พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 312 (เล่ม 48)

ดูก่อนเทพธิดา ผู้มีเครื่องประดับล้วนแต่ทองคำ แก้ว-
ไพฑูรย์ จินดา มีกายปกคลุมด้วยร่างแหทองคำ
เหลืองอร่าม เป็นระเบียบงดงามด้วยสายแก้วต่าง ๆ
สายแก้วเหล่านั้น ล้วนสำเร็จด้วยทองคำ แก้วทับทิม
แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์ แก้วลายคล้ายตาแมว
แก้วแดงคลายสีเลือด บางอย่างก็สดใสเหมือนสีตา
นกพิราบ เครื่องประดับทั้งหมดที่ตัวของท่านนี้
ทุก ๆ สาย ยามต้องลมพัดมีเสียงไพเราะเหมือน
เสียงนกยูง เสียงพญาหงส์ทอง เสียงนกการเวก
มิฉะนั้นก็เสียงเบญจางคดุริยดนตรี ที่พวกคนธรรพ์
พากันบรรเลงเป็นคู่ ๆ อย่างไพเราะน่าฟัง อนึ่ง รถ
ของท่านก็งดงามมาก หลากไปด้วยรัตนะสีต่าง ๆ
อันบุญกรรมจัดสรรมาให้จากธาตุนานาชนิด ดูงดงาม
ยามท่านยืนอยู่บนรถ ขับไปถึงที่ใด ที่นั้นก็สว่างไสว
ไปทั่ว.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปีตวตฺเถ ได้แก่ มีผ้านุ่งห่มสีเหลือง เพราะ
มีแสงเหมือนทองคำอันบริสุทธิ์. บทว่า ปีตธเช ได้แก่ มีธงสีเหลือง
เพราะเป็นธงวิเศษสำเร็จด้วยทองซึ่งยกขึ้น ณ ประตูวิมานและบนรถ.
บทว่า ปีตาลงฺการภูสิเต ได้แก่ ประดับด้วยเครื่องอาภรณ์สีเหลือง
ก็เครื่องอาภรณ์ของเทพธิดานั้นมีรัศมีสีเหลืองเป็นพิเศษ เพราะรุ่งเรือง
ด้วยข่ายมีรัศมีสีทองบริสุทธิ์ โดยเหตุที่เครื่องประดับเหล่านั้นเกิดขึ้น

312
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 313 (เล่ม 48)

เพราะความประพฤติดีเช่นนั้นเป็นพิเศษ ในความวิจิตรด้วยรัตนะหลาย
อย่างล้วนรุ่งเรืองด้วยข่ายรัศมีนานาชนิด. บทว่า ปีตนฺตราหิ ได้แก่ ผ้า
ห่มสีเหลือง อันตรศัพท์ใช้ในผ้านุ่งห่มในบทมีอาทิว่า สนฺตรุตฺตรปรมํ
เตน ภิกฺขุนา ตโต จีวรํ สาทิตพฺพํ ภิกษุนั้นพึงยินดีผ้านุ่งห่มเป็น
อย่างยิ่ง. แต่ในที่นี้พึงเห็นว่าใช้ใน อุตตริยะ ดุจในบทมีอาทิว่า อนฺตร-
สาฏกา ผ้านุ่ง. ศัพท์เหล่านี้คือ อนฺตรา (ผ้านุ่ง) อุตฺตริยํ อุตฺตรา-
สงฺโค อุปสมพฺยานํ (ผ้าห่ม) เป็นปริยายศัพท์ (ศัพท์สำหรับพูด).
บทว่า วคฺคูหิ ได้แก่ ด้วยเครื่องประดับอันงดงาม. บทว่า อปิลนฺธา ว
โสภสิ ความว่า ท่านแม้ถึงจะไม่ประดับด้วยเครื่องประดับเหล่านี้ ก็งดงาม
ด้วยรูปสมบัติของตนอยู่แล้ว แต่พอเครื่องประดับเหล่านั้นสวมสรีระของ
ท่านก็งดงาม. อธิบายว่า เพราะฉะนั้น แม้ถึงท่านไม่ประดับก็คล้ายกับ
ประดับ.
บทว่า กา กมฺพุกายุรธเร ได้แก่ ดูก่อนเทพธิดา ผู้ประดับ
ด้วยเครื่องประดับแล้วไปด้วยทองคำ หรือประดับด้วยกำไรแขน แล้วไป
ด้วยทองคำ ท่านเป็นใครเกี่ยวข้องกับหมู่เทพชั้นไหน. ท่านกล่าวบทว่า
กมฺพุปริหารกํ ได้แก่ เครื่องประดับข้อมือ. กล่าวบทว่า กายรํ ได้แก่
เครื่องประดับแขน. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า กมฺพุ ได้แก่ ทองคำ.
เพราะฉะนั้น จึงมีความว่า ผู้ประดับด้วยเครื่องอาภรณ์ที่แขนแล้วด้วย
ทองคำ ชื่อว่า กมฺพุกายูรธเร. บทว่า กญฺจนาเวฬภูสิเต ได้แก่
ประดับพวงมาลัยแล้วด้วยทองคำ. บทว่า เหมชาลกสญฺฉนฺเน ได้แก่
มีสรีระคลุมด้วยข่ายทองคำแกมแก้ว. บทว่า นานารตนมาลินี ได้แก่

313
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 314 (เล่ม 48)

พระนารทะถามว่า ท่านเป็นใครมีพวงมาลัยแก้วต่าง ๆ ล้วนเป็นสาย
แก้วสวมศีรษะในคืนข้างแรม ดุจสวมมาลัยประดับมุกด์ในนักขัตฤกษ์
( การเต้นรำ ).
บทว่า โสวณฺณมยา ความว่า ท่านกล่าวว่า เทพธิดานั้นมีพวง
มาลัยแก้วต่าง ๆ ล้วนเป็นพวกแก้วประดับ. ความเห็นเกี่ยวกับพวงมาลัย
แก้วเหล่านั้นมีดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า โสวณฺณมยา ได้แก่
มาลัยสำเร็จด้วยทองคำ. บทว่า โลหิตงฺกมยา ได้แก่ มาลัยสำเร็จด้วย
แก้วมณีสีแดงคล้ายแก้วสีทับทิมเป็นต้น. บทว่า มสารคลฺลา ได้แก่
มาลัยสำเร็จด้วยแก้วลายคล้ายตาแมว. บทว่า สหโลหิตงฺกา ความว่า
มาลัยสำเร็จด้วยแก้วมณีคล้ายเพชรตาแมว กับมาลัยแล้วด้วยแก้วมณีสีแดง
และมาลัยสำเร็จด้วยแก้วแดงคล้ายสีเลือด. บทว่า ปเรวตกฺขีหิ มณีหิ
จิตฺตตา อธิบายว่า มาลัยแก้วที่ศีรษะและมือของท่านเหล่านี้ มีสภาพ
สวยงามทำด้วยแก้วมณี เช่นกับสีตานกพิราบ และแก้วมณีตามที่กล่าวแล้ว.
บทว่า โกจิ โกจิ ได้แก่ เครื่องประดับทุก ๆ สาย. บทว่า เอตฺถ
คือ ในพวงมาลัยเหล่านี้. บทว่า มยูรสุสฺสโร ได้แก่ มีเสียงไพเราะเหมือน
เสียงนกยูง. บทว่า หํสสฺสรญฺโญ ได้แก่ มีเสียงไพเราะเหมือนเสียงพญา-
หงส์ คือ มีเสียงคล้ายกับเสียงพญาหงส์. บทว่า กรวิกสุสฺสโร ได้แก่ มี
เสียงไพเราะดุจเสียงนกการเวก คือเสียงพวงมาลัยเหล่านั้น มีเสียงเหมือน
เสียงนกยูง เสียงพญาหงส์ เสียงนกการเวก ได้ยินแต่เสียงไพเราะ
อ่อนหวานอย่างนี้. ถามว่า เหมือนอะไร ตอบว่า เหมือนเบญจางคิก-
ดุริยดนตรี ประโคม. อธิบายว่า เสียงของเครื่องประดับเหล่านั้นฟัง
ไพเราะ เหมือนคนฉลาดประโคมเบญจางคิกดุริยดนตรีฉะนั้น บทว่า

314
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 315 (เล่ม 48)

ปญฺจงฺคิกํ ตุริยมิวปฺปวาทิตํ นี้ เป็นทุติยาวิภัตติลงในอรรถแห่งสัตตมี-
วิภัตติ.
บทว่า นานาวณฺณาหิ ธาตูหิ ได้แก่ จากธาตุอันมีส่วนต่าง ๆ
เป็นต้นว่า เพลา ล้อ และงอนไถเป็นต้น. บทว่า สุวิภตฺโต ว โสภติ
ได้แก่ งามดุจจัดสรรมาอย่างดี เพราะส่วนต่าง ๆ มีขนาดเหมาะเจาะกัน
และกัน ทั้งมีฝาพร้อม. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สุวิภตฺโต ว ได้แก่ แม้
เกิดด้วยกรรมอย่างเดียวก็ยังงาม ดุจอาจารย์ศิลปะผู้เชี่ยวชาญบรรจงตกแต่ง
ไว้ฉะนั้น.
บทว่า กญฺจนพิมฺพวณฺเณ ได้แก่ บนรถนั้นเช่นกับรูปทอง เพราะ
มีแสงเหลืองอร่ามงามยิ่งนัก. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า กญฺจนพิมฺพวณฺเณ
เป็นคำเรียกเทพธิดานั้น. อธิบายว่า เช่นกับรูปเปรียบทองคำที่เขาเอา
น้ำหอมล้างแล้วขัดด้วยสีแดงชาด แล้วเอาผ้าเนื้อดีขัดอีก. บทว่า ภาสสิมํ
ปเทสํ ได้แก่ ภูมิประเทศทั้งสิ้นนี้ย่อมสว่างไสวรุ่งโรจน์.
ครั้นพระเถระถามอย่างนี้แล้ว เทพธิดาก็ตอบด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
ดีฉันมีร่างกายปกคลุมไว้ด้วยข่ายทองคำ วิจิตร
ไปด้วยแก้วมณีทองคำและแก้วมุกดา เพราะดีฉันมี
จิตผ่องใส ได้บูชาพระโคดมผู้ทรงคุณหาประมาณ
มิได้ ซึ่งเสด็จปรินิพพานไปแล้ว.
ดีฉันทำกุศลกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ
ไว้ จึงสร่างโศกถึงความสุขรื่นเริงบันเทิงใจอยู่เป็น
นิตย์.

315
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 316 (เล่ม 48)

ในบทเหล่านั้น บทว่า โสวณฺณชาลํ ได้แก่ ข่ายสำเร็จด้วยทองคำ
ทำให้พอดีกับสรีระ. บทว่า มณิโสณฺณจิตฺติตํ ได้แก่ วิจิตรด้วยแก้วมณี
และทองคำหลายอย่าง โดยเป็นเครื่องประดับมีสวมศีรษะและสวมคอเป็น
ต้น. บทว่า มุตฺตาจิตํ ได้แก่สวมสายแก้วมุกดาที่เกี่ยวพันกันเป็นลำดับ ๆ.
บทว่า เหมชาเลน ฉนฺนํ ได้แก่ คลุมด้วยข่ายรัศมีสีทอง. ก็ข่ายนั้น
วิจิตรด้วยแก้วนานาชนิด และด้วยทองคำ ตกแต่งด้วยสายแก้วมุกดาคลุม
ด้วยข่ายรัศมีสีทอง ส่องแสงยิ่งนักในเมื่อสัมผัสกับแสงอาทิตย์ มีแสงสว่าง
เป็นอันเดียว ตั้งอยู่ดุจกระจกทองคำ. บทว่า ปรินิพฺพุเต ได้แก่ ปริ-
นิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ. บทว่า โคตเม อ้างถึงพระผู้
มีพระภาคเจ้าโดยพระโคตร. บทว่า อปฺปเมยฺเย ได้แก่ ไม่สามารถจะ
ประมาณได้โดยคุณานุภาพ. บทว่า ปสนฺนจิตฺตา ได้แก่ มีจิตเลื่อมใส
ด้วยศรัทธาอันเป็นวิสัยแห่งผลกรรมและพุทธารมณ์. บทว่า อภิโรปยึ
ได้แก่ ดิฉันสวมใส่ไว้ที่สรีระเพื่อบูชา.
บทว่า ตาหํ ตัดบทเป็น ตํ อหํ. บทว่า กุสลํ ชื่อว่า กุศล
เพราะอรรถว่า ขจัดความน่าเกลียดออกไปเป็นต้น. บทว่า พุทฺธวณฺณิตํ
ได้แก่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญแล้วด้วยบทมีอาทิว่า ยาวตา
ภิกฺขเว สตฺตา อปทา วา ทฺวิปทา วา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้ง-
หลายไม่มีเท้าก็ดี มีสองเท้าก็ดี ประมาณเท่าใด ดังนี้. บทว่า อเปตโสกา
ความว่า ชื่อว่าปราศจากความโศก เพราะไม่มีความพินาศแห่งโภคะเป็น
ต้น อันเป็นเหตุของความโศก. ด้วยบทนั้น เทพธิดากล่าวถึง ความ
ไม่มีทุกข์ใจ. บทว่า สุขิตา ได้แก่ มีสุข เกิดแล้ว คือ ถึงความสุข.
ด้วยบทนี้ เทพธิดากล่าวถึงความไม่มีทุกข์กาย. ก็เทพธิดานั้นถึงความ

316
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 317 (เล่ม 48)

บันเทิง เพราะไม่มีทุกข์ใจ. ความไม่มีโรค เพราะไม่มีทุกข์กาย. ด้วย
เหตุนั้น เทพธิดาจึงกล่าวว่า สมฺปโมทามนามยา ดิฉันบันเทิงเพราะ
ไม่มีโรค. บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
อนึ่ง เนื้อความนี้ ท่านพระนารทะได้แจ้งแก่พระธรรมสังคาห-
กาจารย์ ครั้งทำสังคายนาโดยทำนองเดียวกันกับที่คนและเทพธิดากล่าว
แล้วในครั้งนั้น. พระธรรมสังคาหกาจารย์เหล่านั้นจึงยกคำบอกเล่านั้นขึ้น
สู่การสังคายนา ด้วยประการนั้นเอง.
จบอรรถกถามัลลิกาวิมาน
๙. วิสาลักขิวิมาน
ว่าด้วยวิสาลักขิวิมาน
สมเด็จอมรินทราธิราชตรัสถามนางสุนันทาเทพธิดาว่า
[๓๗] ดูก่อนแม่เทพธิดาผู้มีในตางาม เธอชื่อไร ได้
ทำกรรมอะไรไว้ จึงได้มีหมู่นางฟ้าแวดล้อมเป็นบริวาร
เดินวนเวียนอยู่รอบ ๆ ในสวนจิตรลดาอันน่ารื่นรมย์
ในคราวที่พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ล้วนแต่ขึ้นม้า ขึ้นรถ
ตกแต่งร่างกายวิจิตรงดงาม เข้าไปยังสวนนั้นแล้ว จึง
มาในที่นี้ แต่เมื่อพอเธอมาถึงในที่นี้ กำลังเที่ยวชม
สวน รัศมีก็สว่างไสวไปทั่วจิตรลดาวัน โอภาสของ
สวนมิได้ปรากฏ รัศมีของเธอมาข่มเสีย ดูก่อนแม่

317
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 318 (เล่ม 48)

เทพธิดา ฉันถามเธอแล้ว ขอเธอจงบอกว่า นี้เป็น
ผลแห่งกรรมอะไร.
นางสุนันทาเทพธิดาผู้เป็นอัครชายาทูลตอบว่า
ขอเดชะ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเทพ ผู้ทรง
บำเพ็ญทานมาแต่เก่าก่อน รูปอันสวยงาม คติ ฤทธิ์
และอานุภาพของหม่อมฉัน ย่อมมีได้ด้วยกรรมอันใด
ขอพระองค์จงทรงสดับกรรมอันนั้น หม่อมฉันเป็น
อุบาสิกามีนามว่าสุนันทา อยู่ในกรุงราชคฤห์อัน
น่ารินรมย์ ถึงพร้อมด้วยศรัทธาและศีล ยินดีในการ
จำแนกทานทุกเมื่อ คือหม่อมฉันมีจิตเลื่อมใสในท่าน
ผู้ประพฤติตรง จึงได้ถวายผ้านุ่งห่ม ภัตตาหาร
เสนาสนะและประทีป ทั้งได้รักษาอุโบสถอันประกอบ
ด้วยองค์ ๘ ประการ ตลอด ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ
๘ ค่ำ แห่งปักษ์ และตลอดปาฏิหาริยปักษ์ เป็นผู้
สำรวมอยู่ในศีล ๕ เป็นนิตย์ คือเว้นจากการฆ่าสัตว์
ระวังจากการพูดเท็จ จากการเป็นขโมย จากการ
ประพฤตินอกใจ ไกลจากการดื่นนำเมา เป็นผู้ฉลาด
ในอริยสัจจธรรม เป็นอุบาสกของพระโคดมผู้มีจักษุ
ผู้มียศ ทาสีจากตระกูลญาติของหม่อมฉัน นำดอก
ไม้มาให้ทุกวัน หม่อมฉันได้บูชาที่สถูปของพระผู้มี-
พระภาคเจ้าทุกวัน.

318
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 319 (เล่ม 48)

อนึ่ง ในวันอุโบสถ หม่อมฉันมีใจเลื่อมรสได้
ถือเอาดอกไม้ของหอม และเครื่องลูบไล้ไปบูชาพระ-
สถูปด้วยมือของตนเอง.
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเทพ รูป คติ ฤทธิ์
และอานุถาพ เช่นนี้ มีขึ้นแก่หม่อมฉันเพราะกรรม
นั้น มิใช่ว่าผลที่หม่อมฉันบูชาพระสถูปด้วยพวงมาลัย
และที่หม่อมฉันได้รักษาศีลจะให้ผลเท่านั้นก็หามิได้
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเทพ หม่อมฉันยังได้เป็น
พระสกทาคามี ตามความหวังของหม่อมฉันอีกด้วย.
จบวิสาลักขิวิมาน
อรรถกถาวิสาลักขิวิมาน
วิสาลักขิวิมาน มีคาถาว่า กา นาม ตฺวํ วิสาลกฺขิ ดังนี้ เป็นต้น.
วิสาลักขิวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ?
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว พระเจ้าอชาตสัตตุทรง
รับพระบรมสารีริกธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่พระองค์ได้รับมาสร้าง
พระสถูป และฉลองในกรุงราชคฤห์ ลูกสาวช่างทำดอกไม้คนหนึ่งอยู่กรุง
ราชคฤห์ ชื่อสุนันทา เป็นอุบาสิกา เป็นอริยสาวิกา บรรลุโสดาบัน ได้สั่ง
พวงมาลัยและของหอมเป็นอันมากที่ส่งมาจากเรือนของบิดา ทำการบูชา
พระเจดีย์ทุก ๆ วัน. ทุกวันอุโบสถนางได้ไปทำการบูชาด้วยตนเอง.

319
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 320 (เล่ม 48)

ต่อมานางมีโรคอย่างหนึ่ง เบียดเบียนถึงแก่กรรม ได้ไปเกิดเป็น
บริจาริกาของท้าวสักกเทวราช. วันหนึ่ง นางได้เข้าไปยังสวนจิตรลดา
กับท้าวสักกะจอมเทพ. ณ ที่นั้น รัศมีของทวยเทพเหล่าอื่นถูกรัศมีของ
ดอกไม้เป็นต้นกำจัด มีสีวิจิตรตระการตายิ่งนัก. แต่รัศมีของเทพธิดา
สุนันทามิได้ถูกรัศมีดอกไม้เหล่านั้นครอบงำ คงอยู่เหมือนเดิม. ท้าวสักก-
เทวราชทรงเห็นดังนั้น มีพระประสงค์จะรู้สุจริตกรรมที่เทพธิดานั้นทำมา
จึงได้สอบถามด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
ดูก่อนแม่เทพธิดาผู้มีตางาม เธอชื่อไร จึงได้
มีหมู่นางฟ้าแวดล้อม เดินวนเวียนอยู่รอบ ๆ ในสวน
จิตรลดาอันน่ารื่นรมย์ ในคราวที่พวกเทวดาชั้น
ดาวดึงส์ ล้วนแต่ขึ้นน้ำขึ้นรถตกแต่งร่างกายงดงาม
เข้าไปยังสวนนั้นแล้วจึงมาในที่นี้.
แต่เมื่อเธอมา พอมาถึงที่นี้กำลังเที่ยวในสวน
รัศมีก็สว่างไสวไปทั้งสวนจิตรลดา แสงสว่างของสวน
มิได้ปรากฏ รัศมีของเธอมาข่มเสีย ดูก่อนแม่เทพธิดา
ฉันถามเธอแล้ว ขอเธอจงบอกว่า นี้เป็นผลของกรรม
อะไร.
ในบทเหล่านั้น บทว่า กา นาม ตฺวํ คือ ในอัตภาพก่อน เธอ
ชื่ออะไร. อธิบายว่า สมบัติคืออานุภาพเช่นนี้ของเธอได้มีขึ้นเพราะทำ
ความดีไว้ ณ ที่ใด. บทว่า วิสาลกฺขิ คือ ผู้มีตางาม.
บทว่า ยทา คือ ในกาลใด. บทว่า อิมํ วนํ ได้แก่ ใกล้สวน

320
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 321 (เล่ม 48)

นี้มีชื่อว่า จิตรลดาวัน. บทว่า จิตฺรา โหนฺติ ได้แก่ ชื่อว่ามีลักษณะ
สวยงาม เพราะถึงพร้อมด้วยความวิเศษแม้จากแสงสว่างตามปกติ ของ
เครื่องประดับสรีระและผ้าเป็นต้นของตนโดยเคล้ากับรัศมีอันวิจิตรในสวน
จิตรลดานี้. บทว่า อิธาคตา ได้แก่ มา คือ ถึงพร้อมกันในที่นี้ หรือว่า
เป็นเหตุแห่งการมาถึงในที่นี้.
บทว่า อิธ ปตฺตาย คือ เมื่อเทพธิดาเข้ามาถึงที่นี้. บทว่า เกน
รูปํ ตเวทิสํ ความว่า เพราะเหตุไร รูป คือ สรีระของเธอจึงเป็นเช่นนี้
คือมีรูปอย่างนี้. อธิบายว่า รูปของเธอข่มรัศมีสวนจิตรลดาจนหมด.
ครั้นท้าวสักกะตรัสถามอย่างนี้แล้ว เทพธิดานั้นจึงได้ตอบด้วยคาถา
เหล่านี้ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเทพผู้ทรงบำเพ็ญทาน
มาแต่กาลก่อน รูป คติ ฤทธิ์ และอานุภาพของ
หม่อมฉันมีขึ้นด้วยกรรมใด ขอพระองค์จงทรงสดับ
กรรมนั้นเถิด.
หม่อมฉันชื่อสุนันทา เป็นอุบาสิกาอยู่ใรนกรุง
ราชคฤห์อันน่ารื่นรมย์ ถึงพร้อมด้วยศรัทธาและศีล
ยินดีในการแจกจ่ายทานทุกเมื่อ หม่อมฉันมีใจเลื่อม
ใสในท่านผู้ประพฤติตรง จึงได้ถวายผ้านุ่งห่ม ภัตตา-
หาร เสนาสนะ และประทีป ทั้งได้รักษาอุโบสถอัน
ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ตลอด ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ
และ ๘ ค่ำ แห่งปักษ์ และตลอดปาฏิหาริยปักษ์

321