกที่น่ากลัว
หัวลงดินตีนชี้ฟ้า ด้วยประการฉะนี้.
นางเรวดีกล่าวในที่สุดว่า
เมื่อก่อน ดีฉันเป็นคนตระหนี่ บริภาษสมณ-
พราหมณ์ และหลอกลวงสามีด้วยเรื่องไม่จริง จึง
หมกไหม้ในนรกที่น่ากลัว ดังนี้.
จบเรวตีวิมาน
อรรถกถาเรวตีวิมาน
เรวตีวิมาน มีความว่า อุฏฺเฐหิ เรวเต สุปาปธมฺเม เป็นต้น
เรวตีวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน กรุง
พาราณสี สมัยนั้น ตระกูลที่สมบูรณ์ด้วยศรัทธาในกรุงพาราณสี มีบุตร
ชื่อนันทิยะ เป็นอุบาสก ถึงพร้อมด้วย ศรัทธา เป็นทายก เป็นทานบดี
เป็นผู้บำรุงพระสงฆ์ ครั้งนั้น บิดามารดาของเขามีความประสงค์จะนำ

428
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 429 (เล่ม 48)

หญิงสาวชื่อ เรวดี ธิดาของลุงมาแต่เรือนที่พวกญาติอยู่กันพร้อมหน้า แต่
นางเป็นคนไม่มีศรัทธา มีปกติไม่ให้ทาน นันทิยะจึงไม่ต้องการนาง
มารดาของนันทิยะพูดกะเรวดีว่า แม่หนู เจ้ามาเรือนนี้แล้ว จงเอาโคมัย
สดไล้ทาที่นั่งของภิกษุสงฆ์ ปูลาดอาสนะ ทั้งเชิงรองบาตร เวลาภิกษุ
ทั้งหลายมา จงไหว้ รับบาตร นิมนต์ให้นั่ง เอาที่กรองน้ำกรองน้ำดื่ม
แล้วล้างบาตรเวลาพระฉันเสร็จแล้ว อย่างนี้ จักเป็นที่ยินดีของลูกฉัน
นางก็ได้ทำตามคำสั่งสอน ลำดับนั้น บิดามารดาบอกนันทิยะว่า เรวดีเป็น
หญิงที่พอสั่งสอนได้ เมื่อนันทิยะรับว่า ดีแล้ว จึงกำหนดวันแล้วทำพิธี
อาวาหมงคล.
ครั้งนั้น นันทิยะกล่าวกะนางว่า ถ้าเธอจักบำรุงภิกษุสงฆ์และบิดา
มารดาของฉัน เมื่อเป็นอย่างนี้ เธอก็อยู่ในเรือนนี้ได้ อย่าประมาทนะ
นางรับคำว่า ดีแล้ว เป็นเหมือนมีศรัทธาอยู่ตลอดเวลา อนุวัตรตามสามี
ตลอดบุตร ๒ คน บิดามารดาของนันทิยะได้ทำกาละตายแล้ว ความเป็น
ใหญ่ทุกอย่างในเรือนได้ตกอยู่แก่นางคนเดียว แม้นันทิยะก็ได้เป็นมหา-
ทานบดี เริ่มตั้งทานถวายภิกษุสงฆ์ เริ่มตั้งปากวัตร (หุงข้าวเป็นประจำ)
ที่ประตูเรือนไว้สำหรับคนยากไร้และคนเดินทางเป็นต้น เขาสร้างศาลา
๔ หลัง ประดับด้วยห้อง ๔ ห้อง ที่อิสิปตนมหาวิหาร ให้จัดตั้งเตียง
ตั่งเป็นต้น ถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข แล้ว
หลั่งน้ำทักษิโณทกลงในพระหัตถ์ของพระตถาคต มอบถวาย. พร้อมกับ
การถวายน้ำทักษิโณทก ได้มีปราสาททิพย์ ล้วนแล้วไปด้วยรัตนะ ๗
ประการ ทั้งยาวและกว้าง ๑๒ โยชน์ โดยรอบสูงร้อยโยชน์ เอิกเกริกไป
ด้วยหมู่นางอัปสรพันหนึ่ง ได้ผุดขึ้น ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์.

429
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 430 (เล่ม 48)

ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะไปเที่ยวเทวจาริกเห็นปราสาทนั้น
ถามพวกเทพบุตรที่มาไหว้ว่า นี้ปราสาทของใคร.
เทพบุตรทั้งหลายกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เจ้าของปราสาทหลังนี้
ชื่อนันทิยะ เป็นบุตรของกุฎุมพี กรุงพาราณสี ในโลกมนุษย์ ได้สร้าง
ศาลา ๔ หลัง ที่อิสิปตนมหาวิหาร ถวายสงฆ์ ปราสาทหลังนี้บังเกิด
ขึ้นสำหรับนันทิยะนั้น แม้เหล่าเทพอัปสรที่บังเกิดในปราสาทก็ไหว้พระ-
เถระ กล่าวว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ พวกดีฉันบังเกิดในปราสาทนี้
เพื่อเป็นบริจาริกาของอุบาสกชื่อนันทิยะ กรุงพาราณสี ขอพระคุณเจ้า
โปรดบอกแก่เขาอย่างนี้ว่า เหล่าเทพธิดาที่บังเกิดเพื่อเป็นบริจาริกาของ
ท่าน เมื่อท่านชักช้าอยู่ ก็งุ่นง่าน ชื่อว่าสมบัติในเทวโลก ย่อมเป็นที่
พอใจยิ่ง เหมือนทุบภาชนะดินแล้วรับเอาภาชนะทองฉะนั้น แล้วกล่าวว่า
ขอพระคุณเจ้าโปรดบอกแก่เขา เพื่อให้เขามาในที่นี้ พระเถระรับคำว่า
ดีแล้ว รีบมาจากเทวโลก ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าท่ามกลางบริษัทว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทิพยสมบัติย่อมบังเกิดคอยท่าคนที่ทำบุญแล้วแต่
ยังอยู่ในมนุษยโลกนี้หรือ พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อน
โมคคัลลานะ ทิพยสมบัติที่บังเกิดคอยท่านันทิยะในเทวโลก เธอได้เห็น
เองแล้วมิใช่หรือ เหตุไรเธอจึงถามเรา พระโมคคัลลานเถระกราบทูลว่า
ทิพยสมบัติ บังเกิดขึ้นคอยท่าอยู่อย่างนั้น พระเจ้าข้า ครั้งนั้น พระ-
ศาสดาเมื่อทรงแสดงแก่พระเถระนั้นว่า มิตรและพวกพ้องทั้งหลายย่อมยินดี
ต้อนรับคนที่จากไปนานแล้วกลับมา ฉันใด บุญทั้งหลายของตน ๆ ย่อม
ต้อนรับประดับประคองบุคคลที่ทำบุญไว้ ผู้จากโลกนี้ไปปรโลก ฉันนั้น
ได้ทรงภาษิตพระคาถาทั้งหลายว่า

430
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 431 (เล่ม 48)

ญาติมิตรและสหายผู้มีใจดี ย่อมยินดีต้อนรับ
บุคคลผู้ร้างแรมไปนาน แล้วกลับมาโดยสวัสดีจากที่
ไกลฉันใด แม้บุญที่ทำแล้วก็ฉันนั้น บุญทั้งหลาย
ย่อมต้อนรับบุคคลผู้ทำบุญ ผู้ไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น
เหมือนญาติต้อนรับญาติที่รักผู้กลับมาฉะนั้น.
นันทิยะได้ฟังดังนั้นแล้ว ถวายทานทั้งหลาย กระทำบุญทั้งหลาย
มากมายยิ่งขึ้น เมื่อเขาไปค้าขายได้บอกกะเรวดีว่า ที่รัก สังฆทานก็ดี
ปากวัตรเพื่อคนอนาถาก็ดี ที่ฉันตั้งไว้ เธออย่าลืมเสีย จงให้ดำเนินไป
นางรับคำว่า ดีแล้ว.
แม้เขาเดินทางไปพักอยู่ในที่ใด ๆ ก็คงถวายทานแก่ภิกษุทั้งหลาย
และให้ทานแก่คนอนาถาทานสมควรแก่ทรัพย์ ในที่นั้น ๆ เหมือนเดิม
พระขีณาสพทั้งหลายมารับทานแม้แต่ที่ไกล เพื่ออนุเคราะห์เขา.
ฝ่ายนางเรวดี เมื่อนันทิยะไปแล้ว นางให้ทานอยู่สองสามวันเท่านั้น
แล้วงดอาหารสำหรับคนอนาถา แม้สำหรับภิกษุทั้งหลาย นางได้ถวาย
ข้าวต้มผสมน้ำตาลเป็นภัตตาหาร มีน้ำส้มเป็นที่สอง นางได้โปรย
เมล็ดข้าวสุกซึ่งเหลือจากที่คนบริโภค มีชิ้นปลาชิ้นเนื้อปนอยู่ มีกระดูก
เกลื่อนกลาด ในสถานที่ฉันอาหารของภิกษุทั้งหลาย แล้วแสดงแก่คน
ทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลายจงดูการการทำของพวกสมณะ พวกสมณะ
ทิ้งขว้างของที่เขาถวายด้วยศรัทธากันอย่างนี้.
ลำดับนั้น นันทิยะเสร็จการค้าขายได้กำไรแล้วกลับมา ได้ทราบ
ความเป็นไปดังนั้น จึงไล่นางเรวดีออกจากเรือนแล้วตนเข้าเรือน ในวัน

431