พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 292 (เล่ม 48)

ทั้งหลายด้วยตนเอง ดุจมะขามป้อมบนฝ่ามือฉะนั้น หรือบทว่า สกํ ท่าน
แผลง ย เป็น ก อธิบายว่า สยํ อตฺตนา คือด้วยตนเอง.
บทว่า ปฏิปนฺนา ได้แก่ ปฏิบัติอยู่ คือทั้งอยู่ในมรรค. บทว่า
อุชุภูโต ได้แก่ ทักขิไณยบุคคลผู้ถึงความเป็นผู้ตรงด้วยการปฏิบัติตรง.
บทว่า ปญฺญาสฺลสมาหิโต ได้แก่ ตั้งมั่นแล้วด้วยปัญญาและศีล เป็น
ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิและศีล คือประกอบแล้วด้วยทิฏฐิอันเป็นอริยะ และ
ด้วยศีลอันเป็นอริยะ. ท่านชี้ถึงความเป็นสงฆ์ชั้นเยี่ยมของผู้ถึงพร้อมด้วย
ทิฏฐิและศีลนั้น ด้วยบทว่า อุชุภูโต นั้น. ก็ชื่อว่า สงฆ์ เพราะสืบ
ต่อกันมาด้วยทิฏฐิและศีลเสมอกัน. อีกอย่างหนึ่ง จิตตั้งมั่นแล้ว เป็นสมาธิ.
ชื่อว่า ปญฺญาสีลสมาหิโต เพราะมีปัญญา ศีล และสมาธิ. ท่านชี้ถึง
ความเป็นทักขิไณยบุคคลของสงฆ์นั้นเพราะเป็นผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยไตร-
สิกขา เป็นต้น ด้วยบทว่า ปญฺญาสีลสมาหิโต นั้น.
บทว่า วิปุโล มหคฺคโต ชื่อว่า มหัคคตะ เพราะพระสงฆ์ถึง
ความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ด้วยคุณทั้งหลาย. ชื่อว่า วิปุละ เพราะเป็นเหตุให้เกิด
ผลไพบูลย์แก่การกบุคคลผู้ถวายทานในท่าน. บทว่า อุทธีว สาคโร
ความว่า พระสงฆ์นั้นว่าโดยคุณหาอะไรเปรียบมิได้ เหมือนอย่างสาครมีชื่อ
ว่า อุทธิ เพราะเป็นที่ทรงน้ำไว้ ยากที่จะหาอะไรเปรียบได้ว่า มีน้ำ
เท่านี้ ๆ ทะนาน. หิ ศัพท์ในบทว่า เอเตหิ เป็นนิบาตลงในอวธารณะ
มีความว่า เอเต เจว เสฏฺฐา พระสงฆ์เหล่านี้แลเป็นผู้ประเสริฐที่สุด.
สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ยาวตา ภิกฺขเว สงฺฆา วา คณา
วา ตถาคตสาวกสงฺโฆ เตสํ อคฺคมกฺขายติ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้ง-
หลาย หมู่ก็ดี คณะก็ดี เรากล่าวว่า สงฆ์ผู้เป็นสาวกของตถาคต เป็นผู้

292
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 293 (เล่ม 48)

เลิศกว่าหมู่หรือคณะเหล่านั้น ดังนี้. บทว่า นรวีรสาวกา ได้แก่ สาวก
ของพระพุทธเจ้าผู้มีความเพียรในหมู่นรชนทั้งหลาย. บทว่า ปภงฺกรา
ได้แก่ ทำแสงสว่าง คือญาณแก่ชาวโลก. บทว่า ธมฺมมุทีรยนฺติ ได้แก่
แสดงธรรม. ถามว่า อย่างไร. ตอบว่า เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ประดิษฐานแสงสว่างแห่งพระธรรมไว้ในอริยสงฆ์.
บทว่า เย สงฺฆมุทฺทิสฺส ททนฺติ ทานํ ความว่า สัตว์เหล่าใด
ถวายทานมุ่งต่ออริยสงฆ์ ในสมมติสงฆ์ แม้โดยที่สุดโคตรภูสงฆ์ เป็น
อันว่าสัตว์เหล่านั้นถวายทานดีแล้ว แม้การบูชาด้วยการเคารพและต้อนรับ
ก็เป็นการบูชาดีแล้ว แม้บูชาด้วยเครื่องบูชาใหญ่ก็เป็นการบูชาดีแล้ว
เหมือนกัน. ถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะทักขิณานั้นจัดเป็น
สังฆทานมีผลมาก อัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญแล้ว อธิบายว่า
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งโลก ทรงสรรเสริญยกย่องชมเชยถึงทานที่
มีผลมากโดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนอานนท์ เราไม่กล่าวว่า ปาฏิบุคลิกภาพ
มีผลมากกว่า สังฆทานด้วยปริยายอะไร ๆ เลย สังฆทานเป็นประมุข
ของผู้หวังบุญ พระสงฆ์นั่นแลเป็นประมุขของผู้บูชา และพระสงฆ์
เป็นเนื้อนาบุญของชาวโลก ไม่มีเนื้อนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดังนี้
บทว่า เอตาทิสํ ปุญฺญมนุสฺสรนฺตา ความว่า ระลึกถึงทานที่ตน
ทำมุ่งสงฆ์เช่นนี้. บทว่า เวทชาตา ได้แก่ เกิดโสมนัส.
บทว่า วิเนยฺย มจฺเฉรมลํ สมูลํ ความว่า ความตระหนี่ชื่อว่า
เป็นมลทิน เพราะทำจิตให้เศร้าหมอง หรือว่า ความตระหนี่ด้วย มลทิน
มีริษยา โลภะและโทสะเป็นต้นด้วย ชื่อว่า มจฺเฉรมลํ ความตระหนี่
และมลทิน. โยชนาแก้ว่า กำจัด คือ นำออก ข่มมลทินคือความตระหนี่

293
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 294 (เล่ม 48)

พร้อมทั้งรากเหง้ามีความไม่รู้ความสงสัย และความผันแปรเป็นต้นเสียได้
ทั้งไม่ถูกติเตียน ย่อมเข้าถึงฐานะ คือ สวรรค์. บทที่เหลือมีนัยดังกล่าว
แล้วนั่นแล.
ก็ท้าวสักกะจอมเทพทรงบอกความเป็นไปทั้งหมดนี้ แก่ท่านมหา
โมคคัลลานะด้วยคาถามีอาทิว่า ททฺทลฺลมานา วณฺเณน ดังนี้. ท่าน
มหาโมคัลลานะจึงกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ทำข้อนั้นให้เป็นเหตุเกิดเรื่องราวแล้ว ทรงแสดงธรรมแก่บริษัทที่ประชุม
พร้อมเพรียงกัน. เทศนานั้นได้มีประโยชน์แก่มหาชนด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาทัททัลลวิมาน
๗. เสสวดีวิมาน
ว่าด้วยเสสวดีวิมาน
เมื่อพระวังคีสเถระจะได้ถามถึงบุรพกรรมของนางเทพธิดานั้น จึง
สรรเสริญวิมานของเธอเสียก่อนเป็นปฐม ด้วยคาถา ๗ คาถา ความว่า
[๓๕] ดูก่อนแม่เทพธิดา อาตมาได้เห็นวิมานของท่าน
นี้ อันมุงและบังด้วยข่ายแก้วผลึก ข่ายเงินและข่าย
ทองคำ มีพื้นที่เต็มไปด้วยต้นไม้มีผลวิจิตรนานา
พรรณเป็นระเบียบเรียบร้อย น่ารื่นรมย์ เป็นวิมานซึ่ง
เกิดสำหรับผู้มีบุญ มีซุ้มประตูแล้วด้วยแก้ว ๗ ประการ
ที่ลานวิมานเรี่ยรายไปด้วยทรายทองงดงามมาก มี

294
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 295 (เล่ม 48)

รัศมีส่องสว่างไปทั่วทุกทิศ เหมือนพระอาทิตย์ มีรัศมี
ตั้งพัน ซึ่งกำจัดความมืดมนได้เป็นปกติในยาม
สรทกาล หรือเหมือนกับแสงเปลวเพลิงซึ่งกำลังลุก
อยู่บนยอดเขาในเวลากลางคืน หรือคล้ายกับการลืม
ตาขึ้นขณะที่ฟ้าแลบในอากาศฉะนั้น วิมานนี้เป็น
วิมานลอยอยู่ในอากาศ ก้องกังวานไปด้วยเสียงดนตรี
คือ พิณเครื่องใหญ่ กลองและกังสดาล ประโคมอยู่
มิได้ขาดระยะ สุทัสนเทพนคร อันเป็นเมืองพระ-
อินทร์ ซึ่งมั่งคั่งไปด้วยสมบัติทิพย์ฉันใด วิมานของ
ท่านนี้ก็ฉันนั้น วิมานของท่านนี้ฟุ้งไปด้วยกลิ่นหอม
อย่างยอดเยี่ยมหลายอย่างต่าง ๆ กัน คือ กลิ่นดอก
ปทุม ดอกโกมุท ดอกอุบล ดอกจงกลนี ดอกคัดเค้า
ดอกพุดซ้อน ดอกกุหลาบ ดอกอังกาบ ดอกรัง ดอก
อโศก แย้มกลีบส่งกลิ่นหอมระรื่น ทั้งตั้งอยู่ริมฝั่ง
สระโบกขรณี น่ารื่นรมย์ เรียงรายไปด้วยไม้หูกวาง
ขนุนสำมะลอ และต้นไม้กลิ่นหอม มีทั้งไม้เลื้อยชู
ดอกออกช่อหอมระรื่น ห้อยย้อยเกาะก่ายลงมาจาก
ปลายใบต้นตาล และมะพร้าว คล้ายกับข่ายแก้วมณี
และแก้วประพาฬ จัดเป็นของทิพย์ มีขึ้นสำหรับท่าน
ผู้เรืองยศ อนึ่ง ต้นไม้และดอกไม้ผลทั้งหลายซึ่งเป็น
ต้นไม้เกิดอยู่ในน้ำและบนบก ทั้งเป็นรุกขชาติมีอยู่
ในเมืองมนุษย์ และไม่มีในเมืองมนุษย์ ตลอดจน

295
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 296 (เล่ม 48)

พรรณไม้ทิพย์ประจำเมืองสวรรค์ ก็ได้มีพร้อมอยู่ใกล้
วิมานของท่าน ท่านได้สมบัติทิพย์ทั้งนี้เป็นผลแห่ง
การประพฤติทางกาย วาจา ใจ และการฝึกฝนอินทรีย์
อย่างไร เพราะผลกรรมอะไร ท่านจึงมาเกิดในวิมาน
นี้.
ดูก่อนนางเทพธิดา ผู้มีขนตางอนมาก ขอท่าน
จงตอบถึงผลกรรมเป็นเหตุได้วิมานที่ท่านได้แล้วนี้ ไป
ตามคำที่อาตมาถามท่านแล้วตามลำดับด้วยเถิด.
ลำดับนั้น นางเทพธิดาตอบว่า
ก็วิมานที่ดีฉันได้แล้วนี้ มีฝูงหงส์ นกกระเรียน
ไก่ฟ้า นกกด และนกเขาไฟ เที่ยวร่อนร้องไปมา
ทั้งเต็มไปด้วยหมู่นกนางนวล นกกระทุง และพญา
หงส์ทอง ซึ่งเป็นนกทิพย์เที่ยวบินไปมาอยู่ตลอดลำน้ำ
และอึงคะนึงไปด้วยฝูงนกประเภทอื่น ๆ อีก คือ นก-
เป็ดน้ำ นกค้อนหอย นกดุเหว่าลาย นกดุเหว่าขาว
มีทั้งต้นไม้ดอก ไม้ต้น ไม้ผล อันเกิดเองหลายอย่าง
ต่างพรรณ คือ ต้นแคฝอย ต้นหว้า ต้นอโศก พระ-
คุณเจ้าขา ดีฉันได้วิมานนี้ด้วยเหตุผลอันใด ดีฉัน
จะเล่าเหตุผลอันนั้นถวายพระคุณเจ้า นิมนต์ฟังเถิด
คือ มีหมู่บ้านหมู่หนึ่งชื่อนาฬกคาม ตั้งอยู่ทางทิศ
ตะวันออกของพระนครราชคฤห์ ดีฉันเป็นบุตรสะใภ้
ประจำตระกูลของบ้านนั้นตั้งอยู่ภายในบุรี ชุมชน

296
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 297 (เล่ม 48)

ในหมู่บ้านนั้นเรียกดิฉันว่า เสสวดี ดีฉันมีใจชื่นบาน
ได้ก่อสร้างกุศลกรรมไว้ในชาตินั้น คือ ได้บูชาพระ-
ธาตุของพระธรรมเสนาบดี นามว่า อุปติสสะ ซึ่ง
เป็นที่บูชาของทวยเทพและมนุษย์ทั้งหลายผู้มากไป
ด้วยคุณความดีมีศีลเป็นต้นหาประมาณมิได้ ซึ่ง
นิพพานไปแล้วด้วยเครื่องสักการะหลายอย่าง ล้วน
แต่รัตนะและดอกคำ ก็แหละครั้นบูชาพระธาตุของ
พระผู้แสวงหาซึ่งคุณอย่างยอดยิ่ง ผู้ถึงอนุปาทิเสส-
นิพพานธาตุแล้ว ซึ่งในที่สุดยังเหลืออยู่แด่พระธาตุ
เท่านั้น ครั้นดิฉันละกายมนุษย์นั้นแล้ว จึงได้มาเถิด
ในดาวดึงส์ชั้นไตรทศ อยู่ประจำวิมานในเทวโลก.
จบเสสวดีวิมาน
อรรถกถาเสสวดีวิมาน
เสสวดีวิมาน มีคาถาว่า ผลิกรชตเหมชาลจฺฉนฺนํ ดังนี้เป็นต้น.
เสสวดีวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันพาวิหาร ใกล้กรุง
สาวัตถี. สมัยนั้น ได้มีลูกสะใภ้ของตระกูลชื่อ เสสวดี ในตระกูลคหบดี
มหาศาลตระกูลหนึ่ง ณ นาลกคาม ในแคว้นมคธ.
ได้ยินว่า นางเสสวดีนั้น เมื่อเขากำลังสร้างสถูปทองประมาณ

297
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 298 (เล่ม 48)

โยชน์หนึ่ง ของพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสป เป็นเด็กหญิงได้ไปยัง
ฐานเจดีย์กับมารดา ได้ถามมารดาว่า แม่จ๋า คนเหล่านี้ทำอะไรกันจ๊ะ
มารดาตอบว่า เขาทำอิฐทองคำเพื่อสร้างเจดีย์ ลูก. เด็กหญิงได้ฟังดังนั้น
มีใจเลื่อมใส บอกกะมารดาว่า แม่จ๋า ที่คอของลูกมีเครื่องประดับเล็ก ๆ
ทำด้วยทองคำ ลูกจะให้เครื่องประดับนี้เพื่อสร้างเจดีย์นะแม่ มารดาพูดว่า
ดีแล้วลูก ให้ไปเถิด แล้วก็ปลดเครื่องประดับนั้นจากคอมอบให้แก่ช่าง
ทอง กล่าวว่า เด็กหญิงคนนี้บริจาคเครื่องประดับนี้ ท่านจงใส่เครื่อง
ประดับนี้ลงไปแล้วทำอิฐเถิด. ช่างทองได้ทำตาม. ครั้นต่อมาเด็กหญิงนั้น
ได้ถึงแก่กรรม ด้วยบุญนั้นเองได้ไปบังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวไปมาใน
เทวโลก ครั้นถึงศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา ได้มาเกิดใน
นาลกคามจนอายุได้ ๑๒ ขวบตามลำดับ.
วันหนึ่ง เด็กหญิงนั้นได้รับเงินที่มารดาส่งไปให้ จึงไปตลาดแห่ง
หนึ่งเพื่อซื้อน้ำมัน. ก็ที่ตลาดนั้นบุตรกุฎุมพีคนหนึ่ง เป็นพ่อค้า กำลังขุด
เพื่อจะเอาเงินทองแก้วมุกดาแก้วมณีเป็นอันมากที่บิดาฝังเก็บไว้ ด้วยกำลัง
กรรมจึงเห็นสมบัติที่ขุดขึ้นมานั้นเป็นกระเบื้อง หิน และกรวดไปหมด
แต่นั้นจึงเอารวมเป็นกองไว้ส่วนหนึ่ง เพื่อทดสอบว่าเงินและทองเป็นต้น
จักเป็นของผู้มีบุญบ้างกระมัง.
ลำดับนั้น เด็กหญิงเห็นพ่อค้าบุตรกุฎุมพีนั้นจึงถามว่า ทำไมจึงเอา
แก้วมากองไว้ที่ตลาดอย่างนี้เล่า ควรจะเอาไปไว้เป็นอย่างดีมิใช่หรือ.
พ่อค้าได้ฟังดังนั้นคิดว่า เด็กหญิงผู้นี้มีบุญมาก ของทั้งหมดนี้เป็นเงิน
เป็นต้นขึ้นมาได้ด้วยอำนาจบุญของเด็กหญิงผู้นี้ เราทั้งสองจักเป็นผู้ครอบ-
ครองร่วมกัน เราจักสงเคราะห์เด็กหญิงนั้น จึงไปหามารดาของเด็กหญิง

298
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 299 (เล่ม 48)

แล้วขอว่า ท่านจงให้เด็กหญิงนี้แก่ข้าพเจ้าเพื่อจะได้บุตรเถิด แล้วให้
ทรัพย์เป็นอันมาก ทำพิธีอาวาหวิวาหมงคล นำเด็กหญิงนั้นมาสู่เรือนของ
ตน.
ต่อมา พ่อค้าผู้สามีได้เห็นศีลาจารวัตรของเด็กหญิงผู้เป็นภรรยานั้น
จึงเปิดห้องคลังแล้วถามว่า น้องเห็นอะไรในห้องคลังนี้บ้าง เมื่อภรรยา
ตอบว่า น้องเห็นเงิน ทองคำ แก้วมณีกองอยู่ จึงกล่าวต่อไปว่า ของ
เหล่านี้ได้หายไปด้วยกำลังกรรมของพี่ ด้วยบุญวิเศษของน้องจึงเป็นของ
วิเศษอย่างเดิม. เพราะฉะนั้นตั้งแต่นี้ไป น้องคนเดียวจงดูแลสมบัติทั้งหมด
ในเรือนนี้ พี่จักใช้เฉพาะส่วนที่น้องให้เท่านั้น ตั้งแต่นั้นมา ชนทั้งหลาย
จึงทั้งชื่อเด็กหญิงนั้นว่า เสสวดี.
ก็สมัยนั้น ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรรู้ว่าคนจะสิ้นอายุ จึงคิด
ว่า เราจักให้ค่าเลี้ยงดู แก่นางสารีพราหมณีผู้เป็นมารดาของเราแล้วจึงจัก
ปรินิพพานแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ขออนุญาตปรินิพพาน
ได้แสดงปาฏิหาริย์ครั้งใหญ่ตามพระพุทธบูชา สรรเสริญพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าด้วยบทสรรเสริญพันบท แล้วมุ่งหน้าไปจนพ้นทัศนวิสัย แต่ยังไม่
หลีกไปกลับมาถวายบังคมอีก ห้อมล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ออกจากวิหาร ให้
โอวาทแก่ภิกษุสงฆ์ แล้วปลอบท่านพระอานนท์ ให้บริษัท ๔ กลับ
ไปถึงนาลกคามโดยลำดับ ให้มารดาตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล รุ่งเช้าก็
ปรินิพพานที่ห้องที่ท่านเกิดนั่นเอง. เมื่อพระสารีบุตรปรินิพพานแล้ว
ทวยเทพแต่มนุษย์ทั้งหลายต่างทำสักการะศพ ล่วงไปถึง ๗ วัน พากัน
ก่อเจดีย์สูงร้อยศอกด้วยกฤษณาและไม้จันทน์.
นางเสสวดีได้ทราบข่าวการปรินิพพานของพระเถระจึงคิดว่า เราจัก

299
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 300 (เล่ม 48)

ไปบูชาศพ หมายใจว่า จะให้คนรับใช้ถือผอบเต็มด้วยดอกไม้ทองคำ
และของหอมไป จึงไปลาพ่อผัว แม้พ่อผัวจะพูดว่าเจ้ามีข้าวของหนัก ๆ
และจะถูกผู้คนในที่นั้นเหยียบเอา ส่งดอกไม้และของหอมไปก็พอแล้ว จง
อยู่ในบ้านนี้แหละ นางมีศรัทธากล้าคิดว่า ถึงแม้เราจะตายลงไปในที่นั้น
เราก็จักไปทำบูชาสักการะให้ได้ นางไม่ฟังคำพ่อผัว จึงพร้อมด้วยหญิง
รับใช้พากันไป ณ ที่นั้น ยืนประณมมือบูชาด้วยของหอมและดอกไม้
เป็นต้น.
ขณะเมื่อข้าราชบริพารมาเพื่อบูชาพระเถระ ช้างตกมันเชือกหนึ่งได้
เข้าไปยังที่นั้น. เมื่อผู้คนกลัวตายพากันหนี เพราะเห็นช้างนั้น หมู่ชนได้
เหยียบนางเสสวดี ซึ่งล้มลงแล้วถูกคนเหยียบจนตาย. นางเสสวดีนั้น
กระทำบูชาสักการะมีจิตถึงพร้อมด้วยความเลื่อมใสในพระเถระ ครั้นถึง
แก่กรรมแล้วก็ไปบังเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์. นางได้มีนางอัปสรหนึ่ง
พันเป็นบริวาร.
ในทันทีนั่นเอง นางเทพธิดาแลดูทิพยสมบัติของตน ใคร่ครวญถึง
เหตุแห่งทิพยสมบัตินั้นว่า เราได้สมบัตินี้ด้วยบุญเช่นไรหนอ ครั้นเห็น
การบูชาสักการะที่ตนทำเฉพาะพระเถระ จึงมีจิตเลื่อมใสในพระรัตนตรัย
ยิ่งขึ้น นางประดับร่างกายด้วยเครื่องประดับบรรทุกเกวียนได้ ๖๐ เล่ม
เกวียน แวดล้อมด้วยนางอัปสรหนึ่งพันเพื่อถวายบังคมพระศาสดา ด้วย
เทพฤทธิ์อันยิ่งใหญ่ ยังสิบทิศให้สว่างไสวดุจพระจันทร์และดุจพระอาทิตย์
มาพร้อมกับวิมาน ลงจากวิมานยืนประคองอัญชลี ถวายบังคมพระผู้มี-
พระภาคเจ้า. ขณะนั้นท่านพระวังคีสะนั่งอยู่ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า จึง
ทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ปัญหาย่อมปรากฏ

300
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 301 (เล่ม 48)

แก่ข้าพระองค์ เพื่อจะทูลถามถึงกรรมที่เทพธิดานี้กระทำไว้. พระผู้มี-
พระภาคเจ้าได้ตรัสว่า วังคีสะ ปัญหาจงปรากฏแก่เธอเถิด ดังนี้. จึงท่าน
วังคีสะประสงค์จะถามถึงกรรมที่เทพธิดานั้นทำไว้ เมื่อจะสรรเสริญวิมาน
ของเทพธิดานั้นเสียก่อนเป็นปฐม จึงกล่าวว่า
ดูก่อนเทพธิดา อาตมาได้เห็นวิมานของท่านนี้มุง
ด้วยแก้วผลึก ข่ายเงินและข่ายทองคำ มีพื้นวิจิตร
หลายอย่าง น่ารื่นรมย์ เป็นภพที่น่าอยู่ เนรมิตไว้
เป็นอย่างดี มีซุ้มประตูแล้วด้วยแก้ว ๗ ประการ ที่
ลานวิมานเรี่ยรายไปด้วยทรายทอง งดงามมาก ส่อง
แสงไปทั่วสิบทิศ เหมือนพระอาทิตย์บนท้องฟ้า มี
รัศมีตั้งพัน กำจัดความมืดได้ในสรทกาล วิมานของ
ท่านนี้ย่อมส่องแสงเหมือนกับแสงเปลวไฟ ซึ่งกำลัง
ลุกอยู่บนยอดภูเขาในเวลากลางคืน หรือคล้ายกับการ
ลืมตาขึ้นขณะที่ฟ้าแลบในอากาศฉะนั้น วิมานนี้เป็น
วิมานลอยอยู่บนอากาศ ก้องกังวานไปด้วยเสียงดนตรี
คือ พิณ กลอง และกังสดาล ประโคมอยู่มิได้ขาด
ระยะ สุทัสนเทพนครอันเป็นเมืองพระอินทร์ ซึ่ง
มั่งคั่งไปด้วยสมบัติทิพย์ฉันใด วิมานของท่านนี้ก็
ฉันนั้น วิมานของท่านนี้ฟุ้งไปด้วยกลิ่นหอมอย่าง
เยี่ยมหลายอย่างต่าง ๆ กัน คือกลิ่นดอกปทุม ดอก-
โกมุท ดอกอุบล ดอกจงกลนี ดอกคัดเค้า ดอก-
พุดซ้อน ดอกกุหยาบ ดอกอังกาบ ดอกรัง ดอกอโศก

301