พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 412 (เล่ม 48)

บทว่า ปาสาทิกํ แปลว่า นำมาซึ่งความเลื่อมใส. อธิบายว่า
เป็นผู้ทำความเลื่อมใสให้เจริญยิ่งขึ้น เพราะความถึงพร้อมด้วยความงาม
แห่งพระสรีระของพระองค์อันประดับประดาด้วยพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒
พระอนุพยัญชนะ ๘๐ พระรัศมีข้างละวา และพระเกตุมาลาที่ก่อให้เกิด
ความเลื่อมใสทั่วไป เป็นของให้สำเร็จประโยชน์สำหรับชนผู้ขวนขวายจะ
ดูพระรูปกาย. บทว่า ปาสาทนิยํ คือ ทรงประกอบด้วยพระธรรมกาย
สมบัติอันพรั่งพร้อมด้วยพระคุณอันหาประมาณมิได้ คือทศพลญาณ จตุ-
เวสารัชชญาณ อสาธารณญาณ ๖ และเป็นแดนเกิดแห่งพระพุทธธรรม
อันประเสริฐ ๑๘ ประการที่ชนผู้เห็นสมจะพึงเลื่อมใส. อธิบายว่า เป็นที่
ตั้งแห่งความเลื่อมใส. บทว่า วนา คือ หลีกออกจากป่าคือกิเลส. บทว่า
นิพฺพนมาคตํ คือ เข้าถึง ได้แก่บรรลุธรรมที่ปราศจากตัณหา คือนิพพาน
นั่นเอง. บทว่า ยาทิสกีทิโส คือ คนธรรมดาสามัญ อธิบายว่า คนทั่ว ๆไป.
พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า มีพระอินทรีย์อันทรงคุ้มครองแล้ว
เพราะพระอินทรีย์ทั้งหลายมีใจเป็นที่ ๖ พระองค์ทรงคุ้มครองได้แล้วด้วย
มรรคอันยอดเยี่ยม. ทรงพระนามว่า ยินดีในฌาน เพราะทรงยินดียิ่งใน
ผลฌานอันเลิศ. ทรงพระนามว่า มีพระทัยไม่วอกแวกไปภายนอก
เพราะทรงมีพระทัยหลีกออกจากอารมณ์มีรูปเป็นต้น อันเป็นภายนอก
แล้วหยั่งลงในพระนิพพานอันเป็นอารมณ์ภายใน. ทรงพระนามว่า เป็นที่
หวาดหวั่นของมิจฉาทิฏฐิกบุคคลผู้น่ากลัว เพราะอันมิจฉาทิฏฐิกบุคคลผู้
มีความหลงผิดด้วยกลัวจะถูกปลดเปลื้องจากการถือผิด และเพราะให้เกิด
ความกลัวแก่เขาเหล่านั้น. ทรงพระนามว่า หาผู้เข้าใกล้ได้ยาก เพราะอัน
บุคคลผู้ประโยควิบัติและอาสยวิบัติเข้าถึงไม่ได้ และอันใคร ๆ จะพึงเข้าใกล้

412
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 413 (เล่ม 48)

ไม่ได้. บทว่า ทุลฺลภายํ ตัดบทเป็น ทุลฺลโภ อยํ. บทว่า ทสฺสนาย
คือ แม้เพื่ออันเห็น. บทว่า ปุปฺผํ อุทุมฺพรํ ยถา ความว่า ดอกที่มี
ในต้นมะเดื่อเป็นของเห็นได้ยาก บางคราวก็มี บางคราวก็ไม่มี ฉันใด
การเห็นบุคคลผู้สูงสุดเช่นนี้ ก็ฉันนั้น.
พึงทราบโยชนาดังนี้ พระตถาคตนั้นทรงร้องเรียกคือตรัสเรียกดีฉัน
ว่า รัชชุมาลา ด้วยพระวาจาอันอ่อนโยน คือด้วยพระวาจาอันละเอียดอ่อน
แล้วได้ตรัสคือได้ทรงบอกดีฉันว่า ท่านจงถึงตถาคตที่กล่าวโดยนัยเป็นต้น
ว่า ผู้เสด็จมาแล้วอย่างนั้น คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะ.
บทว่า ตาหํ ตัดบทเป็น ตํ อหํ. บทว่า คิรํ แปลว่า วาจา.
บทว่า เนลํ คือ ไม่มีโทษ. บทว่า อตฺถวตึ แปลว่า ประกอบด้วย
ประโยชน์ คือ เป็นไปกับด้วยประโยชน์ หรือว่ามีประโยชน์โดยส่วนเดียว.
วาจาชื่อว่า สะอาด เพราะเป็นวาจาที่มีความสะอาด. วาจาชื่อว่า ละเอียด
อ่อน เพราะเป็นวาจาไม่หยาบคาย. ชื่อว่าอ่อนโยน เพราะการทำเวไนย-
สัตว์ให้อ่อนโยน. ชื่อว่า ไพเราะ เพราะความเป็นวาจาน่าฟัง. บทว่า
สพฺพโสกาปนูทนํ พึงทราบสัมพันธ์ดังนี้ ดีฉันได้มีจิตเลื่อมใสแล้ว
เพราะได้ฟังพระดำรัสอันบรรเทาความโศก ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากเหตุมีความ
พินาศแห่งญาติเป็นต้นได้หมดสิ้น. นางกล่าวหมายเอาอนุบุพพีกถาของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าที่เริ่มต้นแต่ทานกถานั้นทั้งหมด สืบต่อเป็นไปด้วย
อำนาจแห่งการทำให้แจ้งซึ่งอานิสงส์ในเนกขัมมะ. เพราะเหตุนั้น นางจึง
กล่าวคำเป็นต้นว่า กลฺลจิตฺตญฺจ มํ ญตฺวา เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กลฺลจิตฺตํ คือ มีจิตอันควรแก่การงาน.
อธิบายว่า มีจิตเหมาะแก่การงานโดยเข้าถึงความเป็นภาชนะของธรรม

413
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 414 (เล่ม 48)

เบื้องหน้าจากโทษแห่งจิตมีความไม่มีศรัทธาเป็นต้นด้วยเทศนาที่เป็นไปใน
หนหลัง คือมีจิตเหมาะสมแก่ภาวนากรรม. เพราะเหตุนั้น นางจึงกล่าวว่า
ปสนฺนํ สุทฺธมานสํ. บรรดาบทเหล่านั้น นางกล่าวถึงการปราศจาก
ความไม่มีศรัทธาด้วยบทนี้ว่า ปสนฺนํ. ด้วยบทนี้ว่า สุทฺธมานสํ นางแสดง
ถึงความที่จิตอ่อนและความที่จิตมีอารมณ์เลิศด้วยการปราศจากนิวรณ์มีกาม
ฉันท์เป็นต้น. บทว่า อนุสาสิ แปลว่า ตรัสสอนแล้ว อธิบายว่า ทรง
ยกขึ้นแสดงถึงความเปลี่ยนแปลงแห่งความเป็นไปของธรรมเทศนาที่พระ-
องค์ทรงยกขึ้นแสดงเองพร้อมทั้งอุบาย เพราะเหตุนั้น นางจึงกล่าวว่า
อิทํ ทุกฺขํ เป็นต้น. เพราะคำนี้เป็นคำแสดงถึงอาการที่ทรงพร่ำสอน.
พึงทราบสัมพันธ์ในบรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทํ ทุกฺขนฺติ มํ
อโวจ ความว่า พระองค์ได้ตรัสแก่ดีฉันว่า ธรรมชาติอันเป็นไปในภูมิ
๓ มีตัณหาเป็นโทษนี้เป็นของต่ำช้า เพราะมีอันเบียดเบียนเป็นสภาพ
เป็นทุกขอริยสัจ เพราะเป็นของว่างเปล่าเป็นสภาพและเพราะเป็นของแท้.
บทว่า อยํ ทุกฺขสฺสสมฺภโว ความว่า ตัณหาต่างชนิดมีกามตัณหาเป็น
ต้นนี้ เป็นแดนเกิด คือ เป็นแดนมีขึ้น เป็นการอุบัติขึ้นเป็นเหตุ ชื่อว่า
สมุทัยอริยสัจ. บทว่า ทุกฺขนิโรโธ มคฺโค ความว่า ความสงบระงับ
แห่งทุกข์ เป็นสังขตธาตุ จัดเป็นนิโรธอริยสัจ. ชื่อว่า เป็นหนทาง
เพราะเว้นเสียได้ซึ่งที่สุด ๒ อย่าง ชื่อว่า หยั่งลงสู่อมตะ เพราะเป็น
ปฏิปทามีปกติให้ถึงพระนิพพาน ชื่อว่า มรรคอริยสัจ พระองค์ได้ตรัส
กะดีฉันดังนี้.
บทว่า กุสลสฺส คือ ทรงฉลาดในการประทานพระโอวาทในการ
ทรงฝึกฝนเวไนยสัตว์ ผู้ไม่มีโทษเพราะเป็นข้อปฏิบัติเพื่อความไม่ประมาท

414
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 415 (เล่ม 48)

หรือเพราะเป็นเครื่องถึงธรรมอันสุดยอด. บทว่า โอวาทมฺหิ อหํ  ิตา
ความว่า ดีฉันตั้งมั่นแล้วในพระโอวาท คือ ในคำพร่ำสอนตามที่กล่าว
แล้ว โดยการะเทงตลอดซึ่งสัจจะด้วยการบำเพ็ญให้บริบูรณ์ในสิกขา ๓.
เพราะเหตุนั้น นางจึงกล่าวว่า อชฺฌคา อมตํ สนฺตึ นิพฺพานํ ปทมจฺจุตํ
คำนี้เป็นคำแสดงเหตุแห่งการตั้งอยู่ในพระโอวาท. นางได้บรรลุคือได้ถึง
ทางพระนิพพาน ชื่อว่า อมตะ เพราะไม่มีความตาย. เหตุเป็นของเที่ยง
ชื่อว่า สงบระงับ เพราะเข้าไปสงบระงับทุกข์ทั้งปวง. ชื่อว่า อันไม่มีจุติ
เพราะเป็นเหตุให้ผู้ได้บรรลุแล้วไม่จุติ. นางชื่อว่าตั้งอยู่ในพระโอวาทของ
พระศาสดาโดยส่วนเดียว.
บทว่า อวฏฺฐิตา เปมา คือ มีความภักดีมั่นคง ได้แก่มีความเยื่อใย
ด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัย. นางเป็นผู้ไม่หวั่นไหว คือ
อันใครให้หวั่นไหวมิได้ในความเห็นชอบนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมอันพระองค์ตรัสดีแล้ว พระสงฆ์ปฏิบัติดีแล้ว
ดังนี้ เพราะเหตุที่นางชื่อว่า ไม่หวั่นไหวในทัสสนะ. ก็การไม่หวั่นไหวนั้น
มีได้เพราะอะไร เพราะเหตุนั้น นางจึงกล่าวว่า เพราะศรัทธาที่เกิดรากเหง้า
ขึ้นแล้ว . นางแสดงว่า ดีฉันมีปกติไม่หวั่นไหวเพราะศรัทธาที่เกิดรากเหง้า
ขึ้นแล้วด้วยรากเหง้า กล่าวคือการรู้แจ้งสัจจะในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดย
นัยเป็นต้นว่า แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเป็นพระอรหันต์ ใน
พระธรรมของพระองค์โดยนัยเป็นต้นว่า ธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ดีแล้ว ในพระสงฆ์ของพระองค์โดยนัยเป็นต้นว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้-
มีพระภาคเจ้าปฏิบัติดีแล้ว. เพราะเหตุนั้นนั่นแหละ นางจึงชื่อว่าเป็นธิดา
ผู้บังเกิดจากพระอุระของพระพุทธเจ้า คือเป็นบุตรีผู้เกิดจากพระอุระ

415
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 416 (เล่ม 48)

เพราะเป็นผู้มีกำเนิดดีอันเกิดจากความพยายามที่พระอุระของพระสัมมาสัม-
พุทธเจ้า.
บทว่า สาหํ รมามิ ความว่า ดีฉันนั้นมาเกิดเป็นเทพเจ้าในบัดนี้
เพราะการเกิดเป็นพระอริยเจ้าในครั้งนั้น จึงยินดีในมรรค และยินดี
ในผล ดีฉันเที่ยวเล่นอยู่ด้วยความยินดีในกามคุณ. ดีฉันบันเทิงอยู่แม้ด้วย
ความยินดีทั้งสอง. ชื่อว่า ผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหน เพราะเป็นผู้มีภัยคือการ
ติเตียนตนเป็นต้น ไปปราศแล้ว. บทว่า มธุมทฺทวํ คือ น้ำที่กระทำ
ให้กระปรี้กระเปร่า, กระชุ่มกระชวย กล่าวคือน้ำผึ้ง นางกล่าวหมายเอาน้ำ
ที่มีกลิ่นหอมที่นำมาซึ่งความกระปรี้กระเปร่าแห่งเนื้อตัวและสุ้มเสียง ใน
เวลาฟ้อนรำและขับร้อง. บางอาจารย์กล่าวว่า มธุมาทวํ ความว่า ดีฉัน
ดื่มน้ำหวานที่ทำให้รื่นเริง เพียงเล่นสนุกสนานมีแต่เที่ยวสนุกไป.
บทว่า ปุญฺญกฺเขตฺตานมากรา ความว่า พระตถาคตเป็นบ่อเกิด
คือเป็นสถานที่เกิดขึ้นแห่งพระอริยะผู้ตั้งมั่นอยู่ในมรรคและผล ผู้เป็นบุญ-
เขตของโลกพร้อมทั้งเทวโลก คือพระอริยสงฆ์. บทว่า ยตฺถ คือ ใน
บุญเขตใด. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. ท่านพระมหาโมคคัลลานะ
ฟังประวัตินี้แล้วกลับมามนุษยโลกกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้-
มีพระภาคเจ้าทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นเหตุเกิดเรื่องแล้ว ทรงแสดงธรรม
แก่บริษัทที่มาประชุมกัน. เทศนานั้นได้เป็นประโยชน์แก่มหาชนแล้วด้วย
ประการฉะนี้.
จบอรรถกถารัชชุมาลาวิมาน

416
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 417 (เล่ม 48)

การพรรณนาเนื้อความแห่งมัญชิฏฐกวรรคที่ ๔ ที่ประดับด้วยเรื่อง
๑๒ เรื่อง ในวิมานวัตถุแห่งอรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อปรมัตถทีปนี
จบแล้วด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาอิตถีวิมาน
รวมวิมานที่มีในวรรคนี้คือ
๑. มัญชิฏฐกวิมาน ๒. ปภัสสรวิมาน ๓. นาควิมาน ๔. อโลม-
วิมาน ๕. กัญชิกทายิกาวิมาน ๖. วิหารวิมาน ๗. จตุริตถีวิมาน
๘. อัมพวิมาน ๙. ปีตวิมาน ๑๐. อุจฉุวิมาน ๑๑. วันทนวิมาน
๑๒. รัชชุมาลาวิมาน และอรรถกถา.

417
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 418 (เล่ม 48)

๒. ปุริสวิมานวัตถุ
มหารถวรรคที่ ๕
๑. มัณฑูกเทวปุตตวิมาน
ว่าด้วยมัณฑูกเทวปุตตวิมาน
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า
[๕๑] ใครรุ่งเรืองด้วยฤทธิ์ ด้วยยศ มีวรรณะ
งาม ทำทิศทุกทิศให้สว่างไสว กำลังไหว้เท้าของเรา.
เทพบุตรกราบทูลว่า
เมื่อชาติก่อน ข้าพระองค์เป็นกบอยู่ในน้ำ
มีน้ำเป็นถิ่นที่หากิน กำลังฟังธรรมของพระองค์อยู่
คนเลี้ยงโคก็ฆ่าเสีย ขอพระองค์โปรดดูฤทธิ์และยศ
ดูอานุภาพ วรรณะ และความรุ่งเรืองของความ
เลื่อนใสแห่งจิตเพียงครู่เดียว ของข้าพระองค์ ข้า-
แต่ท่านพระโคดม ชนเหล่าใดได้ฟังธรรมของพระ-
องค์ตลอดกาลยาวนาน ชนเหล่านั้นก็ถึงฐานะที่ไม่
หวั่นไหว ซึ่งคนไปแล้วไม่เศร้าโศกเลย.
จบมัณฑูกเทวปุตตวิมาน

418
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 419 (เล่ม 48)

ปุริสวิมานวัตถุ
มหารถวรรคที่ ๕
อรรถกถามัณฑูกเทวปุตตวิมาน
มัณฑูกเทวปุตตวิมาน มีคาถาว่า โก เม วนฺทติ ปาทานิ เป็นต้น.
มัณฑกเทวปุตตวิมานเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ริมฝั่งสระโบกขรณี ชื่อ คัคครา
นครจัมปา เวลาใกล้รุ่ง พระองค์ทรงเข้ามหากรุณาสมาบัติอันเป็นพุทธา-
จิณวัตร ทรงออกจากสมาบัตินั้น แล้วทรงตรวจดูเหล่าสัตว์พวกที่เป็น
เวไนยพอจะแนะนำได้ ทรงเห็นว่า เวลาเย็นวันนี้ เมื่อเรากำลังแสดงธรรม
กบตัวหนึ่งถือนิมิตในเสียงของเรา จักตายด้วยความพยายามของผู้อื่นแล้ว
บังเกิดในเทวโลก มาให้มหาชนเห็นพร้อมด้วยเทพบริวารเป็นอันมาก
คนเป็นจำนวนมากจักได้ตรัสรู้ธรรมในที่นั้น ครั้นทรงเห็นแล้ว เวลาเช้า
ทรงนุ่งแล้วทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังจัมปานครพร้อม
ด้วยภิกษุหมู่ใหญ่ ทรงทำให้ภิกษุทั้งหลายหาบิณฑบาตได้ง่าย เสวยภัตกิจ
เสร็จแล้วเสด็จเข้าพระวิหาร เมื่อภิกษุทั้งหลายทำวัตรปฏิบัติแล้วไปที่พัก
กลางวันของตน ๆ ก็เสด็จเข้าพระคันธกุฎี ทรงใช้เวลาครั้งวันให้หมด
ไปด้วยสุขในผลสมาบัติ เวลาเย็นเมื่อบริษัททั้ง ๔ ประชุมกัน เสด็จออก
จากพระคันธกุฎีอันหอมตลบ เสด็จเข้ามณฑปศาลาประโยคชุมธรรม
ริมฝั่งสระโบกขรณี ด้วยพระปาฏิหาริย์ซึ่งเหมาะแก่ขณะนั้น ประทับนั่ง

419
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 420 (เล่ม 48)

เหนือพระบวรพุทธอาสน์ที่ประดับไว้ ทรงเปล่งพระสุรเสียงเพียงดัง
เสียงพรหม ซึ่งประกอบด้วยองค์ ๘ (๑. วิสฺสฏฺฐ สละสลวย ๒ มญฺชุ
ไพเราะ ๓. วิญฺเญยฺย ชัดเจน ๔. สวนีย เสนาะโสต ๕. อวิสารี ไม่
เครือพร่า ๖. พินฺทุ กลมกล่อม ๗. คมฺภีร ลึก ๘. นินฺนาที มี
กังวาน ) ราวกะว่าพญาไกรสรสีหราชมิหวาดหวั่น บันลือสีหนาทเหนือ
พื้นมโนศิลาฉะนั้น ทรงเริ่มแสดงธรรมด้วยพระพุทธสีลาอันหาอุปมามิได้
ด้วยพระพุทธานุภาพอันเป็นอจินไตย.
ในขณะนั้น กบตัวหนึ่งมาแต่สระโบกขรณี จึงนอนถือนิมิตใน
พระสุรเสียงด้วยธรรมสัญญาว่า นี้เรียกว่าธรรม อยู่ท้ายบริษัท ขณะนั้น คน
เลี้ยงลูกโคคนหนึ่งมายังที่นั้น เห็นพระศาสดากำลังทรงแสดงธรรม และ
บริษัทกำลังฟังธรรมอย่างสงบเงียบส่งใจไปในเรื่องนั้น ยืนถือไม้ [สำหรับ
ต้อนโค] ไม่ทันเห็นกบจึงได้ยืนปักไม้บนหัวกบเข้า กบมีจิตเลื่อมใสด้วย
ธรรมสัญญา ทำกาละตายในขณะนั้นเอง ไปบังเกิดในวิมานทอง ๑๒
โยชน์ ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเหมือนหลับแล้วตื่นขึ้น เห็นตนถูก
หมู่อัปสรแวดล้อม นึกดูว่า เรามาแต่ไหนจึงบังเกิดในที่นี้ เห็นชาติก่อน
นึกทบทวนดูว่า เราเกิดในที่นี้ และได้รับสมบัติเช่นนี้ เราทำกรรมอะไร
หนอ ไม่เห็นกรรมอื่น นอกจากถือนิมิตในพระสุรเสียงของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า เทพบุตรนั้นมาพร้อมด้วยวิมานในขณะนั้นเอง ลงจากวิมาน
ทั้งที่มหาชนเห็นอยู่นั่นแล เข้าไปถวายบังคมพระยุคลบาทของพระผู้มี
พระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า แล้วยืนประคองอัญชลีนมัสการอยู่ ด้วยอานุ-
ภาพทิพย์ยิ่งใหญ่ ด้วยบริวารหมู่ใหญ่.

420
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 421 (เล่ม 48)

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเทพบุตรนั้น เพื่อจะทรง
ทำผลแห่งกรรมและพุทธานุภาพให้ประจักษ์แก่มหาชน จึงตรัสถามว่า
ใครรุ่งเรืองด้วยฤทธิ์ ด้วยยศ มีวรรณะงาม
ทำทิศทุกทิศให้สว่างไสว กำลังไหว้เท้าของเรา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โก ได้แก่ บรรดาเทวดานาคยักษ์
และมนุษย์เป็นต้น ใคร ความว่า เป็นประเภทไหน. บทว่า เม แปลว่า
ของเรา. บทว่า ปาทานิ แปลว่า เท้าทั้งสอง. บทว่า อิทฺธิยา ได้แก่
ด้วยเทพฤทธิ์นี้ คือเช่นนี้. บทว่า ยสฺสา ได้แก่ ด้วยบริวารและด้วย
เกียรติที่กำหนดไว้นี้ คือเช่นนี้ บทว่า ชลํ แปลว่า โชติช่วงอยู่. ว่า
อภิกฺกนฺเตน ได้แก่ น่ารัก น่าใคร่ คืองามเหลือเกิน. บทว่า วณฺเณน
ได้แก่ ผิวพรรณ ความว่า ประกายวรรณะของร่างกาย.
ครั้งนั้น เทพบุตรเมื่อกระทำให้แจ้ง ซึ่งชาติก่อนเป็นต้นของตน
ได้ทูลพยากรณ์ด้วยคาถาเหล่านั้นว่า
เมื่อชาติก่อน ข้าพระองค์เป็นกบอยู่ในน้ำ มี
น้ำเป็นถิ่นที่หากิน กำลังฟังธรรมของพระองค์อยู่
คนเลี้ยงโคก็ฆ่าเสีย ขอพระองค์โปรดดูฤทธิ์และยศ
ดูอานุภาพวรรณะและความรุ่งเรืองของความเลื่อมใส
แห่งจิตเพียงครู่เดียวของข้าพระองค์ ข้าแต่ท่านพระ-
โคดม ชนเหล่าใด ได้ฟังธรรมของพระองค์ตลอด
กาลยาวนาน ชนเหล่านั้นก็ถึงฐานะที่ไม่หวั่นไหว ซึ่ง
คนไปแล้วไม่เศร้าโศกเลย.

421