พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 342 (เล่ม 48)

ธรรมชาติ ได้ทรงแสดงทุกขสัจและสมุทัยสัจ และ
ได้ทรงแสดงทุกขนิโรธ อันปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้
และมรรคสัจแก่ดีฉัน โดยประการที่ดีฉันจักรู้แจ้งได้
ดีฉันเป็นคนมีอายุน้อย ทำกาละ (ตาย) จุติจาก
ชาตินั้นแล้ว ไปเกิดในชั้นไตรทศ ( ดาวดึงส์) เป็น
ผู้เรืองยศ เป็นปชาบดีองค์หนึ่งของท้าวสักกะ นามว่า
ยสุตตรา ปรากฏไปทุกทิศ.
จบนาควิมาน
อรรถกถานาควิมาน
นาควิมาน มีคาถาว่า อลงฺกตา มณิกญฺจนาจิตํ เป็นต้น.
นาควิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ อิสิปตนมฤคทายวัน กรุง-
พาราณสี. สมัยนั้น อุบาสิกาชาวพาราณสีคนหนึ่งมีศรัทธาปสาทะ สมบูรณ์
ด้วยศีลและจรรยา นางให้ทอผ้าคู่ อุทิศพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้ซัก
ย้อมดีแล้ว เข้าเฝ้าวางผ้าไว้แทบพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้ว
กราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรด
อนุเคราะห์ทรงรับผ้าคู่นี้ ซึ่งจะพึงเป็นประโยชน์ เป็นสุขตลอดกาลนาน
แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับผ้าคู่นั้น ทรงเห็น
อุปนิสัยสมบัติของนาง จึงทรงแสดงธรรม. จบเทศนา นางดำรงอยู่ใน
โสดาปัตติผล ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วกลับบ้าน.

342
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 343 (เล่ม 48)

ต่อมาไม่นานนัก นางตายไปเกิดในภพดาวดึงส์ ได้เป็นที่สนิทเสน่หาของ
ท้าวสักกเทวราช มีนามว่า ยสุตตรา. ด้วยบุญญานุภาพของนาง ก็บังเกิด
กุญชรชาติตัวประเสริฐ คลุมด้วยข่ายทอง ที่คอของกุญชรนั้นมีมณฑป
แก้วมณี กลางมณฑปก็บังเกิดรัตนบัลลังก์ที่ตกแต่งไว้อย่างดี และที่งา
ทั้งสองของกุญชรนั้น ปรากฏมีสระโบกขรณี ๒ สระ ดาดาษไปด้วย
ดอกปทุมบานสะพรั่งน่ารื่นรมย์ ในดอกปทุมนั้น ๆ มีเทพธิดายืนอยู่ตาม
กลีบปทุม ประโคมดนตรีเครื่อง ๕ และขับร้องกัน.
พระศาสดาประทับที่กรุงพาราณสี ตามพระพุทธอัธยาศัย แล้ว
เสด็จจาริกไปยังกรุงสาวัตถี. ครั้นเสด็จถึงกรุงสาวัตถีโดยลำดับแล้ว ได้
ยินว่า ในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้น เทพธิดานั้นตรวจดู
ทิพยสมบัติที่คนเสวยอยู่ ทบทวนถึงเหตุที่ได้เสวยทิพยสมบัติ ทราบว่า
เหตุคือถวายผ้าคู่แด่พระศาสดา เกิดโสมนัส เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาค-
เจ้ามาก ประสงค์จะถวายบังคม ครั้นล่วงราตรีปฐมยาม นางนั่งเหนือคอ
ช้างตัวประเสริฐ เหาะมาลงจากคอช้างนั้นแล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าแล้ว ยืนประคองอัญชลีอยู่ ณ ที่ควรแห่งหนึ่ง. ท่านพระวังคีสะ
โดยพระพุทธานุญาติ ได้ถามนางด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
ท่านประดับองค์แล้ว ขึ้นนั่งคชสารตัวประเสริฐ
ซึ่งมีขนาดใหญ่ งามไปด้วยแก้วและทอง วิจิตร
ด้วยข่ายทอง ผูกสายรัดประคนเรียบร้อย เลื่อนลอย
ในอากาศเวหามาในที่นี้ ที่งาทั้งสองของคชสาร มี

343
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 344 (เล่ม 48)

สระโบกขรณีที่เนรมิตไว้ มีน้ำใสสะอาด ดาดาษไป
ด้วยดอกปทุมบานสะพรั่ง ดอกปทุมทั้งหลาย มีหมู่
เทพอัปสรนักดนตรีพากันมาขับร้องประสานเสียง
และฟ้อนรำ ชวนให้เกิดความประทับใจ.
ดูก่อนเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก ท่านบรรลุเทว-
ฤทธิ์แล้ว ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้
เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้
และวรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทั่วทิศ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อลงฺกตา ได้แก่ ประดับประดาด้วย
อาภรณ์ทุกอย่าง. บทว่า มณิกญฺจนาจิตํ ความว่า ประดับด้วยแก้วและ
ทองซึ่งนับว่าเป็นทิพย์เหล่านั้น. บทว่า สุวณฺณชาลจิตํ ได้แก่ คลุมด้วย
ข่ายทอง. บทว่า มหนฺตํ ได้แก่ไพบูลย์ [สูงใหญ่ ]. บทว่า สุกปฺปิตํ
ความว่า ผูกสอดอย่างดีด้วยเครื่องผูกสอดสำหรับเดิน. บทว่า เวหาสยํ
ได้แก่ เหนือหลังช้างกลางหาว. บทว่า อนฺตลิกฺเข ได้แก่ ในอากาศ.
ปาฐะว่า อลงฺกตมณิกญฺจนาจิตํ ดังนี้ก็มี และในข้อนี้มีความย่อดัง
ต่อไปนี้ ดูก่อนเทพธิดา ท่านประดับองค์ด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง
ขึ้นช้างตัวประเสริฐ คือช้างสูงสุดเป็นช้างขนาดใหญ่ คือใหญ่เหลือเกิน
งามด้วยแก้วและทองที่ประดับแล้ว ระยับด้วยแก้วและทองซึ่งนับว่าเป็น
ทิพย์อย่างยิ่ง โดยทำให้เป็นของที่ประดับอยู่แล้ว คอบคลุมด้วยข่ายทอง
คือเครื่องประดับช้าง ต่างโดยเครื่องประดับกระพองเป็นต้น นั่งบนหลัง
ช้างเหาะลงในที่นี้เข้ามาหาเรา.

344
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 345 (เล่ม 48)

บทว่า นาคสฺส ทนฺเตสุ ทุเวสุ นิมฺมิตา ความว่า ที่งาทั้งสอง
ของช้างนี้ ศิลปินผู้ชำนาญสร้างสระโบกขรณีไว้อย่างดีสองสระ เหมือน
ของพระยาช้างเอราวัณ. บทว่า ตุริยคณา ได้แก่ หมู่เทพอัปสรนักดนตรี
เครื่อง ๕ คือกลุ่มเทพอัปสรนักดนตรีเครื่อง ๕. บทว่า ปภิชฺชเร ความว่า
แยกเสียงประสาน ๑๒ ประเภท เกจิอาจารย์กล่าวว่า ปวชฺชเร บ้าง
อธิบายว่า บรรเลงหลายประการ. ถูกพระเถระถามอย่างนี้แล้ว เทพธิดา
ก็กล่าวตอบ ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
ดีฉันได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่กรุงพาราณสี ได้
ถวายผ้าคู่หนึ่งแด่พระพุทธเจ้า ถวายบังคมพระยุคล-
บาท แล้วนั่งอยู่ที่พื้นดิน ดีฉันปลื้มใจได้กระทำ
อัญชลี อนึ่ง พระพุทธเจ้ามีพระฉวีวรรณผุดผ่องดุจ
ทองคำธรรมชาติ ได้ทรงแสดงทุกขสัจและสมุทัยสัจ
และได้ทรงแสดงทุกขนิโรจสัจ อันปัจจัยปรุงแต่ง
ไม่ได้ และมรรคสัจแก่ดีฉัน โดยประการที่ดีฉันจักรู้
แจ้งได้ ดีฉันเป็นคนมีอายุน้อย ทำกาละ [ ตาย ]
จุติ จากชาตินั้นแล้ว ไปเกิดในชั้นไตรทศ [ ดาว-
ดึงส์ ] เป็นผู้เรืองยศ เป็นปชาบดีองค์หนึ่งของท้าว-
สักกะ นามว่า ยสุตตรา ปรากฏไปทุกทิศ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฉมา แปลว่า ที่พื้นดิน. จริงอยู่ บท
นี้เป็นปฐมาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ. บทว่า วิตฺตา แปลว่า
ยินดีแล้ว. บทว่า ยโต แปลว่า โดยประการใด คือ โดยพระศาสดา

345
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 346 (เล่ม 48)

ทรงแสดงสามุกังสิกธรรมเทศนายกขึ้นแสดงเอง ( ไม่ต้องปรารภคำถาม
เป็นต้นของผู้ฟัง ได้แก่เทศนาเรื่องอริยสัจ ). บทว่า วิชานิสฺสํ ความว่า
จักแทงตลอดอริยสัจ ๔.
บทว่า อปฺปายุกี ความว่า เป็นผู้มีอายุน้อย เพราะกรรมสิ้นสุด
ดุจที่เกิดต่อเนื่องกันว่า เพราะทำบุญอันโอฬารเช่นนี้ ท่านจึงไม่ต้องดำรง
อยู่อย่างนี้ในอัตภาพมนุษย์ที่มากไปด้วยความทุกข์นี้. บทว่า อญฺญตรา
ปชาปติ ความว่า เป็นปชาบดี องค์หนึ่ง บรรดาปชาบดีหมื่นหกพันองค์
[ของท้าวสักกะ]. บทว่า ทิสาสุ วิสฺสุตา ความว่า ปรากฏ คือ รู้จัก
ทั่วไปในทิศทั้งปวง ในเทวโลกทั้งสอง. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้ว
นั่นแล.
จบอรรถกถานาควิมาน
๔. อโลมวิมาน
ว่าด้วยอโลมวิมาน
พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดาองค์หนึ่งว่า
[๔๒] ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามเปล่ง
รัศมีสว่างไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เพราะ
บุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญอะไร
ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารัก
จึงเกิดแก่ท่าน.

346
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 347 (เล่ม 48)

ดูก่อนเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอ
ถามท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไร
เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ
รัศมีจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพธิดานั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว
ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรม ที่มีผลอย่างนี้ว่า
ดีฉันอยู่ในกรุงพาราณสี มีจิตเลื่อมใส ได้ถวาย
ขนมแห้ง แด่พระพุทธเจ้าผู้เผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ด้วย
มือของตน ขอพระคุณเจ้าโปรดดูผลของชิ้นขนมแห้ง
อันหารสเค็มมิได้ ครั้นเห็นว่าถวายขนมแห้งไม่เค็ม
แล้วได้ความสุข ใครเล่าจักไม่ทำบุญ เพราะบุญนั้น
ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลอันนี้จึง
สำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารัก จึงเกิดแก่
ดีฉัน.
ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันขอบอก
แก่ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ดีฉันได้กระทำบุญใด
ไว้ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้
และรัศมีจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
จบอโลมวิมาน

347
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 348 (เล่ม 48)

อรรถกถาอโลมวิมาน
อโลมวิมาน มีคาถาว่า อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน เป็นต้น. อโลมวิมาน
นั้นเกิดขึ้นอย่างไร ?
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน กรุง-
พาราณสี เวลาเช้าทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปบิณฑ-
บาตยังกรุงพาราณสี. ในกรุงพาราณสีนั้น มีหญิงเข็ญใจคนหนึ่งชื่อ
อโลมา เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเลื่อมใส ไม่เห็นสิ่งอื่นที่ควรถวาย
นางคิดว่า ของที่ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้เช่นนี้ ก็จักมีผลมากแก่
เรา จึงน้อมถวายขนมแห้งไม่เค็มมีผิวราน. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับ
ขนมนั้น. นางได้ยึดทานนั้นเป็นอารมณ์ เสวยโสมนัสความดีใจ กาล
ต่อมา นางตายบังเกิดในภพดาวดึงส์. ท่านพระมหาโมคคัลลานะถามนางว่า
ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม เปล่งรัศมี
สว่างไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เพราะบุญ
อะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลอัน
นี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารัก จึง
เกิดแก่ท่าน.
ดูก่อนเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถาม
ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไร เพราะ
บุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมี
จึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทพธิดาแม้นั้นได้ตอบปัญหาแก่พระเถระแล้ว. เพื่อจะแสดงข้อนั้น
พระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวว่า

348
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 349 (เล่ม 48)

เทวดานั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว
ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
ดีฉันอยู่ในกรุงพาราณสี มีจิตเลื่อมใส ได้
ถวายขนมแห้ง แด่พระพุทธเจ้าผู้เผ่าพันธุ์พระ-
อาทิตย์ด้วยมือของตน ขอพระคุณเจ้าโปรดดูผลของ
ชิ้นขนมแห้ง อันหารสเค็มมิได้ ครั้นเห็นว่าขนม
แห้งไม่เค็มแล้วได้ความสุข ใครเล่าจักไม่ทำบุญ.
เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะ
บุญนั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่าง
ที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน.
ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันขอบอก
ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ดีฉันได้กระทำบุญใดไว้
เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ
รัศมีจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อโลมํ สุขิตํ ทิสฺวา ความว่า เห็น
ว่าถวายขนมแห้งแม้ชื่อ อโลมะ แล้วยังได้สุขโดยความสุขอันเป็นทิพย์
อย่างนี้. บทว่า โก ปุญฺญํ น กริสฺสติ ความว่า ใครเล่าเมื่อหวัง
ประโยชน์เกื้อกูลและความสุขสำหรับตน จักไม่กระทำบุญ. คำที่เหลือมี
นัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบอรรถกถาอโลมวิมาน

349
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 350 (เล่ม 48)

๕. กัญชิกทายิกาวิมาน
ว่าด้วยกัญชิกทายิกาวิมาน
พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดาองค์หนึ่งว่า
[๔๓] ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามเปล่ง
รัศมีสว่างไปทุกทิศ ดุจดาวประกายพรึก เพราะบุญ
อะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผล
อันนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึง
เกิดแก่ท่าน.
ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านทำบุญอะไร เพราะบุญอะไร
ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีจึงสว่างไสว
ไปทุกทิศ.
เทพธิดานั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว
ก็พยากรณ์ปัญหาแห่งกรรม ที่มีผลอย่างนี้ว่า
เมื่อชาติก่อน ดีฉันเกิดเป็นมนุษย์ ดีฉันมีใจ
เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าผู้ซื่อตรง ได้ถวายน้ำข้าวที่
ปรุงด้วยพุทรา อบด้วยน้ำมัน และผสมด้วยดีปลี
กระเทียม และรากผักชี แด่พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่า-
พันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ณ อันธกวินทนคร นารีผู้งาม
ทั่วสรรพางค์ สามีมองไม่จืด ครองความเป็นมเหสี
ของพระเจ้าจักรพรรดิ ก็ยังไม่เท่าเสี้ยวที่ ๑๖ แห่ง
การถวายน้ำข้าวนั้น ทองคำร้อยแท่ง ม้าร้อยตัว

350
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 351 (เล่ม 48)

รถเทียมแม่ม้าอัสดรร้อยคัน สาวน้อยประดับตุ้มหู
แก้วมณีแสนนาง ก็ยังไม่เท่าเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งการ
ถวายน้ำข้าวครั้งหนึ่ง ช้างตัวประเสริฐตระกูลเหมวตะ
มีงาดุจงอนไถ มีสายรัดทองคำ มีที่อยู่อาศัยเป็น
ทอง ( ถ้ำทอง ) ร้อยเชือก ก็ยังไม่เท่าเสี้ยวที่ ๑๖
แห่งการถวายน้ำข้าวครั้งหนึ่ง ถึงแม้พระเจ้าจักร-
พรรดิ ครองความเป็นใหญ่แห่งทวีปทั้ง ๔ ก็ยังไม่
เท่าเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งการถวายน้ำข้าวครั้งหนึ่ง.
จบกัญชิกทายิกาวิมาน
อรรถกถากัญชิกทายิกาวิมาน
กัญชิกทายิกาวิมาน มีคาถาว่า อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน เป็นต้น.
กัญชิกทายิกาวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ?
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประชวรโรคลมในพระนาภี จึงตรัส
เรียกท่านพระอานนท์สั่งว่า อานนท์ เธอจงไปเที่ยวบิณฑบาต นำ
น้ำข้าวมาเพื่อทำยาแก่เรา. ท่านพระอานนท์ทูลตอบรับพระพุทธดำรัสว่า
พระพุทธเจ้าข้า. ถือบาตรที่ท้าวมหาราชถวาย ยืนอยู่ที่ประตูนิเวศน์
ของหมอผู้เป็นอุปัฏฐากของตน ภริยาของหมอเห็นท่าน ก็ออกไปต้อน-
รับไหว้แล้วรับบาตรพลางถามพระเถระว่า ต้องการยาอะไร เจ้าข้า.
เล่ากันว่า ภริยาของหมอนั้นเป็นคนมีปัญญา สังเกตรู้ว่า เมื่อจะประกอบ
ยา พระเถระจึงมาที่นี้ มิใช่มาเพื่อภิกษา. และเมื่อพระเถระบอกว่า

351