พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 392 (เล่ม 48)

อรรถกถาอุจฉุวิมาน
อุจฉุวิมาน มีคาถาว่า โอภาสยิตฺวา ปฐวึ สเทวกํ เป็นต้น.
อุจฉุวิมาน นั้น เช่นเดียวกับวิมานอ้อยในหนหลัง ทั้งโดยพระบาลีและ
โดยเหตุเกิดเรื่องนั่นเอง.
ในเรื่องนั้น แม่ผัวใช้ตั่งอย่างเดียวตีลูกสะใภ้ตาย แต่ในเรื่องนี้
ใช้ก้อนดิน ความต่างกันดังนี้เท่านั้น. แต่เพราะวัตถุ (ที่ใช้ประหาร)
ต่างกัน ทั้งสองเรื่องจึงขึ้นสู่สังคายนาแยกกัน บัณฑิตพึงทราบดังนี้.
ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า
ท่านส่องสว่างตลอดปฐพี เหมือนดวงจันทร์
และดวงอาทิตย์รุ่งโรจน์ล้ำโลกพร้อมทั้งเทวโลกด้วย
สิริ วรรณะ ยศและเดช เหมือนดังท้าวมหาพรหม
รุ่งโรจน์ล้ำทวยเทพชั้นไตรทศพร้อมทั้งองค์อินทร์ ดู-
ราเทพธิดาผู้เลอโฉม ทัดทรงมาลัยดอกอุบล มีดอก
ไม้กรองบนศีรษะ มีผิวพรรณผุดผ่องดังทอง ประ-
ดับองค์ ทรงภูษาอันสูงสุด อาตมาขอถามท่าน
ท่านเป็นใคร มาไหว้อาตมา เมื่อก่อนท่านได้ทำกรรม
อะไรไว้ด้วยตน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ท่าน
สั่งสมทานหรือรักษาศีล เพราะบุญอะไร ท่านจึงเข้า
ถึงสุคติ มียศ [อิสริยะ, เกียรติ, บริวาร] ดูรา
เทวดา ท่านถูกอาตมาถามแล้ว ขอท่านโปรดบอกที
เถิด นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร.

392
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 393 (เล่ม 48)

ลำดับนั้น เทวดาได้กล่าวตอบด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ปัจจุบันพระคุณเจ้าเข้าไป
บิณฑบาตยังบ้านตำบลนี้นี่แหละ มาจนถึงเรือนของ
พวกดีฉัน ขณะนั้น ดีฉันมีจิตใจเลื่อมใส เปี่ยม
ด้วยปีติไม่มีอะไรเปรียบได้ ได้ถวายท่อนอ้อยแด่
พระคุณเจ้า แต่ภายหลัง แม่ผัวมาซักถามดีฉันว่า
อีใจร้าย เจ้าเอาอ้อยไปไว้ที่ไหน ดีฉันตอบว่า ฉัน
ไม่ได้ทิ้งและมิได้รับประทาน ฉันเองได้ถวายแด่
ภิกษุผู้สงบ แม่ผัวผู้นั้นได้บริภาษดีฉันว่า อ้อยนี้ของ
เจ้าหรือ ที่แท้ข้าเป็นเจ้าของ ดังนี้แล้ว นางคว้า
ก้อนดินทุ่มดีฉัน ดีฉันก็ตาย จุติจากมนุษยโลกนั้น
แล้วมาเป็นเทวดา ดีฉันได้กระทำกุศลกรรมนั้นแหละ
จึงได้เสวยความสุขด้วยตน ได้ร่วมบำรุงบำเรออยู่กับ
เทวดาทั้งหลาย และบันเทิงใจอยู่ด้วยกามคุณห้า
ดีฉันได้กระทำกุศลกรรมนั่นแหละ จึงได้เสวยความ
สุขด้วยตน มีท้าวสักกะจอมเทพคุ้มครอง มีทวย
เทพชั้นไตรทศรักษา เพรียบพร้อมไปด้วยกามคุณห้า
ผลบุญเช่นนี้มิใช่น้อย การถวายอ้อยของดีฉันมีผล
มาก ดีฉันได้ร่วมบำรุงบำเรออยู่กับเทพดาทั้งหลาย
และบันเทิงใจอยู่ด้วยกามคุณห้า ผลบุญเช่นนี้มิใช่
น้อย การถวายอ้อยของดีฉันมีผลรุ่งเรืองมาก ดีฉัน
มีท้าวสักกะจอมเทพคุ้มครอง มีทวยเทพชั้นไตรทศ

393
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 394 (เล่ม 48)

รักษา เพียงดังว่าท้าวสหัสนัยน์ในสวนนันทนวัน ข้า
แต่ท่านผู้เจริญ ดีฉันสำนึกถึงพระคุณเจ้าผู้อนุเคราะห์
จึงเข้ามาถวายนมัสการ และบอกกล่าวถึงกรรมที่เป็น
กุศล ขณะนั้น ดีฉันมีจิตเลื่อมใส เปี่ยมด้วยปีติ
ไม่มีอะไรเปรียบได้ ได้ถวายท่อนอ้อยแด่พระคุณเจ้า
ดังนี้. คำที่เหลือก็เช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง
แล.
จบอรรถกถาอุจฉุวิมาน
๑๑. วันทนวิมาน
ว่าด้วยวันทนวิมาน
[๔๙] ดูราเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม เปล่ง
รัศมีสว่างไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เพราะ
บุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผล
อันนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึง
เกิดแก่ท่าน.
ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถาม
ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้
เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้
และรัศมีของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.

394
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 395 (เล่ม 48)

เทวดานั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว
ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก ดีฉันเห็น
สมณะทั้งหลายผู้มีศีล ไหว้เท้าทั้งหลายทำใจให้
เลื่อมใส อนึ่ง ดีฉันปลื้มใจ ได้กระทำอัญชลี
เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น
ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารัก
จึงเกิดแก่ดีฉัน.
ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันขอบอก
พระคุณเจ้า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ดีฉันได้กระทำบุญอัน
ใดไว้ เพราะบุญอันนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง
อย่างนี้ และรัศมีของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
จบวันทนวิมาน
อรรถกถาวันทนวิมาน
วันทนวิมาน มีคาถาว่า อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน เป็นต้น.
วันทนวิมานนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ กรุงสาวัตถี สมัยนั้น ภิกษุมาก
รูปด้วยกัน อยู่จำพรรษาในอาวาสใกล้บ้านแห่งหนึ่ง ครั้นออกพรรษา
ปวารณาแล้ว เก็บงำเสนาสนะ ถือบาตรจีวรเดินมุ่งไปกรุงสาวัตถี เพื่อ

395
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 396 (เล่ม 48)

เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ผ่านไปกลางหมู่บ้านตำบลหนึ่ง. หญิงคนหนึ่งใน
หมู่บ้านนั้น เห็นภิกษุทั้งหลาย มีจิตเลื่อมใสเกิดความเคารพอย่างมาก
ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วประคองอัญชลีไว้เหนือศีรษะ ยืนลืมตา
ที่แสดงความเลื่อมใส แลดูอยู่จนภิกษุทั้งหลายลับตาไป.
สมัยต่อมา หญิงนั้นทำกาลกิริยาตายไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้สอบถามเทพธิดานั้น ผู้เสวยทิพย-
สมบัติอยู่ในดาวดึงส์นั้น ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม เปล่งรัศมี
สว่างไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เพราะบุญ
อะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผล
อันนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึง
เกิดขึ้นแก่ท่าน.
ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญ
อะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีของ
ท่านจึงสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ.
เทพธิดานั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถาม
แล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก ดีฉันเห็น
สมณะทั้งหลายผู้มีศีล ไหว้เท้าทั้งหลายทำใจให้
เลื่อมใส อนึ่ง ดีฉันปลื้มใจ ได้กระทำอัญชลี

396
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 397 (เล่ม 48)

เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญ
นั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่าง
ที่น่ารักจึงเกิดขึ้นแก่ดีฉัน.
ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันขอบอก
พระคุณเจ้า ครั้งเป็นมนุษย์ดีฉันได้กระทำบุญอันใดไว้
เพราะบุญอันนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้
และรัศมีของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพธิดาได้พยากรณ์ด้วยคาถาเหล่านี้ ดังกล่าวมาฉะนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมเณ ได้แก่ ผู้สงบบาป. บทว่า
สีลวนฺเต ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยคุณคือศีล. บทว่า มนํ ปสาทยึ
ความว่า ดีฉันทำจิตให้เลื่อมใสปรารภคุณของสมณะเหล่านั้นว่า พระคุณเจ้า
เหล่านั้นดีหนอ เป็นธรรมจารี เป็นพรหมจารี ( เป็นผู้ประพฤติธรรม
เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์). บทว่า วิตฺตา จหํ อญฺชลิกํ อกาสึ
ความว่า ดีฉันยินดี เกิดโสมนัส ไหว้แล้ว. อธิบายว่า แม้เพียงลืมตาที่
แย้มบานด้วยความเลื่อมใส แลดูภิกษุทั้งหลายผู้น่ารัก ยังมีอุปการะมาก
แก่สัตว์เหล่านี้ จะป่วยกล่าวไปไยถึงการไหว้เล่า. ด้วยเหตุนั้น เทพธิดา
จึงกล่าวว่า เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ ดังนี้เป็นต้น. คำที่
เหลือมีนัยดังกล่าวมาแล้วนั่นแล.
จบอรรถกถาวันทนวิมาน

397
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 398 (เล่ม 48)

๑๒. รัชชุมาลาวิมาน
ว่าด้วยรัชชุมาลาวิมาน
พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดาองค์หนึ่งว่า
[๕๐] ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม
กรีดกรายมือและเท้าฟ้อนรำได้เหมาะเจาะ ในเมื่อ
ดนตรีบรรเลงอยู่อย่างไพเราะ เมื่อท่านนั้นร่ายรำอยู่
เสียงทิพย์อันน่าฟังน่ารื่นรมย์ใจ ก็เปล่งออกจาก
อวัยวะน้อยใหญ่ทั่วสรรพางค์ เมื่อท่านนั้นร่ายรำอยู่
กลิ่นทิพย์ที่มีกลิ่นอันหอมหวนน่ารื่นรมย์ใจ ก็ฟุ้งขจร
ไปจากอวัยวะน้อยใหญ่ทั่วสรรพางค์ เครื่องประดับที่
มวยผมที่แกว่งไกวไปมาตามกาย ก็เปล่งเสียงกังวาน
ให้ได้ยิน ปานประหนึ่งว่า ดนตรีเครื่อง ๕ เทริดที่
ถูกลมกระพือพัดอ่อนไหวไปมาตามสายลม ก็เปล่ง
เสียงกังวานให้ได้ยิน ปานประหนึ่งว่า ดนตรีเครื่อง ๕
เช่นกัน พวงมาลัยประดับเศียรของท่านมีกลิ่นหอม
น่ารื่นรมย์ใจ ก็ส่งกลิ่นหอมฟุ้งตลบไปทุกทิศ ดังหนึ่ง
ต้นมัญชูสกะ (เห็นชื่อต้นไม้สวรรค์ ว่ามีกลิ่นหอม
ยิ่งนัก) ท่านได้สูดดมกลิ่นหอมนั้น ทั้งได้เห็นรูป
อันมิใช่ของมีอยู่ในมนุษย์ ดูก่อนเทวดา อาตมา
ถามท่าน ขอท่านได้โปรดบอกว่า นี้เป็นผลของ
กรรมอะไร.

398
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 399 (เล่ม 48)

เทพธิดานั้นตอบว่า
ในชาติก่อนดีฉันเกิดเป็นทาสีในบ้าน ชื่อคยา
ของพราหมณ์ มีบุญน้อยไม่มีวาสนา คนทั้งหลาย
เรียกชื่อดีฉันว่า รัชชุมาลา ดีฉันเศร้าเสียใจมาก
เพราะถูกขู่เข็ญของผู้ที่ด่าทอและตบตี จึงถือเอา
หม้อน้ำออกไป ทำเป็นเหมือนจะไปตักน้ำ ครั้นแล้ว
ได้วางหม้อน้ำไว้ข้างทาง เข้ารูปยังป่าชัฏด้วยคิดว่า
เราจักตายในป่านี้แหละ จะมีประโยชน์อะไรเล่า
ด้วยการเป็นอยู่ของเรา ดังนี้ แล้วจึงผูกเชือกเป็น
บ่วงให้แน่น แล้วเหวี่ยงไปยังต้นไม้ ทีนั้น ก็มองดู
ไปรอบทิศว่า จะมีใครไหมหนอ อาศัยอยู่ในป่าบ้าง
ในที่นั้นดีฉันได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นมุนีบำเพ็ญ
ประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ ประทับนั่งที่โคนต้นไม้
ทรงเพ่งพินิจอยู่ มิได้ทรงมีภัยแต่ที่ไหน ๆ ความ
สังเวชใจทำให้เกิดขนพองสยองเกล้าอย่างไม่เคยมี
ได้มีแก่ดิฉันนั้นว่า ใครหนอแลมาอยู่ในป่านี้ เป็น
เทวดาหรือมนุษย์กันแน่ ใจของดีฉันเลื่อมใสแล้ว
เพราะได้เห็นพระองค์ผู้น่าเลื่อมใส ควรแก่ความ
เลื่อมใส เสด็จออกจากป่า ( คือกิเลส ) บรรลุถึง
นิพพานอันปราศจากป่าแล้ว ท่านผู้นี้มิใช่คนธรรมดา
สามัญเลย ท่านผู้นี้มีอินทรีย์อันคุ้มครองแล้ว ยินดี
ในฌาน มีใจไม่วอกแวกไปตามอารมณ์ภายนอก

399
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 400 (เล่ม 48)

ทรงเกื้อกูลโลกทั้งมวล จักต้องเป็นพระพุทธเจ้าแน่
ท่านผู้นี้เป็นที่หวาดหวั่นของเหล่าผู้มิจฉาทิฏฐิ หาผู้
เข้าใกล้ได้ยาก ดุจดังราชสีห์อาศัยอยู่ในถ้ำ ท่าน
ผู้นี้ยากที่จะได้เห็น เหมือนดอกมะเดื่อ พระตถาคต
นั้น ตรัสเรียกดีฉันด้วยพระดำรัสอันอ่อนหวานว่า
นี่แน่ะ รัชชุมาลา พระองค์ท่านได้ตรัสกะดีฉันว่า
เธอจงถึงตถาคตเป็นที่พึ่ง ดีฉันได้ฟังพระดำรัสอัน
ปราศจากโทษ ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นวาจา
สะอาด นิ่มนวล อ่อนโยน ไพเราะ ที่จะบรรเทา
ความโศกทั้งปวงได้นั้นแล้ว พระตถาคตผู้ทรงบำเพ็ญ
ประโยชน์แก่โลกทั้งปวง ทรงทราบว่า ดีฉันมีจิต
อาจหาญดีแล้ว จึงทรงสั่งสอนดีฉันผู้เลื่อมใส มีใจ
ใสสะอาดแล้ว พระองค์ได้ตรัสกะดีฉันว่า นี้ทุกข์
นี้เหตุเกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ทางตรงให้ถึง
อมตะ ดีฉันตั้งตนอยู่ในพระโอวาทของพระองค์ผู้
ทรงเอ็นดู เฉลียวฉลาด จึงได้บรรลุทางนิพพาน
อันเป็นอมตะ สงบ ไม่มีการจุติ ดีฉันนั้น มีความรัก
ตั้งอยู่มั่นคงแล้ว ไม่มีที่จะหวั่นไหวในเรื่องทัสสนะ
เป็นธิดาผู้บังเกิดในพระอุระของพระพุทธองค์ ด้วย
ศรัทธาที่หยั่งรากลงแล้ว ดีฉันนั้นรื่นรมย์เที่ยวเล่น
บันเทิงใจอยู่ ไม่มีสิ่งน่ากลัวแต่ที่ไหน ๆ ทัดทรง
พวงมาลัยทิพย์ ได้ดื่มน้ำหวานหอมที่ทำให้ร่างกาย

400
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 401 (เล่ม 48)

กระปรี้กระเปร่า นางฟ้านักดนตรีนับได้หกหมื่น
กระทำการขับกล่อมดีฉันอยู่ เหล่าเทพบุตรมีชื่อ
ต่าง ๆ กัน คือ ชื่ออาฬัมพะ ชื่อคัคคระ ชื่อภีมะ
ชื่อสาชุวาที ชื่อสังสยะ ชื่อโปกขระ ชื่อสุผัสสะ
และเหล่าอัปสรมีชื่อว่าวีณา ชื่อโมกขา ชื่อนันทา
ชื่อสุนันทา ชื่อโสณทินนา ชื่อสุจิมหิตา ชื่อลัมพุสา
ชื่อมิสสเกสี ชื่อปุณฑรีกา ชื่ออติทารุณี ชื่อเอณิปัสสา
ชื่อสุปัสสา ชื่อสุภัททา ชื่อมุทุกาวที เหล่านี้ล้วน
แต่เลิศกว่าอัปสรทั้งหลายในการขับกล่อม เทวดา
เหล่านั้นเข้าไปหาดีฉันตามเวลา แล้วกล่าวเชิญชวน
ว่า มาเถิด พวกเราจะฟ้อนรำ จะขับร้อง จะทำ
ให้ท่านร่าเริง ที่นี้มิใช่ที่ของผู้มิได้ทำบุญไว้ แต่เป็น
ที่ของผู้ทำบุญไว้ สวนมหาวันของเทพยเจ้าทั้งหลาย
เป็นที่ไม่เศร้าโศก เป็นที่น่าบันเทิง น่ารื่นรมย์
สำหรับผู้ที่มิได้ทำบุญไว้ สุขไม่มีในโลกนี้และโลก
หน้า สุขในโลกนี้และโลกหน้าจะมีแก่คนทำบุญไว้
ผู้มีความประสงค์อยู่ร่วมกับเทพเหล่านั้น ควรกระทำ
กุศลให้มากไว้ เพราะผู้ที่มีบุญอันทำไว้แล้ว ย่อม
พรั่งพร้อมด้วยโภคสมบัติ บันเทิงในสวรรค์ พระ-
ตถาคตทั้งหลายเป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน เป็นบ่อเกิด
แห่งบุญเขตของมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมอุบัติขึ้นมาเพื่อ

401