พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 322 (เล่ม 48)

เป็นผู้สำรวมอยู่ในศีล ๕ เป็นนิตย์ คือ เว้นจากการ
ฆ่าสัตว์ เร้นจากการพูดเท็จ จากการเป็นขโมย จาก
การประพฤตินอกใจ ไกลจากการดื่มน้ำเมา เป็นผู้
ฉลาดในอริยสัจจธรรม เป็นอุบาสิกาของพระโคดม
ผู้มีจักษุ ผู้มียศ ทาสีจากตระกูลญาติของหม่อมฉัน
นำดอกไม้มาให้ทุกวัน หม่อมฉันได้บูชาที่สถูปของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทุกวัน อนึ่ง ในวันอุโบสถหม่อม
ฉันมีใจเลื่อมใสได้ถือเอาดอกไม้ของหอม และเครื่อง
ลูบไล้ไปบูชาพระสถูปด้วยมือของตนเอง.
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเทพ รูป คติ ฤทธิ์
และอานุภาพเช่นนี้ มีขึ้นแก่หม่อมฉันเพราะกรรม
นั้น มิใช่ว่าผลที่หม่อมฉันได้บูชาพระสถูปด้วยพวง
มาลัย และที่หม่อมฉันได้รักษาศีลจะให้ผลเท่านั้น
ก็หามิได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเทพ หม่อมฉัน
ยังได้เป็นสกทาคามี ตามความหวังของหม่อมฉัน
อีกด้วย.
ในบทเหล่านั้น บทว่า คติ ได้แก่ เทวคตินี้ หรือการเกิด. บทว่า
อิทฺธิ ได้แก่ เทพฤทธิ์นี้ หรือความสำเร็จสิ่งที่ประสงค์. บทว่า อานุ-
ภาโว ได้แก่ อำนาจ. เทพธิดาเรียกท้าวสักกะว่า ปุรินททะ เพราะท้าว
สักกะนั้นได้ให้ทานมาในกาลก่อน จึงเรียกว่า ปุรินททะ.
บทว่า ญาติกุลํ เทพธิดากล่าวหมายถึงเรือนของบิดา. บทว่า

322
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 323 (เล่ม 48)

สทา มาลาภิหารติ ความว่า ทาสีจากตระกูลญาติได้นำดอกไม้มาให้
หม่อมฉันทุก ๆ วันตลอดเวลา. บทว่า สพฺพเมวาภิโรปยึ ความว่า
หม่อมฉัน มิได้ใช้ดอกไม้และของอื่น ๆ ทุกชนิดมีของหอมเป็นต้น ที่
ทาสีนำมาจากเรือนของบิดาเพื่อประดับหม่อมฉันด้วยตนเอง แต่ได้นำไป
บูชาพระสถูปของพระผู้มีพระภาคเจ้า. บทว่า อุโปสเถ จหํ คนฺตฺวา
ความว่า ในวันอุโบสถหม่อมฉันไปยังที่ตั้งพระสถูป. บทว่า ยํ มาลํ
อภิโรปยึ ความว่า ด้วยกรรมที่หม่อมฉันได้บูชาดอกไม้และของหอมที่
พระสถูปของพระผู้มีพระภาคเจ้าในครั้งนั้น. โยชนาแก้เป็น เตน กมฺเมน
คือ ด้วยกรรมนั้น.
บทว่า น ตํ ตาว วิปจฺจติ ความว่า หม่อมฉันเป็นผู้มีศีล. การ
รักษาศีลนั้น คือ ศีลที่หม่อมฉันรักษานั้นยังไม่ให้โอกาสที่จะได้ผลด้วยกำลัง
ของบุญอันสำเร็จด้วยการบูชาก่อน คือ ยังไม่เริ่มให้ผล. อธิบายว่า ใน
อัตภาพต่อไป กรรมนั้นจึงจะมีผล.
บทว่า อาสา จ ปน เม เทวินฺท สกทาคามินี สิยํ ความว่า
ข้าแต่จอมเทพ ก็ความปรารถนาของหม่อนฉันว่า หม่อมฉันจะพึงเป็น
สกทาคานีได้อย่างไรหนอ เป็นความปรารถนาเพื่ออริยธรรม มิใช่
ปรารถนาเพื่อภพอันวิเศษ. เทพธิดาแสดงว่า ความปรารถนานั้นยังไม่
สำเร็จเหมือนเนยใสที่หุงจากนมส้มตามต้องการ. บทที่เหลือมีนัยนี้เหมือน
กัน.
ท้าวสักกะจอมเทพได้ทรงบอกความนั้นแก่ท่านพระวังคีสเถระ ตาม
นัยที่พระองค์และเทพธิดานั้นกล่าวแล้ว. ท่านพระวังคีสะได้บอกแก่พระ-

323
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 324 (เล่ม 48)

มหาเถระทั้งหลายผู้เป็นพระธรรมสังคาหกาจารย์ ครั้งทำสังคายนา. พระ-
มหาเถระเหล่านั้นได้ยกเรื่องนั้นขึ้นสู่การสังคายนา ด้วยประการนั้นเอง.
จบอรรถกถาวิสาลักขิวิมาน
๑๐. ปริฉัตตกวิมาน
ว่าด้วยปาริฉัตตกวิมาน
พระมหาโมคคัลลานเถระถามนางเทพธิดาองค์หนึ่งว่า
[๓๘] ดูก่อนเทพธิดา ท่านมาเก็บดอกไม้สวรรค์
ปาริฉัตตกะ หอมหวนน่ารื่นรมย์มาร้อยกรองเป็นพวง
มาลัยทิพย์ ขันร้องสำเริงอยู่ เมื่อท่านกำลังฟ้อนรำอยู่
เสียงทิพย์น่าฟังวังเวงใจ เปล่งออกมาจากอวัยวะ
น้อยใหญ่พร้อม ๆ กัน ทั้งกลิ่นทิพย์หอมหวนยวนใจ
ก็ฟุ้งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุก ๆ ส่วน เมื่อท่าน
ไหวกายไปมา เสียงเครื่องประดับอันท่านประดับไว้ที่
ช้องผมทุก ๆ ส่วน ถูกลมพัดมาต้องเข้าก็เปล่งเสียง
ไพเราะคล้ายดนตรีเครื่อง ๕.
อนึ่ง เสียงมาลัยประดับเศียรที่ถูกลมพัดต้อง
เข้าแล้ว ก็กังวานไพเราะคล้ายกับเสียงดนตรีเครื่อง ๕
แม้กลิ่นดอกไม้ที่ท่านสอดแซมไว้บนผมก็มีกลิ่นหอม
หวน น่าชื่นใจ ฟุ้งไปทั่วทุกทิศ ดุจไม้สวรรค์ฉะนั้น

324
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 325 (เล่ม 48)

ท่านสูดดมกลิ่นอันหอมหวนนั้น ทั้งได้เห็นรูปทิพย์
อันมิใช่ของมนุษย์.
ดูก่อนเทพธิดา อาตมาถามแล้ว ขอท่านจงบอก
นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร.
นางเทพธิดานั้นตอบว่า
ดีฉันได้น้อมนำเอาดอกอโศกซึ่งมีเกสรงามเลื่อม
ประภัสสร มีกลิ่นหอมฟุ้งไปบูชาพระพุทธเจ้า ครั้น
ดีฉันทำกุศลกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญแล้วจึง
ปราศจากความโศกไม่มีโรครื่นเริงบันเทิงอยู่เป็นนิตย์.
จบปาริฉัตตกวิมาน
อรรถกถาปาริฉัตตกวิมาน
ปาริฉัตตกวิมาน มีคาถาว่า ปาริจฺฉตฺตเก โกวิฬาเร ดังนี้เป็นต้น.
ปาริฉัตตกวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ใกล้กรุง
สาวัตถี. สมัยนั้น อุบาสิกาคนหนึ่งอยู่ในกรุงสาวัตถี เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า นิมนต์ฉันภัตทาหารในวันรุ่งขึ้น จึงจัดปะรำใหญ่ใกล้ประตูเรือน
ของตนวงม่านโดยรอบ ผูกเพดานเบื้องบน ยกธงชัยและธงแผ่นผ้า
เป็นต้น แขวนผ้าสีสดสวยต่าง ๆ และพวงของหอม พวงดอกไม้ พวง
มาลัย ปูลาดอาสนะ ณ สถานที่ราบเรียบแล้วกราบทูลอาราธนาพระผู้มี
พระภาคเจ้าตามกำหนดเวลา.

325
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 326 (เล่ม 48)

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ในตอนเช้าทรงนุ่งสบงห่มจีวร ถือ
บาตร เสด็จเข้าไปยังปะรำที่ตกแต่งประดับประดาดุจเทพวิมาน ยังห้วง
อรรณพให้สว่างไสวดุจมีรัศมีตั้งพันดวง ประทับนั่งเหนืออาสนะที่ปูไว้.
อุบาสกได้บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยของหอม ดอกไม้ธูปและประทีป.
สมัยนั้น หญิงหาฟืนคนหนึ่ง เห็นต้นอโศกมีดอกบานสะพรั่งใน
นันทนวัน จึงถือเอาดอกอโศกเป็นอันมากทำเป็นช่อพร้อมด้วยขั้วและก้าน
เดินมาเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง ณ ที่นั้น มีจิตเลื่อมใส จึงเอา
ดอกไม้เหล่านั้นปูลาดเป็นเครื่องลาดดอกไม้โดยรอบอาสนะ ทำการบูชา
พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทำประทักษิณ ๓ รอบถวายนมัสการกลับไป. ครั้น
ต่อมา นางได้ถึงแก่กรรมไปบังเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีนางอัปสร
หนึ่งพันเป็นบริวาร โดยมากนางฟ้อนรำขับร้องอยู่ที่สวนนันทนวัน ร้อย
กรองมาลัยดอกไม้ปาริฉัตตกะรื่นเริงบันเทิง เล่นกีฬา เสวยแต่ความสุข.
ลำดับนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ตามนัยที่กล่าวมาแล้ว ครั้นเห็นเทพธิดานั้น จึงถามถึงกรรมที่เทพธิดานั้น
ได้ทำมาด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
ดูก่อนเทพธิดา ท่านมาเก็บดอกไม้สวรรค์
ปาริฉัตตกะ หอมหวนน่ารื่นรมย์มาร้อยกรองเป็นมาลัย
ทิพย์ ขับร้องสำเริงอยู่ เมื่อท่านกำลังฟ้อนรำอยู่เสียง
ทิพย์น่าฟังวังเวงใจ เปล่งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่
พร้อม ๆ กัน ทั้งกลิ่นทิพย์หอมหวนยวนใจ ก็ฟุ้ง
ออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุก ๆ ส่วน เมื่อท่านไหว

326
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 327 (เล่ม 48)

กายไปมา เสียงเครื่องประดับอันท่านประดับไว้ที่
ช้องผมทุก ๆ ส่วน ถูกลมพัดมาต้องเข้า ก็เปล่งเสียง
ไพเราะคล้ายดนตรีเครื่อง ๕.
อนึ่ง เสียงมาลัยประดับเศียร ที่ถูกลมพัดต้อง
เข้าแล้วก็กังวานไพเราะคล้ายกับเสียงดนตรีเครื่อง ๕
แม้กลิ่นดอกไม้ที่ท่านสอดแซมไว้บนผม ก็มีกลิ่น
หอมหวนน่าชื่นใจ ฟุ้งไปทั่วทุกทิศ ดุจไม้สวรรค์
ฉะนั้น ท่านสูดดมกลิ่นอันหอมหวนนั้น ทั้งได้เห็น
รูปทิพย์อันมิใช่ของมนุษย์.
ดูก่อนเทพธิดา อาตมาถามแล้ว ขอท่านจง
บอกว่า นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปาริจฺฉตฺตเก โกวิฬาเร โยชนาแก้ว่า เทพธิดา
ถือเอาดอกไม้สวรรค์อันมีชื่อว่าปาริฉัตตกะ ชาวโลกเรียกดอกไม้สวรรค์ว่า
ปาริชาต แต่ในภาษามคธเรียกว่า ปาริฉัตตกะ ส่วน โกวิฬาโร เป็น
กำเนิดของดอกไม้สวรรค์ ทั้งในมนุษยโลก ทั้งในเทวโลก เรียกว่า
โกวิฬาร อาจารย์บางพวกกล่าวว่า เป็นกำเนิดของดอกไม้สวรรค์นั้น.
ก็ในเวลาที่เทพธิคำนั้นฟ้อน เสียงไพเราะเพราะพริ้งเปล่งออกจาก
สรีระอันเป็นส่วนของอวัยวะ และจากเครื่องประดับ. แม้กลิ่นก็ซ่านออก
ไปทั่วทุกทิศ. ด้วยเหตุนั้นท่านพระมหาโมคคัลลานะจึงกล่าวคำเป็นอาทิว่า
ตสฺสา เต นจฺจมานาย เมื่อท่านกำลังฟ้อนรำอยู่.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สวนียา ได้แก่ ควรฟัง หรือเป็นประโยชน์

327
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 328 (เล่ม 48)

แก่การฟัง. อธิบายว่า สบายหู. บทว่า วิวตฺตมานา กาเยน ได้แก่
กาย คือ สรีระของท่านไหวไปมา. บทว่า วิวตฺตมานา กาเยน นี้เป็น
ตติยาวิภัตติลงในอิตถัมภูต (มี). บทว่า ยา เวณีสุ ปิลนฺธนา ได้แก่
เครื่องประดับที่ช้องผมของท่าน. พึงเห็นว่า ในบทนี้ ลบวิภัตติหรือเป็น
ลิงควิปลาส.
บทว่า วฏํสกา ได้แก่ พวงมาลัยคล้องเศียรเป็นช่อทำด้วยแก้ว.
บทว่า วาตธุตา ได้แก่ ถูกลมอ่อนพัดมาต้องเข้า. บทว่า วาเตน
สมฺปกมฺปิตา ได้แก่ ถูกลมพัดไปโดยรอบ ๆ โดยเฉพาะ. อีกอย่างหนึ่ง
บทว่า วฏํสกา วาตธุตา วาเตน สมฺปกมฺปิตา ได้แก่ พวกมาลัย
คล้องเศียร ทั้งที่ไม่ถูกลม ทั้งที่ถูกลม ก็ยังไหวได้. ประกอบความว่า
มาลัยประดับเศียรนั้น ฟังแล้วมีเสียงก้องกังวาน.
บทว่า วาติ คนฺโธ ทิสา สพฺพา ได้แก่ กลิ่นของมาลัยทิพย์
บนเศียรของท่านนั้นฟุ้งไปทั่วทิศ. ถามว่า เหมือนอะไร. ตอบว่า เหมือน
ไม้สวรรค์ ความว่า เหมือนไม้สวรรค์มีดอกบานสะพรั่ง มีกลิ่นแผ่ซ่าน
ไปหลายโยชน์ ฟุ้งไปทั่วทิศฉันใด กลิ่นของมาลัยเครื่องประดับเศียรของ
ท่านก็ฉันนั้น. นัยว่า ต้นไม้นั้นขึ้นอยู่ท่ามกลางบริเวณที่ทำอุโบสถของ
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่เขาคันธมาทน์ มีดอกหอมทั้งในเทวโลก
และมนุษยโลก ดอกไม้เหล่านั้นเกิดที่ปลายกิ่งของต้นไม้นั้น. ด้วยเหตุนั้น
ไม้สวรรค์จึงมีกลิ่นหอมยิ่งนัก เหมือนกลิ่นของมาลัยที่เทพธิดานั้นประดับ.
ฉะนั้น พระมหาโมคคัลลานะจึงกล่าวว่า รุกฺโข มญฺชุสโก ยถา เหมือน
ต้นไม้สวรรค์.

328
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 329 (เล่ม 48)

ก็เพราะอารมณ์ทั้งหลายในที่นั้น แม้ทั้งหมดนั้นเป็นปิยรูปอย่างเดียว
เพราะสวรรค์นั้นมีผัสสายตนะ ๖ ท่านพระมหาโมคคัลลานะจึงกล่าวว่า
ฆายเส ตํ สุจิคนฺธํ รูปํ ปสฺสสิ อมานุสํ ความว่า ท่านสูดดมกลิ่นอัน
หอมหวนนั้น ทั้งได้เห็นรูปทิพย์อันมิใช่ของมนุษย์ เพราะคันธรูป (กลิ่น
หอม) อันเป็นของวิเศษที่เทพธิดานั้นได้.
เทพธิดาจึงตอบด้วยคาถา ๒ คาถาว่า
ดีฉันได้น้อมนำเอาดอกอโศกซึ่งมีเกสรงามเลื่อม
ประภัสสรมีกลิ่นหอมฟุ้งไปบูชาพระพุทธเจ้า ครั้น
ดีฉันทำกุศลกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญแล้ว จึง
ปราศจากความโศก ไม่มีโรค รื่นเริงบันเทิงอยู่เป็น
นิตย์.
เทพธิดากล่าวว่า ปภสฺสรํ อจฺจิมนฺตํ เกสรงามเลื่อมประภัสสร
เป็นต้น หมายถึงดอกอโศกเป็นดอกไม้สูงสุดดุจข่ายรัศมีดวงอาทิตย์ปรากฏ
อยู่ในครั้งนั้น เพราะมีเกสรดอกไม้เกิดขึ้น คล้ายก้อนแก้วประพาฬที่
ขัดสีดีแล้ว. บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบอรรถกถาปาริฉัตตกวิมาน
จบปาริฉัตตกวรรควรรณนาที่ ๓ มีอยู่ ๑๐ เรื่อง ในวิมานวัตถุ
แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อว่า ปรมัตถทีปนี ด้วยประการฉะนี้.

329
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 330 (เล่ม 48)

รวมวิมานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อุฬารวิมาน ๒. อัจฉุวิมาน ๓. ปัลลังกวิมาน ๔. ลตาวิมาน
๕. คุตติลวิมาน ๖. ทัททัลลวิมาน ๗. เสสวดีวิมาน ๘. มัลลิกาวิมาน
๙. วิสาลักขิวิมาน ๑๐. ปาริฉัตตกวิมาน และอรรถกถา.

330
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 331 (เล่ม 48)

มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔
๑. มัญชิฏฐกวิมาน
ว่าด้วยมัญชิฏฐกวิมาน
พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดาองค์หนึ่งว่า
[๓๙] ดูก่อนเทพธิดา ท่านรื่นรมย์อยู่ในวิมาน
แก้วผลึก มีพื้นดาดาษไปด้วยทรายทอง กึกก้องไปด้วย
ดนตรีเครื่อง ๕ เมื่อท่านลงจากวิมานแก้วผลึก อัน
บุญกรรมแต่งไว้ เข้าไปสู่ป่าสาละอันมีดอกบาน
สะพรั่งตลอดกาลทั้งปวง ยืนอยู่ที่โคนต้นสาละต้น
ใด ๆ ต้นสาละนั้น ๆ ซึ่งเป็นไม้อุดมก็น้อมกิ่งโปรย
ดอกลงมา ป่าสาละนั้นต้องลมแล้วโบกสะบัดไปมา
เป็นที่อาศัยแห่งฝูงสกุณชาติ โชยกลิ่นหอมพุ่งไปทั่ว
ทิศ ดุจต้นอุโลกฉะนั้น ท่านสูดดมกลิ่นอันหอมหวน
นั้น ทั้งได้ชมรูปทิพย์ ซึ่งมิใช่ของมนุษย์ ดูก่อน
เทพธิดา อาตมาถามแล้ว ขอท่านโปรดบอก นี้เป็น
ผลแห่งกรรมอะไร.
เทพธิดาตอบว่า
เมื่อชาติก่อน ดีฉันเกิดเป็นมนุษย์ อยู่ใน
มนุษยโลก เป็นทาสอยู่ในตระกูลเจ้านาย ได้เห็น

331