พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 352 (เล่ม 48)

ต้องการน้ำข้าว นางคิดว่า นี้มิใช่ยาสำหรับพระผู้เป็นเจ้าของเรา บาตร
นี้ก็เป็นบาตรของพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยแท้ เอาละ เราจะจัดน้ำข้าวอัน
เหมาะแก่พระโลกนาถ นางดีใจเกิดความนับถือมาก จึงปรุงยาคู ข้าวต้ม
ด้วยพุทราและถั่วพูใส่เต็มบาตร และจัดโภชนะอย่างอื่นเป็นบริวารของ
ยาคูนั้นส่งไปถวาย. พอพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยยาคูนั้นเท่านั้น อาพาธ
นั้นก็สงบ ต่อมา นางตายไปบังเกิดในภพดาวดึงส์ เสวยทิพยสมบัติยิ่งใหญ่
บันเทิงอยู่. ท่านพระมหาโมคคัลลานะถามเทพธิดานั้นด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม เปล่งรัศมี
สว่างไปทุกทิศ ดุจดาวประกายพรึก เพราะบุญอะไร
ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลนี้จึงสำเร็จ
แก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดขึ้นแก่ท่าน.
เป็นมนุษย์ท่านทำบุญอะไร เพราะบุญอะไร
ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีจึงสว่างไสว
ไปทุกทิศ.
เทวดานั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว
ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ เทพธิดา
แม้นั้นพยากรณ์ว่า ดีฉันมีใจเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า
ผู้ซื่อตรงได้ถวายน้ำข้าวที่ปรุงด้วยพุทรา อบด้วยน้ำมัน
และผสมด้วย ดีปลี กระเทียม และรากผักชี แด่
พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ณ อันธก-
วินทนคร. นารีผู้งามทั่วสรรพางค์ สามีมองไม่จืด

352
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 353 (เล่ม 48)

ครองความเป็นมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ก็ยังไม่
เท่าเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งการถวายน้ำข้าวนั้น. ทองคำ
ร้อยแห่ง ม้าร้อยตัว รถเทียมด้วยแม่ม้าอัสดรร้อยคัน
สาวน้อยประดับตุ้มหูแก้วมณีแสนนาง ก็ยังไม่เท่า
เสี้ยวที่ ๑๖ แห่งการถวายนำข้าวครั้งหนึ่ง. ช้างตัว
ประเสริฐตระกูลเหมวตะ มีงาดุจงอนไถ มีสายรัด
ทองคำ มีที่อยู่อาศัยเป็นทอง [ ถ้ำทอง ] ร้อยเชือก
ก็ยังไม่เท่าเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งการถวายน้ำข้าวครั้งหนึ่ง.
ถึงแม้พระเจ้าจักรพรรดิ ครองความเป็นใหญ่แห่งทวีป
ทั้ง ๔ ก็ยังไม่เท่าเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งการถวายน้ำข้าว
ครั้งหนึ่ง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อทาสึ โกลสมฺปากํ กญฺชิกํ เตลธูปิตํ
เทพธิดาแสดงว่า ดีฉันเอาน้ำพุทราและมะซางเติมน้ำสี่ส่วน เคี่ยวยาคู
ข้าวต้มเหลือส่วนที่สี่ ปรุงด้วยของเผ็ดร้อนทั้งหลายมีของเผ็ดร้อน ๓ อย่าง
ผักชีมหาหิงคุ์ยี่หร่าและกระเทียมเป็นต้น อบอย่างดีให้ข้าวยาคูนั้นจับกลิ่น
พริกไทย แล้วเกลี่ยลงในบาตรของพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ถวายเฉพาะ
พระศาสดาด้วยจิตเลื่อมใส. ดีฉันวางไว้ในมือของพระเถระ. เพราะเหตุ
นั้น เทพธิดาจึงกล่าวว่า
ดีฉันมีใจเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าผู้ซื่อตรงได้
ถวายน้ำข้าวที่ผสมด้วยดีปลี กระเทียมและพริกไทย
ดังนี้.

353
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 354 (เล่ม 48)

คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วทั้งนั้น.
เมื่อเทวดานั้นชี้แจงถึงกรรมสุจริตที่ตนสั่งสมไว้แล้ว ท่านพระมหา
โมคคัลลานะก็แสดงธรรมแก่เธอพร้อมทั้งบริวารอย่างนี้แล้ว กลับมายัง
มนุษยโลก กราบทูลเรื่องนั้นถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงทำเนื้อความนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิดขึ้นแห่งเรื่องทรงแสดงธรรม
ในท่ามกลางบริษัท ๔. เทศนานั้นได้เป็นประโยชน์แก่มหาชน ดังนี้แล.
จบอรรถกถากัญชิกทายิกาวิมาน
๖. วิหารวิมาน
ว่าด้วยวิหารวิมาน
ท่านพระอนุรุทธะถามเทพธิดาองค์หนึ่งว่า
[๔๔] ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม เปล่งรัศมี
สว่างไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เมื่อท่าน
ฟ้อนรำอยู่ เสียงอันเป็นทิพย์ น่าฟัง น่ารื่นรมย์ใจ
ก็เปล่งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุกส่วน กลิ่นทิพย์ที่
หอมหวนยวนใจ ก็ฟุ้งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุก
ส่วน เมื่อท่านเคลื่อนไหวกาย เครื่องประดับช้องผม
ก็เปล่งเสียงกังวานฟังไพเราะ ดุจดนตรีเครื่อง ๕
มาลัยประดับศีรษะที่ต้องลม ถูกลมพัดไหว ก็ส่งเสียง
ดังกังวานไพเราะดุจดนตรีเครื่อง ๕ แม้พวงมาลัย
บนศีรษะของท่าน ก็มีกลิ่นขโมยหวนยวนใจ หอมฟุ้ง

354
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 355 (เล่ม 48)

ไปทุกทิศ ดุจต้นอุโลกฉะนั้น ดูก่อนเทพธิดา ท่าน
สูดดมกลิ่นที่หอมหวน เห็นรูปทิพย์ซึ่งมิใช่ของมนุษย์
ท่านถูกอาตมาถามแล้วโปรดบอกทีเถิด นี้เป็นผลของ
กรรมอะไร.
เทพธิดานั้นตอบว่า
ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ นางวิสาขามหา
อุบาสิกาสหายของดีฉันอยู่ในกรุงสาวัตถี ได้สร้าง
มหาวิหารถวายสงฆ์ ดีฉันเห็นมหาวิหารและการ
บริจาคทรัพย์อุทิศสงฆ์ ซึ่งเป็นที่รักของดีฉัน เลื่อมใส
ในบุญนั้นจึงอนุโมทนา ดีฉันได้วิมานที่อัศจรรย์น่า
ทัศนา ด้วยอนุโมทนาอันบริสุทธิ์นั้นเอง วิมานลอย
ไปในเวหาเปล่งรัศมี ๑๒ โยชน์โดยรอบ ด้วยฤทธิ์
ของดีฉัน ห้องรโหฐานที่อยู่อาศัยของดีฉัน อันบุญ
กรรมจัดไว้เป็นพิมพ์เดียวกัน ประหนึ่งเนรมิตไว้เป็น
ส่วน ๆ เมื่อส่องแสง ก็ส่องสว่างไปร้อยโยชน์โดย
รอบทิศ อนึ่ง ที่วิมานของดีฉันนั้น มีสระโบกขรณี
มีหมู่มัจฉาชาติอยู่อาศัยประจำ มีน้ำใสสะอาดปูลาด
ด้วยทรายทอง ดาดาษไปด้วยปทุมบัวหลวงหลากชนิด
อันบุณฑริกบัวขาวรายล้อมไว้รอบ ยามลมรำเพยพัด ก็
โชยกลิ่นระรื่นจรุงใจ มีรุกขชาตินานาชนิด คือ หว้า
ขนุน ตาล มะพร้าว และวนะทั้งหลาย เกิดเอง

355
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 356 (เล่ม 48)

ภายในนิเวศน์ มิได้มีใครปลูก วิมานนี้กึกก้องไปด้วย
นานาดนตรี เหล่าอัปสรเทพนารีก็ส่งเสียงเจื้อยแจ้ว
แม้นรชนที่ฝันเห็นแล้ว ก็จะพึงปลื้มใจ วิมานมีรัศมี
สว่างไสวไปทุกทิศ น่าอัศจรรย์จิตใจ น่าทัศนาเช่นนี้
บังเกิดเพราะกุศลกรรมของดีฉัน (ฉะนั้น) จึงควร
แท้ที่สาธุชนจะทำบุญกันไว้.
พระอนุรุทธเถระประสงค์จะให้นางบอกสถานที่ที่นางวิสาขาบังเกิด
จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า
ท่านได้วิมานที่อัศจรรย์น่าทัศนา ด้วยอนุโมทนา
อันบริสุทธิ์นั้นเอง ขอท่านจงบอกคติของนางวิสาขา
ผู้ที่ได้ถวายทานนั้น นางวิสาขานั้นเกิดที่ไหน.
เทพธิดานั้นตอบว่า
ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ วิสาขาอุบาสิกานั้น
เป็นสหายของดีฉัน ได้สร้างมหาวิหารถวายสงฆ์ เธอ
รู้แจ้งธรรมได้ถวายทาน เกิดในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี
เป็นปชาบดีของท้าวสุนิมมิตนั้น วิบากแห่งกรรมของ
นางวิสาขามหาอุบาสิกานั้น อันใคร ๆ ไม่ควรคิด
ดีฉันได้พยากรณ์ที่เกิดของนางวิสาขา ที่พระคุณเจ้า
ถามว่า นางวิสาขานั้นเกิดที่ไหน โดยถูกต้อง ดังนี้.
ถ้าอย่างนั้น ขอพระคุณเจ้าโปรดชักชวน แม้คน
อื่น ๆ ว่า พวกท่านจงปลื้มใจถวายทานแด่สงฆ์เถิด

356
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 357 (เล่ม 48)

และจงมีใจเลื่อมใสฟังธรรม ลาภคือการได้ความเป็น
มนุษย์ เป็นการได้แสนยาก พวกท่านก็ได้แล้ว
พระพุทธเจ้ามีพระสุรเสียงดั่งพรหม มีพระฉวีวรรณ
ดังทองคำ เป็นอธิบดีแห่งมรรคา ได้ทรงแสดงมรรคา
ไรเล่าไว้ ท่านทั้งหลายจงปลื้มใจถวายทานแด่สงฆ์ ซึ่ง
เป็นเขตที่ทักษิณามีผลมาก บุคคลเหล่าใด ๘ จำพวก
๔ คู่ ที่ท่านผู้รู้สรรเสริญแล้ว บุคคลเหล่านั้นเป็นพระ-
ทักขิไณยบุคคลเป็นสาวกของพระสุคต ทานที่ถวาย
ในบุคคลเหล่านี้ มีผลมาก ท่านที่ปฏิบัติอริยมรรค ๔
และท่านที่ดำรงอยู่ในอริยผล ๔ นี้คือสงฆ์ เป็นผู้
ซื่อตรง มั่นคงอยู่ในปัญญาและศีล เมื่อมนุษย์ทั้ง
หลายผู้มุ่งบุญ บูชากระทำบุญอย่างยิ่ง ทานที่ถวายใน
สงฆ์ย่อมมีผลมาก ด้วยว่า พระสงฆ์นี้เป็นเขตที่
กว้างใหญ่ คำนวณนับมิได้ เหมือนสาครมหาสมุทร
นับจำนวนน้ำมิได้ ก็พระสงฆ์เหล่านี้ เป็นผู้ประเสริฐ
สุด เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าผู้มีความเพียร เป็นผู้
สร้างแสงสว่าง กล่าวสอนธรรม ชนเหล่าใดถวาย
ทานอุทิศพระสงฆ์ ทานของชนเหล่านั้น เป็นอันถวาย
ดีแล้ว เช่นสรวงดีแล้ว บูชาดีแล้ว ทักษิณานั้นถึง
สงฆ์ ดำรงมั่น มีผลมาก พระผู้รู้โลกทรงสรรเสริญ
แล้ว ชนเหล่าใดยังท่องเที่ยวอยู่ในโลก หวนระลึก
ถึงบุญเช่นนี้ได้ เกิดความรู้ พึงกำจัดมลทินคือความ

357
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 358 (เล่ม 48)

ตระหนี่ พร้อมทั้งมูลราก ไม่ถูกเขาติเตียน ย่อมเข้า
ถึงสัคคสถานแดนสวรรค์ ดังนี้.
จบวิหารวิมาน
จบภาณวารที่ ๒
อรรถกถาวิหารวิมาน
วิหารวิมาน มีคาถาว่า อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน เป็นต้น. วิหาร
วิมานนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน กรุงสาวัตถี. สมัย
นั้น มหาอุบาสิกาวิสาขาพร้อมด้วยเพื่อนหญิงและบริวารชน ต่างขะมัก
เขม้นอาบน้ำแต่งตัว เพื่อจะเที่ยวอุทยานในวันรื่นเริงวันหนึ่ง นางบริโภค
โภชนะอย่างดี ประดับมหาลดาประสาธน์แวดล้อมไปด้วยเพื่อนหญิงประ-
มาณ ๕๐๐ คน ออกจากเรือนด้วยอิสริยะอันยิ่งใหญ่ ด้วยการกำหนด
การที่ยิ่งใหญ่ กำลังเดินตรงไปยังอุทยาน คิดว่า ประโยชน์อะไรของเรา
ด้วยการเล่นที่เปล่าประโยชน์ เหมือนเด็กหญิงโง่ ๆ เอาละ เราจักไป
วิหาร ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าและไหว้พระคุณเจ้าทั้งหลายที่น่า
เจริญใจ และจักฟังธรรม ถึงวิหารแล้วหยุดในที่สมควรแห่งหนึ่ง เปลื้อง
มหาลดาประสาธน์มอบไว้ในมือของหญิงรับใช้ ถวายบังคมพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรแห่งหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรม
แก่วิสาขามหาอุบาสิกานั้น.

358
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 359 (เล่ม 48)

นางฟังธรรมถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทำประทักษิณ และ
ไหว้ภิกษุทั้งหลายที่น่าเจริญใจ ออกจากวิหารไปได้หน่อยหนึ่ง กล่าวกะ
หญิงรับใช้ว่า เอาละแม่สาวใช้ ฉันจักประดับเครื่องประดับ. หญิงรับใช้
นั้นห่อเครื่องประดับวางไว้ในวิหารแล้วเที่ยวไปในที่นั้น ๆ ลืมของไว้ เมื่อ
ประสงค์จะกลับนึกขึ้นได้จึงพูดว่า ดิฉันลืมของไว้เจ้าค่ะ หยุดก่อน
นายท่าน ดีฉันจักไปนำมา. นางวิสาขากล่าวว่า นี่เจ้า ถ้าเจ้าลืมเครื่อง
ประดับนั้นไว้ในวิหาร ฉันจักบริจาคเครื่องประดับเพื่อสร้างวิหารนั้นนั่น
แหละ นางไปวิหารเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคมแล้วแจ้งความ
ประสงค์ของตน กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักสร้าง-
วิหาร ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดอนุเคราะห์รับไว้เถิด พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงรับโดยดุษณีภาพ.
นางวิสาขาสละเครื่องประดับนั้น ซึ่งมีราคาถึงเก้าโกฏิเจ็ดพันเหรียญ
สร้างปราสาทหลังใหญ่สมควรเป็นที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้า และ
เป็นที่อยู่ของภิกษุสงฆ์ ประดับด้วยห้องหนึ่งพันห้อง คือชั้นล่างห้าร้อย
ห้อง ชั้นบนห้าร้อยห้อง เช่นเสมือนเทพวิมานมีภูมิพื้นดุจคลังแก้วมณี
มีส่วนของเรือนเป็นต้นว่า ฝา เสา ขื่อ จันทัน ช่อฟ้า บานประตู
หน้าต่างและบันได ที่ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระผู้ควบคุมการก่อสร้าง
จัดไว้อย่างดี น่าจับใจ งานไม้ที่น่ารื่นรมย์ก็ตกแต่งสำเร็จเป็นอย่างดี
งานปูนก็พิถีพิถันทำอย่างดีน่าปลื้มใจ วิจิตรไปด้วยจิตรกรรมมีมาลากรรม
ลายดอกไม้ และลดากรรมลายเถาไม้เป็นต้นที่ประดับตกแต่งไว้อย่างงดงาม
และสร้างปราสาทห้องรโหฐานหนึ่งพันปราสาทเป็นบริวารของปราสาท
ใหญ่นั้น และสร้างกุฎีมณฑป และที่จงกรมเป็นต้นเป็นบริวารของปราสาท

359
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 360 (เล่ม 48)

เหล่านั้น ใช้เวลา ๙ เดือนจึงสร้างวิหารเสร็จ เมื่อวิหารสำเร็จเรียบร้อย
แล้ว นางวิสาขาใช้เงินฉลองวิหารถึงเก้าโกฏิเหรียญ นางพร้อมด้วยหญิง
สหายประมาณ ๕๐๐ คนขึ้นปราสาท ได้เห็นสมบัติของปราสาทนั้น ดีใจ
กล่าวกะพวกเพื่อนหญิงว่า เมื่อฉันสร้างปราสาทหลังนี้งามถึงเพียงนี้ ขอ
เธอทั้งหลายจงอนุโมทนาบุญที่ฉันขวนขวายนั้น ฉันขอให้ส่วนบุญแก่พวก
เธอ. เพื่อนหญิงทั้งหมดมีใจเลื่อมใสต่างอนุโมทนาว่า อโห สาธุ อโห
สาธุ ดีจริง ๆ ดีจริง ๆ.
บรรดาเพื่อนหญิงเหล่านั้น เพื่อนอุบาสิกาคนหนึ่งได้ใส่ใจถึงการ
แผ่ส่วนบุญให้นั้นเป็นพิเศษ ต่อมาไม่นาน นางได้ตายไปบังเกิดในภพ
ดาวดึงส์ ด้วยบุญญานุภาพของนางได้ปรากฏวิมานหลังใหญ่ ยาวกว้าง
และสูงสิบหกโยชน์ ประดับประดาด้วยห้องรโหฐาน กำแพงอุทยาน
และสระโบกขรณีเป็นต้นมิใช่น้อย ล่องลอยอยู่ในอากาศ แผ่รัศมีของตน
ไปได้ร้อยโยชน์ อัปสรนั้น เมื่อจะเดินก็เดินไปพร้อมกับวิมาน สำหรับ
มหาอุบาสิกาวิสาขา เพราะมีจาคะไพบูลและมีศรัทธาสมบูรณ์จึงบังเกิดใน
สวรรค์ชั้นนิมมานรดี ได้ดำรงตำแหน่งอัครมเหสีของท้าวสุนิมมิตเทวราช
ครั้งนั้น ท่านพระอนุรุทธะเที่ยวจาริกไปเทวโลก เห็นเพื่อนหญิงของนาง
วิสาขานั้นเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จึงถามด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม เปล่งรัศมี
สว่างไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เมื่อท่าน
ฟ้อนรำอยู่ เสียงอันเป็นทิพย์ น่าฟัง น่ารื่นรมย์ใจ
ก็เปล่งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุกส่วน กลิ่นทิพย์ที่

360
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 361 (เล่ม 48)

หอมหวนยวนใจ ก็ฟุ้งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุก
ส่วน เมื่อท่านเคลื่อนไหวกาย เครื่องประดับช้องผม
ก็เปล่งเสียงกังวานน่าฟังไพเราะ ดุจดนตรีเครื่อง ๕
มาลัยประดับศีรษะที่ช้องผมถูกลมพัดไหว ก็ส่งเสียง
กังวานไพเราะดุจดนตรีเครื่อง ๕ แม้พวงมาลัยบน
ศีรษะของท่าน ก็มีกลิ่นหอมหวนยวนใจ หอมฟุ้งไป
ทุกทิศ ดุจต้นอุโลกฉะนั้น ดูก่อนเทพธิดา ท่าน
สูดดมกลิ่นที่หอมหวน เห็นรูปทิพย์ซึ่งมิใช่ของมนุษย์
ท่านถูกอาตมาถามแล้วโปรดบอกทีเถิด นี้เป็นผลของ
กรรมอะไร.
แม้เทพธิดานั้นก็ได้พยากรณ์แก่พระอนุรุทธเถระอย่างนี้ว่า
ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ นางวิสาขามหา-
อุบาสิกาสหายของดีฉันอยู่ในกรุงสาวัตถี ได้สร้าง
มหาวิหารถวายสงฆ์ ดีฉันเห็นมหาวิหารและการ
บริจาคทรัพย์อุทิศสงฆ์ ซึ่งเป็นที่รักของดีฉัน เลื่อมใส
ในบุญนั้นจึงอนุโมทนา ดีฉันได้วิมานที่อัศจรรย์น่า
ทัศนา ด้วยอนุโมทนาอันบริสุทธิ์นั้นเอง วิมานลอย
ไปในเวหาเปล่งรัศมี ๒ โยชน์ โดยรอบด้วยฤทธิ์
ของดีฉัน ห้องรโหฐานที่อยู่อาศัยของดีฉัน อันบุญ
กรรมจัดไว้เป็นพิมพ์เดียวกัน ประหนึ่งเนรมิตไว้เป็น

361