พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 362 (เล่ม 48)

ส่วน ๆ เมื่อส่องแสงก็ส่องสว่างไปร้อยโยชน์โดย
รอบทิศ อนึ่ง ที่วิมานของดีฉันนั้น มีสระโบกขรณี
ที่หมู่มัจฉาชาติอยู่อาศัยประจำ มีน้ำใสสะอาดปูลาด
ด้วยทรายทอง ดาดาษไปด้วยปทุมบัวหลวงหลากชนิด
อันบุณฑริกบัวขาวรายล้อมไว้รอบ ยามลมรำเพย
พัดก็โชยกลิ่นหอมระรื่น จรุงใจ มีรุกขชาตินานา-
ชนิด คือ หว้า ขนุน ตาล มะพร้าว และวนะ
ทั้งหลาย เกิดเองภายในนิเวศน์ มิได้มีใครปลูก
วิมานนี้กึกก้องรูปด้วยนานาดนตรี เหล่าอัปสรเทพ-
นารี ก็ส่งเสียงเจื้อยแจ้ว แม้นรชนที่ฝันเห็นแล้ว
ก็จะพึงปลื้มใจ วิมานมีรัศมีสว่างไสวไปทุกทิศ น่า
อัศจรรย์จิต น่าทัศนาเช่นนี้ บังเกิดเพราะกุศลกรรม
ของดีฉัน ( ฉะนั้น ) จึงควรแท้ที่สาธุชนจะทำบุญ
กันไว้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาวตฺถิยํ มยฺหํ สขี ภทนฺเต
สงฺฆสฺส กาเรสิ มหาวิหารํ ความว่า ข้าแต่ท่านพระอนุรุทธะ มหา-
อุบาสิกาวิสาขา เพื่อนคือสหายของดีฉันผู้นี้แหละ ได้สร้างวิหารใหญ่
นามว่า บุพพาราม ด้านทิศตะวันออก แห่งกรุงสาวัตถี ด้วยการบริจาค
ทรัพย์เก้าโกฏิเหรียญ อุทิศภิกษุสงฆ์ทั้งสี่ทิศที่พากันมา.
บทว่า ตตฺถ ปสนฺนา อหมานุโมทึ ความว่า เมื่อสร้างวิหาร
นั้นสำเร็จเรียบร้อยแล้ว กำลังมอบถวายแด่สงฆ์อยู่ และนางทำปัตติทาน

362
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 363 (เล่ม 48)

ให้ส่วนบุญ ดีฉันเลื่อมใสว่า โอ ! เขาบริจาคสมฐานะจริง ๆ และเกิด
ปสาทะในพระรัตนตรัยและผลแห่งกรรม จึงได้อนุโมทนา. เพื่อแสดง
ว่าการอนุโมทนาของนางโอฬารยิ่งใหญ่ เพราะอำนาจวัตถุ เทพธิดาจึง
กล่าวว่า ทิสฺวา อคารญฺจ ปิยญฺจ เมตํ ดังนี้ ประกอบความว่า ดีฉัน
เห็นอาคารนั้นคือปราสาทใหญ่ มีห้องหนึ่งพันห้องน่ารื่นรมย์เหลือเกิน
คล้ายเทพวิมาน และเห็นการบริจาคทรัพย์มากเช่นนั้น อุทิศภิกษุสงฆ์มี
พระพุทธเจ้าเป็นประมุข ซึ่งเป็นที่รักของดีฉัน จึงอนุโมทนา.
บทว่า ตาเยว เม สุทฺธนุโมทนาย ความว่า ด้วยอนุโมทนา
อันบริสุทธิ์ สิ้นเชิง เพราะไม่มีการบริจาคไทยธรรมดังกล่าวแล้ว. บทว่า
ลทฺธํ วิมานพฺภูตทสฺสเนยฺยํ ความว่า วิมานนี้ ชื่อว่า อัศจรรย์เพราะ
ไม่เคยมีวิมานเช่นนี้มาก่อน และชื่อว่า น่าทัศนา เพราะน่าเจริญใจรอบ
ด้าน และเพราะน่ารักเหลือเกิน ดีฉันก็ได้แล้ว คือประสบแล้ว. ครั้น
แสดงว่าวิมานนั้นสวยงามอย่างนี้แล้ว บัดนี้ถึงจะแสดงว่าวิมานนั้นใหญ่
โดยขนาด ใหญ่โดยอำนาจ และใหญ่โดยเป็นของใช้ เทพธิดาจึงกล่าว
คำเป็นต้นว่า สมนฺตโต โสฬสโยชนานิ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น
บทว่า อิทฺธิยา มม ความว่า ด้วยบุญฤทธิ์ของดีฉัน.
บทว่า โปกฺขรญฺโญ แปลว่า สระโบกขรณี. บทว่า ปุถุโลม-
นิเสวิตา แปลว่า มัจฉาทิพย์ทั้งหลายเข้าอยู่อาศัย.
บทว่า นานาปทุมสญฺฉนฺนา ความว่า ปกคลุมด้วยปทุมแดงและ
บัวแดงหลากอย่างต่างโดยชนิดร้อยกลีบและพันกลีบเป็นต้น. บทว่า
ปุณฺฑรีกสโมตตา ความว่า มีบัวขาวชนิดต่าง ๆ รายล้อมโดยรอบ
ประกอบความว่า รุกขชาตินานาชนิด ที่มิได้มีใครปลูก โชยกลิ่นหอม

363
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 364 (เล่ม 48)

ตลบอบอวล. บทว่า โสปิ ได้แก่ ผู้นั้น คือคนแม้ที่ฝันเห็น. บทว่า
วิตฺโต แปลว่า ยินดีแล้ว.
บทว่า สพฺพโส ปภํ ความว่า ส่องสว่างอยู่โดยรอบ. บทว่า
กมฺเม แปลว่า ในเพราะกรรม. บทว่า หิ เป็นเพียงนิบาต. อีกอย่างหนึ่ง
ท่านกล่าวว่า กมฺเมหิ เพราะอปราปรเจตนาที่เกิดขึ้นดีมาก. บทว่า อลํ
แปลว่า ควร. บทว่า กาตเว แปลว่า เพื่อทำ.
บัดนี้ พระอนุรุทธเถระประสงค์จะให้นางบอกสถานที่ ที่นางวิสาขา
บังเกิด จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า
ท่านได้วิมานที่อัศจรรย์น่าทัศนา ด้วยอนุ-
โมทนาอันบริสุทธิ์นั้นเอง ขอท่านจงบอกคติของนาง
วิสาขา ผู้ที่ได้ถวายทานนั้น นางวิสาขานั้นเกิดที่ไหน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยา เจว สา ทานมทาสิ นารี
ความว่า ท่านได้เฉพาะสมบัติเช่นนี้ ด้วยอนุโมทนาทานใด พระเถระ
กล่าวทานนั้นหมายถึงมหาอุบาสิกาวิสาขาว่า ยา เจว สา นารี อทาสิ
ดังนี้. พระอนุรุทธเถระประสงค์จะให้เทพธิดานั่นแหละบอกถึงสมบัติของ
นางวิสาขา จึงได้กล่าวว่า ตสฺสา คตึ พฺรูหิ กุหึ อุปฺปนฺนา สา ดังนี้.
บทว่า ตสฺสา คตึ ได้แก่ การบังเกิดของนางวิสาขานั้นคือเทวคติ.
บัดนี้ เมื่อเทพธิดาจะแสดงเนื้อความที่พระเถระนั้นถาม จึงได้
กล่าวว่า
ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ วิสาขามหาอุบาสิกา
นั้นเป็นสหายของดีฉัน ได้สร้างมหาวิหารถวายสงฆ์

364
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 365 (เล่ม 48)

เธอรู้แจ้งธรรม ได้ถวายทานเกิดในสวรรค์ชั้นนิม-
มานรดี เป็นปชาบดีของท้าวสุนิมมิตนั้น วิบากแห่ง
กรรมของนางวิสาขามหาอุบาสิกานั้น อันใคร ๆ ไม่
ควรคิด ดีฉันได้พยากรณ์ที่เกิดของนางวิสาขาที่
พระคุณเจ้าถามว่า นางวิสาขานั้นเกิดที่ไหน โดย
ถูกต้อง ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิญฺญาตธมฺมา ได้แก่ รู้แจ้งศาสน-
ธรรม อธิบายว่า เป็นผู้แทงตลอดธรรม คืออริยสัจ ๔.
บทว่า สุนิมฺมิตสฺส ได้แก่ ของท้าวสุนิมมิตเทวราช. บทว่า
อจินฺติโย กมฺมวิปาก ตสฺสา เป็นนิทเทสชี้แจงที่ลบวิภัตติ. ความว่า
วิบากแห่งกรรมของเพื่อนหญิงของดีฉันผู้เกิดในสวรรค์ชั้นนิมมานรดีนั้น
เป็นวิบากแห่งบุญกรรม คือเป็นทิพยสมบัติอันใคร ๆ ไม่พึงคิด คือ
ประมาณไม่ได้. บทว่า อนญฺญถา ได้แก่ ไม่ผิด คือตามเป็นจริง.
ถามว่า ก็นางเทพธิดานี้รู้ถึงสมบัติของนางวิสาขาได้อย่างไร. ตอบว่า
แม้วิสาขาเทพธิดาก็ไปหาเทพธิดาองค์นั้น เหมือนเทพธิดานางสุภัททาไป
หานางภัททา. บัดนี้ เทพธิดาเมื่อจะแนะพระเถระให้ช่วยชักชวนคนอื่น ๆ
ถวายทาน จึงแสดงธรรมด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
ถ้าอย่างนั้น ขอพระคุณเจ้าโปรดชักชวน แม้
คนอื่น ๆ ว่า พวกท่านจงปลื้มใจถวายทานแด่สงฆ์
เถิด และจงมีใจเลื่อมใสฟังธรรม ลาภคือการได้
ความเป็นมนุษย์เป็นการได้แสนยาก พวกท่านก็ได้

365
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 366 (เล่ม 48)

แล้ว พระพุทธเจ้ามีพระสุรเสียงดังพรหม มีพระ-
ฉวีวรรณดังทองคำ เป็นอธิบดีแห่งบรรดา ได้ทรง
แสดงมรรคาไรเล่าไว้ ท่านทั้งหลายจงปลื้มใจถวาย
ทานแด่สงฆ์ ซึ่งเป็นเขตที่ทักษิณามีผลมาก บุคคล
เหล่าใด ๘ จำพวก ๔ คู่ ที่ท่านผู้รู้สรรเสริญแล้ว
บุคคลเหล่านั้นเห็นพระทักขิไณยบุคคลเป็นสาวกของ
พระสุคต ทานที่ถวายในบุคคลเหล่านี้ มีผลมาก
ท่านที่ปฏิบัติอริยมรรค ๔ และท่านที่ดำรงอยู่ใน
อริยผล ๔ นั้น คือสงฆ์ เป็นผู้ซื่อตรง มั่นคงอยู่ใน
ปัญญาและศีล เมื่อมนุษย์ทั้งหลายผู้มุ่งบุญบูชา
กระทำบุญอย่างยิ่ง ทานที่ถวายในสงฆ์ย่อมมีผลมาก
ด้วยว่า พระสงฆ์นี้เป็นเขตที่กว้างใหญ่ คำนวณนับ
มิได้เหมือนสาครมหาสมุทร นับจำนวนน้ำมิได้ ก็
พระสงฆ์เหล่านี้เป็นผู้ประเสริฐสุด เป็นสาวกของ
พระพุทธเจ้าผู้มีความเพียร เป็นผู้สร้างแสงสว่าง
กล่าวสอนธรรม ชนเหล่าใดถวายทานอุทิศพระสงฆ์
ทานของชนเหล่านั้นเป็นอันถวายดีแล้ว เช่นสรวง
ดีแล้ว บูชาดีแล้ว ทักษิณานั้น ถึงสงฆ์ดำรงมั่น มี
ผลมาก พระผู้รู้โลกทรงสรรเสริญแล้ว ชนเหล่าใด
ยังท่องเที่ยวอยู่ในโลก หวนระลึกถึงบุญเช่นนี้ได้

366
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 367 (เล่ม 48)

เกิดความรู้ พึงคำจัดมลทินคือความตระหนี่พร้อมทั้ง
มูลราก ไม่ถูกเขาติเตียน ย่อมเข้าถึงสัคคสถานแดน
สวรรค์ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เตนหญฺเญปิ ตัดบทเป็น เตนหิ
อญฺเญปิ และบทว่า เตน ได้แก่ ด้วยเหตุนั้น. บทว่า หิ เป็นเพียง
นิบาต. เทพธิดากล่าวว่า สมาทเปถ แล้วกล่าวคำเป็นต้นว่า สงฺฆสฺส
ทานานิ ททาถ ดังนี้ เพื่อแสดงอาการชักชวน. เทพธิดากล่าวว่า
สุทุลฺลโภ ลทฺโธ มนุสฺสลาโภ ดังนี้ หมายเอาความเป็นมนุษย์ซึ่งเว้น
จากอขณะ ๘ อย่าง. ในข้อนั้น อขณะ ๘ ได้แก่ อบายส่วนอรูป ๓
อสัญญีสัตว์ ๑ ปัจจันตประเทศ ๑ อินทรีย์บกพร่อง ๑ ความเป็น
นิยตมิจฉาทิฏฐิ ๑ ความไม่ปรากฏพระพุทธเจ้า ๑.
บทว่า ยํ มคฺคํ ได้แก่ ทานใด ที่กระทำในเขตอันพิเศษ ทำ
ทานนั้นให้เป็นทางไปสู่สุคติ เพราะให้ถึงสุคติโดยส่วนเดียว ให้เป็น
อธิบดีแห่งทาง เพราะเป็นทางประเสริฐเหลือเกิน กว่าทางอบาย และ
กว่าทางเดินเท้าเป็นต้น ความจริง แม้ทาน ท่านก็เรียกว่า ทางไป
เทวโลก เหมือนศรัทธาและหิริ เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ไว้ว่า
ศรัทธา หิริ และกุศลทาน ธรรมเหล่านี้ไป
ตามสัตบุรุษ สัตบุรุษกล่าวธรรมนี้แหละว่าเป็นทาง
ทิพย์ เพราะสัตว์ย่อมไปเทวโลกด้วยทางทิพย์นี้.

367
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 368 (เล่ม 48)

ปาฐะว่า มคฺคาธิปติ ดังนี้ก็มี. พึงเห็นเนื้อความของปาฐะนั้นว่า
พระศาสดาทรงเป็นอธิบดีของโลกพร้อมทั้งเทวโลกด้วยอริยมรรค. เทพ-
ธิดาเมื่อจะประกอบชนไว้ในการจำแนกทานในทักขิไณยบุคคลอีก จึง
กล่าวด้วยคำเป็นต้นว่า สงฺฆสฺส ทานานิ ททาถ ดังนี้.
บัดนี้ เมื่อจะแสดงอริยสงฆ์ผู้เป็นทักขิไณยบุคคลนั้นโดยย่อ เทพธิดา
จึงกล่าวคาถาว่า เย ปุคฺคลา อฏฺฐ สตํ ปสตฺถา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เย เป็นนิทเทสชี้แจงโดยไม่แน่นอน.
บทว่า ปุคฺคลา ได้แก่ สัตว์. บทว่า อฏฺฐ เป็นการกำหนดจำนวนพระ-
อริยบุคคลเหล่านั้น ด้วยว่า พระอริยบุคคลเหล่านั้นมี ๘ คือ ผู้ตั้งอยู่ใน
มรรค ๔ และผู้ตั้งอยู่ในผล ๔.
บทว่า สตํ ปสตฺถา ความว่า อันสัตบุรุษทั้งหลาย คือ พระ-
พุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระสาวก และเทวดาและมนุษย์อื่น ๆ
สรรเสริญแล้ว เพราะเหตุไร ? เพราะประกอบด้วยคุณมีศีลที่เป็นสหชาต
เกิดพร้อมกันเป็นต้น ความจริง คุณทั้งหลายมีศีลและสมาธิที่เกิดพร้อมกัน
เป็นต้น ของพระอริยบุคคลเหล่านั้น เหมือนสีและกลิ่นที่เกิดพร้อมกัน
เป็นต้น ของดอกไม้ทั้งหลายมีดอกจำปาและดอกพิกุลเป็นต้น ด้วย
เหตุนั้น คุณเหล่านั้นจึงเป็นคุณที่รักที่ชอบใจและเป็นที่สรรเสริญของสัตบุรุษ
ทั้งหลาย เหมือนดอกไม้ที่สมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่นเป็นต้น เป็นที่รักที่ชอบ
ใจของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายฉะนั้น ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เย
ปุคฺคลา อฏฺฐ สตํ ปสตฺถา ดังนี้.
อนึ่ง พระอริยบุคคลเหล่านั้น โดยสังเขปมี ๔ คู่ คือ พระอริย-

368
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 369 (เล่ม 48)

บุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในผล รวมเป็น
คู่ ๑ จนถึงพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอรหัตมรรค พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่
ในผล รวมเป็นคู่ ๑ ด้วยประการฉะนี้ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
จตฺตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนฺติ เต ทกฺขิเณยฺยา ดังนี้.
บทว่า เต เป็นบทแสดงกำหนดแน่นอนถึงพระอริยบุคคลที่ยกขึ้น
แสดงไว้ไม่แน่นอนทีแรก จริงอยู่ พระอริยบุคคลเหล่านั้นทั้งหมด ย่อม
ควรทักษิณา กล่าวคือไทยธรรมที่บุคคลเชื่อกรรมและผลแห่งกรรมพึง
ถวาย ดังนั้น จึงชื่อว่า ทักขิเณยยะ ผู้ควรทักษิณา เพราะทำทานให้สำเร็จ
เป็นทานมีผลมาก เพราะประกอบด้วยคุณวิเศษ [คุณาติเรกสัมปทา].
บทว่า สุคตสฺส สาวกา ความว่า ชื่อว่า สาวก เพราะฟังธรรมนั้นของ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเกิดโดยอริยชาติ เมื่อฟังธรรมจบ.
บทว่า เอเตสุ ทินฺนานิ มหปฺผลานิ ความว่า ทานทั้งหลายแม้
น้อย ที่ถวายสาวกของพระสุคตเหล่านี้ ก็ชื่อว่ามีผลมาก เพราะทักษิณา
บริสุทธิ์โดยปฏิคาหก เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย หมู่ก็ตาม คณะก็ตาม มีประมาณเพียงใด หมู่สาวกของตถาคต
เรากล่าวว่าเป็นยอดของหมู่คณะเหล่านั้น ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า จตฺตาโร ปฏิปนฺนา เป็นต้น มีเนื้อความดังกล่าวมาแล้ว
ในหนหลัง. บทที่เหลือก็มีนัยดังกล่าวแล้วเหมือนกันแล.
ส่วนในที่นี้ ท่านพระอนุรุทธะกลับมนุษยโลกแล้ว ได้กราบทูล
เนื้อความที่ตนและเทพธิดาพูดกัน ถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าได้ทรงทำเนื้อความนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่อง ทรงแสดง

369
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 370 (เล่ม 48)

ธรรมแก่บริษัทที่ประชุมกัน พระธรรมเทศนานั้นได้เป็นประโยชน์แก่
มหาชน ดังนี้แล.
จบอรรถกถาวิหารวิมาน
๗. จตุริตถีวิมาน
ว่าด้วยจตุริตถีวิมาน
เทพธิดาองค์ที่ ๑
พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดาองค์หนึ่งว่า
[๔๕] ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม ฯ ล ฯ
เปล่งรัศมีสว่างไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก
เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญ
อะไร ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่าง
ที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน.
ดูก่อนเทพธิดา ผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอ
ถาม ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไร เพราะ
บุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และมีรัศมี
สว่างไสวไปทุกทิศ.
เทวดานั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว
ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
ดีฉันได้ถวายดอกราชพฤกษ์กำมือหนึ่ง แด่
ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตในนครปัณณกตะ ซึ่งตั้งอยู่บน

370
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 371 (เล่ม 48)

เนิน เป็นนครชั้นดี น่ารื่นรมย์ของแคว้นเอสิกะ ด้วย
บุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ ด้วยบุญนั้น ผลอัน
นี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิด
แก่ดีฉัน เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง
อย่างนี้ และรัศมีของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพธิดาองค์ที่ ๒
ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม ฯ ล ฯ เปล่ง
รัศมีสว่างไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เพราะ
บุญอะไร.
เทพธิดานั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถาม
แล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
ดีฉันได้ถวายดอกบัวขาบกำมือหนึ่ง แก่ภิกษุผู้
เที่ยวบิณฑบาตในนครปัณณกตะ ซึ่งตั้งอยู่บนเนิน
เป็นนครชั้นดี น่ารื่นรมย์ของแคว้นเอสิกะ ด้วยบุญนั้น
ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ ด้วยบุญนั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จ
แก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน
เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ
รัศมีของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพธิดาองค์ที่ ๓
ดูราเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม ฯ ล ฯ เปล่ง
รัศมีสว่างไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เพราะ

371