ทั้งหลายด้วยตนเอง ดุจมะขามป้อมบนฝ่ามือฉะนั้น หรือบทว่า สกํ ท่าน
แผลง ย เป็น ก อธิบายว่า สยํ อตฺตนา คือด้วยตนเอง.
บทว่า ปฏิปนฺนา ได้แก่ ปฏิบัติอยู่ คือทั้งอยู่ในมรรค. บทว่า
อุชุภูโต ได้แก่ ทักขิไณยบุคคลผู้ถึงความเป็นผู้ตรงด้วยการปฏิบัติตรง.
บทว่า ปญฺญาสฺลสมาหิโต ได้แก่ ตั้งมั่นแล้วด้วยปัญญาและศีล เป็น
ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิและศีล คือประกอบแล้วด้วยทิฏฐิอันเป็นอริยะ และ
ด้วยศีลอันเป็นอริยะ. ท่านชี้ถึงความเป็นสงฆ์ชั้นเยี่ยมของผู้ถึงพร้อมด้วย
ทิฏฐิและศีลนั้น ด้วยบทว่า อุชุภูโต นั้น. ก็ชื่อว่า สงฆ์ เพราะสืบ
ต่อกันมาด้วยทิฏฐิและศีลเสมอกัน. อีกอย่างหนึ่ง จิตตั้งมั่นแล้ว เป็นสมาธิ.
ชื่อว่า ปญฺญาสีลสมาหิโต เพราะมีปัญญา ศีล และสมาธิ. ท่านชี้ถึง
ความเป็นทักขิไณยบุคคลของสงฆ์นั้นเพราะเป็นผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยไตร-
สิกขา เป็นต้น ด้วยบทว่า ปญฺญาสีลสมาหิโต นั้น.
บทว่า วิปุโล มหคฺคโต ชื่อว่า มหัคคตะ เพราะพระสงฆ์ถึง
ความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ด้วยคุณทั้งหลาย. ชื่อว่า วิปุละ เพราะเป็นเหตุให้เกิด
ผลไพบูลย์แก่การกบุคคลผู้ถวายทานในท่าน. บทว่า อุทธีว สาคโร
ความว่า พระสงฆ์นั้นว่าโดยคุณหาอะไรเปรียบมิได้ เหมือนอย่างสาครมีชื่อ
ว่า อุทธิ เพราะเป็นที่ทรงน้ำไว้ ยากที่จะหาอะไรเปรียบได้ว่า มีน้ำ
เท่านี้ ๆ ทะนาน. หิ ศัพท์ในบทว่า เอเตหิ เป็นนิบาตลงในอวธารณะ
มีความว่า เอเต เจว เสฏฺฐา พระสงฆ์เหล่านี้แลเป็นผู้ประเสริฐที่สุด.
สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ยาวตา ภิกฺขเว สงฺฆา วา คณา
วา ตถาคตสาวกสงฺโฆ เตสํ อคฺคมกฺขายติ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้ง-
หลาย หมู่ก็ดี คณะก็ดี เรากล่าวว่า สงฆ์ผู้เป็นสาวกของตถาคต เป็นผู้