พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 302 (เล่ม 48)

แย้มกลีบส่งกลิ่นหอม ทั้งตั้งอยู่บนริมฝั่งสระโบกขรณี
น่ารื่นรมย์ เรียงรายไปด้วยไม้หูกวาง ขนุนสำมะลอ
และต้นไม้กลิ่นหอม มีทั้งไม้เลื้อย ชูดอกออกช่อ
หอมระรื่น ห้อยย้อยเกาะก่ายลงมาจากใบต้นตาล
และมะพร้าว คล้ายกับข่ายแก้วมณี และแก้วประ-
พาฬ อันเป็นของทิพย์ มีขึ้นสำหรับท่านผู้เรื่องยศ
อนึ่ง ต้นไม้และดอกไม้ผลไม้ ซึ่งเกิดอยู่ในน้ำ และ
บนบก ทั้งเป็นรุกขชาติที่มีอยู่ในเมืองมนุษย์ และ
ไม่มีในเมืองมนุษย์ ตลอดจนพรรณไม้ทิพย์ประจำ
เมืองสวรรค์ ก็ได้มีพร้อมอยู่ใกล้วิมานของท่าน ท่าน
ได้สมบัติทิพย์ ทั้งนี้เป็นผลแห่งการประพฤติชอบ
ทางกาย วาจา ใจ และการสำรวม การฝึกฝน
อินทรีย์อย่างไร เพราะผลกรรมอะไร ท่านจึงมาเกิด
ในวิมานนี้.
ดูก่อนเทพธิดา ผู้มีขนตางอนงาม. ขอท่านจง
ตอบถึงผลกรรม เป็นเหตุได้วิมานที่ท่านได้แล้วนี้
ตามคำที่อาตมาถามเถิด.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ผลิกรชตเหมชาลจฺฉนฺนํ ได้แก่ เราได้
เห็น คือเห็นวิมานมุงบังด้วยแก้วผลึก และด้วยข่ายเงินและข่ายทองคำ
ทั้งข้างล่างข้างบนมุงบังโดยรอบด้วยฝาทำด้วยแก้วผลึก และด้วยข่ายทำ
ด้วยเงินและทองคำ มีพื้นวิจิตรหลายอย่าง โดยพื้นมีสีต่าง ๆ และจัดไว้

302
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 303 (เล่ม 48)

อย่างสวยงาม. บทว่า สุรมฺมํ ได้แก่ น่ารื่นรมย์ด้วยดี. วิมานชื่อว่า
พยมฺห เพราะเป็นที่ที่ผู้มีบุญอยู่ ได้แก่ ภพ. บทว่า โตรณูปปนฺนํ
ได้แก่ ประกอบซุ้มประตูแล้วด้วยแก้ว ๗ ประการ วิจิตรไปด้วยดอกไม้
ประดับหลายชนิด. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า โตรณํ เป็นชื่อของซุ้มประตู
ปราสาท. วิมานนั้นประกอบด้วยซุ้มประตูนั้น ซึ่งมีการตกแต่งอย่างวิจิตร
หลายชั้น. บทว่า รุจกุปกิณฺณํ ได้แก่ วิมานมีลานเรี่ยรายไปด้วยทราย
ทอง. เพราะทรายมีสีเหมือนทอง เช่นเดียวกับทราย ทรายนั้นแหละ
ท่านเรียกว่า รุจกะ. บทว่า สุภํ คือ งาม. หรือชื่อว่า สุภะ เพราะย่อม
ส่องแสงไปด้วยดี. บทว่า วิมานํ คือ เห็นสูงที่สุด ได้แก่ ใหญ่โดย
ประมาณ.
บทว่า ภาติ ได้แก่ ส่องแสง คือรุ่งเรือง. บทว่า นเภ ว สุริโย
คือดุจดวงอาทิตย์ในอากาศ. บทว่า สรเท คือ ในสรทสมัย. บทว่า
ตโมนุโท คือ กำจัดความมืด. บทว่า ตถา ตปติมิทํ คือ เหมือนดวง
อาทิตย์มีรัศมีตั้งพันในสรทกาล. อนึ่ง วิมานของท่านนี้ส่องแสง คือ
สว่างไสว. ม อักษรเป็นบทสนธิ (ม อาคม). บทว่า ชลมิว ธูมสิโข
คือ ดุจไฟโพลงอยู่. จริงอยู่ ไฟท่านเรียกว่า ธูมสิขะและธูมเกตุ เพราะมี
ควันปรากฏบนยอดไฟนั้น. บทว่า นิเส คือ โปรย ได้แก่ ในกลางคืน.
บทว่า นภคฺเค คือ ส่วนของฟ้า. ท่านอธิบายว่า ท้องที่บนอากาศ. ปาฐะ
ว่า นคคฺเค ได้แก่ ยอดภูเขา. โยชนาแก้ว่า วิมานของท่านนี้.
บทว่า มุสตี ว นยนํ ความว่า ดุจลืมตามองดู กระทบเข้ากับ
แสงสว่างมากเกินไป ทำให้มองไม่เห็น. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าว สเตรตา
วา อธิบายว่า ดุจสายฟ้าแลบ. บทว่า วีณามุรชสมฺมตาลฆุฏฺฐํ ได้แก่

303
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 304 (เล่ม 48)

กึกก้องกังวานไปด้วยเสียงพิณเครื่องใหญ่ กลอง ฉาบ และกังสดาล.
บทว่า อิทฺธํ ได้แก่ มากไปด้วยเทพบุตร เทพธิดา และทิพยสมบัติ.
บทว่า อินฺทปุรํ ยถา คือ ดุจสุทัสนนคร.
ดอกปทุม ดอกโกมุท ดอกอุบล ดอกจงกลนี ท่านกล่าวรวม
กันว่า ปทุมกุมุทอุปฺปลกุวลยํ. พึงเพิ่มคำว่า อตฺถิ แปลว่า มีอยู่ลงไป.
ในบทนั้น แม้บุณฑริกท่านก็ใช้ศัพท์ว่า ปทุม. ดอกโกมุททุกชนิดทั้ง
ประเภทสีขาวและแดงท่านใช้ศัพท์ว่า กุมุท. ดอกอุบลสีแดง หรือ
ดอกอุบลทุกชนิดท่านใช้ศัพท์ว่า อุปปละ พึงทราบว่า นีลุปละ (บัวขาบ)
เท่านั้น ท่านใช้ศัพท์ว่า กุวลยะ จ ศัพท์ ในบทว่า โยธิกพนฺธุก-
โนชกา จ สนฺติ เป็นเพียงนิบาต. อธิบายว่า มีดอกพุดซ้อน ดอกชบา
ดอกอังกาบ. อาจารย์บางพวกกล่าวปาฐะว่า อโนชกาปิ สนฺติ มีดอก-
อังกาบ และกล่าวเป็นใจความว่า เป็นอันท่านกล่าวว่า อโนชกาปิ ดังนี้.
บทว่า สาลกุสุมิตปุปฺผิตา อโสกา พึงประกอบว่า ดอกรัง ดอกอโศก
แย้มบานดังนี้. บทว่า วิวิธทุมคฺคสุคนฺธเสวิตมิทํ ความว่า วิมานของ
ท่านนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมระรื่นของรุกขชาติยอดเยี่ยมหลายอย่าง.
บทว่า สฬลลพุชภุชกสํยุตฺตา ได้แก่ เรียงรายไปด้วยต้นหูกวาง
ขนุนสำมะลอ และต้นไม้มีกลิ่นหอมตั้งอยู่ริมฝั่ง. ต้นไม้มีกลิ่นหอม
ต้นหนึ่ง ชื่อภุชกะ มีอยู่ในเทวโลก และที่ภูเขาคันธมาทน์. อาจารย์
บางพวกกล่าวว่า ไม่มีในที่อื่น.
บทว่า กุสกสุผุลฺลิตลตาวลมฺพินี โยชนาแก้ว่า ประกอบด้วยไม้
เลื้อยห้อยย้อยลงมาจากใบตาลและใบและใบมะพร้าว และเถาดอกไม้บานสะพรั่ง
มีเถาวัลย์เป็นสายต่อกันลงมา. บทว่า มณิชาลสทิสา ได้แก่ รุ่งเรือง

304
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 305 (เล่ม 48)

เช่นกับข่ายแก้วมณี. บาลีว่า มณิชลสทิสา บ้าง แปลว่า คล้ายกับแสง
แก้วมณี อธิบายว่า รุ่งเรืองเช่นกับแก้วมณี. บทว่า ยสสฺสินี เป็นคำ
เรียกเทพธิดา. บทว่า อุปฏฺฐิตา เต ความว่า สระโบกขรณีน่ารื่นรมย์
มีคุณค่าตามทีกล่าวแล้วตั้งอยู่ใกล้วิมานของท่าน.
บทว่า อุทกรุหา พระวังคีสเถระกล่าวหมายถึงดอกปทุมเป็นต้น
ดังที่กล่าวแล้ว. บทว่า เยตฺถิ ตัดบทเป็น เย อตฺถิ. บทว่า ถลชา
ได้แก่ คัดเค้า. บทว่า เย จ สนฺติ ได้แก่ รุกขชาติเหล่าอื่น ที่มีดอก
และมีผล มีอยู่ใกล้วิมานของท่าน.
บทว่า กิสฺส สํยมทมสฺสยํ วิปาโก ความว่า นี้เป็นผลของความ
สำรวมเช่นไร ในการสำรวมทางกายเป็นต้น และของการฝึกเช่นไรใน
การฝึกอินทรีย์เป็นต้น. บทว่า เกนาสิ พระวังคีสเถระกล่าวว่า เพราะ
ผลกรรมอะไร ท่านจึงเกิดในที่นี้ คือผลกรรมอื่นทำให้เกิดขึ้นเอง ผลกรรม
อื่นทำให้เกิดอุปโภคสุข แล้วกล่าวต่อไปว่า ท่านได้วิมานนี้มาได้อย่างไร.
ในบทเหล่านั้น บทว่า กมฺมผเลน เป็นบทเหลือมาจากคำว่า กมฺมผเลน
วิปจฺจิตุํ อารทฺเธน มีผลกรรมเริ่มจะให้ผล. บทว่า กมฺมผเลน นี้ เป็น
ตติยาวิภัตติลงในลักษณะอิตถัมภูต (มี, ด้วย, ทั้ง). บทว่า ตทนุปทํ
อวจาสิ ความว่า ขอท่านจงตอบถึงกรรมนั้นตามลำดับ คือ ตามสมควร
แก่เรื่องราวที่อาตมาถามเถิด. บทว่า อุฬารปมุเข ได้แก่ มีขนตางอนงาม.
อธิบายว่า มีดวงตาเหมือนดวงตาลูกโค.
ลำดับนั้น เทพธิดาตอบว่า
ก็วิมานที่ดีฉันได้แล้วนี้ มีฝูงหงส์ นกกระเรียน

305
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 306 (เล่ม 48)

ไก่ฟ้า นกกด และนกเขาไฟ เที่ยวร่อนร้องไปมา
ทั้งเต็มไปด้วยหมู่นกนางนวล นกกระทุง พญาหงส์
ซึ่งเป็นนกทิพย์ ซึ่งบินไปมาอยู่ตามลำน้ำ และอึง
คะนึงไปด้วยฝูงนกประเภทอื่น ๆ อีก คือนกเป็ดน้ำ
นกค้อนหอย นกดุเหว่าลาย นกดุเหว่าขาว มีทั้ง
ต้นไม้ดอก ไม้ต้นไม้ผล อันเกิดเองหลายอย่าง
เช่นต้นแคฝอย ต้นหว้า ต้นอโศก ข้าแต่ท่าน
ผู้เจริญ ดีฉันได้วิมานนี้มาด้วยเหตุอันใด ดีฉันจะเล่า
เหตุอันนั้นถวาย นิมนต์ฟังเถิด คือมีหมู่บ้านหมู่หนึ่ง
ชื่อว่า นาลกคาม ตั้งอยู่ทางทิศเบื้องหน้าของแคว้น
มคธ ดีฉันเป็นบุตรสะใภ้ประจำตระกูลของบ้านนั้น
อันตั้งอยู่ภายในบุรี ประชาชนในหมู่บ้านนั้น เรียก
ดีฉันว่าเสสวดี ดีฉันมีน้ำใจชื่นบาน ได้สร้างกุศล-
กรรมไว้ในชาตินั้น คือได้บูชาพระธาตุของพระธรรม-
เสนาบดี นามว่า อุปติสสะ ซึ่งเป็นที่บูชาของ
ทวยเทพและมนุษย์ทั้งหลายผู้มากไปด้วยคุณความดี
มีศีลเป็นต้นหาประมาณมิได้ ซึ่งนิพพานไปแล้ว
ด้วยเครื่องสักการะหลายอย่าง ล้วนแต่รัตนะและ
ดอกดำ ครั้นบูชาพระธาตุของท่านผู้แสวงหาคุณ
อย่างยอดยิ่ง ผู้ถึงอนุปาทิเสสนิพพานแล้ว ซึ่งใน
ที่สุดยังเหลือแต่พระธาตุเท่านั้น ครั้นดีฉันละกาย
มนุษย์นั้นแล้ว จึงได้มาเกิดในดาวดึงส์สวรรค์ชั้น

306
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 307 (เล่ม 48)

ไตรทศอยู่ประจำวิมานในเทวโลกนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า โกญฺจมยุรจโกรสงฺฆจริตํ ได้แก่ หมู่นก-
กระเรียน ไก่ฟ้า นกกด นกเขาไฟและไก่ฟ้า เที่ยวไปมาในที่นั้น ๆ.
บทว่า ทิพฺยปิลวหํสราชจิณฺณํ ได้แก่ พญาหงส์ ซึ่งเป็นนกน้ำมี
ชื่อว่า ปิลวะ เพราะล่องลอยไปในน้ำ เที่ยวไปในที่นั้น ๆ. บทว่า
ทิชการณฺฑวโกกิลาภินาทิตํ ได้แก่ อึงคะนึงไปด้วยนกเป็ดน้ำ นกกระทุง
นกดุเหว่า และนกอื่น ๆ.
บทว่า นานาสนฺตานกปุปฺผรุกฺขวิวิธา ได้แก่ ไม้ดอกต่าง ๆ คือ
ไม้ดอกเกิดเองหลายชนิด มีกิ่งใหญ่กิ่งเล็กหลายอย่างต่างพรรณ. จากไม้
ดอกเหล่านั้น มีสีหลายอย่างลักษณะงดงาม ชื่อว่าไม้ดอกเกิดเองหลาย
ชนิด. ควรจะกล่าวว่า วิวิธํ แต่ท่านกล่าวว่า วิวิธา. บทว่า สนฺตานกา
ได้แก่ เถาวัลย์ที่เกิดเอง. อนึ่ง มีไม้ดอกหลายอย่างอยู่ในเถาวัลย์นั้น. อีก
อย่างหนึ่ง ชื่อว่า นานาสนฺตานกปุปฺผรุกฺขวิวิธา เพราะมีไม้ดอกเหล่านั้น
หลายอย่าง ได้แก่ ไม้ดอกเกิดเองหลายชนิด. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า
ปาฏลิชมฺพุอโสกรุกฺขวนฺตํ มีต้นแคฝอย ต้นหว้าและต้นอโศก. ควรนำ
บทว่า ปุปฺผรุกฺขา สนฺติ มีไม้ดอกมาเชื่อมกับบทนั้น. อีกอย่างหนึ่ง
บทว่า ปุปฺผรุกฺข ยังไม่ได้แจกวิภัตติ. ท่านจึงกล่าวว่า ปุปฺผรุกฺขํ.
บทว่า มคธวรปุรตฺถิเมน คือตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกในแคว้นมคธ
เพราะทางทิศตะวันออกในแคว้นมคธนั้นเป็นที่ที่ตรัสรู้. บทว่า ตตฺถ
อโหสิ ปุเร สุณิสา ความว่า เมื่อก่อนดีฉันได้เป็นลูกสะใภ้ในตระกูล
คหบดีตระกูลหนึ่งในนาลกคามนั้น.

307
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 308 (เล่ม 48)

บทว่า สา แปลว่า นี้. ชื่อว่า อัตถธัมมกุสล เพราะเป็นผู้ฉลาด
ในอรรถและในธรรม คือ พระผู้มีพระภาคเจ้า. ชื่อว่า อปจิตตฺถ-
ธมฺมกุสโล เพราะมีความฉลาดในอรรถและธรรมสิ้นไปแล้ว คือ พระ-
ธรรมเสนาบดี. พระธรรมเสนาบดีนั้นในรูปแล้ว จึงชื่อว่า อปจยะ
(สิ้นไป ) คือนิพพาน. ฉลาดในนิพพานนั้น และในอรรถและธรรม
ไม่มีเหลือ. อีกอย่างหนึ่ง ฉลาดในอรรถในธรรม คือ ในนิโรธและมรรค
อันน่านับถือ คือน่าบูชา. ชื่อว่า มหนฺต (ใหญ่ ) เพราะประกอบด้วย
ศีลขันธ์เป็นต้นอันยิ่งใหญ่. บทว่า กุสุเมหิ ได้แก่ ด้วยดอกไม้ทำด้วย
รัตนะและด้วยอย่างอื่น.
บทว่า ปรมคติคตํ ได้แก่ บรรลุอนุปาทิเสสนิพพาน. บทว่า
สมุสฺสยํ คือร่างกาย. บทว่า ติทสคตา ได้แก่ ไปสวรรค์ชั้นไตรทศ
คือเข้าถึงหมู่เทพชั้นดาวดึงส์. บทว่า อิธ ได้แก่ ในเทวโลกนี้. บทว่า
อวสามิ ฐานํ คืออยู่ประจำวิมานนี้ . บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำกถามรรค ที่ท่านพระวังคีสะและเทพ
ธิดากล่าวให้เป็นเรื่องเกิดขึ้น แล้วจึงทรงแสดงธรรมแก่บริษัทที่ประชุม
กันโดยพิสดาร. เทศนาได้มีประโยชน์แก่มหาชน ด้วยประการฉะนี้
จบอรรถกถาเสสวดีวิมาน

308
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 309 (เล่ม 48)

๘. มัลลิกาวิมาน
ว่าด้วยมัลลิกาวิมาน
พระนารทเถระได้ถามนางมัลลิกาเทพธิดาว่า
[๓๖] ดูก่อนนางเทพธิดา ผู้มีผ้านุ่งห่มและธง
ล้วนแต่สีเหลือง ประดับประดาด้วยเครื่องก็ล้วนเหลือง
เธอถึงจะไม่ประดับด้วยเครื่องประดับอันงดงามเหลือง
อร่ามเช่นนี้ ก็ยังงามโดยธรรมชาติ ดูก่อนนางเทพ-
ธิดา ผู้มีเครื่องประดับล้วนแต่ทองคำธรรมชาติ
แก้วไพฑูรย์ จินดา มีกายาปกคลุมไว้ด้วยร่างแห
ทองคำเหลืองอร่าม เป็นระเบียบงดงามด้วยสายแก้ว
สีต่าง ๆ สายแก้วเหล่านั้น ล้วนแต่สำเร็จด้วยทองคำ
ธรรมชาติ แก้วทับทิม แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์
บางสายก็ล้วนแล้วด้วยแก้วลายคล้ายตาแมว บ้างก็
สำเร็จด้วยแก้วแดงคล้ายสีเลือด บ้างก็สำเร็จด้วย
แก้วอันสดใสเหมือนสีตานกพิราบ เครื่องประดับ
ทั้งหมดที่ตัวของท่านนี้ทุก ๆ สาย ยามต้องลมพัด
มีเสียงไพเราะเหมือนเสียงนกยูง พญูาหงส์ทองหรือ
เสียงนกการเวก หรือมิฉะนั้นก็เสียงเบญจางคดุริย-
ดนตรี ที่พวกคนธรรพ์พากันบรรเลงเป็นคู่ ๆ อย่าง
ไพเราะน่าฟังก็ปานกัน อนึ่ง รถของท่านงดงามมาก

309
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 310 (เล่ม 48)

หลากไปด้วยเนาวรัตนนานาพรรณ อันบุญกรรมจัด
สรรมาให้จากธาตุนานาชนิด ดูมูลมองพิจิตรจรัส
จำรูญ ยามท่านยืนอยู่เหนือสุพรรณรถขับไปถึง
ประเทศใด ที่ตรงนั้นก็สว่างไสวไปทั่วถึงกัน ดูก่อน
นางเทพธิดา อาตมาถามท่านแล้ว ท่านจงตอบอาตมา
ว่า นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร.
นางมัลลิกาเทพธิดาตอบว่า
พระคุณเจ้าขา ดีฉันมีร่างกายซึ่งปกปิดไว้ด้วย
ร่างแหทองคำวิจิตรไปด้วยแก้วแดงอ่อน ๆ และแก้ว
มุกดา นับว่าดีฉันคลุมร่างไว้ด้วยตาข่ายทองเช่นนี้
ก็เพราะดีฉันมีจิตผ่องใส ได้บูชาพระโคดมบรมครู
ผู้ทรงพระคุณหาประมาณมิได้ ซึ่งเสด็จเข้าสู่นิพพาน
ไปแล้ว ครั้นดีฉันทำกุศลกรรมที่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย
สรรเสริญแล้ว จึงสร่างโศก หมดโรคภัย ได้รับ
แต่ความสุขกาย สุขใจ รื่นเริงบันเทิงใจเป็นนิตย์.
จบมัลลิกาวิมาน
อรรถกถามัลลิกาวิมาน
มัลลิกาวิมาน มีคาถาว่า ปีตวตฺเถ ปีตธเช ดังนี้เป็นต้น.
มัลลิกาวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ?
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบำเพ็ญพุทธกิจ เริ่มต้นทรงแสดงพระ-

310
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 311 (เล่ม 48)

ธัมมจักกปปวัตตนสูตร จนถึงทรงโปรดสุภัททปริพาชกแล้ว ปรินิพพาน
ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุในเวลาใกล้รุ่ง ณ วันเพ็ญ เดือน ๖ ในระหว่าง
ต้นสาละทั้งคู่ ณ สาลวันแห่งมัลลราช ใกล้กรุงกุสินารา พวกเทวดาและ
มนุษย์ต่างพากันทำการบูชาพระสรีระของพระองค์ ในครั้งนั้น ราชบุตรี
ของกษัตริย์มัลละเป็นภรรยาของพันธุลมัลละ ในกรุงกุสินารา ชื่อ
มัลลิกา เป็นอุบาสิกามีศรัทธาเลื่อมใส เอาน้ำหอมล้างเครื่องประดับ
มหาลดาของตน เช่นเดียวกับของนางวิสาขามหาอุบาสิกา ขัดด้วยผ้าเนื้อดี
และถือเอาของหอมและดอกไม้เป็นต้น เป็นอันมากอย่างอื่นบูชาพระสรีระ
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า. นี้เป็นความย่อในเรื่องนี้. ส่วนเรื่องนางมัลลิกา
โดยพิสดารมาแล้วในอรรถกถาธรรมบท.
ครั้นต่อมา นางมัลลิกานั้น สิ้นชีพิตักษัยไปบังเกิดในสวรรค์
ชั้นดาวดึงส์. ด้วยอานุภาพแห่งการบูชานั้น นางมัลลิกาได้มีทิพย-
สมบัติอันโอฬาร ไม่สาธารณ์ด้วยผู้อื่น. วิมานประดับด้วยผ้า รุ่งเรืองด้วย
แก้ว ๗ ประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีรัศมีสีทอง ผ่องใสยิ่งนัก ปรากฏ
เหมือนสายน้ำสีทอง แดงเรื่อโปรยลงมาจากทุกทิศ.
ครั้งนั้น ท่านพระนารทะ จาริกไปยังเทวโลกเห็นเทพธิดาจึงเข้าไป
หา. เทพธิดาครั้นเห็นท่านพระนารทะ จึงยืนประคองอัญชลีนมัสการ.
ท่านพระนารทะจึงถามเทพธิดานั้นว่า
ดูก่อนเทพธิดา ผู้มีผ้านุ่งห่มและธงล้วนแต่
สีเหลือง เครื่องประดับก็ล้วนแต่สีเหลือง ท่านถึง
ไม่ประดับด้วยเครื่องประดับอันงดงาม ก็ยังงาม

311