พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 372 (เล่ม 48)

บุญอะไร.
เทพธิดานั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว
ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
ดีฉันได้ถวายดอกบัวหลวงกำมือหนึ่ง ซึ่งมีราก
ขาวกลีบเขียว เกิดในสระน้ำแก่ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต
ในนครปัณณกตะ ซึ่งตั้งอยู่บนเนิน เป็นนครชั้นดีน่า
รื่นรมย์ของแคว้นเอสิกะ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมี
วรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่
ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน เพราะ
บุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมี
ของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพธิดาองค์ที่ ๔
ดูราเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม ฯ ล ฯ เปล่ง
รัศมีสว่างไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เพราะ
บุญอะไร.
เทพธิดานั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว
ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
ดีฉันชื่อสุมนา เจ้าค่ะ มีจิตงาม ได้ถวายดอก
มะลิตูม มีสีดังงาช้างแก่ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตในนคร
ปัณณกตะ ซึ่งตั้งอยู่บนเนิน เป็นนครชั้นดีน่ารื่นรมย์
ของแคว้นเอสิกะ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้

372
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 373 (เล่ม 48)

ฯ ล ฯ และรัศมีของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
จบจตุริตถีวิมาน
อรรถกถาจตุริตถีวิมาน
จตุริตถีวิมาน มีคาถาว่า อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน เป็นต้น จตุริตถี
วิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ?
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถี ท่านพระมหา-
โมคคัลลานะเมื่อจาริกไปเทวโลก ได้ไปถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท่านเห็น
เทพธิดา ๔ องค์ มีอัปสรเป็นบริวารองค์ละหนึ่งพัน เสวยทิพยสมบัติอยู่
ในวิมาณ ๔ หลัง ซึ่งตั้งเรียงกันอยู่ในดาวดึงส์นั้น เมื่อจะถามถึงกรรมที่
เทพธิดาเหล่านั้นทำไว้ในปางก่อน จึงถามตามลำดับ [ เรียงตัว ] ด้วย
คาถาเหล่านี้ว่า
ดูราเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม เปล่งรัศมีสว่าง
ไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เพราะบุญอะไร
ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลอันนี้จึงสำ
เร็จแก่ท่าน โภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน.
ดูราเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถาม
ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ท่านได้ทำบุญอะไร เพราะ
บุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และมี
รัศมีสว่างไสวไปทุกทิศ.

373
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 374 (เล่ม 48)

เทพธิดาแม้นั้นได้พยากรณ์ เรียงตัวต่อจากคำถามของพระเถระนั้น
เพื่อจะแสดงความนั้น พระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวคาถานี้ว่า
เทวดานั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว
ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้.
เล่ากันว่า ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ เทพธิดาเหล่า
นั้นเกิดในครอบครัวผู้มีอันจะกินในนครปัณณกตะ ในรัฐซึ่งมีชื่อว่าเอสิกะ
ครั้นเจริญวัยแล้ว ไปมีสามีอยู่ร่วมพร้อมเพรียงกันในนครนั้นนั่นแหละ
บรรดานางเหล่านั้น นางหนึ่งเห็นภิกษุผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตร [ถือปิณฑ-
ปาติกธุดงค์] รูปหนึ่ง มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายดอกราชพฤกษ์กำหนึ่ง
อีกนางหนึ่งไค้ถวายดอกบัวขาบกำมือหนึ่งแก่ภิกษุอีกรูปหนึ่ง นางหนึ่ง
ได้ถวายดอกบัวหลวงกำมือหนึ่งแก่ภิกษุอีกรูปหนึ่ง อีกนางหนึ่งได้ถวาย
ดอกมะลิตูมแก่ภิกษุอีกรูปหนึ่ง ต่อมานางเหล่านั้นตายไปบังเกิดในสวรรค์
ชั้นดาวดึงส์ มีอัปสรเป็นบริวารพันหนึ่ง เทพธิดาเหล่านั้นเสวยทิพยสมบัติ
อยู่จนตลอดอายุในดาวดึงส์นั้น จุติจากดาวดึงส์แล้ว ก็ยังเวียนว่ายไป ๆ
มา ๆ อยู่ในดาวดึงส์นั้นแหละ ด้วยเศษวิบากแห่งกรรมนั้นเอง แม้ใน
พุทธุปบาทกาลนี้ ก็ได้เกิดในดาวดึงส์นั้นอีก ถูกท่านพระมหาโมคคัลลานะ
ถามปัญหาตามนัยที่กล่าวแล้ว.
บรรดาเทพธิดาทั้งสี่นั้น เทพธิดาองค์หนึ่งเมื่อจะบอกถึงบุญกรรม
ที่ตนทำ ตอบว่า
ดีฉันได้ถวายดอกราชพฤกษ์กำมือหนึ่ง แก่ภิกษุ
ผู้เที่ยวบิณฑบาตในนครปัณณกตะ ซึ่งตั้งอยู่บนเนิน
เป็นนครชั้นดี น่ารื่นรมย์ของแคว้นเอสิกะ ด้วยบุญนั้น

374
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 375 (เล่ม 48)

ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนั้น ด้วยบุญนั้น ผลอันนี้จึง
สำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่
ดีฉัน เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้
และรัศมีของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพธิดาอีกองค์หนึ่งตอบว่า
ดีฉันได้ถวายดอกบัวขาบกำมือหนึ่ง แก่ภิกษุ
ผู้เที่ยวบิณฑบาตในนครปัณณกตะ ซึ่งตั้งอยู่บนเนิน
เป็นนครชั้นดีน่ารื่นรมย์ของแคว้นเอสิกะ ด้วยบุญนั้น
ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ ด้วยบุญนั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จ
แก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน
เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ
รัศมีของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพธิดาอีกองค์หนึ่งตอบว่า
ดีฉันได้ถวายดอกบัวหลวงกำมือหนึ่ง ซึ่งมีราก
ขาวกลีบเขียว เกิดในสระน้ำ แก่ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑ-
บาตในนครปัณณกตะ ตั้งอยู่บนเนิน เป็นนครชั้นดี
น่ารื่นรมย์ของแคว้นเอสิกะ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึง
มีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น. ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่
ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน
เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ
รัศมีของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพธิดาอีกองค์หนึ่งตอบว่า

375
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 376 (เล่ม 48)

ดีฉันชื่อสุมนา เจ้าค่ะ มีจิตงาม ได้ถวายดอก
มะลิตูม มีสีดังงาช้าง แก่ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตใน
นครปัณณกตะ ซึ่งตั้งอยู่บนเนิน เป็นนครชั้นดี น่า
รื่นรมย์ของแคว้นเอสิกะ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมี
วรรณะเช่นนี้ ฯ ล ฯ และรัศมีของดีฉันจึงสว่างไสว
ไปทุกทิศ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อินฺทีวรานํ หตฺถกํ ได้แก่ ดอกราชพฤกษ์
กำมือหนึ่ง คือ กำดอกไม้ที่มีคุณสมบัติกำจัดโรคลม. บทว่า เอสิกานํ
ได้แก่ เอสิกรัฐ.
บทว่า อุณฺณตสฺมึ นคเร วเร ได้แก่ ในนครอันอุดมซึ่งตั้งอยู่
ในภูมิประเทศที่เป็นเนิน โดดเด่น ด้วยปราสาทและเรือนยอดเป็นต้น
ซึ่งสูงขึ้นรูปเป็นชั้น ๆ ดังกะเสียดก้อนเมฆ.
บทว่า ปณฺณกเต ได้แก่ ในนครซึ่งมีชื่ออย่างนั้น.
บทว่า นีลุปฺปหตฺถกํ ได้แก่ กำดอกบัวธรรมดา.
บทว่า โอทาตมูลกํ ได้แก่ มีรากขาว. ท่านกล่าวหมายเอากำดอก
บัวหลวงที่กล่าวแล้ว เพราะมีเหง้าขาวสะอาด ด้วยเหตุนั้น นางจึงกล่าวว่า
หริตปตฺตํ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หริตปตฺตํ ได้แก่ มีกลีบเขียว อธิบายว่า
ธรรมดากลีบนอกของดอกบัวหลวงที่กลีบตูมยังไม่หลุด ย่อมมีสีเขียวโดย
แท้. บทว่า อุทกสฺมึ สเร ชาตํ ความว่า เกิดในน้ำในสระ อธิบายว่า
ขึ้นในสระ.
บทว่า สุมนา คือ เทพธิดามีชื่ออย่างนั้น. บทว่า สุมนสฺส

376
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 377 (เล่ม 48)

ได้แก่ มีจิตงาม. บทว่า สุมนมกุลานิ แปลว่า มะลิดอกตูม. บทว่า
ทนฺตวณฺณานิ ได้แก่ มีสีเสมือนงาช้างที่ขัดใหม่เอี่ยม.
เมื่อเทพธิดาทั้ง ๔ นั้น กล่าวถึงกรรมที่ตนการทำแล้วอย่างนี้
พระเถระก็ได้กล่าวอนุปุพพิกถา แล้วประกาศอริยสัจแก่เทพธิดาเหล่านั้น
จบอริยสัจ เทพธิดาเหล่านั้นทั้งหมดพร้อมกับบริวาร ได้เป็นพระโสดาบัน.
พระเถระกลับมามนุษยโลก กราบทูลเรื่องนั้นถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่อง ทรง
แสดงธรรมโปรดบริษัทที่ประชุมกัน พระธรรมเทศนานั้นได้เป็นประ-
โยชน์แก่มหาชนแล.
จบอรรถกถาจตุริตถีวิมาน
๘. อัมพวิมาน
ว่าด้วยอัมพวิมาน
พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดาองค์หนึ่งว่า
[๔๖] สวนมะม่วงทิพย์ของท่านน่ารื่นรมย์ ใน
สวนนี้มีปราสาทหลังใหญ่กึกก้องไปด้วยดนตรีต่าง ๆ
เจื้อยแจ้วไปด้วยหมู่เทพอัปสร อนึ่ง ในปราสาทนี้มี
ประทีปทองดวงใหญ่สว่างไสวอยู่เป็นนิตย์ ปราสาท
ของท่านแวดล้อมด้วยต้นไม้ที่ออกผลเป็นผ้า โดยรอบ
ด้วยบุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ ด้วยบุญอะไรจึง
สำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่
ท่าน.

377
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 378 (เล่ม 48)

ดูราเทพธิดาผู้มีอานุภาพใหญ่ อาตมาขอถาม
ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ท่านทำบุญอะไรไว้ เพราะ
บุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรื่องอย่างนี้ และรัศมี
ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพธิดานั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว
จึงพยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
เมื่อชาติก่อน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์
ในมนุษยโลก ดีฉันมีจิตเลื่อมใสได้สร้างวิหารถวาย
สงฆ์ แวดล้อมไปด้วยต้นมะม่วง เมื่อสร้างวิหาร
สำเร็จเรียบร้อยแล้วได้ทำการฉลอง เอาผ้าหุ้มต้น
มะม่วงทั้งหลาย ทำผลมะม่วงด้วยผ้า ตามประทีปไว้
ที่ต้นมะม่วงนั้น ๆ นิมนต์หมู่สาวกของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ซึ่งเป็นหมู่สูงสุดให้ฉันแล้ว มอบถวายวิหาร
นั้นแก่สงฆ์ ด้วยมือของตน เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมี
มะม่วงที่น่ารื่นรมย์ มีปราสาทหลังใหญ่ในสวนนี้
ซึ่งกึกก้องไปด้วยดนตรีต่าง ๆ เจื้อยแจ้วไปด้วยหมู่
เทพอัปสร อนึ่ง ปราสาทนี้ จึงมีประทีปทองดวงใหญ่
สว่างไสวอยู่เป็นนิตย์ ปราสาทของดีฉันจึงแวดล้อม
ด้วยต้นไม้ที่ออกผลเป็นผ้าโดยรอบ เพราะบุญนั้น
ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น. ผลอันนี้จึง
สำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่
ดีฉัน.

378
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 379 (เล่ม 48)

ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันเป็น
มนุษย์ได้กระทำบุญอันใดไว้ เพราะบุญอันนั้น ดีฉัน
จึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีของดีฉันจึง
สว่างไสวไปทุกทิศ.
จบอัมพวิมาน
อรรถกถาอัมพวิมาน
อัมพวิมาน มีคาถาว่า ทิพฺพํ เต อมฺพวนํ รมฺมํ เป็นต้น.
อัมพวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี.
สมัยนั้น อุบาสิกคนหนึ่งในกรุงสาวัตถี ได้ฟังว่า การถวายอาวาสมีผลมาก
และมีอานิสงส์มาก เกิดฉันทะความพอใจ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์มีความประสงค์
จะสร้างอาวาสแห่งหนึ่ง ขอได้โปรดตรัสบอกโอกาสเช่นนั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงสั่งภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายได้แสดงที่ให้อุบาสิกานั้น นาง
ได้สร้างอาวาสที่น่ารื่นรมย์ในที่นั้นแล้วให้ปลูกต้นมะม่วงรอบอาวาสนั้น.
อาวาสนั้นมีต้นมะม่วงเรียงรายล้อมรอบ สมบูรณ์ด้วยร่มเงาและน้ำ
มีภูมิภาคขาวสะอาดเกลื่อนกลาดด้วยทราย คล้ายข่ายแก้วมุกดาน่าจับใจ
เหลือเกิน.
นางตกแต่งวิหารนั้นด้วยผ้าสีต่าง ๆ และด้วยพวงดอกไม้พวงของ

379
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 380 (เล่ม 48)

หอมเป็นต้นจนดูคล้ายเทพวิมาน ติดตั้งตะเกียงน้ำมันและเอาผ้าใหม่พันต้น
มะม่วงทั้งหลายแล้วมอบถวายแด่สงฆ์.
ต่อมา นางทำกาลกิริยาตายไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ วิมาน
หลังใหญ่แวดล้อมไปด้วยสวนมะม่วงได้ปรากฏแก่นาง.
นางแวดล้อมไปด้วยหมู่อัปสรเสวยทิพยสมบัติอยู่ในวิมานนั้น ท่าน
พระมหาโมคคัลลานะเข้าไปหานางแล้ว ถามด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
สวนมะม่วงทิพย์ของท่านน่ารื่นรมย์ ในสวนนี้
มีปราสาทหลังใหญ่กึกก้องไปด้วยดนตรีต่าง ๆ เจื้อย
แจ้วไปด้วยหมู่เทพอัปสร อนึ่ง ในปราสาทนี้มีประ-
ทีปทองดวงใหญ่ สว่างไสวอยู่เป็นนิตย์ ปราสาทของ
ท่านแวดล้อมด้วยต้นไม้ที่ออกผลเป็นผ้าโดยรอบด้วย
บุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ ด้วยบุญอะไร ผลอัน
นี้จงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิด
แก่ท่าน.
ดูราเทพธิดาผู้มีอานุภาพใหญ่ อาตมาขอถาม
ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ท่านทำบุญอะไรไว้ เพราะ
บุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมี
ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพธิดานั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว
จึงพยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
เมื่อชาติก่อน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์อยู่
ในมนุษยโลก ดีฉันมีจิตเลื่อมใสได้สร้างวิหารถวาย

380
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 381 (เล่ม 48)

สงฆ์ แวดล้อมไปด้วยต้นมะม่วง เมื่อสร้างวิหาร
สำเร็จเรียบร้อยแล้วได้ทำการฉลอง เอาผ้าหุ้มต้น
มะม่วงทั้งหลาย ทำผลมะม่วงด้วยผ้า ตามประทีปไว้
ที่ต้นมะม่วงนั้น ๆ นิมนต์หมู่สาวกของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า ซึ่งเป็นหมู่สูงสุดให้ฉัน แล้วมอบถวาย
วิหารนั้นแด่สงฆ์ด้วยมือของตน เพราะบุญนั้น ดีฉัน
จึงมีสวนมะม่วงที่น่ารื่นรมย์ มีปราสาทหลังใหญ่ใน
สวนนี้ ซึ่งกึกก้องไปด้วยดนตรีต่าง ๆ เจื้อยแจ้วไป
ด้วยหมู่เทพอัปสร อนึ่ง ในปราสาทนี้จึงมีประทีป
ทองดวงใหญ่สว่างไสวอยู่เป็นนิตย์ ปราสาทของ
ดีฉันจึงแวดล้อมด้วยต้นไม้ที่ออกผลเป็นผ้าโดยรอบ
เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น
ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารัก
จึงเกิดแก่ดีฉัน ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก
ดีฉันเป็นมนุษย์ได้กระทำบุญอันใดไว้ เพราะบุญข้อนั้น
ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีของดีฉัน
จึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพธิดานั้นได้พยากรณ์ ด้วยประการฉะนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหลฺลโก แปลว่า ใหญ่ อธิบายว่า
ไพบูลย์ คือโอฬารที่สุด ทั้งโดยส่วนยาวส่วนกว้างและส่วนสูง. บทว่า
อจฺฉราคณโฆสิโต ความว่า สนุกสนานครื้นเครงไปด้วยหมู่เทพอัปสร
ขับร้องบ้าง เจรจาน่ารักบ้าง ทำเทพธิดานั้นให้บันเทิงใจ.

381